ทำนองในความทรงจำ

ทำนองในความทรงจำ

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

‘…โอ้หนอกระไรสายสวาท
หัวใจพี่แทบขาดด้วยคิดถึงยอดชีวัน
ตัวพี่พร่ำเพ้อเฝ้าเหม่อรำพัน
ด้วยความรักเธอนั้นซ่อนไม่ไหวแล้วเอย…’

 

พระจันทร์ลอยเด่นกลางแผ่นฟ้าสีเข้มบ่งบอกว่าเป็นตอนกลางดึก ถึงกระนั้นเพลง ซ่อนรัก ของ สุเทพ วงศ์กำแหง ที่ถูกใครบางคนเปิดมาตั้งแต่เย็นย่ำก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลงแต่อย่างใด

หนึ่งในห้องของเรือนไม้ทรงไทยกลางสวนแมกไม้อบอวลกลิ่นหอม บัดนี้สว่างจ้าราวกับกลางวันเพราะเจ้าของห้องยังคงนั่งฟังเพลงซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้หน่าย แม้ดวงตาจะเหม่อมองออกนอกหน้าต่างไปยังความมืดคล้ายไม่รู้ตัว กระทั่งเพลงเดิมถูกเล่นซ้ำนับครั้งไม่ได้ไปอีกครู่ใหญ่ มือเรียวจึงเอื้อมไปกดปิดโทรศัพท์หรือต้นเสียง ก่อนเสียงถอนหายใจจะดังแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน สุดท้ายใครคนนั้นก็ตัดสินใจผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ไปยังห้องน้ำเพื่ออาบน้ำและผลัดเปลี่ยนเป็นชุดนอนกระโปรงแสนสุภาพแทนชุดทำงานชุ่มเหงื่อ

ร่างบางออกมาทรุดนั่งบนเตียงนอนที่ยังไม่ร่องรอยการใช้งานเลยนับตั้งแต่เธอจัดระเบียบเมื่อเช้า ใบหน้ารูปไข่เต็มไปด้วยละอองของความหม่นหมอง ขณะที่แววตาคู่นั้นทอดมองไปยังรูปถ่ายตรงโต๊ะข้างหัวเตียง… เป็นภาพของชายหญิงชราคู่หนึ่งที่นั่งบนเก้าอี้โดยมีตัวประกอบเป็นเด็กสาวคนหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง รอยยิ้มแห่งความสุขเปื้อนบนใบหน้าของทุกคนในรูป ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่ามีชีวิต

ทั้งที่ความจริงไม่ใช่…

ท้ายที่สุด คืนนี้ก็เป็นอีกหนึ่งคืนที่เสียงร้องไห้สะอื้นฟังแว่วออกไปจากเรือนไม้อันโดดเดี่ยวและเต็มไปด้วยความหมองเศร้ายากจะเอื้อนเอ่ย

ลักษณามองใบหน้าของตัวเองผ่านกระจกในตลับแป้งอีกครั้งก่อนเก็บมันลงกระเป๋าสะพายใบโปรด เมื่อเห็นว่าร่องรอยความเศร้าถูกจัดการจนแทบไม่เหลือหลักฐาน หญิงสาวทอดเดินเข้าไปภายในตึกใหญ่ตระหง่านตรงหน้าอย่างไม่รอช้า เพียงไม่นานก็มายืนอยู่หน้าประตูห้องของคนที่ต้องการพบเธอหลังสอบถามจากประชาสัมพันธ์เป็นอย่างดี

เคาะประตูสามครั้งพร้อมเอ่ยขออนุญาต เสียงของคนด้านในก็ดังเป็นเชิงรับรู้ กระทั่งเปิดประตูเข้าไปและเดินเยื้องไปยืนใกล้โซฟาสำหรับรับแขก อีกฝ่ายจึงลุกจากโต๊ะทำงานของตัวเองมาหาเธอพร้อมผายมือเชิญให้นั่ง ก่อนเขาจะทิ้งตัวนั่งลงฝั่งตรงข้ามบ้าง

คนตรงหน้าลักษณาคือหัวหน้ากองบรรณาธิการของนิตยสารรายเดือนชื่อดังฉบับหนึ่ง อายุราวสี่สิบถึงห้าสิบปี รอยยิ้มบางๆ เป็นสิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าเขากำลังอารมณ์ดี นอกจากร่างสูงหนาตากับใบหน้าคล้ายเคร่งขรึม หญิงสาวค่อยๆ คลี่ยิ้มบางออกมาพร้อมเอ่ย “สวัสดีค่ะ คุณพิทักษ์”

อีกฝ่ายพยักหน้า “เช่นกันครับ คุณลักษณา”

“ก่อนอื่น… ตามที่ผมได้แจ้งผ่านอีเมลของคุณ มีตรงไหนขัดข้องไหมครับ”

พิทักษ์หมายถึงเรื่องการให้สัมภาษณ์ในฐานะหลานสาวของอดีตนักแต่งเพลงชื่อดังและหญิงสาวที่ประสบความสำเร็จเกี่ยวกับการแต่งเพลงและการตัดต่อเสียงในปัจจุบัน

“ไม่มีปัญหาอะไรเลยค่ะ ถ้ายังไงมีนัดสัมภาษณ์วันไหน รบกวนโทรศัพท์แจ้งด้วยนะคะ”

“ได้เลยครับ” เขาว่าก่อนส่งซองเอกสารที่ถือติดมือมาวางบนโต๊ะให้ลักษณา “นี่คือแนวคำถามที่ผู้สัมภาษณ์จะถามคุณลักษณานะครับ ส่วนเรื่องใครเป็นผู้สัมภาษณ์และนัดพบสถานที่ไหน ตอนนี้ทางเราเกิดปัญหาขึ้นเล็กน้อยจึงไม่สามารถบอกในวันนี้ได้ ขอโทษด้วยนะครับ”

หญิงสาวส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มบางเบาคล้ายอยากปลอบใจ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น… โดยเฉพาะเรื่องที่เราไม่คาดฝัน”

ทว่าลักษณาไม่รู้ตัวเลย ว่าในประโยคสุดท้าย มันกลายเป็นรอยยิ้มแสนเศร้าในสายตาของคนเห็นไปเสียแล้ว…

ไม่กี่วันต่อมา หญิงสาวก็ได้รับโทรศัพท์จากทางนิตยสารฉบับนั้น อีกฝ่ายแจ้งเรื่องวันเวลาและสถานที่นัดพบ รวมไปถึงทีมงานที่จะไปในวันนั้นด้วย ลักษณาจดมันลงในสมุดอย่างรวดเร็ว และตั้งค่าการแจ้งเตือนในโทรศัพท์ล่วงหน้า ถึงแม้ว่ามันจะอีกแค่หนึ่งวันกับอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็ตาม จนในที่สุด… วันสัมภาษณ์ก็มาถึง

“สวัสดีครับคุณลักษณ์ ผมชื่อพิภัชและจะเป็นคนสัมภาษณ์ในวันนี้ครับ…” ชายหนุ่มวัยประมาณสามสิบปีในชุดสบายๆ อย่างเสื้อยืดสีขาวตัดกับแจ็กเก็ตสีดำและกางเกงขายาวสียีนส์ เอ่ยทักทายพร้อมแนะนำตัวเอง เขาชี้แจ้งบางเรื่องเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยก่อนเริ่มสัมภาษณ์อย่างจริงจัง “คุณลักษณาช่วยแนะนำตัวแบบคร่าวๆ หน่อยครับ”

“ดิฉัน… ลักษณา มีโชคชัย ตอนนี้กำลังทำงานเป็นนักแต่งเพลงให้มิวสิคเวิล์ด นอกจากนี้ก็มีรับงานฟรีแลนซ์เป็นจำพวกตัดต่อเสียงและ…”  หญิงสาวพูดออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ ดวงตาหมองหม่นเริ่มเปล่งประกายแห่งความสุขและมีชีวิตชีวา คล้ายเมื่อได้พูดถึงอดีตก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ซุกซ่อนเป็นตะกอนเล็กๆ ในใจ… ตะกอนที่เธอเคยลืมไปว่ามันมีอยู่

หลังจากนั้นพิภัชก็แทรกคำถามเรื่องงานมาอีกสองสามคำถาม ก่อนจะเริ่มคำถามที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือน…กำลังจะขาดอากาศหายใจ

“จากที่ฟังคุณลักษณาเล่ามา ส่วนใหญ่พูดถึงแต่เรื่องงานนะครับ… ถ้าอย่างนั้น ผมขอเป็นตัวแทนใครหลายๆ คนที่สงสัยแล้วกันนะครับ… ทางเรารู้มาว่า คุณตาของคุณลักษณาเคยเป็นนักแต่งเพลงชื่อดังที่ถามใครในยุคนั้นก็ต่างรู้จัก นั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คุณลักษณาสนใจทำงานด้านนี้หรือเปล่าครับ”

เขาแค่ถามตามสคริปต์เท่านั้น… หญิงสาวบอกตัวเองในใจ ทั้งที่รู้ดี ทว่าคล้ายหัวใจของนักแต่งเพลงสาวหยุดเต้นไปชั่วขณะ ร่างบางกระตุกเกร็งเล็กน้อยพร้อมกับใบหน้ารูปไข่เริ่มซีดเซียว สิ่งเหล่านั้นย่อมไม่รอดพ้นสายตาของฝ่ายตรงข้ามแม้แต่น้อย ชายหนุ่มเอื้อมมือกดหยุดการบันทึกเสียงชั่วคราวแล้วจึงเอ่ยถามคล้ายเป็นห่วง

“คุณลักษณ์เป็นอะไรหรือครับ ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า” จากนั้นหันไปทางเพื่อนร่วมงานที่ทำหน้าที่ตากล้อง บอกให้ไปสั่งเครื่องดื่มบางอย่างจากเคาน์เตอร์ของร้านกาแฟที่นัดสัมภาษณ์กันในวันนี้มาหนึ่งแก้ว จะด้วยสภาพของลักษณาหรืออะไรก็ตามทำให้อีกฝ่ายยอมทำตามโดยไม่ปริปากถามอย่างเคย

หญิงสาวตั้งสติอีกครั้งก่อนคลี่ยิ้มบางๆ “ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่… รู้สึกมึนๆ น่ะค่ะ”

“แต่ผมว่าเราพักกันสักครู่เถอะครับ” พิภัชบอกอย่างเป็นห่วง มันชัดเจนไม่ต่างจากแววตาที่ทอดมองมา… เป็นความจริงใจที่เธอรู้สึกไม่ได้รับมานานเหลือเกิน

“ถ้าคุณพิภัชว่าอย่างนั้น… ก็ได้ค่ะ”

“เมื่อครู่ผมให้เพื่อนไปสั่งเครื่องดื่มมาให้คุณลักษณ์ด้วย เดี๋ยวคุณลักษณ์นั่งดื่มไปก่อนแล้วเราค่อยสัมภาษณ์กันต่อนะครับ”

ลักษณาพยักหน้า ลอบถอนหายใจแผ่วเบา… นี่เธอทำคนอื่นเสียเวลาใช่ไหมนะ

“คุณลักษณ์ อย่าคิดมากนะครับ”

“คะ… อะไรนะคะ”

“อย่าคิดมากนะครับ จริงๆ มันเป็นเรื่องปกติด้วยซ้ำที่ระหว่างการสัมภาษณ์จะมีช่วงพักสั้นๆ ด้วย แต่ผมเห็นว่าคุณลักษณ์ดู อืม… รีบร้อนแปลกๆ ผมเลยไม่ได้บอกตั้งแต่แรก”

เธอเพิ่งรู้ว่าท่าทางของตัวเองทำให้อีกฝ่ายคิดแบบนั้น คงเพราะในใจของเธอร่ำร้องอยากกลับสู่เซฟโซนเต็มทีจึงเผลอแสดงออกมาไม่รู้ตัว… ว่าแต่เธอไม่เคยรู้เลย ว่าระหว่างการสัมภาษณ์จะมีการพักด้วย

ไม่ทันได้คิดอะไรมากกว่านั้น แก้วโกโก้เย็นก็ถูกวางลงตรงหน้าโดยตากล้องของวันนี้ ลักษณายิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณแล้วคว้ามันขึ้นมาดื่มช้าๆ

คล้ายความหวานอมขมของมันจะทำให้ใจที่ร้อนรนของเธอสงบลง ใบหน้าซีดเซียวเริ่มกลับมาสดชื่นอีกครั้งและทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ

“เรามาสัมภาษณ์กันต่อให้เสร็จเถอะค่ะ” ใบหน้าของพิภัชฉายแววลังเลใจ จนลักษณาต้องพูดซ้ำ “ดิฉันพร้อมแล้วค่ะ” ชายหนุ่มฟังแล้วถอนหายใจก่อนเอ่ยคำถามเดิมอีกครั้ง ระหว่างนั้นมือหนาก็กดบันทึกเสียงต่อจากเดิมด้วย

“ใช่ค่ะ ท่านคือแรงบันดาลใจในการแต่งเพลงของดิฉันมาตั้งแต่เด็กๆ นับตั้งแต่คุณพ่อและคุณแม่เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ในตอนที่ดิฉันยังเด็ก ท่านกับคุณยายคือผู้ที่คอยดูแลดิฉันมาตลอด พวกท่านเลี้ยงดูทะนุถนอมดิฉันมากเพราะเห็นว่ากำพร้าทั้งพ่อและแม่ และการใช้เวลากับพวกท่านทุกๆ วัน จึงทำให้ดิฉันเริ่มชื่นชอบการฟังเพลงและแต่งเพลงไม่ต่างจากคุณตาเลย…” ความทรงจำผุดขึ้นในสมองเป็นภาพสีจาง เสียงหัวเราะ รอยยิ้มและแววตาแห่งความสุข… มันถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

“และเมื่อประมาณหกเดือนที่แล้ว ได้มีข่าวออกมาว่าท่านเสียชีวิตจากโรคประจำตัวพร้อมๆ กับภรรยาของท่านหรือคุณยายของคุณลักษณา หลายคนอยากทราบว่านี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ระยะหลังคุณลักษณาเบนสายไปทำงานด้านอื่นแทนหรือเปล่าครับ”

แม้ครั้งนี้จะมีอาการคล้ายกับก่อนหน้านี้ ทว่าจู่ๆ เสียงกระซิบของคุณตาในความทรงจำตอนเด็กๆ ก็ดังกังวานอยู่ภายใน มันทำให้เธอรู้สึกเข้มแข็งขึ้นมา รู้สึกว่า… เธอไม่อยากยอมแพ้มัน!

‘เราหนีสิ่งที่ต้องเจอไม่ได้หรอกนะลักษณ์ ต่อให้พยายามหนีมากแค่ไหน เดี๋ยวสุดท้ายก็เจออยู่ดี… สู้จัดการให้ตายกันไปข้างเสียยังดีกว่า ของอย่างนี้อย่าขี้ขลาดเลย เสียศักดิ์ศรีที่มีเปล่าๆ …เข้าใจไหม’

หญิงสาวตัดสินใจตอบตามตรง “ใช่ค่ะ… เพราะทุกครั้งเวลาแต่งเพลง เงาของคุณตาจะลอยขึ้นมาในความคิดของดิฉัน มันทำให้ดิฉันทรมานไม่ต่างจากตอนที่เห็นท่านล้มหมอนนอนเสื่อเลย… แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าดิฉันจะทิ้งงานที่รักไปนะคะ เพียงแต่ช่วงนี้คงต้องขอเวลาทำใจต่ออีกสักเล็กน้อยเท่านั้นค่ะ”

“โอเคครับ” พิภัชพยักหน้าคล้ายพอใจอะไรบางอย่างก่อนเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “คำถามสุดท้ายนะครับ สำหรับนักแต่งเพลงอย่างคุณตาของลักษณาและตัวคุณลักษณาเองก็คงเหมือนคนทั่วๆ ไปที่มีเพลงที่ชื่นชอบเป็นพิเศษใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ เพราะบางทีที่ขาดอารมณ์หรือมีปัญหา ทั้งดิฉันและคุณตามักจะชอบไปหาเปิดเพลงที่ชอบฟังบ่อยๆ คล้ายคลายเครียดนั่นแหละค่ะ”

“ชื่อเพลงอะไร พอจะบอกได้ไหมครับ”

อยู่ๆ ก็เกิดรู้สึกประหลาดขึ้นมาเมื่อนึกถึงชื่อเพลงที่ทั้งเธอและคุณตาชอบเหลือเกิน “ชื่อเพลง ซ่อนรัก ของคุณสุเทพ วงศ์กำแหง ค่ะ”

คราวนี้ไม่ใช่เพียงสีหน้าเท่านั้น… ริมฝีปากของเขายังคลี่ยิ้มประหลาดออกมาด้วย ทว่าที่ประหลาดยิ่งกว่าเห็นจะเป็นเธอที่อยู่ๆ ก็เริ่มคุ้นหน้าค่าตาอีกฝ่ายอย่างแปลกๆ ด้วย

…ไม่ใช่ว่านี่คือครั้งแรกที่ลักษณาได้พบกับพิภัชหรอกหรือ?

แม้จิตใจจะเข้มแข็งกว่าเดิมสักเพียงใด ก็ต้องยอมรับว่าลึกๆ แล้วเธอยังทำใจไม่ได้เลย ระยะเวลากว่าครึ่งปีที่ผ่านมา สิ่งที่ไม่เคยเลือนหายจากเรือนไม้ทรงไทยยังคงเป็นเสียงเพลง ซ่อนรัก ที่ถูกเปิดขึ้นทุกครั้งเมื่อต้องอยู่บ้านลำพัง ถึงกระนั้นเพลงที่ว่าก็ไม่ได้ดังแว่วยามค่ำคืนอีกแล้ว ลักษณากลัวว่าหากทำอย่างก่อนหน้านี้ อาจไม่สามารถออกจากความทุกข์เศร้าที่กัดกินใจมายาวนานได้ จึงเปลี่ยนไปนั่งดูหนังหรือวิดีโอผ่านเว็บไซต์ต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตแทน

และยามค่ำของวันนี้ก็เช่นกัน… หญิงสาวตัดสินใจกดเข้าไปชมวิดีโอเกี่ยวกับการตกแต่งสวน โสตประสาทเปิดรับข้อมูลเต็มที่เพราะแอบหวังในใจว่า สักวันเธอจะกลับไปจัดสวนเหมือนเคย ทำให้มันกลับมาสวยเหมือนสมัยที่ทั้งคุณตาคุณยายยังมีชีวิต

ต้องยอมรับว่าหลายเดือนที่ผ่านมา ลักษณาไม่ได้ดูแลมันด้วยความรักและเอาใจใส่สักเท่าไหร่นัก แต่ก็ไม่ลืมแวะไปตรวจดูว่ามีที่เหี่ยวเฉาบ้างหรือไม่ เพราะหากมันเป็นแบบนั้น เธอคงรู้สึกผิดกับคนบนฟ้าไม่น้อยที่รักษาต้นไม้ของพวกท่านไว้ไม่ได้

“…โอ้ความรักที่ซ่อนในดวงจิต… ตามเฝ้าสะกิด… ให้เราระทมอุรา… วันคืนล่วงไปใจยิ่งใฝ่หา…”

วินาทีนั้น เสียงร้องเพลงผะแผ่วของใครบางคนผสมกับเสียงทุ้มนุ่มของเปียโนจากที่ไหนสักแห่งก็ดังแว่วมากับสายลม ลักษณาเผลอลุกจากที่นั่งแล้วเดินไปทางหน้าต่าง เมื่อรู้สึกว่าต้นเสียงมาจากทิศทางนี้

ครั้นทอดสายตาไปจนพบเรือนกระจกหลังหนึ่งอยู่ห่างออกไปไม่มาก นึกแปลกใจที่ไม่เคยรู้เลยว่าเพื่อนบ้านสร้างเรือนกระจกไว้ใกล้ๆ กับรั้วบ้านของเธอด้วย กระนั้นขาเรียวก็เริ่มทำหน้าที่ นำร่างบางไปยังที่แห่งนั้นโดยดวงตาไม่ลืมตรวจสอบการแต่งกายของตัวเองว่าเรียบร้อยดีหรือไม่ กว่าจะรู้ตัวอีกหนก็พาตัวเองมายืนชิดริมรั้วบ้าน ด้านที่ติดกับเรือนกระจกหลังนั้นเสียแล้ว

“…อยากพบและเห็นหน้าทุกเวลาจนหมองไหม้… สุดจะรั้งใจซ่อนรักอยู่… จึงครวญให้โลกรู้… ล่องลอยตามสายลมไป…”

มองผ่านเข้าไปเห็นเป็นแผ่นหลังกว้างของใครบางคนอันคุ้นตาอย่างประหลาด ท่อนแขนภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวขยับไหวเล็กน้อยบนคีย์เปียโน บ่งบอกว่าเขาคือผู้บรรเลงและร้องเพลง ซ่อนรัก ในค่ำคืนนี้ ชายหนุ่มนั่งอยู่หน้าเปียโนอยู่นาน… จนกระทั่งบรรเลงเพลงจบโดยมีสายตาของลักษณาทอดมองด้วยความรู้สึกที่บรรยายได้ยากยิ่ง

กระทั่งร่างสูงผุดลุกขึ้นและหันมาทิศเดียวกับที่หญิงสาวยืนมองอยู่ไม่ทันให้ตั้งตัว สองสายตาสบประสานท่ามกลางความเงียบงันและแสงจันทร์ยามค่ำคืน เป็นความคุ้นเคยเล็กๆ ที่แจ้งกระจ่างขึ้นมาในความคิดของนักแต่งเพลงสาว… เขา ผู้สัมภาษณ์เธอคนนั้น โดยไม่รู้ตัวเลยว่าเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายเดินออกจากเรือนกระจกมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าและมีรั้วบ้านขวางกั้น

“สวัสดีครับคุณลักษณ์” พิภัชเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน แทรกกลางความเงียบระหว่างทั้งสอง

หญิงสาวคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนตอบกลับแก้อาการเก้อเขิน “สวัสดีเช่นกันค่ะ… ไม่รู้มาก่อนเลยค่ะ ว่าเพื่อนบ้านที่ดิฉันไม่เคยได้เจอตัวจริงๆ เสียที… จะเป็นคุณพิภัช”

เพราะมีช่วงหนึ่งที่เธอถูกคุณตาไหว้วานให้นำผลไม้ของฝากจากต่างจังหวัดไปแบ่งคนข้างบ้านที่เคยมานั่งสนทนาด้วยบางครั้งแทนเพื่อนๆ ของท่านในระยะสองสามปีมานี้ ซึ่งลักษณาไม่รู้หรอกว่าเป็นใครและไม่ได้ใส่ใจเพราะกำลังยุ่งกับงานแต่งเพลงที่มิวสิคเวิล์ดเพิ่งมอบหมายมา เพียงจำเสี้ยวใบหน้าและแผ่นหลังของอีกฝ่ายได้เลือนลางเท่านั้น

หลังจากกดกริ่งและยืนรอมอบของให้อยู่นานก็ไม่มีใครเดินมา หญิงสาวจึงถือวิสาสะแขวนไว้กับประตูรั้วก่อนใช้ปากกาเขียนข้อความลงกระดาษโน้ตที่พกติดตัวมาด้วย ใส่มันลงในถุงผลไม้นั้นจึงค่อยเดินผละกลับเรือนไทย

สองวันต่อมา ประตูรั้วของเธอก็มีขนมไทยมาแขวนพร้อมโน้ตที่เขียนไว้สั้นๆ ว่า ‘แทนคำขอบคุณจากเพื่อนบ้านครับ’ และเพราะติดกับเรือนไทยมีเพียงบ้านหลังข้างๆ เพียงหลังเดียว จึงไม่ต้องไต่สวนหาที่มาให้มากความ และเมื่อวันเวลาล่วงเลย ลักษณาก็ลืมไปในที่สุด… ว่าเธอมีเพื่อนบ้านเป็นผู้ชายหนึ่งคน

“อ้อ แล้วก็…

ขอโทษด้วยนะคะ ที่มายืนแอบฟังคุณพิภัชเล่นเปียโนอยู่อย่างนี้…แต่ว่าคุณพิภัชเล่นได้เก่งมากเลยนะคะ” หญิงสาวพูดจากใจจริง

“ขอบคุณสำหรับคำชมครับ” เขาพูดพร้อมยิ้มบางคล้ายเจืออารมณ์สีหวานจางๆ

“จริงๆ ผมก็ใช้เวลาอยู่พอสมควรกว่าจะเล่นเพลงนี้ได้ ลำบากหาโน้ตเพลงมาเล่นเปียโนอยู่สักพักใหญ่ จนมาได้ลองจริงๆ ก็ช่วงสองสามสัปดาห์ก่อนหน้านี้”

“เพราะเป็นบทเพลงอันโด่งดังเพียงในอดีต คนเลยต่างมองข้ามความไพเราะที่แฝงอยู่กับเสียงร้องและท่วงทำนอง ปัจจุบันจึงหาคนฟังได้น้อยกว่าเมื่อก่อนมาก ถึงอย่างนั้นก็ยังมี…” เธอบอกด้วยรอยยิ้มสดใส ต่างจากทุกครั้งที่ทำเพียงคลี่ยิ้มบางประดับใบหน้ารูปไข่ไม่ให้เศร้าหมองเท่านั้น

พิภัชพยักหน้าตาม “…แต่ผมยอมรับนะครับ ว่าครั้งหนึ่งเคยไม่สนใจฟังเพลงสมัยนั้นมาก่อน จนกระทั่งมาได้ยินอยู่ช่วงหนึ่ง มันติดหูติดใจผมมากจนต้องไปหาฟัง แล้วผมก็พบว่ามันกินใจและไพเราะมากจริงๆ”

“ใช่ไหมคะ ฉันก็คิดอย่างนั้น” ลักษณาเริ่มเปลี่ยนสรรพนามอย่างไม่รู้ตัว คล้ายความรู้สึกคุ้นเคยจะทำให้วางใจในคนตรงหน้าเสียแล้ว “ว่าแต่คุณเล่นเปียโนจนดึกดื่นแบบนี้ พรุ่งนี้จะไปทำงานไหวหรือคะ”

“ไหวแน่นอนครับ” ชายหนุ่มกล่าวยิ้มๆ

“ตั้งแต่นี้ นับว่าเราคือเพื่อนบ้านกันอย่างเป็นทางการแล้วนะครับ ถ้าวันไหนคุณลักษณ์สนใจอยากฟังเปียโนก็เดินมาหาผมได้เลยนะครับ… ผมจะรอคุณอยู่ที่นี่”

ทั้งที่หัวใจเริ่มหวั่นไหวกับคำพูดและแววตาแทรกซึมความรู้สึกอ่อนหวานอย่างประหลาดของคนตรงหน้า ลักษณากลับตอบรับอย่างขันแข็ง “ได้ค่ะ จากนี้เราเป็นเพื่อนบ้านกันแล้วนะคะ”

“หวังว่าหลังจากนี้เราจะได้คุยกัน… แบบที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานอีกนะครับ”

หญิงสาวฟังแล้วนึกถึงวันที่ถูกสัมภาษณ์ขึ้นมาทันที ก่อนเปล่งหัวเราะแผ่วเบาอย่างไม่มีเหตุผล

“ค่ะ… แน่นอนค่ะ”

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร หลังจากค่ำคืนนั้น ความรู้สึกของลักษณาที่มีต่อเพลง ซ่อนรัก ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป… ตลอดกาล

 

– ณฐกันยา –

 

Don`t copy text!