คนหัวกลับ

คนหัวกลับ

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ทำไมพระอาทิตย์ต้องคอยแต่จะขึ้นทางทิศตะวันออก แล้วเดินเรื่อยเปื่อยเพื่อไปหล่นทางทิศตะวันตกของทุกๆ วัน… จะมีสักวันที่พระอาทิตย์เคยรู้สึกเบื่อบ้างไหมนะ

ทำไม ฮ.นกฮูกตาโต ต้องเป็นพยัญชนะตัวสุดท้ายของพยัญชนะไทย ทั้งที่ ฮ.นกฮูก ตาโตกว่า ก.เอ๋ย ก.ไก่ … ฮ.นกฮูกเคยรู้สึกน้อยใจบ้างไหมนะ

เอกอุเป็นคนช่างคิด หรือเอกอุเป็นคนบ้ากันแน่ ในมุมมองความคิดของคนอีกหกเจ็ดสิบล้านคนร่วมประเทศเดียวกัน แต่เอกอุก็หาได้สนใจไม่ต่อคำกล่าวหาเหล่านั้น  เพราะเอกอุยังคงดำเนินชีวิตด้วยมุมมองความคิดอันเป็นหนึ่งเดียวของตน โดยฉันทามติทั้งด้านมืดด้านสว่างที่เอกอุมั่นใจแล้วว่าถูกต้องเป็นที่สุด

………………………………………………………………………………………………………..

“พี่เอก ทำแบบนี้มันไม่ถูกนะครับ คุณภากรน่ะ เขาเป็นลูกค้า เราทำงานให้เขา… เขาก็มีสิทธิ์ที่จะสั่งให้ได้งานตามใจเขา” ลูกน้องของเขานั่งลงตรงเก้าอี้หน้าโต๊ะด้วยทีท่าเหนื่อยหน่าย

“แต่คำสั่งโง่ๆ แบบนั้น พี่รับไม่ได้ เข้าใจไหม” เอกอุระเบิดอารมณ์

“ผมก็ว่าที่คุณภากรเขาบอกมาน่ะ… มันก็ไม่ได้น่าเกลียดตรงไหน มันคือรสนิยม… เข้าใจไหมครับพี่” ลูกน้องออกความเห็น

“ก็รสนิยมแบบห่วยๆ ไง… แบบไม่ได้ระดับมาตรฐานน่ะ แกทนดูเข้าไปได้ยังไงวะ”

“พี่ครับ… ผมว่าพี่ต้องปรับทัศนคติใหม่เสียบ้างนะครับ”

“ไม่ต้องมาสอนนะ… ถ้าไม่แน่จริง พี่ไม่สามารถขอทุนไปเรียนต่อเมืองนอก แล้วกลับเปิดบริษัทให้แกมานั่งว่าฉันอยู่อย่างนี้ได้หรอกนะ”

“ครับ… พี่เก่ง… พี่เก่งที่สุด…ไม่มีใครเก่งกว่าพี่อีกแล้ว” ลูกน้องยกสองมือขึ้นเหนือหัว กึ่งประชดกึ่งจำยอม

ส่วนเอกอุฉีกกระดาษร่างแบบสองสามแผ่นตรงหน้านั้นทิ้งอย่างไม่ไยดี

“งานของคุณพิศมัยไปถึงไหนแล้ว เมื่อกี้พี่เปิดเข้าไปดูในพอร์ต ไม่เห็นมีอะไรอัพเดตให้พี่ดูเลย” เอกอุเปลี่ยนเรื่อง

“คุณพิศมัยไหนอีกละครับพี่” ลูกน้องหนุ่มถามยวนๆ

“ก็คนที่แกปลื้มนักปลื้มหนาว่าตรงสเปก โน่น นี่ นั่น ยังไงล่ะ”

“เขายกเลิกคอนแทรกต์กับเราไปแล้วครับ”

“แล้วกัน ยังไงเนี่ย” เอกอุเลิกลั่ก

“ก็พี่น่ะ ไปทำอะไรไว้” ลูกน้องยื่นหน้าถาม ดวงตาแสดงความรู้เท่าทัน

“ทำอะไร ใคร” เอกอุถามหน้าเก้อๆ

“อย่าคิดนะว่าผมไม่รู้ พี่น่ะแอบแอดไลน์เขา แล้วส่งสวัสดีวันจันทร์ อรุณสวัสดิ์วันอังคาร มอร์นิ่งวันพุธ…” ลูกน้องสาธยาย

“พอๆ อะไรๆ แกพูดอะไรของแก” เอกอุอึกอัก หลบหน้าหลบตา

“คุณพิศมัยเขาโทรมาถามผมว่าพี่น่ะปกติรึเปล่า ไปส่งไลน์พร่ำเพรื่อหาเขาเช้า กลางวัน เย็น ก่อนนอน จนแฟนเขากับเขาเกือบทะเลาะกัน แล้วแฟนเขาก็เลยสั่งให้ยกเลิกสัญญากับเรา เรื่องก็เป็นเช่นนี้แลครับท่านพี่” ลูกน้องยั่ว

“วะ แล้วเรื่องเงินมัดจำล่ะ เขาจะว่ายังไง” เอกอุทำท่าร้อนรน

“เขาบอกไม่เป็นไร… ไม่ซีเรียส เงินเล็กน้อย แลกกับ เอ่อ …” ลูกน้องหนุ่มหยุดชะงัก

“อะไร พูดมา” เอกอุตวาด

“ไม่พูดดีกว่ามั้งครับ พี่เอกไปคิดเอาเอง… อ้อ พี่เอกครับ ผมจะแนะวิธีจีบหญิงให้นิดนึงนะครับ ให้สมกับที่พี่เป็นมนุษย์สังคมยุค 4.0 ถ้าพี่ส่งอะไรไปแล้วเขาไม่ตอบ หรือที่แย่ที่สุดคือ เขาไม่อ่านเลยน่ะ… มันคือสัญญาณเตือนให้หยุดนะครับ อย่าฝ่าไฟแดงดื้อดึงต่อไปอีกเป็นอันขาด…”

“พอๆ …” คราวนี้เอกอุเป็นฝ่ายยกมือยอมแพ้เสียเอง นึกกระดากอายจนหน้าแดงที่อีกฝ่ายล่วงรู้ความลับ ความรักของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนคนนั้นคือลูกน้องของเขาเองอีกด้วย

“ว่าแต่เจ้าโอ๋มันหายไปไหนเนี่ย ไม่เห็นสองสามวันละ วันก่อนโทร.มาบอกว่าลาป่วย เมื่อวานหยุดไปก็ไม่ลา ชักจะเอาใหญ่ละ เด็กสมัยนี้ไม่รู้จักหน้าที่ ต้องเรียกมาอบรมซะบ้าง” เอกอุเฉไฉไปเรื่องอื่น

“มันไม่อยู่ให้พี่อบรมแล้วมั้งครับ วันก่อนที่ลาป่วยน่ะ ก็ไปสัมภาษณ์งานบริษัทตึกข้างๆ เรานี่แหละ แล้วก็คงจะขอลายาวเลย เพราะอยู่ที่นี่มีหวังต้องกินแกลบแทนข้าว” ลูกน้องเขาเล่าเรื่องของพนักงานธุรการพ่วงด้วยหน้าที่ทำบัญชี เลขา ในคนเดียวกัน ที่เอกอุถามถึงก่อนจะลุกขึ้นยืนท่าทางขึงขัง

“จะกลับแล้วรึ” ผู้เป็นนายถาม

“ครับ… แล้วก็ถือโอกาส สวัสดีพี่ตรงนี้เลยนะครับ เพราะผมคงทนเห็นบริษัทที่พี่ตั้งอกตั้งใจปั้นมากับมือมีอันต้องปิดตัวลงต่อหน้าต่อตาไม่ได้… นี่ผมปรารถนาดีกับพี่นะครับ มาจากใจจริงของผมด้วย ขอบคุณพี่มากเลยนะครับ ที่ครั้งนึงเคยให้โอกาสผมได้เป็นลูกน้องของพี่ คนที่ฉลาดและสมบูรณ์แบบที่สุดคนหนึ่งของโลก” ลูกน้องหนุ่มยกมือไหว้อ่อนน้อม ก่อนจะเดินจากไป ปล่อยให้เอกอุนั่งกัดฟัน หน้าแดงก่ำ จนฟุบเหมือดหลับลงไป

…………………………………………………………………………………………………

บ้านไม้สองชั้นเก่าคร่ำคร่าหลังนั้นคือที่พำนักของเขาในวัยเด็ก เอกอุเป็นลูกคนเล็กในจำนวนสามคนของครอบครัวชาวสวนในเขตจังหวัดหนึ่งที่ได้ชื่อว่ามีทิวทัศน์สะอาดตา สงบเงียบ เหมาะสมแก่การพักผ่อนหย่อนใจในวันสุดสัปดาห์ของคนกรุง ผู้ดิ้นรนใฝ่หาธรรมชาติ แมกไม้ ภูเขา ลำเนาไพร

แต่สำหรับเด็กน้อยผู้นี้แล้ว ความเงียบสงบเหล่านั้นกลับสร้างความรำคาญใจให้เขามิเว้นวาย เสียงจิ้งหรีดเรไรยามย่ำค่ำคอยแต่รังแกเวลานอนแสนสุขทุกคืนวัน ส่วนคุ้งน้ำที่นกตัวเล็กตัวน้อยบินโฉบลงหาเหยื่อทุกเช้าเย็นก็รังแต่จะยอกย้ำความต่ำต้อยในชาติกำเนิดของเขาซ้ำแล้วซ้ำอีก ซ้ำไปซ้ำมา

บนลานกว้างที่มีแต่ดินแข็งๆ แตกระแหง ระหว่างเรือนไม้สำหรับพักอาศัยกับสายน้ำเล็กๆ ที่มีน้ำไหลเอื่อยเย็นเป็นอาจิณคือที่กระโดดเล่นของเขาตั้งแต่จำความได้ พื้นที่ตรงบริเวณนั้น แม่เลี้ยงไก่ไว้สามสี่ตัว เพราะบางวันมันก็มีสี่ บางวันมันก็เหลือสาม เนื่องจากโดนจับเชือดเป็นกับแกล้มตอนที่เพื่อนของพ่อมาหาที่บ้าน แล้วไม่มีเสบียงอาหารใดๆ ควรค่าแก่การเลี้ยงรับรองเพื่อนฝูง

เด็กชายเอกอุเคยตั้งชื่อให้มันแต่ละตัว ทั้งยังไล่เรียงความสัมพันธ์ให้ไว้ด้วย ตัวนี้พ่อ ตัวนี้แม่ ตัวนั้นลูก แต่ในเมื่อพวกมันไม่เคยได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่ครบฝูงได้พ้นเดือน เขาก็เลยคร้านจะใส่ใจในชื่อเสียงเรียงนามหรือสัมพันธภาพทางครอบครัวของพวกมันอีก

พูดถึงครอบครัว…

บางทีเขาก็ไม่เข้าใจในที่มาที่ไปของความสัมพันธ์ในครอบครัวตนเองด้วยซ้ำว่าทำไมวงกรรมและเวียนเวรอันใดจึงนำพาให้แต่ละคนมาร่วมชายคาบ้านเดียวกันได้อย่างไร

แม่มีอาชีพเป็นครูประถมในโรงเรียนประชาบาลของอำเภอ ส่วนพ่อเป็นชาวสวนขี้เหล้า ที่พูดจาโผงผางระคายหู ทั้งยังรู้จักหนังสือแค่งูๆ ปลาๆ ด้วยการศึกษาไม่จบภาคบังคับขั้นต้นเสียด้วยซ้ำ

เอกอุไม่เข้าใจเหมือนกันว่า คุณสมบัติอันแตกต่างกันเหลือหลายระหว่างคนสองคนนี้นำพาความรักระหว่างพ่อกับแม่ให้ก่อเกิดขึ้นมาได้อย่างไร… เพราะพรหมลิขิต เพราะถูกตาต้องใจในสรรพางค์รูปโฉม หรือที่แม่รักพ่อ เพราะพ่อเป็นคนขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ อย่างที่พวกผู้ใหญ่มักเอ่ยปากชมเท่านั้นเอง

พี่สาวสองคนร่วมอุทธรณ์ที่มีอยู่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยสนใจดูดำดูดีเขาเท่าไหร่นัก เพราะอายุห่างกันเกือบสิบปีจากพี่สาวคนที่สอง

ใครๆ ก็ชอบเรียกเขาว่า ‘ไอ้ลูกหลง’ ซึ่งเป็นคำที่เขาไม่ชอบเอามากๆ เสียเลย เพราะฟังเหมือนเป็นลูกที่พ่อแม่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดอย่างไรอย่างนั้น เหมือนลูกที่เกิดมาจากสัญชาตญาณการดำรงพงศ์เผ่าของคนคู่หนึ่งมากกว่าจะเกิดจากความตั้งใจให้เป็นโซ่ทองคล้องใจ หรือคำเรียกสวยงามอะไรเทือกนั้น

แม่บอกว่าตอนเด็กๆ เขาเป็นเด็กขี้โรค เกือบเลี้ยงไม่รอด พ่อก็เลยอุ้มไปให้หลวงตาวัดแถวบ้านตรวจโชคชะตา แล้วเลยตั้งชื่อให้เป็นชื่อชื่อนี้ด้วยการบวกลบคูณหารตามศาสตร์การคำนวณแขนงหนึ่ง ที่จนป่านนี้เขาเองก็ยังไขปริศนาของมันไม่ออกว่าประกอบไปด้วยกลไกพลิกแพลงอย่างใด จึงได้ล่วงรู้ชะตาชีวิตของเขาล่วงหน้าได้อย่างถูกต้องเหมาะเหม็งถึงเพียงนี้

ตอนที่เขาโตพอจะกระโดดโลดเต้นได้ พี่สาวสองคนก็พ้นวัยซุกซนนั้นมาแล้ว ทั้งสองคนชอบเล่นแต่งหน้า ทำผม ด้วยโรลม้วนผมที่แอบหยิบติดมือมาจากร้านเสริมสวยในตลาดคนละอัน ตอนที่ตามแม่ไปนั่งรอสระเซตเพื่อไปงานแต่งงานญาติห่างๆ คนหนึ่ง ส่วนกิ๊บดำเล็กๆ กับหวีมีอยู่แล้วบนหลังตู้เสื้อผ้าที่แม่เอาไว้แปรงและเหน็บก่อนไปทำงานในตอนเช้าของทุกๆ วัน

พี่สาวของเขามักจะผูกเขาไว้กับเสาบ้านกันไม่ให้เขาคลานตกบันไดชานเรือน จนเขาร้องไห้หน้าดำหน้าแดงแล้วหยุดไปเองเนื่องจากเหนื่อยหอบ

วันไหนที่ไม่มีใครอยู่บ้าน แม่จะอุ้มเขาไปฝากไว้กับคนข้างบ้าน ที่นับถือกันฉันญาติมิตรคนหนึ่ง ซึ่งจนบัดนี้เขาก็ชักจะลืมๆ ไปแล้วว่า ความสัมพันธ์ที่ว่านั้น ใครเป็นผู้พี่ ผู้น้อง ใครเป็นลูกของปู่ หลานของป้า เหลนของตา โหลนของยายคนไหน

แต่เด็กชายเอกอุก็ผ่านพ้นวัยวารเหล่านั้นมาอย่างรอดปลอดภัย แม้จะทุลักทุเลไปบ้างก็ตามที

เอกอุเข้าโรงเรียนที่แม่ของเขาสอนอยู่ ตอนเช้าๆ เขาจะเดินตามต้อยๆ ข้างหลังแม่เพื่อไปขึ้นรถสองแถวแดงที่วิ่งผ่านหน้าบ้านชั่วโมงละคัน แม่ต้องรีบปลุกเขาตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า เผื่อเวลาให้เขานอนโยเยโยกโย้บนฟูกบางๆ ฝีมือการตัดเย็บของแม่เป็นต้นแบบชิ้นงานในชั่วโมงการฝีมือหนึ่งในวิชาที่แม่เขาสอนอยู่

ทว่าความสุขเล็กๆ ที่ได้นอนออดอ้อนแม่ก็ดำเนินไปเพียงไม่กี่ปี เมื่อแม่เกิดล้มป่วยกะทันหันแล้วเสียชีวิตลงในเวลาไม่นาน

เด็กน้อยเอกอุในวันนั้นจึงต้องปลุกตนเอง รีบอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วรีบวิ่งไปขึ้นรถเพื่อไปโรงเรียนให้ทันก่อนเวลาเข้าเรียนสักสิบห้านาที เผื่อเวลาสำหรับการไปขออาหารเช้าจากป้าขายข้าวแกงเพื่อนของแม่ผู้เมตตาจัดหาให้กิน

คุณครูบอกว่าเขาเรียนหนังสือไม่เก่ง เพราะเอกอุสอบตกเกือบหมดทุกวิชา ดีแต่ว่าครูประจำชั้นใจดีคอยเคี่ยวเข็ญให้เรียนพิเศษตอนเย็นหลังเลิกเรียนทุกวัน จึงสามารถผ่านมาได้แต่ละปีๆ อย่างคาบลูกคาบดอก

อันที่จริง เด็กชายเอกอุไม่ใช่เด็กหัวทึบอย่างที่ครูบอกเลย แต่เขาไม่ชอบโรงเรียนที่ต้องทำให้เขาตื่นแต่เช้า หลับไม่เต็มตา ฝันค้างๆ ตอนใกล้สว่างเวลาเดียวกับที่เจ้ายอดมนุษย์กำลังเล่นชิงไหวชิงพริบกับเขาอย่างเมามัน

คุณครูประจำเวรที่เฝ้าหน้าประตูโรงเรียนเคยรู้สึกเบื่อบ้างไหมที่ต้องยืนกวดให้เด็กนักเรียนวิ่งเข้าประตูโรงเรียนให้ทันเวลา… ทั้งยังต้องคอยทำหน้าเคร่งขรึมกวาดสายตาอำมหิตตรวจตรานักเรียนว่าใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยถูกกฎระเบียบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ถ้าวันไหนครูเวรเกิดลืมกลัดกระดุมสักเม็ด หรือใส่เสื้อกลับด้านมาโรงเรียน จะมีนักเรียนคนไหนกล้าเอาเรื่องไปฟ้องครูใหญ่บ้างไหมนะ

ความเลวร้ายอีกประการหนึ่งที่เด็กชายตัวน้อยต้องพบพานก็คือ เจ้าเพื่อนวายร้ายตัวอ้วนมาดนักเลงที่จำต้องมานั่งอยู่ข้างเขา ตัวมันเหม็นเปรี้ยว ชุ่มเหงื่อ เพราะชอบวิ่งเตะบอลก่อนเข้าแถวเคารพธงชาติทุกวัน ส่วนตอนบ่ายมันก็ชอบนั่งสับปะหงก ทำให้ครูที่สอนอยู่หน้าห้องต้องคอยจับตามองมาทางมัน และแน่นอนว่าทำให้เขาถูกเพ่งเล็งไปด้วยในตัว

การเรียนในห้องเรียนทำให้เขาไม่มีความสุขเลย จนเขาได้ค้นพบว่ามีทางลัดสำหรับการที่จะไม่ต้องเรียนตามภาคบังคับ นั่นคือการสอบเทียบข้ามชั้น

เอกอุยืมหนังสือคู่มือจากห้องสมุด ซึ่งมีเนื้อหาสูงกว่าระดับชั้นที่ตนกำลังเรียน กลับมาอ่านเองที่บ้าน ในหน้ากระดาษหนังสือนั้นบอกรายละเอียดวิธีการสมัครไว้ค่อนข้างครบครัน เขารอคอยเวลาแต่ละปีให้ผ่านไปอย่างอดทน ตามขั้นตามตอนที่สมองเขาคาดคำนวณไว้แล้ว

ชายหนุ่มร่างใหญ่หนา ผมตัดสั้นเกรียนติดศีรษะ ที่มักถูกเพื่อนแกล้งตอนเด็กๆ เดินกระสับกระส่ายอยู่บนถนนสายธุรกิจหลักสายหนึ่งที่มีตึกทรงสูง อันเป็นที่ตั้งของบริษัทข้ามชาติจำนวนมากมายตลอดสาย เขาตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเข้าไปในอาคารแห่งนั้นดีหรือไม่

เสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งซื้อมาจากห้างสรรพสินค้าวันก่อนทำให้เขาดูกระดากอายตัวเองพิกลเมื่อมองผ่านเงาสะท้อนในกระจกแถวนั้น

เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงสแล็กสีดำ กับรองเท้าหนังขัดมันเอี่ยมอ่อง อาจจะเป็นชุดฟอร์มธรรมดาของพนักงานทั่วไป แต่สำหรับเขามันคือชุดพิเศษสุดเท่าที่เคยมีมา

วันนี้เขามีนัดสัมภาษณ์งานในบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่งในตึกสำนักงานแห่งนี้ เอกอุยืนเก้ๆ กังๆ อยู่อึดใจใหญ่ ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอด รวบรวมความกล้าเดินผ่านประตูกระจกหน้าตึก แลกบัตร บอกชั้นและชื่อบริษัทเป้าหมาย ก่อนจะกดลิฟต์เรียกชั้นขึ้นไป

“สวัสดีค่ะ… คุณเอกอุ” พนักงานสาวเดินออกมาต้อนรับเขา พร้อมกับพนมมือไหว้ ก่อนจะเดินนำเข้าไปยังห้องสัมภาษณ์ที่มีผู้ชายหน้าตาขึงขังสองคนนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“ขอแนะนำก่อนนะคะ ท่านนี้คือผู้อำนวยการบริษัทของเราค่ะ” พนักงานคนนั้นผายมือแนะนำไปยังผู้ชายวัยกลางคนผิวขาว ร่างท้วม

“และนี่คือผู้จัดการแผนกที่คุณเอกอุจะทำงานด้วย” พนักงานคนเดิมผายมือไปยังผู้ชายอีกคนหนึ่ง รูปร่างผอมบาง แคระแกร็น หน้าเสี้ยมที่กำลังอมยิ้มอย่างเย้ยหยันในที

“และดิฉัน เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล และหัวหน้าฝ่ายธุรการ-บัญชี ที่เป็นคนนัดคุณเอกอุมาวันนี้ค่ะ” พนักงานสาวบอก ก่อนจะขยับเก้าอี้ที่นั่งอยู่ให้เข้าที่

“ก่อนอื่นเลย ดิฉัน…” พนักงานสาวเอ่ยขึ้น

“เดี๋ยวนะครับ… ประทานโทษเถอะครับ” เอกอุแทรกขึ้นมา

“คะ” พนักงานสาวถามอย่างแปลกใจ

“ผมคิดว่าคนระดับอย่างผมคงไม่จำเป็นต้องมานั่งให้ใครก็ไม่ทราบอย่างคุณ… คุณ… มานั่งถามคำถามกวนๆ อะไรอีกแล้วมั้งครับ”

ทุกคนในที่นั้นนั่งอึ้ง หันมองสบตากันอย่างประดักประเดิด

เอกอุเดาอาการสีหน้าท่าทางนั้นว่า สมองของคนเหล่านั้นคงจะไม่เคยได้รับการฝึกฝนให้เทียบเทียมเท่าเขามาก่อน

“พวกคุณคงทราบแล้วนะครับ ว่าผมมาที่นี่เพื่อมาทำงานให้คุณ ซึ่งนั่นแปลว่าคุณต้องจ่ายค่าจ้างให้ผม มันคือสัญญาตอบแทนที่คุณกับผมควรจะเข้าใจตรงกันให้ถูกต้องตั้งแต่วินาทีนี้ คุณเอาความสามารถของผมไปทำให้เกิดผลประโยชน์ หารายได้เข้ากระเป๋าบริษัทของคุณ แล้วก็เจียดเงินส่วนยิบย่อยที่คุณทำมาหาได้มาจ่ายเป็นเงินเดือนผม และคุณก็ทราบใช่ไหมว่าจำนวนเงินนั้นน่ะ มันต้องถูกหั่นทอนเป็นค่าภาษี ประกันสังคม ให้กับรัฐบาล เหลือเบ็ดเสร็จแล้วถึงจะเป็นตัวเลขที่ฝ่ายการเงินของคุณโอนไปเข้าบัญชีของผมทุกๆ เดือน เพราะฉะนั้นแล้วผมคิดว่าการที่คุณมานั่งเบ่งท่า เย่อหยิ่ง อยู่อย่างนี้ มันช่าง …”

…………………………………………………………………………………………………………..

เอกอุสอดกุญแจเข้าไปในช่องลูกบิด ขยับซ้าย-ขวาเพื่อเปิดบานประตูไม้ตรงชานเรือนนั้นออก ข้างในนั้นอวลไปด้วยกลิ่นอับของไม้เก่าๆ และความชื้นที่ฝังตัวหมักหมมผ่านวันผ่านปี

เขายื่นมือไปควานหาสวิตช์ไฟตรงฝาไม้กระดานฝั่งหนึ่งด้วยความคุ้นชินว่ามันเคยอยู่ตรงนั้น โชคดีที่วงจรไฟฟ้าทั้งหมดยังคงใช้การได้ ทำให้เขาแลเห็นกรอบรูปสีขาวดำของพ่อกับแม่ วางคู่กันอยู่ตรงหลังตู้ไม้เตี้ยๆ ที่เคยใช้ใส่ของกระจุกกระจิกเมื่อนานมาแล้ว

ชายหนุ่มนั่งลงบนพื้นอย่างไม่สนใจคราบฝุ่นละอองที่จับหนาว่าจะทำให้กางเกงยีนส์ของเขาเลอะเทอะ

ข้างในนั้นมีวัตถุชิ้นหนึ่งวางอยู่ คลับคล้ายคลับคลาว่าเขาเคยเห็น เคยรู้จัก ถึงแม้มันจะอยู่นิ่งๆ ทว่า กลับมีแรงดึงดูดบางอย่างทำให้เขาต้องยื่นมือเข้าไปแตะต้องมันอย่างสุดหักห้ามใจ

เขาหยิบมันออกมาพลิกดูพร้อมกับหยดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรื้นขึ้นมาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ภาพวันคืนเก่าๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ไหลย้อนทวนความทรงจำกลับมาราวกับปรากฏอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มวางฟูกบางๆ ชิ้นนั้นลงกับพื้นอย่างทะนุถนอมราวกับของล้ำค่า ก่อนจะล้มลงนอนหนุนมัน เพื่อจะย้อนฝันไปถึงยอดมนุษย์ที่ต่อสู้กับเขาค้างอยู่โดยยังไม่รู้แพ้ชนะ

 

– อภิชภัสสร์ –

 

Don`t copy text!