รักนะ… ในความทรงจำ

รักนะ… ในความทรงจำ

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

แม้ว่ารูปภาพในอัลบั้มปกแข็ง หน้าปกเป็นลวดลายดอกไม้บุนิ่มสีซีดจาง จะแสดงให้เห็นถึงร่องรอยความยาวนานของกาลเวลาที่ผ่านไป ส่วนใหญ่จะเป็นรูปของคนในครอบครัวกับกิจกรรมและสถานที่ต่างๆ  ขณะที่บางส่วนเป็นภาพของสัตว์เลี้ยงในบ้าน บางส่วนเป็นภาพขาวดำบ่งบอกถึงยุคสมัยในช่วงที่ถ่ายรูปนั้น แต่ทุกรูปก็ยังคงอยู่ในสภาพที่ดี เช่นเดียวกับความทรงจำอันยังคงวิ่งวนแจ่มชัดอยู่ในความรู้สึกของฉัน ราวกับว่าเหตุการณ์เหล่านั้นเพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่ปี

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเกือบสี่สิบปีก่อน ในสมัยฉันยังเยาว์ บ้านของฉันยังคงเต็มไปด้วยสีสันของชีวิตในวัยเด็ก… ฉันเป็นลูกคนสุดท้องจากพี่น้องทั้งหมดสี่คน พ่อแม่ของฉันรับราชการครู มีลูกหญิงสามชายหนึ่ง ฉันอายุห่างจากพี่ดินพี่ชายคนโตสิบห้าปี พี่ฟ้าพี่สาวคนที่สองสิบเอ็ดปี ส่วนคนที่สามพี่น้ำห่างกันแปดปีตามลำดับ ดังนั้น ฉันจึงเป็นลูกหลงอย่างแท้จริง

นอกจากจะมีอายุห่างคนละรุ่นกับพวกพี่ๆ แล้ว ชื่อของฉันก็ยังต่างจากคนอื่นอีกด้วย พี่สามคนมีชื่อคล้องจองกันเป็นธรรมชาติกันทั้งบ้าน ดินดี ฟ้าสวย น้ำใส ขณะที่ชื่อของฉันย่อมาจากเดือนเกิด มีน…มีนาคม แต่ชื่อจริงคือมีนญาดา แต่พ่อแม่เรียกฉันว่านกแก้วเล็ก ไม่ใช่เพราะเป็นเด็กช่างคุยแต่อย่างใด  หากตรงกันข้าม… เพราะฉันเป็นเด็กเงียบๆ ไม่ค่อยพูด พ่อแม่กลับเรียกให้ตรงกันข้ามซะอย่างนั้น

บ้านของฉันอยู่ในตัวเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้สองชั้น มีเนื้อที่ติดกับบ้านใหญ่ของคุณตาคุณยาย ซึ่งในสมัยก่อนจะมีคูน้ำเล็กกั้นแบ่งเขตระหว่างบ้านเอาไว้ มีสะพานไม้เดินข้ามไปมาถึงกันได้ ตอนเด็กฉันชอบเดินข้ามสะพานเข้าไปเล่นในบริเวณบ้านของคุณตาคุณยายเป็นประจำ โดยเฉพาะตรงเรือนครัวชั้นเดียวปลูกคร่อมคลองสายเล็กซึ่งมีลักษณะโค้งเป็นรูปตัวยู เริ่มต้นจากพื้นที่ด้านข้างของตัวบ้านฝั่งที่ติดกับบ้านฉันมีความยาวไปจนถึงสวนหลังบ้าน แล้วโค้งวกขึ้นมาจรดหน้าบ้านอีกฝั่งหนึ่ง ตัวบ้านหลังใหญ่และสวนร่มครึ้มจึงคล้ายกับตั้งอยู่บนเกาะกลาง

ส่วนที่เป็นเรือนครัว มีลักษณะเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวยกสูงขึ้นจากทางเดิน แบ่งเนื้อที่เป็นสองส่วน ด้านหนึ่งเป็นครัวเตรียมอาหารทำกับข้าว อีกด้านเป็นพื้นที่โล่ง มีแค่โต๊ะไม้ตัวเตี้ยสำหรับตั้งสำรับอาหาร นั่งรับประทานกับพื้นแบบโต๊ะอาหารญี่ปุ่น ลงจากเรือนครัวเป็นทางเดินทอดไปสู่เรือนใหญ่ ด้านหนึ่งมีสะพานไม้ทอดตัวลาดลงไปในน้ำ ฉันชอบจุดนี้มาก ชอบลงไปนั่งห้อยขาแช่น้ำ มองปลาเข็มตัวเล็กตัวน้อยว่ายเป็นฝูง บางทีก็เข้าไปในเรือนครัว นั่งเกาะลูกกรงไม้ตีกั้นเป็นซี่โปร่งเตี้ยๆ มองวิวน้ำเบื้องล่างนั่งเล่นห้อยขารับลมสบายๆ

ชีวิตในวัยเด็กของฉันไม่มีอะไรมาก ค่อนข้างเงียบเหงาเสียด้วยซ้ำ เพราะวัยที่ห่างจากพี่ทั้งสามคนนับสิบปี ยิ่งญาติทางฝั่งที่อยู่บ้านคุณตาคุณยายมีแต่น้ากับอาเท่านั้น เรียกว่าเป็นคนละรุ่นกันไปจริงๆ ขณะที่เพื่อนบ้านที่อยู่ในละแวกเดียวกัน แม้ว่าจะมีเพื่อนเด็กวัยเดียวกันอยู่บ้าง แต่ก็ต่างคนต่างอยู่บ้านใครบ้านมัน

ดังนั้น นอกจากเพื่อนที่โรงเรียนแล้ว ฉันจึงไม่มีเพื่อนเล่นอื่นเลย พอฉันเรียนขึ้นชั้นประถมปลาย พี่ๆ ก็ไปเรียนและทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ กันหมด เดือนสองเดือนถึงจะกลับมาบ้านสักครั้งหนึ่ง ที่บ้านจึงหลือแต่  พ่อ แม่ ฉัน และป้าอ๋อยแม่บ้านเท่านั้น เพื่อนเล่นที่เล่นกันเป็นประจำของฉัน จึงเป็นพลพรรคหมากับแมวเป็นหลัก

บ้านเราเลี้ยงหมาแมวไว้หลายตัว รวมทั้งหมาและแมวแล้วบางรุ่นเกินสิบตัว และมักจะมีปรากฏการณ์บางอย่างเกิดขึ้นคือ พ่อซึ่งมักจะเป็นคนหาแมวมาเลี้ยง แล้วอยู่มาวันหนึ่งเจ้าแมวมันก็หายหัวไป ต่อมาเห็นมันเดินลอยหน้าลอยตาอยู่บ้านอื่นซะอย่างนั้น ในทางกลับกันบางทีก็จะมีแมวที่ไหนไม่รู้มาอาศัยอยู่กินที่บ้านเราหน้าตาเฉย บางทีมาออกลูกไว้คราวละหลายตัว แล้วก็กลายเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านไป แต่ก็มีบางรุ่นเหมือนกันมาออกลูกเสร็จก็หายไปทั้งแม่ทั้งลูก แมวที่เลี้ยงอยู่ประจำบ้านจริงๆ จึงเหลืออยู่ไม่กี่ตัว ส่วนใหญ่ก็เปลี่ยนหน้ากันมาเรื่อย

สำหรับหมามีวีรกรรมหลากหลาย ในแต่ละรุ่นมีบางตัวที่โดดเด่น พวกมันชื่นชอบกับการวิ่งข้ามสะพานไม้ไปมาระหว่างบ้านฉันกับบ้านคุณตาคุณยาย แนวรั้วบางช่วงจะมีช่องชำรุดกลายเป็นทางลัดให้หมานอกบ้านแอบมุดเข้ามา แล้วหมาบ้านเราก็มุดออกหนีเที่ยวที่อื่นเป็นประจำ

ความวุ่นวายเรื่องของหมาเกิดขึ้นสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฤดูผสมพันธุ์ หมานอกบ้านมุดรั้วเข้ามาจีบหมาสาวในเขตบ้าน ส่วนเจ้าตัวผู้ของเราก็หนีไปเที่ยวซุกซนสร้างวีรกรรมนอกบ้าน เวลากลับมาจึงมีร่องรอยการต่อสู้เป็นแผลตรงนั้นตรงนี้ให้เห็นอยู่เป็นประจำ

จำได้ว่าตอนที่ฉันเรียนอยู่ชั้นประถมต้น มีอยู่วันหนึ่งหมาหนุ่มบ้านอื่นอาจหาญมุดรั้วเข้ามาหาหมาสาวในบ้าน แล้วจะกัดกับหนุ่มเจ้าของถิ่น เสียงเห่าขรมแย่งสาวกันนัวเนีย บังเอิญฉันเล่นอยู่ในสวนหลังบ้านพอดี พอเห็นก็ไม่รอช้ารีบทำหน้าที่ปกป้องลูกสมุน คอยเป็นกรรมการห้ามทัพทันที ฉันเข้าไปยืนอยู่ตรงกลางวงที่มีหมารอบล้อม คอยดึงหางตัวนี้ออกไล่ตัวนั้นไปห้ามไม่ให้กัดกัน โดยไม่มีความกลัวอันตรายน่าหวาดเสียวจากเขี้ยวหมาฤดูผสมพันธุ์แม้แต่น้อย คนที่กลัวคือผู้ใหญ่ที่เห็นเข้า ต่างตกใจส่งเสียงตะโกนร้องห้ามกันใหญ่ บอกให้ออกมาเพราะมันอันตราย แต่ตัวฉันกลับไม่ได้กลัวอะไรเลย ซึ่งนับว่าโชคดีอย่างมากที่ไม่โดนกัดเข้า ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่

เวลาผ่านไป พ่อทำรั้วใหม่ แก้ปัญหาหมานอกหมาในผลัดกันมุดเข้ามุดออกได้ในระดับหนึ่ง แต่บางครั้งก็ยังคงมีหมาบางตัวแอบเข้ามาในบ้านจนได้ จึงกลายเป็นเรื่องของวาสนาที่มีต่อกัน ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าหมาสองตัวพี่น้องพลัดเข้ามาในบริเวณบ้านได้อย่างไร เข้ามาจากทางไหน บางทีอาจเป็นบ้านใหญ่ หรืออาจมีใครหลงลืมปิดประตูบ้านก็ได้

ในวันนั้นเมื่อฉันกลับจากโรงเรียนก็พบกับเจ้าลูกหมารุ่นแปลกหน้าสองตัว นั่งเคียงกันอยู่ตรงข้างบ้าน มองดูแล้วน่าจะเป็นพี่น้องกัน หูตูบ ขนสั้น ตัวหนึ่งสีขาวราวกับลงแป้ง ตาสีช็อกโกแลต อีกตัวมีสีเทาแปลกๆ พอเห็นปุ๊บฉันก็ส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดดีอกดีใจยกใหญ่ นึกว่าพ่อได้ลูกหมามาใหม่ พ่อบอกว่าเป็นหมาหลงมาจากไหนไม่รู้ น่าจะเป็นพันธุ์ผสมหมาฝรั่ง ที่สำคัญคือหมาในบ้านเราก็ให้การต้อนรับเสียด้วย วิ่งเล่นไล่ขับกันคึกๆ เป็นที่สนุกสนาน

“หมานอกมีสกุลรุนชาติ คงมีเจ้าของแต่ไม่เห็นมีปลอกคอ ถ้าเจ้าของมาตามก็ต้องคืนเขาไป” พ่อบอก

“ลองไปถามคนในซอยก่อนว่าบ้านไหนหมาหายบ้างหรือเปล่า หรือว่าหลงมาจากซอยอื่น เจ้าของอาจจะกำลังตามหาอยู่” แม่ว่า “แต่ถ้ามีคนเอามาปล่อยเราก็เลี้ยงเอาไว้ก็แล้วกัน สงสาร ยังเป็นลูกหมารุ่นอยู่เลย”

ป้าอ๋อยรับหน้าที่ไปตามหาเจ้าของ ทั้งในซอยบ้านและซอยใกล้เคียง ฉันภาวนาขออย่าให้เจอใเจ้าของเลย

คำภาวนาเป็นผล… หลังจากตามหาเจ้าของอยู่หลายวันก็ยังไม่มีใครมาแสดงตัว

“เลี้ยงไว้นะคะ นะคะแม่” ปกติฉันจะเป็นคนไม่ค่อยพูด แต่ช่วงนั้นอ้อนพ่อแม่สุดฤทธิ์

เมื่อหมาไม่มีเจ้าของมาทวงสิทธิ์ และเจ้าสองตัวก็ดูมีความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัวฉัน แล้วก็ยังเข้ากันได้กับหมาที่บ้านอีก พ่อแม่จึงตัดสินใจเลี้ยงไว้ ฉันตั้งชื่อให้มันตามสีขนของแต่ละตัว แป้งขาว กับ มอมว๊าว เรื่องราวของแป้งขาวกับมอมว๊าวจึงกลายเป็นเรื่องของความบังเอิญ หรือจะเรียกว่ามีวาสนาต่อกันก็ได้

ตอนนั้นที่บ้านฉันมีหมาเจ้าถิ่นเหลืออยู่สามตัวคือ มืด โม่งเม้ง และหูบิน เพราะอีกสองตัว เจ้าแม้ว กับเจ้าโบ้ (จัมโบ้) ได้เข้าคิวพากันจากไปตามอายุขัยก่อนหน้านี้ แล้วก็มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกสองตัว แป้งขาว กับมอมว๊าว รวมทั้งหมดเป็นห้าตัว

ส่วนแมวจากที่เคยเลี้ยงไว้ห้าตัว กลายเป็นเหลือแค่สองตัว เพราะแมวหนุ่มค่อยๆ หายไปทีละตัว  ไปเที่ยวหัวหกก้นขวิดที่ไหนไม่รู้ เหลือแต่แมวดำนิลกาฬกับนวลสวาท ตัวหลังนี้เป็นแมวไทยวิเชียรมาศซึ่งมีลักษณะสวยงาม ฝรั่งเรียกว่าไซมีสแคท พ่อไปขอมาจากเพื่อน เลยกลายเป็นแมวตัวโปรดของบ้านไป

ย้อนกลับมาพูดถึงสมาชิกหมาๆ ต่างมีวีรกรรมไปตัวและแบบ เริ่มต้นด้วยเจ้ามืด หมาอาวุโสที่สุดในบ้านในขณะนั้น

เจ้ามืดเป็นหมาพันธุ์ทางสีดำ ขนไม่ถึงกับยาวแต่ก็ไม่ใช่หมาขนเกรียน ยังมีพู่หางอยู่ ขนาดตัวไซซ์กลางแบบหมาไทยทั่วไป และมีความดุเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้ดุแบบเห่ากระโจนกัดอะไรอย่างนั้น แต่ถ้าหลุดไปได้ก็จะเดินตามคนนั้นคนนี้แล้วก็งับน่องเขาแบบเงียบๆ อย่างเนียนๆ สร้างความเดือดร้อนให้พ่อกับแม่ต้องเจรจาเสียค่าทำขวัญเยียวยาให้เจ้าทุกข์ตามแต่จะตกลงกัน โชคดีที่พอพ่อทำรั้วใหม่แล้ว ปัญหาเรื่องเจ้ามืดงับน่องก็หมดไป

เจ้ามืดนี่มีเพลงประจำตัวด้วย ฉันแต่งเอง ยังจำได้จนถึงทุกวันนี้ คิดขึ้นมาทีไรก็นั่งยิ้มไปทุกครั้ง

เนื้อหามีอยู่ว่า …

          โอละเห่ โอละเห่ โอละฮึ ตื่นแต่ดึกกัดหมาข้างบ้าน

          คุณพ่อเอิ้งเอยไปดู คุณแม่เอิ้งเอยไปดู ว่ามืดนี้เก่งจริงเอย…

ตัวต่อมาก็คือหมาแต้มน้ำตาลแดง-ขาว… เจ้าหูบิน

เจ้าหูบินมีเอกลักษณ์พิเศษสองอย่างคือ ชอบนอนในอ่างดินเผาเคลือบที่เอาไว้สำหรับใส่อาหารให้พวกมันนั่นแหละ ใบไหนก็ได้ ถ้าล้างแล้วไม่มีอาหารอยู่ข้างในก็จะมุดเข้าไปนอนหลับสบาย เป็นนิสัยตั้งแต่ยังเป็นลูกหมาจนโตเป็นหนุ่ม ถึงจะต้องนอนขดตัวล้นอ่างดูแล้วไม่น่าสบายแต่ก็ยังไม่ยอมเลิก ลักษณะพิเศษอีกอย่างของหูบินก็คือ เวลาเรียกหูตูบๆ จะร่อนขึ้นทันทีในทุกครั้ง จึงได้รับฉายาว่า… หูบิน

โม่งเม้งหมาขาวแต้มดำที่หู ตามลำตัวและหาง ก็มีเอกลักษณ์กับเขาเหมือนกัน เวลาเรียกโม่งเม้งก็จะกระดิกหูตูบ แล้วเอียงคอไปมา คล้ายกับสงสัยหรือคอยฟังว่าเรียกทำไม จะทำแบบเดียวกันทุกครั้งที่ถูกเรียก แต่นิสัยเสียอย่างหนึ่งของโม่งเม้งคือไม่ชอบอาบน้ำขนาดหนัก ถ้ามันเห็นพ่อถือโซ่ถือผ้าเตรียมจะจับมาอาบน้ำ โม่งเม้งจะหายตัวได้ทุกที จากนั้นก็เล่นซ่อนแอบกันไป ใครจะอดทนมากกว่ากัน

ส่วนเรื่องราวของแป้งขาวกับมอมว๊าว เป็นเรื่องของวาสนาที่ได้มาอยู่ร่วมกันอย่างที่พูดถึง แป้งขาวเป็นผู้ชายแต่ค้าวขาว เลยเรียกแป้งขาว มอมว๊าวเป็นผู้หญิงแต่ผิวพรรณสีเทาๆ ก็ตั้งชื่อไปตามลักษณะของแต่ละตัว

แป้งขาวไม่ค่อยชอบเห่า สุภาพอ่อนโยนกับสัตว์ต่างเผ่าพันธุ์อย่างแมว ช่วงชีวิตในครึ่งแรกเป็นไปอย่างปกติ มีดื้อบ้าง มีซุกซน กระตือรือร้น ชอบวิ่งเล่น ชอบเล่นน้ำตรงกันข้ามกับโม่งเม้งทีเดียว และเป็นต้นเสียงแปลกๆ ที่ฉันได้ยินในบางครั้งตอนลงมาอาบน้ำเช้าที่ห้องน้ำชั้นล่าง กำลังอาบน้ำอยู่ก็จะได้ยินเสียงคล้ายมีใครมาตีประตูเป็นจังหวะปั้บๆ ๆ ตอนแรกก็นึกสงสัยว่าเสียงอะไร พอเปิดประตูแง้มดูฉันถึงกับหัวเราะ ที่แท้ก็เจ้าแป้งขาวนี่เอง มันรู้ว่าฉันอยู่ในห้องน้ำก็มารอทักทายอรุณสวัสดิ์ด้วยการกระดิกหางอยู่หน้าประตู แล้วหางก็ไปกระทบประตูทำให้เกิดเสียงปั้บๆ

แต่ชีวิตช่วงหลังของแป้งขาวนั้นอาภัพน่าสงสารมาก เหตุเกิดจากสัญชาตญาณของความเป็นนักล่า สันนิษฐานว่ามันน่าจะพยายามไล่กัดงูแต่พลาดท่า ไม่มีใครเห็นตอนที่เกิดเรื่อง พ่อมาเจอแป้งขาวนอนอยู่หลังบ้านนึกว่าจะตายเสียแล้ว รีบพาไปหาหมอ แป้งขาวโชคยังดีที่ไม่ตายแต่ก็กลายเป็นอัมพาตไปครึ่งตัว พวกเราช่วยกันดูแลแป้งขาวเป็นเวลานานร่วมปีกว่า

แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็มีเรื่องน่าประหลาดใจ แป้งขาวลุกขึ้นได้เอง นั่งถัด บางทีก็ยืนโยกเยก ล้มๆ ลุกๆ ในตอนแรก และหลังจากนั้นก็เดินได้ แต่สภาพร่างกายของมันไม่ได้สมบูรณ์สวยเหมือนเดิมอีกแล้ว แต่พวกเราก็ดีใจมากที่แป้งขาวกลับมาเดินได้อีกครั้ง จนกระทั่งสองปีต่อมาแป้งขาวก็เผชิญเคราะห์อีกครั้ง มันเป็นโรคปอดบวม แล้วก็จากพวกเราไป เหลือแต่ความทรงจำดีๆ ที่แป้งขาวทิ้งไว้ให้ระลึกถึง

แต่ก่อนปีที่แป้งขาวจะจากไป มอมว๊าวได้เดินทางจากไปล่วงหน้าก่อนแล้ว…

มอมว๊าวจะมีนิสัยแบบผู้หญิง ค่อนข้างดุแล้วก็ขี้บ่น เวลาตัดเล็บหรือจับเห็บหมัดจะทำปากยึกๆ  เห็นฟันขาว ส่งเสียงขู่ในลำคอเป็นเชิงว่ารำคาญ ไม่พอใจ นางเป็นสาวมาหลายปี ในที่สุดมอมว๊าวก็ตั้งท้องกับตัวไหนสักตัวในบ้าน แต่แล้วปรากฏว่านางออกลูกตกเลือดแล้วก็ตาย ลูกก็ตายหมด หมอนับได้ว่ามีลูกที่อัดแน่นอยู่ในท้องถึงสิบเอ็ดชีวิตทีเดียว

จากเรื่องของหมามาถึงเรื่องแมวขนนุ่มที่มีอภิสิทธิ์อยู่บนบ้าน เดินขึ้นข้างบนไปนอนตรงไหนก็ได้ พ่อมักจะเตือนลูกทุกคนว่าอย่าเอาแมวเข้าไปนอนด้วย อย่าจูบแมวเพราะเดี๋ยวขนจะเข้าจมูก จะกลายเป็นโรคหืด

แม้จะได้รับคำสั่งจากพ่อ แต่ฉันก็ยังคงแอบเอาแมวเข้าไปนอนด้วยเป็นประจำ เจ้านิลกาฬแมวตัวเมียสีดำปลอด หางยาว ตาสีเขียว สีสันหน้าตาอาจจะไม่ค่อยน่ารักนักแต่แสนรู้ เวลาขึ้นมานอนบนเตียงกับฉัน แม่นิลจะรู้ว่าพ่อกำลังเดินมาที่เตียง ฉันนอนห่มผ้าอยู่แม่นิลก็จะรีบมุดเข้าไปอยู่ใต้ผ้าห่ม แอบๆ อยู่ พ่อก็ไม่ได้สังเกต นางก็รอดตัวไปทุกครั้ง

นวลสวาทแมววิเชียรมาศเป็นตัวเมียเหมือนกัน และเป็นอีกตัวที่ฉันชอบอุ้มมานอนด้วย ซึ่งตอนหลังฉันได้ย้ายห้องขึ้นไปอยู่บนชั้นสอง พ่อไม่ค่อยได้ขึ้นมาดูเท่าไหร่ ทำให้พลแมวทั้งหลายนอนบนเตียงกันได้อย่างสบายอกสบายใจ

เรื่องราวของแมวไม่ได้โลดโผนเหมือนเจ้าหมา แต่ก็มีบางครั้งที่ทำให้คนในบ้านกลืนไม่เข้าคายไม่ออก คือมันชอบคาบจิ้งจกบ้างจิ้งเหลนบ้างมาเล่น จิ้งจกบางตัวก็ฉลาด โดนแมวเขี่ยไปเขี่ยมาก็ทำตัวอ่อน แต่พอแมวเผลอก็ไต่หนีปุ๊บ บางครั้งไม่วายโดนตะครุบหางขาดแต่ยังรอดชีวิตขึ้นไปอยู่บนเพดานได้ต่อไป

เจ้าเสือ แมวรุ่นหลังสีดำอีกตัว ตอนยังเด็กตัวเล็กนิดเดียวแต่ดุเหมือนเสือ พี่น้ำชอบจับเจ้าตัวเล็กที่ตอนแรกตั้งชื่อว่าตัวเล็กขึ้นวางบนบ่า แล้วแกล้งหยอก

“ตัวเล็กอยู่ไหนน้า อยู่ไหน ตัวเล็ก เมี้ยวๆๆ”

พอเรียกหลายครั้งมันคงรำคาญก็หันมากางเล็บตบ จึงได้ชื่อว่าเสือตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา น่าเสียดายว่าพอเสือโตเป็นชายชาติเสือ ก็หนีไปร่อนเร่อยู่ที่ไหนไม่รู้ ไม่ได้เจอกันอีก

ต่างจากนวลสวาทที่อยู่กับพวกเราจนกระทั่งวาระสุดท้าย เจ้านวลมีตาสีฟ้าแก้วตาสีแดง เป็นแมวตัวโปรดของทุกคนในบ้าน ฉันชอบอุ้มกอดจูบจนหลายครั้งมันขู่ใส่เพราะรำคาญ นวลสวาทตายในช่วงฤดูหนาวในปีหนึ่ง หลายสิบปีก่อนช่วงฤดูกาลยังคงเป็นฤดูกาลที่ถูกต้อง เวลาหน้าหนาวจะหนาวมาก เคยหนาวถึงขนาดพูดแล้วจะมีไอออกจากปากทีเดียว ช่วงนั้นเจ้านวลนอนอยู่แต่บนเตียงไม่ลงไปไหนเลยหลายวัน ฉันเป็นห่วงกลัวจะหิวก็อุ้มลงมาข้างล่าง หาอาหารให้กินแต่นวลสวาทก็ไม่ยอมกิน

แล้ววันต่อมามันก็ตาย นางอาจจะไม่สบายหรือไม่ก็เพราะความชราภาพแก่ตายเอง

ฉันร้องไห้มากทุกครั้งที่สัตว์เลี้ยงแต่ละตัวตายจากไป

ยังมีเรื่องราวของพลพรรคหมาแมวอีกหลายตัวต่อในเวลาต่อมา แต่เนื่องจากตอนหลังฉันได้เข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เรียนจบก็ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ เหมือนกัน เดือนหนึ่งจะกลับไปบ้านเยี่ยมพ่อแม่สักครั้ง จึงทำให้ห่างเหินจากสัตว์เลี้ยงไปโดยปริยาย บางตัวที่เคยเลี้ยงดูผูกพันกันมาก็ยังจำฉันได้ อย่างเจ้ายุ่ง เจ้าหมอก กระแต แต่สำหรับหมารุ่นหลังจริงๆ บางตัวไม่คิดว่าฉันเป็นเจ้าของบ้าน แต่คิดว่าเป็นคนแปลกหน้า เจ้าหรั่งบางแก้ว เจ้าตาลหมาหลังอานซึ่งดุมาก กลับบ้านทีไรเดินตัวลีบทุกที

เวลาผ่านไป เมื่อฉันมีครอบครัวของตัวเอง เลี้ยงหมาแมวเป็นของตัวเอง ฉันต้องสูญเสียสัตว์เลี้ยงแสนรักไปอีกหลายตัว และไม่เคยชินหรือทำใจได้กับความสูญเสียในแต่ละครั้ง

สำหรับฉัน สัตว์เลี้ยงทุกตัวต่างก็มีช่วงเวลาที่แสนวิเศษต่อกัน และยังคงอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดมา และตลอดไป…

 

– ป่านรามี –

 

Don`t copy text!