มนตร์ (วิเศษ) เพียงหนึ่งคำ

มนตร์ (วิเศษ) เพียงหนึ่งคำ

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ณัฏฐากวาดตามองห้องนอนที่ไม่หลงเหลือสิ่งใดเป็นหลักฐานว่าเธอเคยอยู่ที่นี่อย่างพอใจ แอบถอนหายใจเมื่อนึกถึงวันเวลาทั้งทุกข์สุขยามได้อยู่ที่นี่ เธอจ้องมองไปยังเตียงกว้างครั้งสุดท้ายก่อนเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องนั่งเล่นซึ่งมีกระเป๋าใบใหญ่สองใบตั้งตระหง่านเด่นชัด มือเรียวหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋าถือใบเก๋แล้วกดหาชื่อของใครบางคน หลังกดโทร.ออกได้ไม่นาน เสียงของปลายสายก็ดังขึ้น…เสียงสดใสที่เธอคงจะได้ยินเป็นครั้งสุดท้าย

“ว่าไงจ๊ะฐา มีอะไรให้พี่ช่วยหรือเปล่าจ๊ะ”

“วันนี้ถึงกำหนดที่ฐาต้องย้ายออกแล้วค่ะ” หญิงสาวพูดเสียงเรียบ “ขอบคุณสำหรับความรักและการเอาใส่ใจที่ผ่านมานะคะ ฐาประทับใจมากๆ”

“วันนี้แล้วหรือ…” ปลายสายว่าแล้วถอนหายใจ “จะว่าไปก็หลายปีเลยนะที่ฐาอยู่ด้วยกันมา… โอเคจ้ะ คงเก็บของเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม

“ว่าแต่… ใครจะมาช่วยฐาขนของหรือ”

ณัฏฐาคลี่รอยยิ้มบางก่อนตอบ “คนที่บ้านค่ะ พอดีว่างตรงกันเลยอาสามาช่วยขนของขึ้นรถกระบะกลับ”

ปลายสายส่งเสียงอืออาคล้ายตอบรับ “เรื่องกุญแจห้องก็ฝากแม่บ้านไว้นะ เดี๋ยวพี่ไปเอาเอง… ขอให้โชคดีนะฐา”

“ขอบคุณค่ะพี่ ว่างๆ จะกลับมาหานะคะ”

หลังจากวางสาย หญิงสาวก็เดินไปลากกระเป๋าสองใบนั้นไปยังชั้นล่างโดยใช้ลิฟต์เป็นตัวช่วย ครั้นยื่นกุญแจห้องให้ป้าแม่บ้านก็เกิดอาลัยอาวรณ์กันเสียขึ้นมาอีกหน ร้อนถึงคนรอขนของอย่างอากร น้องชายของเธอ ต้องมาเข้าคลี่คลายสถานการณ์ก่อนจะบานปลายจนมีเสียงร่ำไห้ นั่นเองหญิงสาวจึงผละจากแม่บ้านแล้วเดินตามร่างสูงใหญ่ของน้องชายไปโดยไม่พูดอะไร

“พี่ฐาคิดดีแล้วหรือ ที่จะกลับไปอยู่ที่บ้าน”

คนถูกถามถอนหายใจเฮือกใหญ่ “แล้วมันมีทางอื่นอีกไหมละธันว์”

“ก็จริงอย่างที่พี่ฐาว่า” อากรพูดอย่างอ่อนใจ “เจ้าธินก็กึ่งบ่นกึ่งท้วงกับผมอยู่หลายหน จนเริ่มไขว้เขวตามเสียแล้ว” พอพูดถึงน้องคนเล็กที่สุดในบ้านอย่างอาชกรแล้ว อากรก็หัวเราะแผ่วๆ

“เจ้านั่นก็พูดไปเรื่อย” ณัฏฐาว่าพลางมองสองข้างทางที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรถรามากมายบนถนนสายหลัก โสตประสาทรับรู้ถึงเพลงช้าทำนองเศร้าสร้อยดังคลอในห้องโดยสาร ก่อนพึมพำเบาๆ “หวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยดี”

ใช้เวลาเกือบสามชั่วโมงกว่าทั้งสองจะหลุดพ้นจากการจราจรที่หนาแน่นราวกับต้องการกลั่นแกล้ง ข้างทางที่เคยเป็นตึกอาคารสูงใหญ่แปรเปลี่ยนเป็นตึกรามบ้านช่องอย่างชนบทและต้นไม้สลับกันไป ไม่นานรถกระบะก็จอดสนิทอยู่หน้าบ้านไม้สภาพกึ่งเก่ากึ่งใหม่ ณัฏฐามองมันซ้อนทับกับความทรงจำสีจางในอดีตอันประทับแน่นในใจอย่างวูบโหว่ง

…เธอหายไปนานจนบ้านทรุดโทรมลงไปขนาดนี้เลยหรือ…

“พี่ฐา… ไหวไหม” อากรหันมาถามหลังจากลงรถเรียบร้อย นัยน์ตาทะเล้นคู่นั้นยามนี้ฉายเพียงความเป็นห่วง เพราะอยู่ร่วมกันฉันพี่น้องมาตั้งแต่เด็ก โดยมีเธอเป็นพี่สาวคนโต ส่วนน้องชายทั้งสองอย่างอากรกับอาชกรเป็นลูกของคุณอา น้องชายคนเดียวของแม่ หญิงสาวจึงคล้ายมีอากรเป็นน้องชายคนกลางและอาชกรเป็นน้องชายคนเล็กจนถึงตอนนี้

ณัฏฐายิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยสั้นๆ ก่อนเดินเข้าบ้านไป “สบายมาก…”

สิ่งแรกที่เธอเห็นยามก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน เป็นร่างผอมของหญิงสูงวัยคนหนึ่งในชุดเสื้อคอกระเช้าและร่างอวบของหญิงวัยกลางคนในชุดผ้าไหมสีฟ้า… คุณยายและมารดาของเธอนั่นเอง “สวัสดีค่ะ คุณยาย คุณแม่”

“กลับมาแล้วหรือเจ้าฐา” คุณยายพูดพลางแย้มยิ้ม มือที่มีรอยย่นตามอายุยกขึ้นทำท่ากวักเรียกหา “มาใกล้ๆ ยายหน่อยสิ เห็นหน้าไม่ชัดเลย”

เธอค่อยๆ คุกเข่าแล้วคลานเข้าไปใกล้หญิงชราเจ้าของยิ้มนั้น “ฐากลับมาแล้วค่ะ ขอโทษที่ทำให้คุณยายเป็นห่วงอยู่นานนะคะ” ครั้นหันไปทางมารดา เห็นสายตาอาทรทอดมองมาก็รู้สึกอุ่นซ่าน “คุณแม่ก็ด้วยนะคะ”

“เดี๋ยวยายจะสั่งให้เจ้าธันว์ผัดข้าวของโปรดไว้รอ เราไปเปลี่ยนชุดเถอะ ดูสิ เหงื่อชุ่มไปหมดเลย” ท่านว่าแล้วหันไปบอกลูกสาวหรือมารดาของหญิงสาวบ้าง “พาลูกไปที่ห้องเถอะ… คงอยากคุยกันอย่างแม่ลูกมากกว่าสินะ” ประโยคหลังพูดเสียงแผ่วๆ ทว่าเธอก็จับใจความได้อยู่ดี

“แม่ไม่คิดว่าเราจะยอมกลับมา” ท่านพูดขึ้นหลังจากพาณัฏฐาเข้าห้องส่วนตัว “ถึงจะส่งเจ้าธันว์ไปรับกลับมาก็เถอะ”

“ฐาต้องกลับมาสิคะ” หญิงสาวกล่าวพลางรื้อกระเป๋าหาชุดลำลอง “ฐารู้ค่ะ… ว่าทำไมฐาควรกลับมา”

เสียงถอนหายใจจากคนฟังดังขึ้น “แม่ไม่ว่าอะไรเราหรอกนะ”

“แต่แม่อยากบอกอะไรอย่างหนึ่ง… ฐารู้ใช่ไหมว่าเพราะอะไร ‘เขา’ ถึงไม่เคยขอร้องให้ฐากลับมาเลยสักครั้ง และเพราะแบบนั้นแม่ถึงอยากให้เรามาหา ‘เขา’ ที่นี่ มาช่วยทำเรื่องที่ค้างคาใจให้มันจบลงด้วยดี”

ณัฏฐาหยิบชุดที่เลือกได้แล้วเดินไปทางห้องน้ำพร้อมพูดว่า “ฐาจะทำให้ค่ะ… สำหรับทั้งสองคน”

หลังจากจบมื้ออาหารที่อยู่เกือบพร้อมหน้า ณัฏฐาก็ขอตัวพ่อครัวหัวป่าก์อย่างอากรไปเป็นสารถีอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ปลายทางคือโรงพยาบาลรัฐบาลในตัวเมือง แน่นอน… นั่นหมายความว่าช่วงเวลาสำหรับการเตรียมใจยังคงมีอยู่สำหรับเธอ แม้สุดท้ายก็มาถึงจุดหมายในไม่ช้า หญิงสาวทอดมองอาคารผู้ป่วยตรงหน้าแล้วหันไปบอกกับนน้องชายว่า “ธันว์กลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวขากลับพี่ว่าจะซื้อของเข้าบ้านเสียหน่อย จะได้ไม่ต้องเสียเวลารอพี่กลับอีกเป็นชั่วโมงๆ”

“เฮ้อ… พี่ฐา” อากรสบสายตาเธอหนักแน่น “ก็รู้ว่าทุกคนที่บ้านเป็นห่วงพี่มากขนาดไหน ทำไมถึง…”

“ถือว่าพี่ขอร้องก็ได้” ณัฏฐาพูดขัดขึ้น “กลับไปเถอะนะ”

“ก็ได้… แต่ผมจะซื้อของเหมือนกัน ถ้าพี่ฐาออกมาแล้วรถยังจอดอยู่ตรงนี้ พี่ต้องรอกลับพร้อมผมนะ ไหนๆ ก็กลับทางเดียวกัน ประหยัดเงินกันดีกว่านะ”

หญิงสาวสบตาอากรนิ่งก่อนพูดคล้ายอ่อนใจ “ตามใจเราเถอะ”

แยกจากน้องชายคนกลางมา ณัฏฐาก็ไปตามทางที่เจ้าอาชกรเขียนบอกไว้ในกระดาษโน้ตโดยฝากมากับอากรมาให้เพียงไม่กี่วันก่อน และน้องชายคนกลางก็เพิ่งยื่นให้เธอระหว่างกลับมาที่นี่ ‘เจ้าธินฝากมาให้พี่ ฝากบอกอีกว่าหวังว่ามันจะช่วยพี่ฐาได้บ้าง’  ซึ่งก็ช่วยได้จริงๆ เพราะไม่ถึงห้านาทีเธอก็มาหยุดอยู่หน้าห้องพักผู้ป่วยห้องสำคัญของเธอเสียแล้ว

หญิงสาวเคาะประตู “ขออนุญาตค่ะ” แล้วเปิดเข้าไปภายในห้อง พบกับเตียงผู้ป่วยที่มีร่างผอมแห้งของชายชราคนหนึ่งนอนอยู่บนนั้น ท่าทางอ่อนระโหยคล้ายคนไร้เรี่ยวแรงผิดกับความทรงจำที่เคยมี โดยเฉพาะนัยน์ตาเปี่ยมสุขที่ตอนนี้หม่นหมองเหลือเกิน “สวัสดีค่ะ”

“ณัฏฐาหรือ” เสียงทุ้มพร่าดังขึ้นแผ่วเบา “กลับมาแล้วหรือ”

“ใช่ค่ะ… เป็นยังไงบ้างคะ”

“โกรธขนาดไม่ยอมเรียกกันเลยหรือ” เขาไม่ตอบแต่ถามกลับ

หญิงสาวส่ายหน้า “ไม่ใช่ค่ะ”

“งั้นเพราะอะไรถึงเพิ่งกลับมาสนใจคนแก่ๆ คนนี้”

“คนเรามีอารมณ์และเหตุผลเป็นที่ตั้งของการลงมือกระทำบางอย่าง บ้างจากความต้องการ บ้างสืบมาจากอดีต และบางทีก็มาจากความทรงจำในใจลึกๆ” เธอว่าแล้วเดินไปนั่งเก้าอี้ข้างเตียงคนไข้ ประสานกับดวงตาฝ้าฟางตรงหน้า “แต่ไม่ว่าจะทำอะไรลงไป เรามักจำได้เสมอว่าทำอะไร และผลที่ตามมาคืออะไร… ใช่ไหมคะ”

ชายชราถอนหายใจ “ก็รู้หรอกว่าผิด แต่ถ้าเรามองมุมเดียวกับ…”

“เสียงตะโกนในเช้าวันที่ฐาเอาเอกสารเรื่องบ้านเข้าไปให้ มันฟังดูคล้ายการตวาดสำหรับฐา เสียงตำหนิต่อว่ายามผิดหวังจากการเชื่อคนอื่นมากกว่าคำพูดคนใกล้ตัว ก็คล้ายเสียงกัมปนาทที่ฝังแน่นในหัวของทุกคน จนไปถึงเสียงว่ากล่าวคนในบ้านอย่างไร้ความประนีประนอมคล้ายมีดที่แทงใจคนฟังครั้งแล้วครั้งเล่า… ฐาไม่รู้หรอกว่าใครเจ็บที่สุด แต่ฐารู้ว่าถ้าฐายังต้องฟังอยู่ สักวันฐาคงทนไม่ได้เสียเอง” หญิงสาวเล่าแล้วปาดน้ำตาที่ไหลออกมาช้าๆ “ฐายอมรับว่ายังรักและเคารพอยู่เสมอค่ะ แต่ความรู้สึกที่ถูกอัดแน่นวันนั้น… มันไม่เคยหายไปเลยจนถึงวันนี้”

“จะว่าโกรธก็ไม่ใช่ จะว่าเสียใจก็ไม่เชิง… และไม่ใช่แค่ฐา แต่เป็นทุกคนในบ้านที่รู้สึกเหมือนกัน… ยกเว้นคุณ”

“ณัฏฐา…” คนบนเตียงผู้ป่วยเรียกเสียงเครือเมื่อเห็นว่าคนพูดมีน้ำตามากกว่าก่อนหน้านี้ “พอแล้ว… ยอมแล้ว”

“ตายอมแล้วจริงๆ” ชายชราพูดพลางหลั่งน้ำตาเป็นสาย

อนิจจา… เวลาที่ผ่านมาเนิ่นนานเกินไป ทำให้ไม่สามารถแก้ไขมันได้อีกแล้ว

“ฐา… จะไม่โกรธคุณตาอีกแล้ว เลิกกังวลเถอะค่ะ”

ชายชรามองหลานสาวด้วยสายตาพร่าเลือนด้วยหยาดน้ำตา “ถึงจะรู้ว่าฐาพูดไปอย่างนั้น แต่ก็ขอบใจนะที่ยอมกลับมาพูดกับตาด้วยตัวเอง”

“ถ้าจะให้ดี รีบหายแล้วออกจากโรงพยาบาลเถอะนะคะ”

เพราะระยะหลัง ทุกคนไม่เว้นแม้แต่คุณยายก็ถูกพาไปนั่งเล่นที่ร้านอาหารของผู้เป็นอา ทว่าชายชรากลับยืนกรานจะอยู่ที่บ้าน ไม่ยอมไปไหนทั้งนั้นอยู่ทุกครั้งจนทุกคนอ่อนใจและทำตามความประสงค์นั้น แต่ปรากฏว่านั่นทำให้โรคความดันโลหิตสูงที่หายเกือบเป็นปกติกลับกำเริบอีกครั้ง กว่าจะได้มาโรงพยาบาลก็เกือบช้าเกินไป โชคดีที่ไม่มีผลกระทบร้ายแรงอะไร ทว่ามันก็ไม่ทำให้ทุกคนวางใจจนต้องไปพาเธอมาสะสางความทรงจำเก่าๆ เสียให้เรียบร้อยก่อนอาจไม่มีโอกาสอีกแล้วในอนาคต

“ว่าแต่ฐาไปเยี่ยมเขามาหรือยัง”

เขา… ณัฏฐานึกไปถึงร่างสันทัดของชายวัยกลางคนที่เป็นเจ้าชายนิทรามาหลายเดือนเพราะประสบอุบัติเหตุร้ายแรง “ฐายังไม่ได้ไปหรอกค่ะ”

“โกรธเขาหรือ” ชายชราถาม

“ครั้งนี้ฐายอมรับค่ะ” หญิงสาวไม่ปฏิเสธ “แต่ว่าวันนี้ฐาตั้งใจจะทำให้ทุกอย่างจบ ไม่ว่าเรื่องไหนๆ ก็ตาม”

“ฐาไม่ไปนะคะ” หญิงสาวขืนตัวไว้เมื่อแขนข้างหนึ่งถูกฉุดรั้งจากคนที่คุ้นหน้าตาดี… ถึงไม่อยากจดจำก็ตาม “ปล่อยฐาเดี๋ยวนี้”

ถึงจะบอกว่าเป็นบริเวณหน้าร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง แต่เพราะบทสนทนาที่เกิดขึ้นทำให้ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งด้วย ทั้งที่ณัฏฐาภาวนาในใจไม่หยุด

“ไปกับพ่อเดี๋ยวนี้!”

เธอสะบัดแขนหลุดจนได้ “ฐาไม่ไปค่ะ เลิกบังคับฐาสักที”

“แต่มันสำคัญกับฐานะ” เขาพูดขึ้นอีก แต่เธอก็ไม่สนใจอยู่ดี

“ได้โปรด ปล่อยฐาไปเถอะ ฐาไม่อยากมีเรื่องอะไรอีกแล้ว”

“พ่อก็มีครอบครัวของตัวเอง ทำไมไม่ให้น้องแทนฐาละคะ”

เป็นความจริง… เขาแยกทางกับมารดาของเธอตั้งแต่เธอเป็นเด็ก จนต่อมาเป็นมีครอบครัวใหม่กับผู้หญิงคนอื่น มีสมาชิกใหม่ให้สืบสกุล ทว่ามันผ่านหลายปีมาแล้ว ทำไมจึงยังมีเรื่องให้ต้องยุ่งเกี่ยวกันอีก

“ฐาไม่อยากมีปัญหากับใคร ปล่อยเถอะค่ะ”

“พ่อมีเรื่องอยากให้ช่วย ทำให้ไม่ได้เลยหรือ”

“ตั้งแต่ที่ฐาเลือกแม่ ฐาก็ตั้งใจตอบแทนคุณด้วยการไม่ก่อเรื่องเสื่อมเสียให้นามสกุลของพ่อกับย่า ดังนั้น… อย่าบังคับฐาเลยค่ะ”

“โธ่เว้ย!” ตามด้วยคำบริภาษอีกสองสามคำ เขาก็ยอมรามือจากการพาตัวเธอไปด้วย ไม่วายหันมาพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดว่า “จำไว้นะ ต่อไปจะไม่มียุ่งอีกตามที่พูดนั่นแหละ”

ทว่าใครจะเชื่อ ผ่านไปไม่ถึงสัปดาห์ดี ข่าวของเขาก็มาถึงหูเธออย่างรวดเร็ว… เขาประสบอุบัติเหตุเกือบถึงชีวิตเพราะใครบางคน…

สิ่งที่ทำให้เขาต้องการพาตัวเธอไปก็คือเรื่องส่วนแบ่งเงินเก็บที่ต้องทำเอกสารอะไรสักอย่าง ณัฏฐาก็คร้านจะใส่ใจจึงฝากเพื่อนที่เป็นทนายช่วยตรวจสอบให้อย่างเงียบๆ ถึงกระนั้นหญิงสาวก็ไม่เคยสนใจมันเลย

“สวัสดีค่ะ”

ณัฏฐากล่าวกับร่างนิ่งบนเตียงผู้ป่วย ดวงตากลมโตกวาดมองสภาพของคนตรงหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่ไหนแต่ไรมา… เธอไม่มีความรู้สึกอะไรเหลือเลยกับคนคนนี้ “คุณสบายดีนะคะ

“แม่บอกว่าฐาต้องมาจัดการทุกเรื่องให้จบ” หญิงสาวพูดไปเรื่อยๆ “ไม่ว่าจะเรื่องที่ฐาหายไปนานเกินไป เรื่องที่บ้านหรือเรื่องคุณ

“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเป็นฐาที่ต้องมายืนตรงนี้… ทำไมต้องเป็นฐา ไม่ใช่ครอบครัวของคุณ” คำพูดในอดีตที่ทำนองว่า ‘แยกย้ายกันไปด้วยดี’ ดังเป็นคำที่เธอจำได้ เขาเป็นผู้มีพระคุณก็ใช่ แต่ก็ทำร้ายดวงใจน้อยๆ ของเธอจนไม่เหลือชิ้นดีหลายครั้งเช่นกัน

แยกย้าย… ที่บางทีก็ไม่ทำอย่างที่พูด

“แม่เคยบอกฐาว่าอโหสิกรรมกับทุกคนเสีย อย่าถือโทษถือความรู้สึกใดๆ เลย เราต่างเกิดมาเพื่อพบเจอและชดใช้สิ่งที่ทำในอดีต ฐาไม่เคยคิดจะทำ… กระทั่งวันนี้ถึงได้คิดขึ้นมาอีกครั้ง” ณัฏฐาว่าพลางคุกเข่าลงข้างเตียงคนป่วย ใบหน้านิ่งเฉยนั้นแฝงด้วยอารมณ์หลากหลายจนแยกไม่ออก

“อโหสิกรรมให้ฐาด้วยนะคะ ส้วนฐา… อโหสิกรรมให้พ่อทุกอย่างค่ะ”

หญิงสาวใช้เวลาอยู่นานทีเดียวกว่าจะยอมลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องไป เธอเดินทอดน่องจนไปหยุดที่สวนดอกไม้ขนาดย่อมของโรงพยาบาล ดวงตาเคยรื้นน้ำเป็นประกายบางเบาเมื่อกวาดมองธรรมชาติตรงหน้า ก่อนเลือกหยุดนั่งที่เก้าอี้ไม้ใจกลางสวนแห่งนี้ เปิดการรับรู้ประสาทสัมผัสทั้งห้าเพื่อผ่อนคลายจากอารมณ์ภายในใจ ครั้งรู้สึกใจเย็นลงก็นั่งคิดอะไรเรื่อยเปื่อย

จะว่าไป ตอนนี้เธอกำลังอยู่ในช่วงหางานทำ…

คิดดังนั้นจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดอีเมลดูความเคลื่อนไหว

ทว่าสิ่งแรกที่พบคือจดหมายปริศนาจากเมลที่ไม่คุ้นเคย ซึ่งส่งมาตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อน น่าเสียดายที่ถูกส่งเข้าเมลเก่าแทนเมลปัจจุบันของเธอทำให้เห็นช้าแบบนี้ ครั้งกดเปิดก็ปรากฏไฟล์ภาพหนึ่งที่เธอรู้สึกคุ้นเคยนัก… มันเป็นรูปถ่ายวันรวมญาติหรือวันครอบครัวของบ้านเมื่อกว่าสิบห้าปีก่อน

ทุกคนยิ้มแย้มราวกับไร้เรื่องทุกข์ร้อนใดๆ ต่างจากใบหน้าอมทุกข์หม่นหมองอย่างทุกวันนี้… เป็นภาพที่แทนความหมายของคำว่า ‘ครอบครัว’ ได้สมบูรณ์ภาพหนึ่งเลยทีเดียว

“พี่สาว… ก็คิดถึงตอนนั้นเหมือนกันใช่ไหม”

“ธิน… มาได้ยังไง” เป็นน้องชายคนเล็กที่แอบมาทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ “พี่คิดว่าเราไปทำธุระเสียอีก”

“ธุระอะไรจะสำคัญเท่ากับคนในบ้านครับพี่สาว” ชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าเธอไม่มากยิ้มแต้ “พี่ธันว์ฝากพาพี่กลับบ้านแทนน่ะครับ” อาชกรพูดพลางหันมองจ้องหน้าพี่สาวอย่างเอาเป็นเอาตาย

“เฮ้อ มีอะไรก็ถามๆ มาเถอะ”

“พี่… ทำใจเรื่องที่บ้านได้แล้วใช่ไหม”

ณัฏฐาส่ายหน้า “ภายนอกเหมือนจะใช่ แต่ข้างใน… รู้ดีหรอกว่าทำไม่ได้”

“ทุกคนเป็นห่วงพี่กันทั้งนั้น” เมื่อเกริ่นขึ้นมาแล้ว อาชกรก็ถือโอกาสสาธยายต่อ “ทั้งเรื่องงาน เรื่องที่พัก เรื่องเงิน แล้วไหนจะเรื่องที่บ้านอีก… บางครั้งพวกเราก็อยากบอกพี่ว่าถ้าเหนื่อยก็กลับมาพักบ้างก็ได้ ไม่ต้องเก่ง ไม่ต้องฉลาด ไม่ต้องดีเด่อะไรมากมาย… แค่เป็นพี่ที่กลับมาหาเรา มันก็เกินพอแล้ว”

“พี่ก็รู้… ครอบครัวเรารักกันเสมอ”

ราวกับเวทมนตร์ คล้ายบาดแผลที่กัดหนองถูกร่ายคาถาให้หายไปในพริบตา หัวใจที่ด้านชากับความรู้สึกไม่ดีต่างๆ เริ่มเต้นเป็นจังหวะคุ้นเคย  ทั้งหมดเพราะคำคำนั้นเพียงคำเดียว

‘ครอบครัว’

ที่ผ่านมาเธอมัวแต่พาตัวเองไปรักษาบาดแผลผิดๆ ถูกๆ จนไม่หายขาดเสียที  ทั้งที่รู้ว่ามันช่วยแค่ชั่วคราว คิดแค่ว่าทุกคนจะได้ไม่ต้องทนเห็นเธอในสภาพแบบนั้น ทว่ากลับรู้ดีแก่ใจว่ายาดีที่สุดอยู่ที่คนที่เธอรักทั้งนั้น คนเหล่านั้นที่เธอเรียกว่า ‘ครอบครัว’ คนที่ห่วงใยเธออยู่ห่างๆ คนที่คอยให้กำลังใจในบางครั้งที่นึกท้อแท้ คนที่เป็นพ่อครัวแม่ครัวปรุงอาหารของโปรดเพียงเพื่ออยากให้เธอยิ้มและชื่นชอบ และอีกหลายๆอย่างที่คนเหล่านั้นยอมทำอย่างไม่มีข้อแม้

นี่คงเป็นหนึ่งในความโชคดีของณัฏฐาที่มีความรักของคนใกล้ตัวเป็นสิ่งที่เตือนใจในวินาทีที่เศร้าหมอง

อย่างบางครอบครัวที่เต็มไปความเครียด ทว่าไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีเรื่องดีๆ เลยสักครั้ง

อย่างบางครอบครัวที่เปี่ยมล้นด้วยความสุข ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ประสบพบเจอความทุกข์เลยสักหน

เพราะทุกอย่างมีเส้นทางที่แตกต่างกันออกไป…

“ขอบใจนะธิน” …ที่ทำให้พี่เห็นบางอย่างที่มองข้ามมาตลอด

“ครับ… ด้วยความยินดี”

ท่ามกลางสวนดอกไม้ในโรงพยาบาล สองหนุ่มสาวครอบครัวเดียวกันยิ้มแย้มให้กันราวกับชดเชยช่วงเวลาที่หายไปให้ดีที่สุด

ระหว่างทางกลับบ้าน ณัฏฐาคิดว่าสิ่งแรกที่เธอจะทำคือ…

คงต้องขอเก็บไว้เป็นเรื่องราวเฉพาะในครอบครัวเธออย่างเดียวก็แล้วกัน

 

– ณฐกันยา –

Don`t copy text!