โลกสองใบของคนแปลกหน้า

โลกสองใบของคนแปลกหน้า

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“คุณเชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม….”

เสียงฝีเท้าที่เดินมาตามทาง ทำให้ใจที่ล่องลอยของเขมมิกา หรือหลิน กลับมาเข้ามาปกติแบบเดิม หญิงสาวเหม่อลอยออกไปด้านนอกนานเท่าใดไม่รู้ ภายหลังจากการวางโทรศัพท์มือถือลง กล่องข้าวที่วางอยู่ยังไม่ถูกเปิดกินเลยแม้แต่คำเดียว เธอหันมองผู้มาใหม่ แม้จะคิดว่าที่แห่งนั้นจะมีเธอเพียงคนเดียวก็ตาม เขานั่งลงข้างๆ หญิงสาว

“ขอโทษด้วยครับ คิดว่าไม่มีคนอยู่” เขายิ้มเก้อ เมื่อเดินขึ้นมาเพื่อที่จะมาคุยโทรศัพท์แบบเงียบๆ แต่พบว่ามีคนอยู่เสียก่อน

“สวัสดีครับ” ชายหนุ่มกล่าวทักทาย หลินหันมองหน้าเธอส่งยิ้มให้กับเขา แม้จะเป็นยิ้มที่เจื่อนๆ ก็ตาม

“สวัสดีค่ะ คุณ…” เธอยังไม่รู้จักผู้มาใหม่ เขาส่งยิ้มคืนตอบให้เธอบ้าง

“นนท์ครับ คุณชื่อ..”

“หลินค่ะ หลิน” หญิงสาวส่งยิ้มให้กับชายแปลกหน้า แม้เวลานี้เธอจะมีความรู้สึกไม่สู้ดีนักกับชีวิตของตัวเอง

“คุณทำงานที่นี่ด้วยเหรอคะ”

ชายหนุ่มพยักหน้า เขาขยับเดินออกไป เพื่อไปหาที่สูบบุหรี่ กลิ่นควันพวยพุ่งจนหล่อนต้องเอามืออุดจมูกเพราะแพ้กลิ่นบุหรี่

“ขอโทษด้วยครับ” เขากล่าวแก้เก้อ ที่ไม่ทันรู้ว่าหญิงสาวแพ้ควัน

“ไม่เป็นไรค่ะ”

“ผมแอบมาที่นี่ประจำ”

“ฉันไม่เคยพบหน้าคุณเลย คุณทำงานแผนกอะไรหรือคะ นนท์”

เขาเขี่ยบุหรี่ที่กระถางทรายและเป่าพ่นลมออกไปให้หายเหม็น หญิงสาวมองหน้าบุรุษตรงหน้าผู้มาใหม่ เขาสูง หุ่นดี แต่งตัวดีแบบพนักงานออฟฟิศทั่วไป แต่ไม่คุ้นหน้า

“คุณพึ่งมาทำงานใหม่ล่ะสิท่า” เขาเอ่ยถาม หลังจุดบุหรี่สูบเสร็จแล้ว

“ค่ะ เพิ่งมาได้ไม่ถึงเดือน” หล่อนตอบคำถามของเขา

“ผมทำงานอยู่บริษัท… ด้านล่างนี้แหละครับ”

“แหม อยู่ห่างกันสองชั้นเอง ฉันก็ทำงานที่…” เธอฝืนยิ้มให้ชายแปลกหน้า

“คุณมีสีหน้าทุกข์ใจอะไรหรือเปล่าครับ” เขาสังเกตใบหน้าของหล่อนที่หมองคล้ำและไม่สู้ดีแบบคนปกติ อาการบ่งบอก แม้ว่าหล่อนเองจะพยายามที่จะเก็บอาการเอาไว้ ความทุกข์นี้หนาที่มันแสดงออกมาทั้งทางกาย กิริยา จนคนอื่นจับพิรุธได้เสมอ แม้จะพยายามปกปิดเท่าใดก็ตาม

“แค่เหนื่อยน่ะค่ะกับเรื่องงาน”

ชายหนุ่มหัวเราะหึหึในลำคอจนทำให้หล่อนขนลุก มันเป็นเสียงหัวเราะที่น่ากลัว เขาหันหลังมองออกไปทางหน้าต่างกระจกใสที่เห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองหลวงแห่งนี้ ตอนเที่ยงรถราไม่เยอะ แต่ก็ไม่น้อย เขาเอามือล้วงกระเป๋าสองข้าง หล่อนมองเขาอยู่

“ชีวิตคนเรามันก็แบบนี้ล่ะครับ มีทั้งทุกข์สุข” น้ำเสียงของเขาอบอุ่น สร้างขวัญกำลังใจขึ้นมา

“คุณพอจะเล่าให้ผมฟังได้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้น”

แม้เธอจะดูเกร็งๆ อยู่บ้างที่จะต้องเล่าเรื่องส่วนตัวให้ชายแปลกหน้าฟัง แต่สัมผัสบางอย่างที่เธอสัมผัสได้ว่าชายหนุ่มคนนี้มีอะไรพิเศษกว่าคนอื่น เธอจึงตัดสินใจเล่าเรื่องให้เขาฟัง เพื่อการระบายความในใจออกมา

กว่าครึ่งชั่วโมงที่หล่อนเล่าเรื่องส่วนตัวให้เขาฟัง ชีวิตของเธอมันไม่ได้โรยด้วยดอกไม้นานาพรรณแบบเทพนิยาย เธอต้องฝ่าฟัน ทน และต้องก้มหน้าทำงานกับสังคมแย่ๆ ในออฟฟิศ ทั้งเรื่องงาน เพื่อนร่วมงาน และเจ้านาย ปัญหาต่างๆ สารพัดที่ประดังประเดเข้ามาภายในใจของเธอ ก็ได้เขานี่แหละเป็นที่ระบาย เธอพ่นลมแรงๆจนชายหนุ่มได้ยิน เธอดูโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก บางอย่างที่คั่งค้างมานานได้ปลดปล่อย มันเหมือนเธอลอยละลิ่ว  หัวใจที่คับข้องได้คนมาช่วยรับฟังปัญหาที่สะสมมานาน

“สบายใจมั้ยคุณ” เขากล่าวเรียบๆ ภายหลังการรับฟังปัญหาของเธอ

“สบายใจค่ะ  ขอบคุณคุณมากที่รับฟัง ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่เรื่องของคุณ”

“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอก ผมรับฟังปัญหาของคุณได้ คนที่มาทำงานที่นี่ทุกคนก็ต้องเจอปัญหาด้วยกันทั้งนั้นแหละครับ”

“คุณทำงานมานานแล้วหรือคะ” หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะต่างคนก็ต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน

“ก็ไม่นานนักหรอกครับ แต่ผมเคยผ่านสมรภูมิที่อื่นมาก่อน เลยตั้งรับมันไหว”

“พูดเหมือนกับไปรบราฆ่าฟันอย่างไรอย่างนั้นเลยนะคะคุณ” หล่อนแอบหัวเราะเยอะเขาเบาๆ เขายิ้มแก้เก้อ

“มนุษย์เงินเดือนก็แบบนี้แหละครับ คุณอย่าไปคิดอะไรมากเลย ดูคุณแล้วเพิ่งจะจบใหม่มา ยังคงไม่เคยเจอปัญหาสารพันสารพัดนะสิครับ กระดูกยังอ่อน รอคุณทำงานไปสักปีสองปีหรือสามสี่ปี กระดูกของคุณอาจจะแข็งแรง ทนทาน และด้านชากับเรื่องแบบนี้ก็ได้ครับ”

“คุณรู้มั้ยคะ ว่าฉันคุยกับคุณแล้ว ทำให้ฉันสบายใจขึ้นมามากเลยค่ะ”

“ผมรับฟังคุณได้ทุกเมื่อ ขอแค่คุณสบายใจก็พอแล้ว”

หล่อนเหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือ ได้เวลาทำงานรอบบ่ายแล้ว

“เราลงไปด้านล่างกันดีกว่าค่ะ ได้เวลาทำงานบ่ายแล้ว”

สองคนยิ้มให้กัน

“คุณลงไปก่อนเลยครับ ผมขอสูบบุหรี่อีกมวนก่อนจะลงไป” เขาล้วงบุหรี่ขึ้นมา หล่อนจะยิ้มให้เขาและขอตัวลงไปชั้นล่างก่อน

หล่อนก้าวลงมาจากด้านบนชั้นสุดท้ายของตึก ด้วยความหวังอันแรงกล้าและพลังเปี่ยมล้น เขาเป็นใครกันนะ น่าจะอยู่คนละแผนกหรือไม่ก็คนละบริษัท เพราะตึกแห่งนี้มีหลายบริษัทที่มาเช่า และชั้นสุดท้ายของตึกก็ปล่อยร้าง ทำให้เธอสามารถขึ้นไปนั่งเล่นเงียบๆ พักยามบ่ายแบบสงบๆ ได้ ตลอดช่วงบ่ายที่เจ้าหล่อนทำงานแม้จะเจอปัญหาต่างๆ มากมายก็ตาม แต่เธอก็พร้อมที่จะสู้กับมัน

“คุณตวงๆ ได้ข่าวคนเจอผีที่ด้านบนของตึกเราหรือเปล่าคะ” แม่บ้านคนหนึ่งที่ช่างเมาท์แอบยืนคุยอยู่กับพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ถึงเรื่องผีที่มีคนเจอ

“เขาบอกเจอกันจนจับไข้หัวโกร๋นเลยนะคะ”

หญิงสาวมองป้าแม่บ้าน

“ขนาดนั้นเลยหรือคะป้า” แม้จะไม่เชื่อแต่ก็ยอมรับฟังเรื่องราว

“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่าคุณตวง ป้านะคอนเฟิร์ม”

“ไม่เห็นได้ยินเลยป้าพา ไปฟังใครเล่ามาคะป้า”

แม่บ้านขาเม้า มองซ้ายขวา กลัวว่า HR จะมาเห็นว่าหล่อนอู้งาน แอบกระซิบกระซาบให้พนักงานสาวรายนั้นฟังทันทีอย่างเมามัน เพราะเป็นปกติที่ปากไม่มีหูรูดอยู่แล้ว

“เขาบอกว่าเจอกันมานักต่อนักแล้วค่ะ น่ากลัวจะตาย”

“เขานะใครกันคะ แหล่งข่าวจากไหน”

“โอ๊ยคุณตวง ป้าไม่ทราบหรอกคะ แหล่งข่าวจากไหน แต่ที่แน่ๆ มีคนเจอดีมานักต่อแล้ว ที่ห้องน้ำชั้นบน” แม่บ้านขาเมาท์เล่าไปก็อดที่จะขนลุกขนพองไม่ได้ พอดีที่ HR ออกมาพอดี หล่อนจึงแยกย้ายกันไปทำงานของแต่ละคน ทิ้งให้หลินที่ยืนถ่ายเอกสารอยู่ใกล้ๆ ต้องรับฟัง ผีงั้นหรือ แค่คิดหล่อนก็อดขนลุกไม่ได้

หลินยังคงเอาข้าวกล่องขึ้นไปนั่งทานบนชั้นบนของตึกอยู่แบบเดิม แม้จะได้ฟังข่าวเรื่องผีชั้นบนของชั้นแห่งนี้ก็ตาม แต่เพราะเธอไม่สนิทสนมกับใครในแผนกเลยแม้แต่น้อย จึงทำให้เธอเลือกที่จะมาทานคนเดียวแบบเงียบๆ

แม้จะได้ฟังเรื่องราวผีๆ สางๆ จากแม่บ้านและคนรอบข้างมาบ้างก็ตาม แต่หลินเองก็ยังอยากที่จะอยู่เพียงลำพังคนเดียว ก่อนที่จะมาชั้นบน ได้ยินเสียงแว่วๆ จากปากคนในออฟฟิศว่า

“ยัยนี่ท่าทางจะพิกลนะ คนอื่นเขากลัวกันแทบแย่ แต่ตัวเองกลับไปกินข้าวคนเดียวบนชั้นผีสิง”

“จะเอาอะไรกับนาง สังคงสังคมก็ไม่เข้า เข้ากับคนอื่นก็ไม่ได้

“น่าสงสารนางนะที่คนอื่นไม่ยอมรับ” และอื่นๆ อีกมากมายที่เธอได้ยิน ได้รับฟังมาแต่เธอก็พยายามไม่สนใจคนเหล่านั้น เพราคำพูดนั้นมันไม่ค่าเลยในสายตาของเธอ

เวลาเดียวกับเมื่อวานเป๊ะเลย เสียงฝีเท้าก้าวเบาๆ มาตามทาง เหมือนเดิมไม่มีผิด เขาคนนั้นก็ปรากฏตัวพร้อมเสียงฝีเท้าที่หยุดกึกด้านหลังเธอ หลินหันไปมอง เห็นบุรุษนิรนามเมื่อวานอีกครั้งเวลาเดิมที่เดิม แม้ในใจของหลินจะอดสงสัยอยู่บ้างว่าเขาคนนี้เป็นใครกัน มาแบบแปลกๆ และเกี่ยวโยงกับผีที่ใครหลายคนเห็นหรือไม่

“สวัสดีคะคุณนนท์”

“ครับ”

“ดูคุณเครียดๆ นะ” เขามองสีหน้าของหล่อน เขาจับพิรุธบนใบหน้าของเธอได้

“ค่ะ” เธอตอบเสียงเบา

“มีอะไรเล่าให้ผมฟังได้นะครับ เพื่อมันจะเป็นที่ระบายความในใจ”

เสียงของเขาทำให้เธอรู้สึกดีขึ้น เธอยอมเปิดใจ คุยเรื่องที่โดนนินทาให้เขาฟัง เมื่อเล่าจบ เขาหันมองหน้าเธอ

“คุณโกรธคนพวกนั้นมั้ย”

เธอพลางคิดครู่หนึ่ง

“ไม่ค่ะ”

“ดีแล้ว ผมจะบอกอะไรให้คุณฟังนะ คนบางคนเขามีปากเขาสามารถพูดอะไรก็ได้ เพียงแต่เราไม่ให้ราคาคนพวกนั้น มันก็เหมือนสินค้า ที่วางบนชั้นวางของตามห้าง กับตามตลาด คุณจะให้ราคามันเท่ากันมั้ย”

“ไม่ค่ะ”

เขายิ้ม

“ใช่แล้ว คุณจะให้ราคามันก็ต่อเมื่อมันวางขายในที่ที่เหมาะสม แล้วคุณจะไปให้คุณณค่าอะไรกับคนพวกนั้น”

เธอประสานสายตาเขา มันทำให้ความรู้สุกดีขึ้นจริงๆ

“วันนี้ต้องดีขึ้นกว่าเมื่อวานมากนะครับ” ชายหนุ่มจับสังเกตที่หน้าของหล่อนได้ สีหน้าสดใส และมีรอบยิ้มมากขึ้น ไม่ได้มีความทุกข์ใดๆ

“ก็เพราะคุณ ที่เป็นที่ปรึกษาและระบาย ความรู้สึกของฉัน ฉันขอบคุณคุณมากนะคะ”

“ไม่ต้องขอบคุณผมหรอกครับ ผมช่วยอะไรได้ก็ช่วย”

หล่อนส่งยิ้มละมัยให้กับเขา เขาก้าวออกไปห่างจากตัวของเธอ และจุดบุหรี่สูบแบบเดิมเหมือนเมื่อวาน

ทั้งสองเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่จะหันมาคุยกันเรื่องทั่วไป หลินไม่ได้เกร็งแบบเมื่อวาน หล่อนเปิดใจคุยกับเขามากขึ้น และทุกวันทั้งสองก็จะมาเจอกันที่นี่ เวลาเดิม แบบเดิม เสมือนโรงฉายภาพยนต์ที่ฉายซ้ำไปซ้ำมาแบบเดิม

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

แต่น่าแปลกที่วันนี้เขาไม่ขึ้นมา ปล่อยให้เธอรออยู่นาน จนถึงเวลาทำงานรอบบ่าย ตลอดบ่ายนั้นที่หลินนั่งทำงาน ใจของเธอไม่เป็นสุขเอาซะเลยที่ไม่เห็นเขา บุรุษนิรนามที่มาเวลาเดิม ทำแบบเดิมทุกอย่าง

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

“เขาว่า มีคนไปฆ่าตัวตายหลายรายแล้วนะคะคุณตวง” แม่บ้านขาเมาท์คนนั้น ยังคงสรรหาเรื่องราวต่างๆ มาเล่าให้พนักงานสาวฟังเสมอ และสองคนก็แอบเมาท์กันเมื่อเวลาที่ไม่มีคนเห็น

“ตายอีกแล้วหรือคะป้า”

“ใช่ค่ะ เมื่อเช้าป้ามา หวอตำรวจดังทั่วตึกเลยค่ะ แต่เขาปิดข่าว”

“อาถรรพณ์อะไร ทำไมคนตายบ้อยบ่อย” สีหน้าของพนักงานสาวทำหน้าหวาดกลัว

และสองคนก็เมาท์กันต่อไป ในขณะที่หลินกำลังถ่ายเอกสารอยู่ใกล้ๆ การได้รับฟังเรื่องราว ทำเอาเอกสารที่ถ่ายร่วงหล่นลงไปกองที่พื้น ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียเลย หรือว่าจะเป็นเขา หรือว่าจะเป็นเขา ใจของเธอร่วงไปที่ตาตุ่ม ไม่อยากคิดว่าจะเป็นบุรุษนิรนามคนนั้นเลย

เที่ยงของอีกวัน แม้จะมีความกลัวอยู่บ้าง แต่เธอก็พร้อมที่จะขึ้นไปด้านบนตึก ชั้นบนแบบเดิมเหมือนเดิม เวลาเดิม เหมือนเครื่องฉายภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำไปมา เธอทานข้าวไม่ลง

รอเขา รอเขา รอเขา แต่ก็ไม่พบแม้กระทั่งเงาของเขา เธอจะทำอย่างไรดี ใจของเธอห่วงเขา กลัวว่าจะเป็นแบบที่แม่บ้านคุยกัน

หลินกระสับกระส่ายไปหมด เธอจำได้ว่าเขาเคยบอกว่าทำงานชั้นไหน บริษัทอะไรคุ้นๆ เธอเดินลงไปดู

“มาสมัครหรือเปล่าคะ” เสียงหนึ่งเอ่ยจากด้านหลัง หลินหันไปมอง

“ที่นี้บริษัท… หรือเปล่าคะ” หลินเอ่ยถาม

หญิงสาวคนนั่นทำสีหน้าแปลกใจ ก่อนจะส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธว่าไม่ใช่

“ไม่ใช่ค่ะ ที่นี่บริษัทเกริกดำรงค่ะ” หญิงสาวคนนั้นตอบกลับมาพร้อมมองไปที่ป้ายชื่อบริษัท

หลินได้พยักหน้า มองป้ายบริษัท

“ขอบคุณค่ะ” หลินกล่าวขอบคุณ ก่อนจะเดินจากไป หญิงสาวคนนั้นพลางมองอย่างแปลกใจ

ก่อนจะมีหญิงสูงวัยอีกคนเดินมาถาม

“ใครมาน่ะเก๋”

หญิงสาวชื่อเก๋หันมาทางหญิงสูงวัย ที่น่าจะเป็นผู้อาวุโสสุดในบริษัท

“ไม่ทราบสิคะพี่ แต่เขามาถามหาบริษัท…”

หญิงสูงวัยย่นคิ้วอย่างแปลกใจ

“ชื่อคุ้นๆ เหมือนชื่อบริษัทเก่าที่เคยอยู่ชั้นนี้ ก่อนที่เราจะมาเช่าต่อ”

แต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้สนใจอะไร เดินกลับเข้าไปในที่ทำงานของตนเอง

 

แม้จะไม่พบว่ามีบริษัทแห่งนั้น เธอได้แต่ครุ่นคิดว่า เขาหลอกเธอหรือ เธอสับสนไปหมดแล้ว ตลอดบ่ายนั้นเธอทำงานไม่เป็นสุขเลยแม้แต่น้อยเพราะใจยังหวงเขา ผู้ชายแปลกหน้าคนนั้น

……………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ชายหนุ่มก้าวเดินตามปกติ เขาเดินมารอหญิงสาวนิรนามคนนั้นทุกวัน แต่ก็ไม่พบ แม้จะพยายามที่จะลงไปค้นหาบริษัทที่เธอทำงานก็ตามแต่ไม่ปรากฏชื่อบริษัทแห่งนั้นเลย หลายวันแล้วที่เขาไม่พบหญิงสาวแปลกหน้าคนนั้น แม้เขาจะเดินมารอเธอเพื่อจะไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบที่เกิดขึ้น เขายังจำดวงตา ใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นได้เป็นอย่างดี

……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

หลินยังคงขึ้นมานั่งรอชายแปลกหน้าคนนั้นทุกวัน แม้จะไม่เห็นเขาแล้วก็ตาม เธอไม่ได้หวาดกลัวเรื่องราวคนตายที่เกิดขึ้นบนชั้นนี้

ชายหนุ่มค่อยๆ ก้าวเท้าเดินตามทาง เสียงฝีเท้าของเขา ทำให้หญิงสาวที่นั่งอยู่หันมอง

หญิงสาวที่นั่งรอ หันมองตามเสียง แต่ปราศจากสิ่งมีชีวิตใดๆ สายตาของเธอมองผ่านร่างของชายหนุ่มที่เดินมารอหญิงสาว

ชายหนุ่มเดินทะลุร่างของหญิงสาวที่ยืนอยู่ สองคนต่างยืนรอกันและกัน  แต่ต่างคนต่างไม่เห็นแม้จะยืนห่างกันเพียงคืบเดียว

……………………………………………………………………………………………………………………………………………….

เสียงโทรศัพท์ของสองคนดังขึ้น ต่างคนต่างหยิบมันขึ้นมารับสาย ทั้งสองพูดคุยโทรศัพท์อยู่พักหนึ่งก่อนที่จะวางสายลงด้วยท่าทีหงอยเหงา

หญิงสาวก้มลงมองหน้าจอสี่เหลี่ยมของสมาร์ตโฟน ระบุวันที่ 18/1/2555

ชายหนุ่มมองหน้าจอโทรศัพท์ Nokia 3310 ระบุวันที่  18/1/2545

ทั้งสองเงยหน้าขึ้นจากจอโทรศัพท์ เมื่อวางสายลง แม้สัญญาณโทรศัพท์ที่ต่อสัญญาณจนทำให้สองคนข้ามมิติเวลามาพบกันนั้นจะยุติลงไปคล้ายๆ กับระบบ 2G ที่พัฒนามาเป็น 3G, 4G ,5G จนทำให้คลื่นสัญญาณของทั้งสองจูนไม่ติด และได้ทิ้งให้สองหนุ่มสาวพลัดพราก แม้เวลานี้สองคนจะก้าวเดินไปพร้อมกันเสมือนเดินไปเป็นคู่ แต่มิติเวลาของทั้งคู่ต่างกัน ถึงจะเดินไปที่เดียว จุดหมายปลายทางเดียวกันก็ตาม สายลมหวิวๆ ที่พัดผ่านมา ทั้งสองไม่รู้เลยว่า ต่างคนต่างมารอกันและกัน ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ทั้งสองจะมาพบเจอกันอีก หรือต้องรอให้โลกคู่ขนานแห่งนี้มาบรรจบกันเสียก่อน

 

– นัฐพันธ์ –

Don`t copy text!