หลังไอรินจากไป

หลังไอรินจากไป

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

“ฉันได้ยินเสียงนั่นอีกแล้ว”

“เสียงอะไรคะ”

“เสียงอึกทึกดังมาจากชั้นล่างในตอนกลางคืน มันเป็นเสียงกระทบกันของของแข็งสองอย่าง มันดังมาก ดังจนฉันนอนไม่หลับ”

“อย่างนั้นเหรอคะ”

ฉันมองหน้าพยาบาลสีหน้าของเธอดูเป็นกังวลไม่น้อยไปกว่าฉันเลย แสดงว่าเราทั้งคู่ได้ยินเสียงนั้นเหมือนกัน

ตั้งแต่ที่ฉันกลับมา บ้านหลังนี้ก็มีบางอย่างเปลี่ยนไป ฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน ฉันไม่เคยเห็นมันกับตาตัวเอง แต่ฉันได้ยิน ฉันได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากชั้นล่างในยามวิกาล มันดังก้องกลับไปกลับมาอยู่ในโสตประสาท ฝังลึกอยู่ในความคิด พอฉันลืมตาตื่นขึ้นก็พบว่าข้าวของที่เก็บไว้ถูกรื้อและกระจัดกระจายเต็มพื้น ฉันได้แต่นั่งคลุมโปง ถามตัวเองด้วยความหวาดกลัวว่า

มันเกิดอะไรขึ้นหลังไอรินจากไป

บ้านของฉันตั้งเดียวดายห่างไกลจากผู้คน เป็นกระท่อมหลังน้อยๆ แวดล้อมด้วยป่าไม้สูงทึบ บรรยากาศจึงพลอยอึมครึมไปด้วย สาเหตุที่ฉันเลือกมาอาศัยอยู่ในกระท่อมที่ห่างไกลผู้คนอย่างนี้ก็เพราะว่ามันเงียบสงบ และแน่นอนฉันอาศัยอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครอื่น กระทั่งกลางดึกของสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันกระวีกระวาดตื่นขึ้นเพราะเสียงโทรศัพท์ที่ดังและสั่นราวกับเจ้าเข้า ฉันหยิบโทรศัพท์จากโต๊ะข้างเตียง เพ่งมองแสงสีฟ้าที่กะพริบไปมา พบว่าเบอร์ที่โทร.มาคือเบอร์ของแม่ฉันเอง

“ฮัลโหลค่ะ แม่” ฉันรับสายน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย ได้ยินเสียงลมตีเข้ามาจากปลายสายน่าหนวกหู

“ฮัลโหล สโรชา นั่นลูกใช่ไหม” แม่ฉันเองก็พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยต่างกันกับฉันเท่าไหร่ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นแม่ไว้

“ค่ะ แม่มีอะไรหรือเปล่า โทร.มาดึกดื่นป่านนี้” ฉันสังหรณ์ใจว่า จะต้องมีเรื่องอะไรสำคัญเกิดขึ้น เพราะปกติแล้วเราทั้งสองคนไม่ได้คุยกันบ่อยนัก ส่วนมากก็แค่โทร.มาถามไถ่เรื่องสารทุกข์สุขดิบทั่วไป แต่ก็แทบจะนับครั้งได้

“แม่อยากฝากไอรินไปอยู่ที่บ้านลูกน่ะ สโรชา สโรชา” น้ำเสียงของฉันขาดห้วงไป นั่นจึงทำให้แม่ต้องตะโกนเรียกฉันหลายทีกว่าสติจะฟื้นคืนมา

“แม่ว่าอะไรนะ ไอรินอย่างนั้นเหรอ”

“ใช่ แม่ได้ข่าวว่า แกอยู่บ้านกลางป่าซึ่งเงียบสงบ แล้วมันมาประจวบเหมาะกับที่ไอรินกำลังจะสอบเข้ามหา’ลัยพอดี เลยอยากให้น้องไปอาศัยอยู่ด้วยสักระยะเพื่ออ่านหนังสือเตรียมสอบ”

ตอนแรกฉันจะปฏิเสธ หากประโยคถัดมาทำฉันพูดไม่ออก

“นะ แม่ขอร้อง”

ฉันหยุดนิ่งคิดชั่วครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะฉันอยากจะขัดใจแม่ เพียงแต่ช่วงนี้งานของฉันค่อนข้างจะยุ่ง ถ้าให้ไอรินมาอยู่ด้วย มันก็อาจรบกวนงานของฉัน นอกจากนี้ ตอนเด็กเราทั้งคู่ก็ไม่ได้สนิทสนมกัน เป็นเหมือนคนรู้จักมากกว่าเป็นพี่น้องเสียอีก

“อืม” สุดท้ายฉันก็ตอบแม่กลับไปสั้น ๆ มันอาจไม่มีอะไรอย่างที่ฉันคิดก็ได้ อีกอย่างคือฉันไม่อยากจะไปขัดใจแม่… อุตส่าห์โทร.มาขอร้องฉันกลางดึก

“ให้มันได้อย่างนี้สิ” ฉันได้ยินเสียงแว่วเบาๆ ทำนองบ่นก่อนจะวางสายไป จากนั้นฉันก็กลับไปนอน แต่ไม่ว่าจะข่มตาหลับแค่ไหน ก็นอนไม่หลับอีกเลย

สามวันถัดมาเสียงกริ่งดังขึ้นสะเทือนไปทั้งบ้านตั้งแต่เช้ามืด ฉันตื่นขึ้นและเดินสะลึมสะลือลงบันไดมา ในมือข้างซ้ายถือไฟฉายสาดให้ความสว่างไปทั่วเพราะรอบข้างยังคงมืดสนิท และฉันไม่อยากจะเปิดไฟให้เอิกเกริกเผื่อว่าจะได้ย้อนกลับไปนอน พอตื่นมาอีกครั้งก็จะได้เริ่มทยอยตรวจงานของเด็กๆ ต่อ

แน่นอนมันไม่เหมือนกับที่ฉันคาดไว้

ทันทีที่เปิดประตู ฉันก็พบกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอายุรุ่นราวคราวเดียวกันกับนักเรียนในคลาสกำลังยืนสะพายเป้สีน้ำเงินพะรุงพะรัง หน้าตาดูยุ่งเหยิ่งไม่แพ้กับฉันเมื่อวินาทีก่อน

“ไอริน” ฉันพึมพำ เด็กผู้หญิงคนนั้นคือไอริน หน้าตาของเธอเปลี่ยนไปเยอะจากเด็กหญิงตัวจ้ำม่ำ บัดนี้ได้กลายเป็นเด็กสาวหุ่นผอมเพรียว สูงเก้งก้าง ใบหน้าคงเค้าความจิ้มลิ้มน่ารักต่อผู้พบเห็น ยกเว้นแต่กับฉันเพียงคนเดียว

“เธอมาเร็วกว่าที่ฉันคิดไว้”

“อื้อ” ไอรินตอบแบบห้วนๆ ไม่ให้เกียรติเจ้าของบ้านอย่างฉันเลยสักนิด ฉันปรายตามองหน้าไม่รู้ร้อนของไอริน ก่อนจะหลีกให้หล่อนเดินเข้ามาข้างใน ไม่แม้แต่จะเอ่ยเอื้อนคำพูดใดออกมา หลังจากนั้นฉันก็ปิดประตู และเรื่องราวระหว่างฉันกับไอรินก็ดำเนินขึ้น

สองสัปดาห์แรกทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น เราต่างคนต่างอยู่ ไอรินมักจะหมกตัวอยู่แต่ในห้องที่ฉันจัดเตรียมให้และสิงอยู่ในนั้นจนกว่าจะถึงเวลาอาหารเย็น ทว่าก็มีบางครั้งที่เธอเปิดเพลงเสียงหนวกหูน่ารบกวนการทำงานของฉัน

เหมือนที่ฉันคิดเอาไว้ในตอนแรกไม่มีผิดไม่มีเพี้ยน

วันหนึ่งฉันทนเสียงเพลงอันน่ารำคาญไม่ไหวจึงตัดสินใจเดินไปหาไอรินที่ห้อง ผลักประตูไม้บานเก่าคร่ำคร่ากระแทกกับผนังเสียงดังปัง “ไอริน เธอช่วยเงียบเสียงหน่อยจะได้ไหม”

เด็กสาวหันมาสบตาฉัน นั่นทำให้ฉันเห็นใบหน้าของเธอชัดๆ

“ไอริน ทำไมหน้าเธอ” ฉันชี้นิ้วซึ่งกำลังสั่นระริกไปยังใบหน้าซูบผอมติดกระดูก รอบตาของหล่อนดำคล้ำราวกับคนอดหลับอดนอนมาเป็นเวลานาน ฉันจะไม่ข้องใจอะไรเลย หากเธอคร่ำเคร่งกับการเตรียมสอบแล้วมีสภาพเป็นเช่นนี้ แต่มันไม่น่าจะใช่ ภายในห้องสี่เหลี่ยมเล็กมีควันสีขาวฟุ้งกระจายเจือด้วยกลิ่นซึ่งฉันจำได้ว่ามันเป็นกลิ่นธูป ที่น่าประหวั่นไปกว่านั้นคือเสียงเพลงที่บัดนี้แจ่มชัดขึ้น ทำให้ฉันได้รู้ว่าเสียงเพลงที่ดังกระหึ่มไม่ใช่เสียงเพลงธรรมดาอย่างที่ฉันเข้าใจ แต่มันคือเสียงงึมงำคล้ายบทสวดอะไรสักอย่าง

เมื่อฉันฝ่าควันขมุกขมัวไปหาไอรินที่เตียง ฉันยังพบอีกว่า หนังสือที่เธอกำลังนอนอ่านอยู่นั้นไม่ใช่หนังสือเรียนหรือชีทสรุปสำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัย

บนเตียงนอนหนังสือเล่มนั้นเปิดอ้าซ่าเผยให้เห็นตัวอักษรยึกยือ เขียนไว้อย่างสะเปะสะปะในกระดาษเหลืองกรอบเก่ากึ้ก ฉันไม่เคยเห็นหนังสือเรียนที่ไหนมีรูปลักษณ์ประหลาดแบบนี้มาก่อน

“เธอทำอะไร” ฉันเค้นเสียงถามด้วยความสงสัยขณะสำลัก ดวงตาแดงก่ำเพราะควันธูป

“ฉันกำลังอ่านหนังสือ” เธอตวัดสายตามองฉัน

“ถ้าเธออ่านหนังสือแล้วทำไมต้องจุดธูป แถมยังเปิดบทสวดอะไรก็ไม่รู้เสียงดังอีก เธอบ้าไปแล้วหรือไง” แวบหนึ่งฉันแอบคิดว่า ไอรินอาจกำลังแกล้งฉันอยู่ นั่นอาจเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงของเธอก็ได้ แต่แล้วไม่ทันไรไอรินก็ผุดลุก ริมฝีปากซีดเซียวแห้งกร้านขมุบขมิบ

“มันดังไปงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันจะลดเสียงให้” ไอรินตอบลากเสียงยาวเหมือนเทปคาสเซ็ตสมัยก่อน

ท่าทางของเธอดูไร้ชีวิตชีวาเช่นเดียวกับแววตาที่ไร้ความรู้สึก ไม่เหมือนกับไอรินคนเดิมที่ฉันรู้จัก

มันแอบน่ากลัวนิดหน่อยที่ไอรินมีพฤติกรรมและท่าทางแบบนั้น ราวกับว่าเธอกำลังเข้าร่วมลัทธิอะไรสักอย่าง ฉันภาวนาว่า อย่าให้เป็นลัทธิบูชาอะไรแปลกๆ เลย แต่สำหรับฉันไม่ว่าจะลัทธิไหนก็ล้วนแล้วแต่น่าเป็นห่วง ไม่ได้หมายความว่าฉันห่วงเธอหรอกนะ ฉันห่วงตัวเองต่างหาก

แม้ว่าฉันจะไม่ได้พูดอะไรไปมากกว่าการเตือนเธอเรื่องเสียง แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไว้ใจเธอในทันที ความกังวลปนกับความสงสัยที่เกิดขึ้น เล่นเอาฉันตรวจงานเด็กแทบไม่รู้ความ

และแล้วความสงสัยของฉันก็ได้รับการคลี่คลายในอีกสามวันถัดมา

วันนั้นเป็นคืนเดือนแรมและตรงกับวันที่ไอรินกับฉันอยู่ด้วยกันครบสามเดือนพอดี มันเป็นวันที่ไม่มีแสงจันทร์ส่องลงมาให้ความสว่างเหมือนดั่งเคย แสงสว่างเดียวที่ฉันเห็นรำไรขณะกำลังเดินกลับบ้านพร้อมกับหอบเอากองใบงานมากมายกลับมาด้วย คือแสงสีส้มนวลจากกระท่อมของฉันเอง ตอนแรกฉันไม่ได้สังเกตให้ละเอียด หากพอเดินมาเรื่อยๆ จนจวนจะถึงบ้าน ฉันถึงได้รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

ไฟที่ฉันเห็นไม่ได้สว่างมาจากหน้าต่างบานเล็กบนห้องของไอรินเพียงห้องเดียว หากแสงนั้นมันยังส่องออกมาจากหน้าต่างห้องนั่งเล่นและอาจรวมถึงห้องครัวด้วย นั่นจึงทำให้ฉันแปลกใจ เพราะในบ้านมีไอรินอยู่แค่คนเดียวเท่านั้น แล้วเหตุใดไฟถึงได้สว่างไสวออกมาจากทุกมุมของบ้าน

หรือว่าไอรินจะพาใครมา

เมื่อเห็นดังนั้นฉันที่เดินอ่อนระโหยโรยแรงก็เกิดฮึดขึ้นด้วยความใคร่รู้อันแรงกล้า รีบวิ่งตรงไปยังกระท่อมหลังน้อยอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่ฉันมาหยุดยืนตรงหน้าประตูไม้ ฉันก็ได้ยินเสียงพึมพำคล้ายเสียงบทสวดมนต์ ขนทุกเส้นบนตัวฉันลุกกรูเกรียวโดยอัตโนมัติ เพราะเสียงที่แว่วเข้าหูของฉันคือเสียงเดียวกันกับเสียงที่ฉันได้ยินในห้องไอริน แต่มันดังกว่าร้อยเท่า

แกรก

ยังไม่ทันจะได้ทำอะไร ประตูบานใหญ่ก็เปิดออก ฉันเอามือบังหน้าบังตาเพราะแสงสว่างจ้าแยงตาฉัน ใช้เวลาครู่ใหญ่กว่าจะปรับสายตาได้

“เฮ้ย!” ฉันร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่คนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น เขาสวมชุดคลุมสีดำและใส่ร้องเท้าบู๊ต แสงไฟสีส้มนวลปะทะกับจุดสีแดงที่แต่งแต้มบนใบหน้าของชายคนนั้น ประกอบกับเสียงงึมงำที่ดังกึกก้องทั่วทั้งบ้าน เขาดูเหมือนกับพวกฆาตกรโรคจิตตามหนังสยองขวัญเกรดบีไม่มีผิด

ฉันมองผู้ชายคนนั้น เขาเองก็มีท่าทีตกใจไม่น้อยไปกว่าฉันเลย

“เกิดอะไรขึ้น” ฉันพูดกับตัวเองในลำคอ วินาทีนั้นอย่างกับโลกทั้งใบหยุดหมุน ใจตกวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ลนลานทำอะไรไม่ถูก ชายผู้นี้เป็นใคร แล้วทำไมเขาถึงมาอยู่ในบ้านของฉัน แถมยังมีเลือด ไม่ มันอาจไม่ใช่เลือดแต่ก็คล้ายคลึง เปื้อนหน้าเขา ความคิดต่างๆ นานามากมายประดาเข้ามาในห้วงอารมณ์จนสมองของฉันแทบจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ มึนงงสับสนไปหมด

ฉันผลักชายผู้นั้นให้พ้นจากหน้าประตู ทิ้งกระเป๋าลงบนพื้นพร้อมกับสะบัดร้องเท้าให้หลุด เสียงบ้านั่นยิ่งชัดเข้าไปอีกเมื่อฉันตัดสินใจวิ่งตรงไปยังห้องนั่งเล่น

ฉันแหวกผ้าม่านออกเพื่อหาคำตอบของเสียงนั้นซึ่งมีผลพลอยได้คือความสะพรึงที่ฉันไม่มีวันลืมเลือน

โซฟาที่เคยถูกวางไว้กลางห้องถูกย้ายออกไป พื้นที่ตรงกลางจึงกลายเป็นที่โล่งกว้างเพียงพอสำหรับการให้กลุ่มคนเข้าไปนั่งล้อมเป็นวงกลม ฉันจะไม่อะไรถ้าภาพตรงหน้าคือการนั่งจิบน้ำชา สนทนาเรื่องทั่วๆ ไป แบบที่คนปกติเขาพึงกระทำ

แต่มันกลับไม่ใช่ ไม่ใช่เลยสักนิด

ฉันยืนมองภาพชายหญิงมากหน้าหลายตานั่งล้อมรอบหมูตัวอ้วนท้วนที่นอนหงายแน่นิ่ง ท้องของมันถูกเฉือนเป็นเส้นตรง เครื่องในไหลทะลักพร้อมกับโลหิตสีแดงฉาน กลิ่นเลือดเหม็นคาวคละคลุ้ง โชคดีที่ไม่มีกลิ่นธูป มิฉะนั้นประสาทการรับกลิ่นของฉันคงพังไม่เป็นท่า ปากของพวกเขาเหล่านั้นกำลังพึมพำบทสวดบางอย่าง มือของแต่ละคนกุมประสานกันและกันไว้แน่น

ตอนนั้นตัวของฉันแข็งทื่อ ไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรอีก นอกจากเสียงกรีดร้องที่กำลังจะดังขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีต่อมา

“กรี๊ด” ฉันกรีดร้องออกมาด้วยความพรั่นพรึง ทุกคนจับจ้องฉันเป็นตาเดียว แต่ฉันไม่สนใจ ฉันสนใจแต่ว่าเรื่องวิปริตนี่เกิดขึ้นที่ห้องนั่งเล่น เกิดขึ้นที่บ้านของฉันได้อย่างไร

จู่ๆ ชื่อหนึ่งก็แล่นแวบเข้ามาในหัว

“ไอริน”

ฉันกวาดสายตามองรอบห้อง อารมณ์เดือดดาลสุดขีด ใบหน้าของไอรินที่นั่งหัวกลุ่มชุมนุมเหนือหัวหมูกำลังฉายแววความประหลาดใจปนตกใจมายังฉัน

ฉันเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน มีคนมาทำอย่างนี้ในบ้านของฉัน จะให้ฉันนิ่งเฉยมันก็ดูจะตลกไม่ใช่น้อย

ทุกอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเหมือนพายุลูกใหญ่สาดซัดไปด้วยฟ้าฝนที่พัดกระหน่ำ ฉันไล่ตะเพิดคนเหล่านั้นให้คนออกจากบ้านอย่างไม่ใยดี พร้อมกันนั้นการทะเลาะทุ่มเถียงขั้นรุนแรงก็อุบัติขึ้น ฉันถามเธอถึงเรื่องบ้าๆ ในห้องนั่งเล่น ขณะที่หมูตัวใหญ่ก็ส่งกลิ่นเน่าแทนกลิ่นคาวเลือด และฉันก็ได้คำตอบ มันเป็นสิ่งที่ฉันเคยแอบคิดไว้ จะอะไรเสียอีก ก็พวกสาวกลัทธิบ้าๆ นั่นไง

ในความเป็นจริงเรื่องการอ่านหนังสือเตรียมสอบเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อตบตาแม่และเว้าวอนเพื่อจะได้มาที่เมืองแห่งนี้ เมืองที่เปรียบเสมือนศูนย์กลางของกลุ่มสวามิภักดิ์ พวกนั้นจะรวมตัวกันทำพิธีกรรมอะไรสักอย่างปีละหนึ่งครั้ง และปีนี้มันก็ได้เลือกสถานที่นัดชุมนุมกลางป่า และมันตรงกับวันที่ฉันไปทำงานกลับมาดึกดื่นพอดี ไอรินเสนอให้บ้านของฉันเป็นที่ชุมนุมสำหรับพวกมันโดยไม่ได้เอ่ยปากขอเจ้าของบ้านตัวจริงอย่างฉัน มันฟังดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่นัก ที่จู่ๆ ไอรินก็เลือกบ้านของฉัน

ฉันไม่รอฟังเรื่องวิปริตของกลุ่มนั้นอีก แค่นี้มันก็เกินทนแล้ว ฉันเลยชี้นิ้วไล่ตะเพิดไอรินในท่าทางเกรี้ยวกราดเหมือนกับที่ทำกับพวกนั้น แต่เธอไม่ยอม เมื่อไอรินไม่ยอมเราทั้งคู่ก็เริ่มทะเลาะกัน หากคราวนี้ไม่ใช่การเชือดเฉือนทางวาจา แต่เป็นการลงไม้ลงมือจนกว่าจะมีใครสักคนพ่ายแพ้

จังหวะที่เราสองคนกำลังฟาดฟันกันดุเดือดอยู่ ฉันถอยหลังไปเหยียบย่ำกับเลือดที่ไหลนอง โชคไม่ดีที่ฉันถอยหลังเร็วเกินไปจนเสียหลักล้มลงหัวฟาดพื้น

ความเจ็บปวดซาบซ่านในความรู้สึก ฉันรู้สึกได้ถึงของเหลวสีแดงที่ไหลหลั่งออกจากร่างกายผสมปนเปกับเลือดบนพื้น ดวงตาของฉันเริ่มพร่ามัว ภาพเหตุการณ์ต่างๆ เรียงลำดับฉายซ้ำในความคิด มีเสียงเรียก “สโรชา” “สโรชา” ดังเป็นเพลงประกอบแผ่วเบา ก่อนทุกอย่างจะดับวูบลงและฉันก็ไม่รับรู้อะไรอีกต่อไป

“ฉันได้ยินเสียงนั่นอีกแล้ว”

“เสียงอะไรคะ”

“เสียงอึกทึกดังมาจากชั้นล่างในตอนกลางคืน มันเป็นเสียงกระทบกันของของแข็งสองอย่าง มันดังมาก ดังจนฉันนอนไม่หลับ”

“อย่างนั้นเหรอคะ”

ฉันมองหน้าพยาบาลสีหน้าของเธอดูเป็นกังวลไม่น้อยไปกว่าฉันเลย แสดงว่าเราทั้งคู่ได้ยินเสียงนั่นเหมือนกัน

ตั้งแต่ที่ฉันกลับมา บ้านหลังนี้ก็มีบางอย่างเปลี่ยนไป ฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ภายในบ้าน ฉันไม่เคยเห็นมันกับตาตัวเอง แต่ฉันได้ยิน ฉันได้ยินเสียงอึกทึกดังมาจากชั้นล่างในยามวิกาล มันดังก้องกลับไปกลับมาอยู่ในโสตประสาท ฝังลึกอยู่ในความคิด พอฉันลืมตาตื่นขึ้นก็พบว่า ข้าวของที่เก็บไว้ถูกรื้อและกระจัดกระจายเต็มพื้น ฉันได้แต่นั่งคลุมโปง ถามตัวเองด้วยความหวาดกลัวว่า

มันเกิดอะไรขึ้นหลังไอรินจากไป

หลังจากเหตุการณ์เลวร้ายนั้นผ่านพ้น ฉันตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียง มีสายน้ำเกลือระโยงระยางรอบกายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถวบ้าน หมอบอกฉันว่าฉันหมดสติไปและมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพาฉันมาส่งที่โรงพยาบาลแห่งนี้ ไม่ต้องเดาฉันก็รู้ว่าเธอคนนั้นคือไอริน

สามวันถัดมาฉันก็สามารถออกจากโรงพยาบาลได้ แต่เนื่องจากอาการของฉันยังไม่หายขาดและอาจขยับเขยื้อนตัวได้ไม่มาก หมอจึงให้พยาบาลคนหนึ่งตามติดมาดูแลฉันด้วย ก้าวแรกที่ฉันเหยียบลงบนพื้นไม้ในกระท่อมอันเคยคุ้น บรรยากาศวันเก่าก็หวนคืนรวมถึงภาพอันน่าสะอิดสะเอียนในคืนนั้นด้วย แม้ว่าทุกอย่างจะถูกกำจัดและเก็บกวาดให้เข้าที่แล้วก็ตาม

ฉันไม่พบกับไอรินอีก เธอจากไปแล้ว ไม่เหลือร่องรอยของเธอ ห้องที่เธออาศัยอยู่ก็ถูกเก็บกวาดเรียบร้อยราวกับว่ามันไม่เคยมีใครมาอาศัยอยู่ตั้งแต่ต้น เธอคงจากไปในวันที่พาฉันไปส่งยังโรงพยาบาล บอกตามตรงฉันดีใจมากที่ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบสุขเสียที แม้ว่าภาพในวันนั้นจะตราตรึงและยากจะลบเลือน

ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้น

แต่แล้วหลังจากนั้นไม่นานขณะที่ฉันกำลังนอนหลับอยู่ ฉันก็ได้ยินเสียงอึกทึกแว่วมาจากชั้นล่าง ฉันผลุนผลันตื่นขึ้นด้วยความตกใจและเดินขากะเผลกลงบันไดมาดู ทว่าก็พบเพียงความว่างเปล่า ฉันพยายามมองในแง่บวกว่าบางทีฉันอาจหูฝาดไปเอง แต่ความคิดนั้นก็ตกไปเพราะวันต่อๆ มาเสียงนั้นก็ยังดังขึ้นอีกเป็นประจำทุกคืน และมันก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทุกครั้งที่เสียงเงียบลงข้าวของก็จะถูกรื้อกระจัดกระจายเต็มพื้นในเช้าวันถัดมา ตอนนั้นฉันเริ่มสัมผัสได้แล้วว่าบางสิ่งเปลี่ยนไป

มันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน กระทั่งไอรินมาอยู่และนำพาลัทธิประหลาดเข้ามา… ในบ้านของฉัน

“วันนี้คุณหมอสั่งว่าให้คุณนอนเร็วกว่าปกตินะคะ เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วค่ะ ก่อนนอนอย่าลืมดื่มน้ำนะคะ” พยาบาลสาวคนนั้นนั่งอยู่ปลายเตียงพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ฉันพยักหน้าแล้วเธอก็เดินหายลับไป ครู่เดียวไฟทั้งบ้านก็ดับลง

ฉันหยิบน้ำที่วางอยู่ข้างเตียงมาดื่มรวดเดียวหมดแก้ว หลังจากนั้นจึงทิ้งตัวนอนลงบนเตียง ยังไม่หลับตาลงเหมือนทุกครั้งเพื่อรอเวลาให้เสียงนั่นดังขึ้นอีกครั้งแล้วเมื่อเวลานั้นมาถึง ฉันจะได้รู้เสียทีว่าเสียงประหลาดที่ได้ยินมีต้นตอมาจากอะไร

ฉันหวังว่าตัวเองจะต่อสู้กับความง่วงได้จนกว่าเสียงนั้นจะดังขึ้น

หวังว่า…

อากาศที่แผ่ปกคลุมภายในบ้านยะเยือกหนาวดุจตู้เย็น พยาบาลสาวกึ่งหลับกึ่งตื่นกระชับผ้าห่มแน่นพลิกตัวไปมาขับความหนาว ทันใดนั้นเองเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดก็ปลุกเธอให้ตื่นจากนิทรารมณ์

เธอยันกายจากเตียงแล้วเดินมาที่ประตูพร้อมกับแง้มมันออกอย่างระมัดระวัง ดวงตาเพ่งพินิจมองไปในความมืด พลันนึกถึงคำพูดของสโรชา “ฉันได้ยินเสียงนั้นอีกแล้ว” แล้วยังหวาดหวั่น เธอเฝ้ารออยู่หลังประตูให้เสียงเงียบลง แล้วจึงค่อยๆ เดินออกมา

เธอได้ยินเสียงนั่นมาสักระยะแล้วตั้งแต่คืนนั้นเหมือนกับสโรชาและมันก็ยังดังต่อเนื่องมาถึงวันนี้ พยาบาลสาวเดินไปตามเสียงที่ได้ยิน หันซ้ายแลขวาในทุกย่างก้าวเพื่อความปลอดภัย ก่อนจะมาหยุดลงตรงหน้าห้องครัว เธอเดินเบี่ยงมาที่หลังกำแพง โผล่หัวครึ่งหนึ่งจ้องมองภาพตรงหน้า

เธอภาวนาขอให้มันไม่ใช่… แต่มันใช่… อีกแล้วสินะ

ขณะกำลังจะก้าวเข้าห้องครัว ปลายเท้าของพยาบาลสาวก็สัมผัสกับของแข็งบางอย่าง ไม่นานนักก็มีแสงสว่างวาบมาจากห้องนั่งเล่น ปะทะกับใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาวอีกคนที่กำลังนั่งคุกเข่าในห้องครัว มือของเธอผู้นั้นทุบลงบนพื้นหลายทีจนสะเทือน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ตามมาด้วยเสียงสะอื้นก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะและก็กลับมาเป็นเสียงคร่ำครวญ

ไอรินมองภาพพี่สาวอย่างเวทนาระคนละอายใจไปในเวลาเดียวกัน ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ พี่สาวของเธอก็คงจะไม่มีสภาพแบบนี้ สภาพที่ไร้ความรู้สึก เสียสติจากพิธีวันนั้นและเจ็บปวดจากการทะเลาะ

เธอเงียบงันพูดอะไรไม่ออก ได้แต่เฝ้ามองภาพตรงหน้าดำเนินไปเหมือนทุกวัน

 

– รสสินา –

 

Don`t copy text!