กระจกเงา

กระจกเงา

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

“ใครก็ได้ช่วยฉันออกไปที”

มันเป็นเพียงเสียงร้องตะโกนกรีดก้องสะท้อนกลับไปกลับมาของคนที่ใกล้เสียสติเท่านั้นที่ผมได้ยิน คุณพระช่วยด้วยเถิดเพราะมันคือเสียงของผมเอง เสียงที่ตะโกนคร่ำครวญราวหวาดกลัวสุดขีด  ความอกสั่นขวัญหายที่ในชีวิตนี้ผมไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนพากันประดังเข้ามาสู่ห้วงคำนึงเสียจนผมไม่อาจจะครองสติได้อีกต่อ ไป  ผมกรีดร้องเรียกหาคนช่วยอย่างคลุ้มคลั่ง  แต่ยิ่งตะโกนมากเท่าไรหัวใจผมกลับยิ่งถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความอ้างว้างและสิ้นหวังจนสุดบรรยาย

…..นี่มันอะไรกัน  ผมฝันไปหรือเปล่านี่….

รอบด้านที่มืดมิดไม่อาจให้คำตอบอะไรแก่ผมได้เลย  มันมืดยิ่งกว่าความมืดแห่งราตรีกาลที่ครอบคลุมแผ่ขยายไปทุกทิศทุกทาง  มันปราศจากแสงสว่าง ไม่มีแม้แต่จุดแสงเล็กๆ ของเปลวเทียนสักแท่งไม่ว่าจะในระยะใกล้หรือไกล ผมมึนงงไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนได้แต่หมุนไปหมุนมาในความมืดนั้นเพราะหวาดกลัวที่จะก้าวเข้าไปสู่หลุมพรางที่ใครหรืออะไรสักอย่างที่น่าสะพรึงกลัวได้ขุดดักไว้  บทสวดหลายบทกระพร่องกระแพร่งถูกผมนำเข้ามาประสมกันจนฟังไม่ได้สับอึงอลอยู่ในสมอง  ผมนึกเสียใจยิ่งนักที่มิเคยใส่ใจและเห็นเป็นสำคัญเมื่อยามบวชตามประเพณีตั้งแต่ครั้งย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม ณ วินาทีนี้ที่ความมืดมิดประดุจโลกปีศาจกำลังโอบล้อมรอบตัวผมอยู่  ผมกลับไม่สามารถทำอะไรเพื่อช่วยเหลือตัวเองได้เลยแม้แต่จะสวดมนต์ให้จบสักบท

เวลาคล้อยผ่านไปนานราวชั่วกัปกัลป์ ในที่สุดความหวังของผมก็ผุดเรืองรองขึ้นมาทีละน้อยด้วยแสงวับแวมไกลลิบ  ผมเริ่มใจมารีบย่างเท้าลงไปในความมืดมิดนั้นมุ่งตรงไปสู่ทิศทางแห่งแสงรำไร  อย่างไรเสียมันก็ยังคงดีกว่ายืนร้องตะโกนอยู่กับที่ในความมืดเพียงลำพัง  ผมสาวเท้าก้าวไปข้างหน้า ณ ที่ซึ่งแสงแห่งความ หวังของผมกระพริบอยู่วับๆ  ผมคงรอดกันคราวนี้ล่ะ  มันจะเป็นอะไรก็ช่างแต่ผมมั่นใจว่าคำตอบต่อคำถามทั้งมวลรอผมอยู่ที่นั่นและผมจะต้องไปให้ถึง

คราวนี้มันนานยิ่งกว่าชั่วกัปกัลป์เสียอีกในความร้อนรนกระวนกระวายที่มีกว่าที่ผมจะย่างเท้าใกล้เข้าไปสู่แสงสว่างที่เห็นไกลลิบ  ผมรู้สึกเหมือนตัวเองใกล้เป็นหอยทากเข้าไปทุกทีทั้งๆที่ผมเดินอย่างเร่งรีบผิดจากที่เคยเดินทอดน่องโอบสาวน้อยจากสำนักงานเดียวกันชมของในห้างสรรพสินค้า ให้ตายสิ นี่จะมีใครรู้บ้างไหมว่าผมหายไป  ที่แน่ๆ เมียผมที่บ้านต้องผิดสังเกต  ใจผมนึกประหวัดไปถึงเมียที่บ้านและลูกสองคน  นึกไปถึงวัยและสังขารที่เริ่มโรยรายามอายุย่างเข้าเลขสี่กับใบหน้าหมองหม่นระทมทุกข์เมื่อยามผมกลับเข้าบ้านที่ไม่เคยเกิดขึ้นก่อนสามทุ่มมานานมากแล้ว  ใบหน้าที่นำมาซึ่งความเบื่อหน่ายที่ต้องมองอยู่ทุกวี่ทุกวันสำหรับผม นั่นสินะ..มาคิดๆ ดูแล้วถ้าเป็นผมผมก็คงยิ้มไม่ออกเช่น กันถ้าเมียผมกลับบ้านดึกๆ อย่างนี้ทุกวันเพราะไปเที่ยวกับชายอื่น

เอ๊ะ..นี่ผมใกล้บ้าแล้วหรือนี่ถึงได้เห็นสัจธรรมแห่งความประพฤติอันมิชอบของตนเองขึ้นมา

ผมสาวเท้าเข้าสู่แสงสว่างเบื้องหน้าอย่างมีความหวัง  ใกล้เข้าไปทุกวินาทีด้วยคำถามมากมายในใจที่ไม่อาจหาคำตอบได้  น่าแปลกนักที่ทุกก้าวที่ย่างเข้าไปในความมืดมิดผมกลับไม่ต้องกังวลกับการสะดุดหกล้มอะไรเลยราวกับว่ามันเป็นพื้นผิวเรียบของอะไรสักอย่างที่ไม่มีความขรุขระหรือหลุมบ่อใดๆ หากว่าที่นี่เป็นถ้ำผมคงต้องสะดุดโขดหินหรือตกหลุมตกรูอะไรเข้าบ้าง และก็คงเป็น ไปไม่ได้ที่จะเป็นภายในตัวอาคารใดๆ เนื่องจากไม่มีแสงสว่างส่องให้เห็นแม้แต่น้อยนิดในระยะมือเอื้อม  แต่เอาเถอะ..ผมเริ่มเข้าใกล้คำตอบเข้าไปทุกทีแล้ว  ผมจะพยายามข่มความกลัวที่ท่วมท้นอยู่เต็มหัวใจไว้เพื่อรอคำตอบที่กำลังมาถึง

แสงสว่างจากภายนอกนั้นดูจัดจ้าเหลือเกินเมื่อมองด้วยตาเปล่าซึ่งก็คงเนื่องมาจากผมเองอยู่ในความมืดที่ยิ่งกว่ามืด  อกใจผมเริ่มเต้นกระหน่ำเป็นกลองรัวเมื่อใกล้แสงจัดจ้านั้นเข้าไปทุกที  ผมเริ่มปรับสายตาเข้ากับความสว่างนั้นเพื่อให้มองเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า  อีกไม่นานผมคงได้กลับออกไปสู่โลกภายนอกเสียที  มันจะเป็นห้องอะไรก็ช่างขอเพียงให้ผมหลุดออกไปได้ก็แล้วกัน  ผับผ่าสิ  ผมไม่เคยหวาดกลัวอะไรจนแทบสิ้นสติอย่างนี้มาก่อนเลย  ใครก็ตามที่วางแผนกลั่นแกล้งผมอย่างนี้ก็นับว่าเขาประสบความ สำเร็จยิ่งนัก ขอให้ออกไปได้ก่อนเถอะจะหาตัวให้เจอทีเดียว

เดี๋ยว..เดี๋ยว..นี่มันอะไรกัน นั่นมันห้องนอนของผมนี่นา นั่นไง..ตู้เสื้อผ้าสีไม้โอ้คสี่บานประตูที่ผมและเมียใช้ใส่เสื้อผ้าก็ตั้งอยู่กลางผนังห้องด้านทิศเหนือ  แล้วนั่น..เตียงนอนของผมสีเดียวกับตู้เสื้อผ้าก็ตั้งอยู่กลางผนังทางด้านทิศใต้  เตียงที่ผมกลับมาถึงก็นอนหลับเป็นตายทุกวันด้วยความอ่อนเพลียจากภายนอกบ้าน ทั้งจากหน้าที่การงานและกิจกรรมเพื่อความบันเทิงที่ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว รูปภาพสีน้ำภาพภูเขาสูงปกคลุมด้วยหิมะที่เมียผมชอบนักหนาก็ยังแขวนอยู่ที่หัวเตียงนั่นแหละ ใจผมเต้นแรงขึ้นอีกครั้งจนเกือบจะส่งเสียงร้องเรียกเมียด้วยความดีใจสุดซึ้งอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานานมากแล้ว แต่คำถามหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวสมองของผมเสียก่อนราวกับรถสปอร์ตที่ถูกสุนัขวิ่งตัดหน้าต้องเหยียบเบรคพรืด  ก็แล้วผมเองอยู่ในห้องไหนของบ้านผมกันละนี่  มันไม่เห็นเคยมีห้องไหนที่มืดสนิทไร้แสงสว่างใดๆ แบบนี้สักห้องในบ้าน ผมนี่นา  ห้องข้างๆ ทางด้านซ้ายมือก็เป็นห้องของเจ้าลูกชายคนเล็ก   ลูกสาวคนโตของผมมันก็อยู่ตรงกันข้ามโถงทางเดินกับน้องชาย  แล้วตัวผมอยู่ที่ไหนกันละนี่  ผมชะงักกึกอยู่กับที่เมื่อก้าวเข้าไปถึงปากทางแห่งแสงสว่างจ้านั่น  มือที่รีบพุ่งเอื้อมออกไปยังปากประตูหรือปากทางอะไรสักอย่างกระแทกเข้าอย่างแรงกับความว่างเปล่าเบื้องหน้าจนรวดร้าวไปหมดทุกนิ้ว  ผมร้องลั่นอีกครั้งด้วยความเจ็บปวดจนสุดบรรยายพร้อมๆ กันกับที่ความหวาดกลัวเมื่อแรกเริ่มนั้นกระโดดกลับเข้ามาเกาะกุมหัวใจทั้งดวงอีกครั้งอย่างรวดเร็วและรุนแรง  ผมตกใจจนเกือบตั้งสติไม่อยู่ในขณะที่พยา ยามเอื้อมมืออีกข้างออกไปสัมผัสกำแพงความว่างเปล่าตรงหน้าที่มองไม่เห็นอย่างลังเลและสับสน

คุณพระคุณเจ้าช่วยลูกด้วยเถิด  นี่มันปากประตูของห้องอะไรกันนี่  คำตอบที่ผมคาดว่าจะได้รับรออยู่ตรงหน้าแล้วแต่สมองผมกลับมืดแปดด้านราวกับความมืดสนิทที่ผมเพิ่งเดินจากมา  อันที่จริงแล้วมันยังล้อมรอบตัวผมอยู่ทางเบื้องหลังราวกับปีศาจรอคอยจะเข้าตะปบโจมตีเหยื่อทุกเมื่อ  ผมพยายามอีกครั้งที่จะรวบรวมสติสัมปชัญญะให้กลับเข้าที่  ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง  นั่นไง..ห้องของผม  บ้านของผมอยู่ข้างนอกนั้นเพียงแค่เอื้อม ณ ตำแหน่งที่ผมยืนอยู่นี้จะต้องเป็นด้านทิศตะวันตกของห้อง นอนผม  ใช่แล้ว..มันเป็นที่ตั้งของกระจกแต่งตัวบานใหญ่รูปไข่ทรงแบบยุโรปโบราณสีไม้โอ้คที่เป็นมรดกตกทอดมาจากคุณย่าทวดผู้ซึ่งอยู่อย่างเศร้าโศกเงียบขรึมภายหลังการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของคุณปู่ทวดเมื่อหกสิบปีที่แล้ว

ผมอยู่ในกระจก !

คำตอบต่อคำถามทั้งมวลที่ผมกระหายจะได้รับรู้กระโจนเข้ามากระหน่ำตีสติสัมปชัญญะและหัวใจทั้งดวงของผมเร่งเร้าให้ความหวาดกลัวที่ครอบงำอยู่ฮึกเหิมยินดี  ไม่จริง..ใจผมเริ่มกรีดร้องดังแปดสิบหลอด มันต้องไม่ใช่ความจริง  มันต้องเป็นฝันร้าย..มันต้องเป็นฝันร้าย  ผมคิดกลับไปกลับมาอย่างบ้าคลั่ง  อีกไม่นานผมก็จะตื่นจากฝันร้ายสยดสยองนี้  แล้วผมคงได้กลับไปเล่าให้โศรดาฟังถึงเรื่องการผจญภัยในฝันร้ายของผม  เธอจะต้องหัวเราะด้วยความขบขันพร้อมกับหยอกล้อผมไปอีกนาน  เอ..หรือผมจะเล่าให้ชมพูนุชภรรยาของผมฟังดี  ไม่ดีกว่า อย่างมากเธอก็มองผมด้วยสายตาแปลกๆ ที่นิ่งๆ เย็นๆ แล้วก็ไม่พูดอะไรทั้งนั้น  ผมถึงไม่ค่อยอยากกลับบ้านมาหาเธอก็เพราะความเยียบเย็นแห้งแล้งเหมือนหิมะตกกลางทะเลทรายที่เธอเป็นอยู่นี่ไง

“นุชไม่รู้พี่แพรว ตำรวจเขาก็กำลังสืบหาตามที่เราแจ้งความคนหายไว้ นุชโทรไปถามเขาก็บอกว่ายังไม่ได้เบาะแสอะไรมากไปกว่าที่เขาบอกเมื่อคราวก่อน”

ผมมาตกใจตื่นเอาก็เมื่อได้ยินเสียงสั่นระริกของคนที่กำลังร้องไห้ของชมพูนุชพูดโต้ตอบกับใครบางคนในห้องนอนของผม  นี่ผมคงเผลอหลับไปด้วยจิตใจที่อ่อนล้านั่นเอง  ผมค่อยๆ กระพริบตาเพื่อลืมตาตื่นขึ้นและเพ่งมองไปยังที่มาของเสียงนั่น  ผมเห็นเมียผมเริ่มสะอึกสะอื้นเงียบๆ ด้วยน้ำตาที่ไหลรินเป็นทางลงอาบแก้ม  เธอนั่งอยู่บนเตียงนอนข้างๆ กันกับพี่เมียผมซึ่งไม่ค่อยจะชอบขี้หน้าผมสักเท่าไรนัก แพรวพรรณพี่เมียผมกำลังพยายามพูดปลอบใจน้องสาวอยู่ด้วยสีหน้ายิ้มๆ ปากเหยียดๆ แบบที่หล่อนชอบทำเวลาเจอหน้าผม

“หนีไปอยู่กับนังเมียน้อยล่ะมั๊ง ทำทีเป็นสร้างสถานการณ์ว่าหายตัวไปจะได้ไม่ต้องตอบคำถามและไม่ต้องรับผิดชอบใคร ชิลๆ ลอยตัวไปเสวยสุขใครจะเป็นจะตายไม่ต้องสน”

เมียผมร้องไห้โฮทันทีจากที่เมื่อกี้แค่น้ำตาริน  ปากหรือนั่นแม่แพรวพรรณ  จะปลอบหรือจะใส่ไฟเอาให้แน่  ผมไม่เคยถูกชะตาหล่อนเลยตั้งแต่เมียเริ่มพาเข้าบ้าน สายตาประเมินประมาณคนอื่นอยู่ตลอดเวลา แววตาก็เหมือนเหยี่ยวคอยจ้องเขม็งจะโฉบลงมาจิกเหยื่อทุกวินาที  นี่ถ้าไม่ใช่พี่เมียล่ะก็ผมตัดออกจากชีวิตผมไปนานแล้ว

เมียผมก็ได้แต่สะอื้นฮักๆๆ ไม่หยุด ด้วยความรำคาญเต็มแก่ผมจึงร้องถามออกไปว่านี่มันเกิดอะไรกันขึ้นถึงมานั่งคร่ำครวญราวกับได้รับแจ้งว่าผมตายไปแล้ว  แต่คุณพระคุณเจ้าช่วยผมอีกครั้งด้วยเถิด  ผมได้ยินเพียงเสียงของตัวเองสะท้อนก้องกลับไปกลับมา และเมียผมกับพี่เมียก็ไม่ได้มีทีท่าสนใจผมแต่อย่างใดราวกับไม่ได้ยินเสียงร้องถามของผมสักนิด  แล้วทำไมรอบๆ ตัวผมมันยังคงมืดมิดราวกับฝันร้ายเมื่อคืน  ใช่สิ..ผมจำได้แล้วว่าผมฝันร้าย  โอ..ไม่นะ..มันต้องเป็นแค่ฝันร้าย  ผมบอกตัวเองได้เพียงแค่นั้นในขณะที่หันหลังกลับเพียงเพื่อมองเข้าไปยังความมืดมิดอันไม่มีที่สิ้นสุดที่เห็น  ความมืดที่แผ่ซ่านเป็นดุจดังคำตอบที่ยืนยันกับผมอีกครั้งว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มิใช่ฝันร้าย  มันเป็นความจริงเสียยิ่งกว่าจริงเพราะไอ้เจ้าความหวาดกลัวมันจับตัวกันเป็นกลุ่มก้อนอันมหึมาหุ้มห่อตัวผมอยู่อย่างแน่นหนาสลัดอย่างไรก็ไม่หลุด

นี่มันอะไรกัน  ผมอยู่ในกระจกบ้าอะไรกันนี่  หรือมันเป็นห้องลับอะไรสักอย่างที่ใครสักคนสร้างขึ้นมาแล้วถูกปกปิดเป็นความลับมาเป็นเวลาช้านานแล้ว

เสียงสะอื้นของชมพูนุชค่อยๆ แผ่วเบาลง  ผมได้ยินเธอบอกกับพี่สาวของเธอว่าเธอสับสนมานานเต็มทีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าผมแอบมีผู้หญิงอื่นนอกบ้าน  เธอเองต้องการทำอะไรสักอย่างเพียงแต่ไม่รู้ว่าควรจะเลือกทำอะไร…ยอมพ่ายแพ้แล้วจากไปหรือลุกขึ้นต่อสู้เพื่อตัวเองและลูก และเธอเองก็ไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่ามันจะคุ้มค่าต่อการต่อสู้หรือไม่  อ้าว..เธอหมายถึงว่าตัวผมนั้นไม่คุ้มค่าต่อการต่อสู้ของเธอเพื่อให้ได้คืนมาอย่างนั้นรึ  ผมเพิ่งรู้นะ นี่ว่าเธอรู้และคิดถึงมันเช่นกัน  ก็เธอไม่เคยปริปากกับผมเลยนี่นา  มิหนำซ้ำยังเธอคิดถึงเรื่องการพาลูกจากไปเสียด้วย  ช่ะช้า..มันคงไม่ง่ายอย่างนั้นหรอก  ผมได้แต่รำพึงกับตัวเองอยู่ในความมืดมน  อารมณ์เจ็บใจคุกรุ่นขึ้นมาทันทีที่รู้ว่าเมียจะไม่เอา

แพรวพรรณกลับไปแล้วหลังจากปลอบโยนและใส่ไฟเมียผมต่ออีกพักใหญ่  ไม่จากไปเฉยๆ นะยังบังอาจทิ้งข้อไม่ควรคิดไว้ให้เมียผมคิดเป็นการบ้านไปพลางๆ ระหว่างที่ผมยังไม่โผล่ตัวออกมาผมล่ะเจ็บใจนัก

แล้วนี่ผมจะทำอย่างไรกันล่ะ  นั่งๆ ลุกๆ อยู่ระหว่างเส้นแบ่งของความมืดกับความสว่าง  ผมไม่หิว ไม่อยากขับถ่าย ได้แต่ผลอยหลับแล้วก็ตื่นขึ้นมาใหม่เพื่อจะพบว่าผมอยู่ที่เดิม  โว้ย..สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายช่วยผมที  เอาผมออกไปได้ผมจะถวายเครื่องบูชาเจ็ดวันเจ็ดคืน  จะส่งนางรำมาฟ้อนไม่ให้ซ้ำชุดกันเลยเอ้า  นี่มันเกินทนแล้วขอรับ  ผมไม่ได้ทำตัวเลวระยำอะไรขนาดนั้นทำไมผมจะต้องมารับเคราะห์กรรมอย่างนี้  เรื่องกิ๊กเรื่องเมียน้อยมันเป็นธรรมชาติของผู้ชาย  ตัวผู้ตัวไหนมันไม่ได้กลิ่นตัวเมียที่เดินโฉบไปโฉบมามั่งล่ะ  สาวๆ รอบตัวมันก็เหมือนฝูงปลาสวยงามรอบๆ ปะการังในท้องมหาสมุทร  คนดำน้ำที่ไหนจะอดใจไม่กิ๊วก๊าวชื่นชมว่ายน้ำเข้าหาได้  แต่ใครจะดำน้ำได้นานโดยไม่มีถังอ็อกซิเจนเล่า หนักยังไงก็ต้องแบกติดหลังไปทุกที่อยู่แล้ว

เวลาผ่านไปนานกี่วันผมสุดที่จะหาคำตอบ ได้แต่เฝ้ามองเมียผมทำโน่นทำนี่ตามกิจวัตรของเขา พอเปลี่ยนชุดใหม่ผมก็เดาเอาว่านั่นคือวันใหม่  ก็ผมตื่นไม่เป็นเวลาเหมือนแต่ก่อนแล้ว  บางทีก็มาตื่นเอาตอนเย็นหลังเมียผมกลับมาจากงาน บางทีก็ตื่นขึ้นมาพบว่าทุกหนทุกแห่งมืดมิดไปหมดเพราะเมียผมปิดไฟเข้านอนไปแล้วซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมเกลียดที่สุดเพราะมันเหงาอ้างว้างสุดหัวใจได้แต่เพ่งมองฝ่าความมืดสลัวตรงหน้าไปยังเมียซึ่งอยู่เพียงแค่เอื้อมแต่ก็เหมือนอยู่กันคนละโลก  เมียผมจะเคยรู้สึกอย่างนี้บ้างไหมนะเวลาที่นอนข้างๆ ผมทุกคืนโดยผมแทบไม่ได้แตะต้องตัวเธอหรือพูดจาหยอกล้ออะไรกับเธอเลยมาเป็นแรมปี

ผมเริ่มคิดๆๆๆ อะไรที่ผมไม่เคยคิดมาก่อนอย่างน่าแปลกใจ  เวลาที่ไม่เคยมีให้ใครนอกจากความพอใจและความต้องการของตนเองคราวนี้เหลือเฟือมากมายมหาศาลพอจะเผื่อแผ่ไปให้แก่ทุกคนแม้แต่พี่เมียที่แสนชังน้ำหน้า  ผมอาจจะไม่เคยทำตัวนอบน้อมเอาอกเอาใจเขาเท่าที่ควรก็ได้  ผมมักถือตัวว่าผมมีหน้ามีตามีหน้าที่การงานที่ดี  ไม่ใช่แม่บ้านนั่งเฝ้าบ้านดูแลบุพการีโดยไม่ทำงานทำการอะไรข้างนอกเหมือนหล่อนที่วันๆ เอาแต่คอยจ้องจับผิดคนอื่น  แต่มาคิดดูบางทีหล่อนอาจจะคอยดูด้วยความเป็นห่วงเป็นใยก็ได้  แล้วหล่อนก็เสียสละแทนพี่ๆ น้องๆ ทุกคนอยู่ดูแลบ้านและบุพการี  ที่จริงก็น่าจะนับว่าเป็นสาวโสดที่ขึ้นคานอย่างมีศักดิ์ศรีและมีความกตัญญูต่อบุพการีมากทีเดียวจะว่าไปแล้ว

บางทีผมก็คิดว่านี่ผมคงติดอยู่ในนรกสักขุมเป็นแน่  ผมว่าผมเดาไม่ผิดหรอกเพราะสวรรค์มันต้องมีสีสันกว่านี้สิ  ส่วนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ผมก็ไม่รู้เพราะผมคิดว่าผมอาจตายไปแล้ว  แต่ผมกลับรู้สึกว่ายิ่งนานวันใบหน้าอันทุกข์ระทมเป็นนิจของเมียผมยิ่งผ่องใสคลี่คลายเพราะมีรอยยิ้มระบายอ่อนๆ มาประดับแทน  แววตาก็มีประกายหวานขึ้นเท่าหรือมากกว่าที่ผมเคยเห็นเมื่อเกือบสิบห้าปีที่แล้ว  มันเริ่มจากวันที่เธอกลับมาจากไปแวะเยี่ยมคุณย่าทวด  ผมรู้เพราะได้ยินเธอพูดกับลูกๆ   ผมเห็นแววตาครุ่นคิดลังเลของเธอขณะที่เธอมายืนอยู่ตรงหน้าจ้องมองมาในกระจกซึ่งผมไม่คิดว่าเธอเห็นผมหรอก  จากนั้นเธอก็เริ่มมีเสื้อผ้าใหม่ๆ สวยๆ มาแต่งทุกวันแทนที่ชุดดำที่ผมคิดว่าเธอแต่งให้ผมอยู่พักใหญ่  หรือเธอเริ่มทำใจได้แล้วและคิดว่าผมก็กำลังมีความสุขอยู่บนสรวงสวรรค์กันหนอ  ผมเริ่มผิดสังเกตเอาจริงๆ ก็เมื่อเห็นแววตาและรอยยิ้มแปลกๆ ของชมพูนุชที่คล้ายๆสะใจกับอะไรบางอย่างเมื่อหลายๆ วันก่อนซึ่งผมคิดว่าผมคงตาฝาดไปเพราะอยู่แต่ในความมืดมานานจนเริ่มเบลอ  มาถึงขณะนี้ผมชักเอะใจเสียแล้วว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลข้างนอกนั่นเป็นแน่

“เธอแน่ใจแล้วเหรอ”

ผมรู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงเน้นลากยาวตรงกลางประโยคของแพรวพรรณพี่เมียซึ่งผมเคยรำคาญเป็นนักหนา  เมียผมเม้มปากพร้อมกับพยักหน้าช้าๆ ด้วยกริยาที่นิ่งและแววตาที่มั่นคง

“ก็ตามใจเธอ จริงๆ แล้วพี่ว่าคุณสุพจน์เขาก็เป็นคนดีอยู่นะ  หน้าตาก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไรออกจะคมกว่าผัวเธอแล้วก็ไม่ลงพุงเท่า ฐานะหน้าที่การงานเขาก็มั่นคงดีกว่าพ่อคมกริชของเธอแบบไม่เห็นฝุ่น เขาก็หม้ายเธอก็หม้ายจะเป็นไรไป ที่สำคัญ..เขาก็ชอบเธอมาตั้งนานแล้ว  เธอซะอีกมัวแต่นั่งระทมตรมตรอมรอคอยพ่อผัวตัวดีจะกลับใจ  รู้ทั้งรู้ว่าต่อให้น้ำท่วมหลังเป็ดก็ไม่มีวันนั้น  เป็นพี่ล่ะก็ไม่รอให้หายไปเป็นปีแล้วค่อยมาตัดสินใจอย่างนี้หรอก  ขอหย่าไปตั้งแต่ก่อนเกิดเรื่องแล้ว”

หา..ยายแพรวพรรณว่าอะไรนะ ผมหูอื้อตาลายไปหมดพอยายนั่นพูดจบ อุตส่าห์คิดดีด้วยเห็นอกเห็นใจว่าเป็นคนกตัญญูเสียสละ  หนอย..นี่อะไรดันมายุเมียผมให้คิดหย่าวันนี้แถมยังว่าช้าไปเสียอีกน่าจะหย่าตั้งนานแล้ว  ผมไม่น่าไว้ใจปากยายนี่เลยผับผ่าสิ  แล้วไอ้สุพจน์เอ็งมาทำอะไรในครอบครัวนี้ ข้ายังอยู่โว้ย ยังไม่ตาย จะตายได้ยังไงยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไรตายแถมก็อยู่ตรงนี้มาปีกว่าแล้วเห็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทุกวันทุกคืน  เอ็งจะมาแทนที่กันง่ายๆ อย่างนี้ไม่ได้นะ

“เออ..ว่าแต่ว่าเห็นคุณย่าทวดแนะให้เธอไปทำพิธีอะไรเหรอให้ได้ของหายคืนมา  อะไรหายเหรอ”

“เปล่าหรอก  ไม่มีอะไรหาย  ก็คุยอะไรเรื่อยเปื่อยกับท่านน่ะแหละ  พี่ก็รู้นุชชอบฟังท่านเล่าเรื่องเก่าเรื่องโบราณมาตั้งแต่เด็กแล้ว ส่วนเรื่องคุณสุพจน์นุชตัดสินใจแล้วล่ะ คงจะเร็วๆ นี้ แต่งเงียบๆ ไม่ต้องมีพิธีอะไรมาก”

เมียผมจบประโยคพร้อมๆกันกับที่ผมสะดุ้งเฮือก   อะไร..อะไรหาย แถมมีวิธีเอาคืนมาได้ด้วย  แล้วผมหูฝาดไปหรือเปล่า  เมียผมจะแต่งงานใหม่กับเพื่อนผมหรือนี่  เป็นไปไม่ได้  ผมไม่ยอมเด็ดขาด  ผมตะโกนก้องพร้อมตีอกชกหัวอย่างคลุ้มคลั่งอีกครั้งหลังจากที่ปลงตกกับสภาพของตัวเองมานานแสนนาน  ผมวิ่งเตลิดกลับไปกลับมาในความมืดจนเหนื่อยอ่อน ชกต่อยความมืดตรง หน้าราวกับว่ามันมีตัวตนและผมเกลียดชังมันยิ่งกว่าอะไรในชีวิต  สุดท้ายผมก็ต้องทรุดตัวลงกองกับพื้นด้วยจิตใจที่อ่อนล้าและสิ้นหวัง  ผมรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น เอ๊ะหรือว่า..ผมตายไปแล้วจริงๆ

กลิ่นอะไรน่ะ..หอมอ่อนๆ คล้ายกลิ่นกุหลาบบาน ผมกระพริบ ตาปริบๆ แล้วพยายามเพ่งมองออกไปยังห้องนอนเก่าของผม   คุณพระคุณเจ้าช่วยผมอีกครั้งด้วยเถิด  นั่นมันไอ้เจ้าสุพจน์ตัวดีเดินจูงมือเมียผมซึ่งเดินหน้าสวยยิ้มเอียงอายเข้ามาในห้องนี่นา  สองคนหน้าตาเปี่ยมสุขทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนอนของผมซึ่งถูกโปรยไปทั่วด้วยกลีบกุหลาบหลากสี ใจผมหายวาบพร้อมๆ กับที่เลือดหึงหวงแล่นซู่ขึ้นมาพองเต็มใบหน้า ผมเหมือนถูกหยามเชิงชายที่เห็นชายอื่นกอดประคองและจูบเมียผมอย่างรักใคร่ทะนุถนอม  ผมคุ้มคลั่งเหมือนหมาหวงก้างแถมเป็นก้างชิ้นที่ผมเคยคายทิ้งไปแล้วอย่างไม่สนใจใยดีซะด้วย  เมื่อสุดจะทนทานอีกต่อไปผมกระโจนพุ่งเข้าหากระจกทุบกำปั้นโครมๆด้วยความเจ็บแค้นในโชคชะตาจนแทบกระอักเลือด ไอ้เจ้าสุพจน์เอื้อมมือไปยังปลั๊กไฟใกล้หัวเตียงช้าๆอีกมือก็กุมมือเมียผมซึ่งวันนี้สวยสุดใจไว้แน่น

“อย่าดับไฟ..อย่าดับไฟ”

ผมตะโกนก้องซ้ำไปซ้ำมาอย่างบ้าคลั่งหากไฟก็ดับมืดลงพร้อมๆ กับที่ความมืดมิดดำมะเมี่ยมยิ่งกว่าวันไหนๆ เข้าครอบ ครองโลกของผมในทันที

แต่นั่นไม่ก่อนที่ชมพูนุชจะหันหน้ามองทะลุเข้ามาในกระจกด้วยรอยยิ้มที่หวานที่สุดในชีวิต เกือบเหมือนกับที่ผมเคยเห็นเมื่อนานมาแล้ว รอยยิ้มที่เมื่อวันนั้นมันมีไว้สำหรับผมคนเดียว และวันนี้มันก็เป็นของผมคนเดียวอีกเช่นกัน

 

– กลางหาว –

Don`t copy text!