หน้ากากคน

หน้ากากคน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

                

 

“ว้ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” เสียงกรีดร้องของหญิงสาวทำเอาผู้คนที่อยู่บริเวณโดยรอบต่างออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

“ชุดชั้นในของฉันหายอีกแล้ว” เสียงนั้นบ่งบอกว่ามันเกิดเหตุมาหลายครั้งหลายคราแล้ว ด้วยความที่เอาเสื้อผ้าและชุดชั้นในมาตากในบริเวณที่หอพักให้ตากได้ แต่มันกลับอันตธานหายไปอย่างไร้ร่องลอย

“ห้องพี่ก็โดนเมื่อสามวันก่อน พี่เอามาตากตอนกลางคืน พอเช้ามามันเล่นยกไปทั้งแผง นี่ต้องไปเหมาเสื้อในยกโหลจากตลาดนัดมาใส่ ไม่รู้ว่ามันเอาไปทำไม” หญิงสาวคนหนึ่งที่เคยโดนลักชุดชั้นในพูดขึ้นเมื่อเดินมาดูจุดเกิดเหตุที่เจ้าหล่อนเจอเมื่อสามวันก่อน

“โรคจิตไง ไอ้พวกโรคจิต” เสียงหนึ่งลอยมาจากไหนไม่รู้ ทำเอาสาวๆ ที่ยืนอยู่แถวนั้นต่างขนลุกเมื่อพูดถึงคนโรคจิตที่มักพบเห็นตามข่าวหน้าทีวี เฟซบุ๊ก หรือแม้แต่ในชีวิตจริง

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

“ไอ้สมเจตมันเพิ่งออกมาจากคุก แกรู้หรือยัง นี่มันกลับไปเช่าหอตรงท้ายซอยอยู่นะแก” แม่ค้าขายอาหารตามสั่งหน้าปากซอย กำลังสนทนาอยู่กับลูกค้า

“จริงหรอป้า ไม่ยักรู้เลยนะว่ามันออกมาแล้ว ไหนบอกว่ามันติดคุกแปดปีไง” หญิงคนดังกล่าวเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ แม้กระเสข่าวที่ออกมาตอนสมเจตติดคุกบ้างว่าติดหกปี เจ็ดปี แปดปี บ้างก็ตาม

“ก็คุกประเทศกะลา เอ้ย ไทย มันมีลดแลกแจกแถมอยู่เรื่อย คนมันเลยเข้าออกเป็นว่าเล่น”

“ป้า ขนาดไอ้ชาติที่มันติดคุกเรื่องยาเมื่อปีก่อน นี่มันได้ลดโทษออกมาแล้วนะ”

“บันเทิงบรรลัยแล้วสิท่า ไอ้นั้นก็ออกมา ไอ้นี่ก็ออกมา สนุกสนานครื้นเครงบรรเลงใจ” คนพูดดูสีหน้ากังวล แต่ปากยังพูดด้วยความประชดประชังเสียดสี ทั้งสองคนยังคงสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ ในขณะที่บัวบูชายังคงกดมือถือเล่นเพื่อรออาหารตามสั่งที่แม่ค้ายังคงเม้ามอยจนลืมทำอาหาร

“ได้หรือยังแก หิวจะแย่”เสียงของเป้ยเพื่อนสนิทดังขึ้น เมื่อหล่อนเดินเข้ามาในร้านแคบๆ ปรายตามองแต่ไม่เห็นอาหารสักจาน บัวบูชาเงยหน้าขึ้นจากจอมือถือแล้วเบือนหน้าไปยังแม่ค้าที่เมาท์มอยอยู่

“มัวแต่เมาท์” เป้ยพึมพำก่อนจะเดินไปหาแม่ค้า

“เมาท์อะไรกันจ๊ะป้าแมว อาหงอาหารไม่ทำขายแล้วหรือไงจ๊ะ” แม้จะหิวแทบตาย แต่เป้ยก็รู้วิธีเหน็บแนมแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น แม่ค้าวัยดึกพลางหันมายิ้มแหยๆ ให้ ด้วยความที่เมาท์จนเพลิน ลืมอาหารที่ลูกค้าสั่งเอาไว้

“นี่หนูเป้ย รู้ข่าวไอ้สมเจตออกมาจากคุกหรือยัง” แม่ค้าวัยดึกรีบเล่าด้วยความคะนองปาก

“สมเจต?” เป้ยพึมพำ พยายามคิดว่าใคร

“ก็ไอ้คนที่เคย…” ไม่ทันที่แม่ค้าจะพูดจบ เหมือนเสียงที่ค้างบนแผ่นเสียงตกร่อง อยู่ๆ ก็สะดุ้งและเงียบหายไป

“เอ่อ หนูเป้ย เมื่อกี้สั่งข้าวผัดไก่ใช่มั้ย เดี๋ยวป้าทำให้นะ” แม่ค้าวัยดึกดันร่างออกไปที่เตาด้วยความเร่งรีบ หน้าตื่นเหมือนเจอผี เป้ยเพิ่งจะสังเกตว่าเหตุใดทำไมแม่ค้าปากร้ายกับลูกค้าที่ร่วมวงเมาท์ถึงหยุดพูด ก็พอจะเห็นว่าชายคนหนึ่งผิวคล้ำเดินเข้ามาในร้านทำให้วงสนทนาแตก เป้ยจึงร้องอ๋อ “สมเจต”

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

“เฮ้ย อย่างนี้พวกเราก็อยู่กับคนคุกนะสิแก ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะ” ทันทีที่บัวบูชาฟังเรื่องราวจบ เจ้าหล่อนก็ทำหน้าแสยะด้วยความขยะแขยง ก็ใครจะไปอยากอยู่ร่วมกับคนคุกคนนั้นเล่า เมื่อเกือบสองปีก่อน ตอนที่เธอเพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่หอนี้ใหม่ๆ เธอจำได้ว่าเกิดเหตุขโมยปีนขึ้นหอพักข้างเคียง ตอนนั้นสร้างความหวาดกลัวให้สาวๆ กันมาก พอจับคนร้ายได้ก็โล่งใจ และมารู้ข่าวอีกทีก็ตอนที่สมเจตออกจากคุก

“อย่าตีตนไปก่อนไข้เลย เขาอาจจะกลับตัวแล้วก็ได้” เป้ยบอก พลางเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่มุมหนึ่ง เจ้าหล่อนแก้ผ้าโดยไม่อายใครก็ในห้องมีเธอกับบัวบูชาเท่านั้น

“จะไม่ให้กลัวได้ยังไง คนคุกทั้งคน”

“เธอนี่มองอะไรแต่เปลือกนอกจริงๆ นะบัว นายสมเจตอะไรนั่นอาจจะกลับตัวกลับใจแล้วก็ได้ เธอไม่เคยเห็นอย่างในละครหรอกหรือ ที่คนร้ายเข้าคุก ออกมาก็กลับตัวกลับใจ เปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่”

“ก็นั่นมันละคร เธอก็ทำตัวเป็นนางเอกละครไปได้ น่าหมั่นไส้จริง” บัวบูชาพูดแบบเคืองๆ บ่อยครั้งที่ความเห็นของทั้งสองคนไม่ตรงกัน ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน บัวบูชา มักจะมองคนจากเปลือกนอก เมื่อเหตุการณ์มันพาไป ยิ่งเกิดเหตุขโมยชุดชั้นในซ้ำลอยบาดแผลเดิมด้วยแล้ว คนที่ถูกจับตามองเป็นที่หนึ่งก็คงไม่พ้น

‘สมเจต’

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

ยามดึกสงัดของค่ำคืนหนึ่ง ฝีเท้าของใครคนหนึ่งเดินย่องๆ มาตามทาง มันหันซ้ายแลขวา จ้องจับดูว่าใครเดินไปมาหรือไม่ สายตาของมันค่อยๆ มองไปที่ราวตากผ้าที่มีเสื้อผ้าของใครหลายคนตากอยู่ ก่อนที่จะยิ้มกระหยิ่มด้วยใบหน้าที่น่ากลัว

………………………………………………………………………………………………………………………………………

ข่าวคราวของโจรขโมยชุดชั้นในในหอพักดังไปทั่วซอย ทำเอาหญิงสาวหลายต่อหลายคนต่างก็หวาดกลัว วันดีคืนดีมันอาจจะออกมาทำร้าย ลากผู้หญิงไปปู้ยี้ปู้ยำก็ได้

“นายสมเจตอะไรนั่นแน่ๆ เลย หน้าตาก็น่ากลัวอย่างกับโจร” บัวบูชาบอกเมื่อทราบข่าวจากสายใจพี่ข้างห้องในหอพัก

“พี่ก็ว่าอย่างนั้นค่ะน้องบัว นี่นะคนในซอยเราไม่มีใครกล้าออกมาเดินเพ่นพ่านตอนกลางคืนเลยนะคะ คงเพราะกลัวว่าไอ้สมเจตมันจะออกมาอาละวาด”

“บัวก็ไม่กล้าหรอกค่ะพี่สาย ใครจะออกไปเตร็ดเตร่กลางค่ำกลางคืนแบบนั้น”

“พี่นี่ไงคะ ต้องเลิกงานดึก กว่าจะกลับมาถึงหอก็สี่ห้าทุ่มเข้าไปแล้ว” สายใจบอกอย่างเหนื่อยใจ

“พี่ก็ระวังตัวดีดีนะคะ สมัยนี้ไว้ใจกันได้เสียที่ไหน”

ไม่ทันที่จะผละไปไหน ร่างของบุรุษที่หญิงสาวสองคนเอ่ยก็เดินถือกล่องเครื่องมือเข้าในหอพัก สองคนกวาดตามอง หันมาสบตาอย่างรู้กัน จนสมเจตเดินขึ้นไปชั้นบน

“ต๊าย ปล่อยให้วายร้ายเข้ามาเดินเพ่นพ่านในหอได้อย่างไรกัน ประเดี๋ยวมันก็มาขโมยกางเกงในเสื้อในหมดหอหรอก” สายใจกระวีกระวาดอย่างไม่พอใจ เจ้าหล่อนยังคงเดินไปชะเง้อมองไปด้านบนว่านายสมเจตเดินไปไหนแล้ว

“พี่ดำรงทำไมถึงกล้าจ้างคนอย่างนายสมเจตมาเป็นช่างที่หอก็ไม่รู้” บัวบูชาส่ายหน้าอย่างระอา

ตกเย็น เมื่อเป้ยกลับมาถึงหอ เห็นบัวบูชานอนอ่านหนังสือแฟชั้นอยู่บนเตียงนอน บัวกระเด้งตัวขึ้นมาทันทีทันใด

“เป็นอะไรของแกบัว สปริงตัวขึ้นมาอย่างกับแมงมุม”

“แกรู้ข่าวหรือยังว่าในหอเราก็มีขโมยเสื้อในกางเกงใน”

เป้ยส่ายหน้า

“ไม่รู้ ฉันไม่ได้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองแบบแกนี่ยัยบัว” คนพูดดูท่าทีไม่สนใจ

“จ้า แม่ผู้ไม่สังคมโลก แกนะไม่รู้อะไร ว่าวันนี้นายสมเจตมาเป็นช่างในหอเรา”

“ก็ดี ช่วยทำคนทำมาหากิน”เป้ย ไม่ได้สนใจ เดินไปวางข้าวของที่ซื้อมา

“จะบ้าหรือไงยัยเป้ย” บัวบูชาร้องเสียงหลง

“ไม่บ้าหรอก ฉันก็เพิ่งเห็นว่าสมเจตเขาไปซ่อมท่อด้านล่างเมื่อกี้” บัวบูชาทำหน้าแหยะ สมเจตอีกแล้วหรอ น่ากลัวชะมัด เจ้าหล่อนพึมพำในใจไม่ให้ใครได้ยิน

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

“ว้ายยยยยยยยยย เสื้อในฉันหายไปอีกแล้ว”

เสียงกรี๊ดดังลั่นตรงลานด้านล่างที่ตากผ้า ทำเอาชาวหอต่างลงมา เป้ยกับบัวบูชาเดินมาพอดีเพราะทั้งสองกำลังจะออกไปเรียนหนังสือ

“มีอะไรกันหรือคะ” บัวบูชาแทรกเข้าไปในกลุ่มไทยมุง

“เสื้อชั้นในน้องบีห้องด้านบนที่เอามาตากหายไปอีกแล้ว”

“จริงค่ะ บีเพิ่งเอามาตากเมื่อคืน” บี คนที่โดนลักชุดชั้นในบอกด้วยสีหน้าวิตก

“หึ เป็นอย่างที่ฉันคิดไม่มีผิด” บัวบูชาโพล่งออกมาอย่างหมายมั่นตั้งใจในความคิด

ทุกคนมองหน้าเธอเป็นตาเดียว

“อะไรของแกยัยบัว” เป้ยกระซิบกระซาบเบาๆ

“ก็นายสมเจตอะไรนั้นไง เมื่อคืนเธอบอกอยู่ไม่ใช่หรอว่านายสมเจตมาซ่อมท่อประปา จะมีใครไหนล่ะที่จะขโมย ถ้าไม่ใช่มัน” บัวบูชาบอก ทุกคนลงความเห็นว่าเป็นนายสมเจตแน่ๆ จากสมมติฐานที่มีและเรื่องเล่าต่างๆ นานาของนายสมเจตที่มีปมหลังเป็นชนักติดหลังมาช้านาน

……………………………………………………………………………………………………………………………………….

แม้บัวบูชาจะเชื่อสนิทใจว่าสมเจตเป็นผู้ขโมยเสื้อใน แต่อีกด้านหนึ่ง เป้ยไม่คิดจะเชื่อข่าวคราวแต่อย่างใด หลักฐานก็ไม่มี แต่คนเราสามารถพิพากษาคนคนหนึ่งได้ด้วยอารมณ์ของตนเอง มันถูกต้องแล้วหรือ ความมีเหตุผลต่างๆ ไม่มีแม้แต่นิดเดียว พูดไปใครจะเชื่อ ในเมื่อข่าวคราวออกมาแบบนั้น สังคมลงโทษคนผิดด้วยบทลงโทษตามความพึงพอใจของตนเอง แล้วกลับกัน หากสังคมลงโทษคนที่ไม่ผิด คนพวกนั้นได้รับความยุติธรรมแล้วหรือ?

กว่าเป้ยจะกลับมาถึงหอก็มืดสนิทแล้ว เดินเข้ามาในหอ กำลังจะก้าวขึ้นบันได แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่มุมหนึ่ง

“ใครกัน ทำตัวลับๆ ล่อๆ” บุคคลนิรนามยังคงอยู่ใต้เงามืด ช่างน่าสงสัยยิ่งนัก เป้ยเดินดุ่มเข้าไปอย่างช้าๆ เอ๊ะ หายไปแล้ว ใช่แล้วบุคคลปริศนานั้นหายไปไหนเสียแล้ว ไวมาก เธอเดินไปที่ด้านหลัง แสงไฟจากมุมนั้นส่องมาน้อยนิด ทัศนวิสัยในการมองเห็นก็ไม่ถนัดเท่าไหร่นัก รู้แต่เพียงว่าเห็นราวตากผ้าที่เมื่อครู่มีผ้าเต็มไปหมด ตอนนี้มันได้อัตธานหายไปแล้ว จะด้วยฝีมือใคร

“หรือว่าจะเป็น” เป้ยนึกไปถึงเรื่องของคนร้ายที่เข้ามาขโมยชั้นในในหอ ต้องใช่แน่ๆ คิดได้ดังนั้น เธอก็หันหลังเพื่อที่จะเดินขึ้นห้องพัก เธอจะต้องนำเรื่องไปบอกทุกคนให้รู้ว่าเธอเห็นคนร้ายแล้ว

แต่ไม่ทันที่หญิงสาวจะก้าวเดินไป มือใหญ่หนาของใครบางคนก็คว้าหมับที่ปากของเธอ แม้จะพยายามปัดป้อง แต่ร่างใหญ่นั้นได้ดึงเธอเข้าไปในมุมมืดของตึกเสียแล้ว เสียงร้องแอ๊ะเบาๆ เมื่อครู่หายไปพร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ไม่รู้ชะตากรรมว่าเป็นเช่นใด

“ยัยเป้ยนะยัยเป้ย ไปไหนนะ โทร.ไปก็ไม่ยอมรับสาย”

เสียงบัวบูชาที่ยืนอยู่หน้าห้องด้วยท่าทีกระสับกระส่ายไปมาด้วยความร้อนอกร้อนใจเป็นอย่างยิ่ง

“ฉันโทร.สิบรอบแล้วนะเนี่ย” เธอบ่น ยังคงกระวนกระวายอย่างร้อนใจ เป้ยบอกจะกลับมาก่อนเธอ แต่พอเธอมาถึงหอ เป้ยยังไม่กลับ แถมโทร.ไปเป้ยก็ไม่รับสาย ปกติเป้ยไม่ใช่คนเหลวไหลแบบนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งกระวนกระวายอย่างเห็นได้ชัด

“เป็นอะไรไปหรือจ๊ะน้องบัว” เสียงของสายใจดังขึ้นตรงทางเดินขึ้นบันได ทำให้เธอหันไปมอง

“เป้ยนะสิคะพี่ ยังไม่กลับมาเลย” สายใจรับฟังอย่างเข้าใจ

“ซื้อของแถวนี้อยู่หรือเปล่า”

บัวบูชาส่ายหน้า “ไม่หรอกค่ะ เป้ยไม่เคยเถลไถลแบบนี้ แถมโทร.ไปก็ไม่ยอมรับสายอีก”

“ใจร่มๆ ไว้ก่อนจ้า อย่าเพิ่งคิดในแง่ร้ายสิ” บัวบูชาพยักหน้า แม้จะพยายามไม่คิดแง่ร้ายก็ตาม

“ใจเย็นไม่ไหวหรอกค่ะ ปกติเป้ยไม่เคยไม่รับโทรศัพท์ นี่โทร.สามสี่รอบก็ไม่ยอมรับสาย”

บัวบูชาร้องบอกด้วยความเป็นห่วงเพื่อนสาว ไม่ทันไร ร่างของชายร่างสูงก็เดินขึ้นมา สภาพมอมแมม  หญิงสาวทั้งสองมองหน้ากัน เพราะเห็นว่าเสื้อของสมเจตที่เดินมาเปรอะเปื้อนโคลนไปทั้งตัวแถมมีกลิ่นอับอีกด้วย  มื่อสมเจตเดินลับสายตาขึ้นไป ทั้งสองถึงกับผงะเข้าหากันด้วยความตกใจ

“ไอ้สมเจตทำไมมันมอมแมมแบบนั้น” สายใจถามด้วยความประหลาดใจ ก็ไม่ต่างอะไรกับบัวบูชามากนักที่เห็นสมเจตแต่งตัวมอมแมมแบบนั้น

“แถมทำตัวลับๆ ล่อๆ อีกต่างหาก” สายใจตั้งข้อสงสัย

“หรือว่ามันจะเป็น” สายใจคิดเรื่องอะไรบางอย่างในหัวสมอง

“ขโมย” บัวบูชาตาโตเมื่อได้ยินสายใจร้องบอก

“ไมได้การแล้วค่ะพี่สายใจ บัวว่า เราไปแจ้งตำรวจจับมันดีกว่าค่ะ”

สายใจสะดุ้ง

“ต๊าย เราจะไปแจ้งความได้ยังไงกันคะน้องบัว หลักถงหลักฐานอะไรก็ไม่มีซักกะอย่างเดียว ขืนเราไปแจ้งความ มีหวังหน้าแหกกลับมาหมอไม่รับเย็บนะคะ” บัวบูชาครุ่นคิด กระสับกระส่ายไปมา จะทำอย่างไรดี ยายเป้ยก็หายตัวไปอีกคน อดเป็นห่วงเพื่อนสาวไม่ได้

“พี่ว่าเรารอน้องเป้ยกลับมาก่อนดีกว่านะคะ อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลยค่ะน้องบัว เผลอๆ น้องเป้ยอาจจะไปสังสรรค์เฮฮาปาจิงโกะอยู่ก็ได้” สายใจบอกพลางยิ้มๆ พยายามทำให้ไม่เครียดไปมากกว่านี้ “บัวก็ขอให้เป็นอย่างที่พี่สายว่าล่ะกันนะคะ” บัวบูชาผ่อนลมเบาๆ ก่อนที่จะแยกย้ายกันเข้าห้องไป

เวลาดึกสงัดของวันนั้น

ฝีเท้าเบาๆ ของใครคนหนึ่งค่อยๆ ย่างก้าวเดินไปตามทางเดินบนอาคาร บัวบูชาตื่นขึ้นมา เห็นเงารางๆ ที่สะท้อนเข้ามาจากริมทางเดินด้านนอกทำให้เธอตกใจ ก่อนที่จะพยายามตั้งสติ เธอค่อยๆ เดินไปที่ประตู ค่อยๆ เปิดมันออกอย่างช้าๆ ก่อนที่จะค่อยๆ สอดส่ายสายตามองไปที่มุมที่เงานั้นสะท้อนอยู่ ร่างของใครคนหนึ่งถูกลากไปตามทางเดิน บัวบูชาสะดุ้งสุดตัวเมื่อพบว่า ร่างที่ถูกลากไปเป็น…

“เป้ย” หญิงสาวรีบเอามือปิดปาก เธอคว้าหมับไปที่โทรศัพท์ที่วางอยู่ใกล้ตัวก่อนที่จะกดเปิดบันทึกวิดีโอ แต่เมื่อหันกลับมา กลับไม่พบว่ามีใครอยู่ตรงนั้นแล้ว บัวบูชารีบปรี่ออกไปจากห้อง ก่อนที่จะวิ่งไปตรงบันไดทางลง ใจเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ เธอจะต้องถ่ายคลิปภาพคนร้ายให้ได้ บัวบูชาวิ่งมาตรงริมบันได เห็นมันลากร่างของเป้ยไป ตามทางเลือดสีแดงเต็มพื้นเป็นแนวยาว ก่อนที่เธอจะค่อยๆ วิ่งตามลงไป แต่แล้วเธอก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อตรงหัวมุมปรากฏร่างของสมเจตยืนขวางทางอยู่

“กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” บัวบูชาสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ เธอเก็บเอาความคิดไปฝัน โถ่ ตกใจแทบแย่ ความฝันนี่เอง เธอมองนาฬิกา ตีหนึ่งกว่า มองไปทางเตียงนอนข้างกายไร้วี่แววของเป้ย ใจหนึ่งก็อดที่จะเป็นห่วงเพื่อนสนิทไม่ได้

เสียงกุกกักดังอยู่ด้านนอก เงาที่พาดผ่านวิ่งผ่านไป บานเกล็ดที่สะท้อนเงาจากไฟทางเดินเมื่อครู่ทำให้บัวบูชาหวนคิดไปถึงความฝัน เธอถึงกับต้องหยิกแขนตัวเองเพื่อเรียกสติกลับคืนมา ใครกันมาวิ่งดึกดื่นป่านนี้ บัวบูชาได้แต่ครุ่นคิด จึงค่อยๆ ย่างก้าวไปเปิดประตู แง้มออกไป เห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่ด้านนอกริมทางเดิน คุ้นๆ เธอพยามเพ่งมอง จนเห็นว่าเป็นสมเจตนั่นเอง

“ได้ครับ ผมจัดการเรียบร้อยแล้วครับ” เสียงสมเจตพูดเบาๆ กับปลายสายทางโทรศัพท์ บัวบูชาพยายามเงี่ยหูฟัง แม้จะไม่ได้ยินอีกฝ่ายที่โทร.มาก็ตาม ก่อนที่สมเจตจะลุกลี้ลุกลนหายไป ทันใดนั้น ด้วยสัญชาติญาณของนักสืบโคนันก็เข้าสิงร่างของเธอ เป็นตายร้ายดีอย่างไงวันนี้เธอเองต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น และเธอจะต้องจับสมเจตเข้าคุกให้ได้ เธอเชื่อแบบนั้น

ร่างของสมเจตค่อยๆ เดินกึ่งวิ่งลงมาพยายามเงียบที่สุด บัวบูชาคว้าโทรศัพท์มือถือออกมาด้วย เธอตามสมเจตลงไปอย่างกระชั้นชิดเพื่อไม่ให้หนีห่างออกไปจากสายตาได้แม้แต่นิดเดียว ในใจคิดแต่ว่า ยังไงเป็นไงเป็นกัน วันนี้ต้องจับนายสมเจตให้ได้คาหนังคาเขา

สมเจตวิ่งลงมา เขาเลี้ยวไปด้านหลังหอ ที่มีลานสำหรับตากผ้า บัวบูชาวิ่งตามไป เธอแอบซุ่มอยู่ตรงริมประตูทางเข้า ใช่แน่ๆ นายสมเจตมาลับๆ ล่อๆ แถวที่ตากผ้า เธอค่อยๆ ล้วงไปหยิบโทรศัพท์ก่อนที่จะกดบันทึกภาพ แต่แล้วเมื่อเงยหน้าขึ้นมา ปรากฏว่าสมเจตหายไปแล้ว บัวบูชาตกใจก่อนที่มือใหญ่หนาของใครบางคนจะเอื้อมมาปิดปากเธอจากด้านหลัง วินาทีนั้นบัวบูชาตกใจสุดขีด เธอพยายามกรีดร้อง แต่มือหนานั้นมีพละกำลังมหาศาล เธอเห็นแววตาของคนที่จับตัวเธอไว้ได้ แววตานั้นมันคุ้น คุ้นเหลือเกิน เธอพยายามเปล่งเสียงเรียกชื่อมันออกมาแต่ก็ไม่มีแรง และร่างของเธอก็ค่อยๆ ทรุดลงพร้อมกับความกลัวจนสลบไป

เสียงรถตำรวจดังอยู่บริเวณรอบหอพัก มีชาวหอต่างลงมาด้านล่างแม้จะเป็นเวลาดึกสงัดแล้วก็ตาม ร่างของบัวบูชาค่อยๆ ลุกขึ้น ตาพร่ามัวพยายามปรับรับแสงถี่ๆ เมื่อแสงไฟสาดส่องดวงตา เธอเห็นแต่ว่ามีคนมากมายยืนมองเธออยู่ และหนึ่งในนั้นเธอจำได้ดีว่าคือเป้ย

“ฉันเป็นอะไรไป” บัวบูชาร้องถามเมื่อตื่นขึ้นจากการสลบเหมือดไปเมื่อครู่

“นายสมเจต” บัวบูชา นึกย้อนกลับไปเมื่อตอนที่โดนมือปริศนาพยายามปิดปากเธอ แววตานั้นก็คือสมเจต

“นายพยายามจะจับตัวฉัน ใครก็ได้เรียกตำรวจจับมันที”  ทุกคนมองหน้ากัน

“ยายบัว ใจเย็นก่อนซี่ ตีตนไปก่อนไข้ไปได้” เป้ยบอกบัวบูชา บัวบูชารีบลุงขึ้นพยายามลุกยืนแต่เป้ยดันเอาไว้ให้เธอนั่งบนเตียง

“เธอกำลังเข้าใจอะไรบางอย่างผิดนะบัว” บัวบูชามองหน้างงงัน

“เธอกำลังเข้าข้างคนร้ายนะเป้ย นายสมเจตนี่แหละที่เป็นคนจับตัวฉันมา”

เรื่องกำลังไปกันใหญ่ นายตำรวจหนุ่มเดินเข้ามา

“มีเรื่องอะไรกันครับ”

“จับนายสมเจตเลยค่ะคุณตำรวจ นายนี้พยายามลักพาตัวฉัน” บัวบูชารีบบอก แต่ไม่ยักกะมีใครเข้าไปจับนายสมเจตแม้แต่คนเดียว

“ผมว่าเรามีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ๆเลยครับ” นายตำรวจหนุ่มเป็นบอก แววตาของบัวบูชารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

“เอาล่ะ ฉันจะเล่าความจริงให้แกฟังเอง” เป้ยตัดบท กลัวว่าเรื่องจะเลยเถิดไปมากกว่านี้

“เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า”  ป้ยเอ่ยพร้อมกับย้อนกลับไปเมื่อตอนสองทุ่มที่ผ่านมา

กว่าเป้ยจะกลับมาถึงหอก็มืดสนิทแล้ว เดินเข้ามาในหอ กำลังจะก้าวขึ้นบันได แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มๆ อยู่มุมหนึ่ง

“ใครกัน ทำตัวลับๆ ล่อๆ” บุคคลนิรนามยังคงอยู่ใต้เงามืด ช่างน่าสงสัยยิ่งนัก เป้ยเดินดุ่มๆ เข้าไปอย่างช้าๆ เอ๊ะ หายไปแล้ว ใช่แล้ว บุคคลปริศนานั้นหายไปไหนเสียแล้ว ไวมาก เธอเดินไปที่ด้านหลัง แสงไฟจากมุมนั้นส่องมาน้อยนิด ทัศนวิสัยในการมองเห็นก็ไม่ถัดเท่าใด รู้แต่เพียงว่าเห็นราวตากผ้าที่เมื่อครู่มีผ้าเต็มไปหมด ตอนนี้มันได้อัตธานหายไปแล้ว จะด้วยฝีมือใคร

“หรือว่าจะเป็น” เป้ยนึกไปถึงเรื่องของคนร้ายที่เข้ามาขโมยชั้นในในหอ ต้องใช่แน่ๆ คิดได้ดังนั้น เธอก็หันหลังเพื่อที่จะเดินขึ้นห้องพัก เธอจะต้องนำเรื่องไปบอกทุกคนให้รู้ว่าเธอเห็นคนร้ายแล้ว

แต่ไม่ทันที่หญิงสาวจะก้าวเดินไป มือใหญ่หนาของใครบางคนก็คว้าหมับที่ปากของเธอ แม้จะพยายามปัดป้อง แต่ร่างใหญ่นั้นได้ดึงเธอเข้าไปในมุมมืดของตึกเสียแล้ว เสียงร้องแอ๊ะเบาๆ เมื่อครู่หายไปพร้อมกับร่างของหญิงสาว “เบาๆครับ” เสียงทุ้มของใครบางคนที่คุ้นหูทำให้เธอสะดุ้ง เมื่อร่างนั้นปรากฏเป็นคนที่เธอรู้จัก “พี่ดำรง” เป้ยพูดออกไป ชายหนุ่มพยายามทำท่าจุ๊ๆ ให้เจ้าหล่อนเงียบเสียงลง

“มาทำอะไรแบบนี้คะพี่ รู้มั้ยว่าทำเป้ยตกใจแทบแย่”

“ขอโทษด้วยครับน้องเป้ย พี่กำลังหาทางดักจับคนร้ายอยู่”

“คนร้าย… ใช่ๆ เป้ยเห็นมันเมื่อกี้เองค่ะ” เป้ยบอก ดำรงส่ายหน้า

“ไม่ใช่หรอกครับ นั่นมันแผนของพี่”

“แผน?” เป้ยเริ่มงุนงง

“ใช่ครับ  ตอนนี้พี่กับสมเจตกำลังดักคนร้ายตัวจริงอยู่ เราทำเป็นตากผ้าเอาไว้และซุ่มอยู่แถวนี้ เพื่อรอดักจับคนร้าย” เป้ยพยักหน้า เข้าใจแผนการ

 

ตัดภาพกลับมาปัจจุบัน

“แผนการงั้นเหรอ” บัวบูชาร้องเสียงหลงแทบไม่อยากเชื่อ ทุกคนพยักหน้า

“แล้วทำไมนายสมเจตถึงทำตัวลับๆ ล่อๆ แถมยังคุยโทรศัพท์แบบมีพิรุธอีก”

บัวบูชานึกภาพย้อนกลับไป ตอนที่เห็นสมเจตคุยโทรศัพท์

“ได้ครับ ผมจัดการเรียบร้อยแล้วครับ” เสียงสมเจตพูดเบาๆ กับปลายสายทางโทรศัพท์ บัวบูชาพยายามเงี่ยหูฟัง แม้จะไม่ได้ยินอีกฝ่ายที่โทร.มาก็ตาม ก่อนที่สมเจตจะลุกลี้ลุกลนหายไป

“ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อแบบแกนี่แหละยัยบัว แต่คนร้ายตัวจริงก็ปรากฏตัวจริงๆ” เป้ยบอก

“แกเล่นตลกอะไรอีกยัยเป้ย ใครเขาก็รู้ว่านายสมเจตเป็นคนขโมย ท่าทางลับๆ ล่อๆ แบบนั้น” บัวยังไม่ยอมเชื่อ จนนายตำรวจรีบตัดบท กลัวจะเกิดข้อพิพาทไปมากกว่านี้

“เอาล่ะครับ ไม่ต้องเถียงกัน คนร้ายตัวจริง ทางตำรวจได้จับกุมตัวเอาไว้แล้วครับ ไม่ใช่สมเจตอย่างที่สงสัยแน่นอน ทางตำรวจได้สรุปการจับกุมเรียบร้อยแล้วครับ ได้การว่า คนร้ายขโมยชุดชั้นในไปเร่ขายมือสองตามตลาดนัดหน้าโรงงานครับ แล้วแสดงพฤติกรรมแบบนี้มาหลายครั้ง ทุกครั้งก็จะเปลี่ยนสถานที่พักไปเรื่อยๆ โดยอาศัยว่าตนเองเป็นผู้เสียหายบ้างล่ะ ที่เราจับคนร้ายได้ก็ต้องขอบคุณการวางแผนของคุณดำรงและนายสมเจตด้วยที่ร่วมมือกันจับคนร้ายตัวจริง” บัวบูชาทำหน้าเหวอเมื่อตำรวจสรุป

“ไหงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ” บัวบอกอย่างงงๆ

“ไม่ต้องงงหรอกแก คนที่น่ากลัวไม่ใช่คนที่ภายนอกดูไม่ดีหรอกนะ แต่บางคนที่ภายนอกดูดีนี่แหละตัวน่ากลัวของแท้” เป้ยกล่าวขึ้น ก่อนที่จะได้ยินเสียงโวยวายด้านนอก ทุกคนจึงออกมาดู

“ไม่ๆ อย่าจับฉัน ปล่อยนะ ฉันไม่ใช่ขโมย” เสียงของคนร้ายโวยวายจนตำรวจต้องหิ้วปีกขึ้นรถไปแม้จะพยายามไม่ยอมขึ้นรถตำรวจก็ตาม

“บอกแล้วว่าฉันไม่ใช่ขโมย น้องบัวช่วยพี่ด้วย พวกนี้มันปรักปรำพี่” เสียงคุ้นหูดังมา ทำเอาบัวบูชาตัวสั่น ไม่คาดคิดว่าจะเป็นคนนี้

ขโมยโดนลากตัวขึ้นรถไปโรงพัก ปล่อยให้บัวบูชายืนตะลึงงันอยู่

“ไม่น่าเชื่อเลย… ไม่น่าเชื่อ” บัวบูชาพูดขึ้นเบาๆ เป้ยเดินมาแตะบ่าเบาๆ

“ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ คนเรานะรู้หน้าไม่รู้ใจ เห็นสวยๆ ดีๆ ร้ายลึกมีถมไป”

“หักมุมอีกแล้วเรื่องนี้” บัวบูชาเอ่ยเสียงตลกๆ

“ขออย่ามองแค่เปลือกนอกเลยครับ ให้มองลึกไปภายในจิตใจดีกว่า อย่างสมเจตก็เช่นกัน ถึงแม้เขาจะทำผิดมาแล้ว แต่เขาก็ได้รับโทษทัณฑ์ทางกฎหมาย และยังโดนโทษทางสังคมอีก เราให้โอกาสเขาเถอะครับ ปล่อยให้เขากลับตัวกลับใจเป็นคนดี สังคมอย่าพิพากษาใครเลย ในเมื่อเราไม่ได้มายืนจุดที่เขายืนอยู่ คนเรามีหลายประเภท และแต่ละประเภทแต่ละคนก็สวมหน้ากากด้วยกันทั้งนั้น อย่าหลงเชื่อหน้ากากภายนอกให้มากนักเลย เพราะบางทีมันอาจไม่สวยงามอย่างที่คิดก็ได้นะครับ” นายตำรวจกล่าวส่งท้าย บัวบูชาพ่นลมก่อนจะยิ้มเจือๆ พึมพำในใจว่า

“ใครจะไปคิดว่า พี่สายใจจะเป็นโจรขโมยเสียเอง” เธอถอนหายใจจนได้ยินเสียงพ่นลมอย่างแรง

 

– นัฐพันธ์ –

Don`t copy text!