นี่นะหรือ…เช้าวันจันทร์

นี่นะหรือ…เช้าวันจันทร์

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ตะวันรุ่งของวันใหม่อันเป็นวันจันทร์ วันที่ทุกคนไม่อยากลุกจากเตียงนอนอันแสนนุ่น บวกกับอากาศที่เย็นสบายในปลายฤดูฝนก่อนเริ่มต้นสู่ฤดูหนาวที่จะมาเยือนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หมอกที่ลงในยามเช้าตรู่ น้ำค้างพราวอยู่เหนือยอดหญ้า แลเห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากทิศตะวันออก ค่อยๆ โผล่ขึ้นมา กลางคืนที่แสนยาวนานกลับสั้นลงเมื่อผ่านคืนวันเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา หญิงสาวที่นอนเหยียดยาวบนที่นอนหนานุ่มบนเตียงนอนในห้องปรับอากาศไม่อยากจะลุกขึ้นเมื่อนาฬิกาจากโทรศัพท์มือถือราคาแพง ปลุกให้เธอลุกขึ้นจากราตรีที่เข้าสู่เช้าวันใหม่ จากการตั้งปลุกตีห้าครึ่ง ผ่านล่วงมาถึงหกโมงเช้า จนหกโมงสี่สิบนาที เจ้าเธอก็ยังไม่อยากจะลุกจากเตียงนอนอันแสนนุ่มที่เธอนอนอย่างสบายใจ สบายอารมณ์

วันนี้วันจันทร์ พอคิดได้ก็อยากจะลงไปหลับต่อ แต่ทำอย่างไรได้ เมื่อรู้ว่าสายแล้ว ก็ต้องพรวดทะยานจากเตียงนอนสู่การทำภารกิจส่วนตัวของตนเองอย่างเร็วให้ทันเวลา

ทุกย่างก้าวที่เดิน แสนจะเร็ว เธอเองไม่อยากจะลุกจากที่นอนเลย ทำไมเวลาเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมามันถึงรวดเร็วปานนั้นนะ คิดแล้วก็ปลงตกในใจ วันนี้วันทำงาน ทำไมมันเหนื่อยอย่างนี้ แค่คิดก็อยากกลับบ้านแล้ว อยากให้มีแค่วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์จังเลย ส่วนวันจันทร์ถึงพฤหัสบดี เก็บเอาไว้เถิด เธอไม่อยากจะไปทำงาน แค่คิดก็เบื่อหน่ายจะแย่ อาจจะเป็นความคิดของใครหลายๆ คนก็เป็นได้ ที่พอถึงเช้าวันจันทร์เมื่อใดแล้วก็ไม่อยากจะลุกขึ้นจากเตียงนอนที่นอนสบาย ลุกมาฝ่าฟันกับการจราจรที่แสนเบื่อหน่าย มาเจอมลภาวะทางสังคม รวมถึงคนที่ทำงาน

ในเมื่อต้องทนเธอก็ต้องฝืนร่างกายที่หนังตาแทบปิด เดินออกมาจากบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรรราคาแพง ยังโชคดีที่มีบ้าน พ่อกับแม่เธอทำงานไม่ไกลจากที่ทำงานนัก แต่เธอเองกลับต้องโหนรถเมล์ออกจากบ้านไปทำงาน กว่าจะกลับก็ดึกแล้ว เช้านี้ก็เช่นกัน รถเมล์ที่เธอรอคอยกลับไม่มาเลยซักคัน การจราจรที่ติดขัดทำให้เวลาเร่งด่วนของคนหลายคนต้องหยุดชะงักทันที รถติดอะไรนักหนา เธอรีบจะแย่ มองนาฬิกาข้อมือจะแปดโมงแล้ว เธอจะไปทำงานทันหรือ คิดแล้วก็ได้แต่ปลงตก ไม่คิดเลยว่าจะต้องมารอคอยรถนานขนาดนี้

ตั้งแต่เธอเรียนจบมหาวิทยาลัยมา ความฝันก่อนที่จะเรียนจบมันคือความฝันที่แสนสวยงาม ปูทางด้วยกลีบดอกไม้นานาพรรณ หอมหวานเหมือนขนม แต่ที่แท้แล้วมันคือความขมปนเค็ม รสชาติมันไม่ได้หวานละมุนเหมือนทานเค้กรสเลิศหรอกนะ หากเปรียบได้ ก็คงเป็นเค้กตามตลาดนัดหรือไม่ก็เค้กเด็กชิ้นละสองบาทถ้วยเล็กๆ ที่คนทำ ผิดสูตรดันใส่เกลือลงไปเยอะทำให้รสชาติผิดแปลกไป เค้กที่วาดหวังว่าอร่อยจึงไม่อร่อยสมใจ เหมือนงานที่เธอทำ ไอ้การที่เรียนมาฝ่าฟันมาตั้งสี่ปีสูญเปล่าหรือเปล่านะ เมื่อใจของเธอเบี่ยงไปทางงานอื่นเสียแล้วไม่ได้อยากที่จะทำงานอย่างที่ใบปริญญาที่รับมาเลย จะมีใครหลายๆ คนบ้างไหมหนอที่คิดเช่นเธอ ในขบวนการเพื่อนๆ ของเธอเอง ก็ทำงานตามสาขาวิชาชีพที่เรียนแทบทุกคน แต่ก็มีอีกหลายๆ คนที่ทิ้งใบปริญญาที่จบมาแล้วทำอาชีพตามความฝันของตนเอง พอคิดว่าจะลาออกจากงานที่ทำอยู่ ก็มองเงินในกระเป๋าและในบัญชีธนาคาร กลับคิดได้แล้วว่า มันไม่เหมาะเลยในตอนนี้ที่เธอจะก้าวขาลาออกจากงานแล้วหางานทำใหม่มันยังไม่ใช่เวลานี่นะ ยังไม่ใช่?

งานที่ทำแสนจะปวดหัว เจองานหนักกลับดึก ชีวิตเปลี่ยน เจองานไม่เท่าไหร่ แต่เจอคนมากหน้าหลายเรื่องนี่สิ หนักหนาเอาการทีเดียว คนเรามันมากมาย ร้อยพ่อพันแม่ จะให้เหมือนกันทุกคนไม่ใช่เรื่อง มีคนมากเรื่องก็มากตาม

เช้าวันจันทร์ แลเห็นเด็กนักเรียน เห็นคนทำงานมากมาย นี่วันวุ่นวายกันน่ะสิ วันจันทร์จราจรกรุงเทพฯ เหมือนอัมพาต ก็คนมันต้องรีบออกจากบ้าน คนบ้านไกลก็ซวยหน่อยที่ต้องแหกตาตื่นนอนไปทำงานแต่เช้า แต่ไปสาย ก็ใครจะไปทันล่ะเมื่อเห็นจราจรบนถนนอย่างนี้ สัญญาณไฟจราจรแยกนรกที่เธอผ่านเหมือนไม่มีไฟเขียว มันแดงตลอดเวลาเห็นจะได้ ใจสั่นเต้น นี่จะต้องไปทำงานสายหรือ จะโดนหักเงินบ้างมั้ยหนอ งานหนักหนาไม่เท่าใด แต่เงินหักนะสิ จะมีเงินถึงสิ้นเดือนมั้ย เดือนชนเดือนจะแย่อยู่แล้ว

เธอมองดูคนงานเหล่านั้นด้วยสายตาที่คิดอะไรบางอย่าง นี่วันสิ้นเดือนหรือ เห็นคนงานหญิงหลายคนที่รออยู่หน้าตู้เอทีเอ็มของโรงงานแห่งหนึ่ง เหลียวคิดไปว่านี่มันกลางเดือน คนงานรอกดเงินยาวเหยียดประมาณสิบกว่าคนเห็นจะได้

“มารอเงิน ไม่รู้วะวีกนี่จะได้เท่าไหร่ มาสายตลอดเลย” ใครคนหนึ่งในแถวยาวนั้นเป็นคนพูดขึ้นเมื่อเห็นสตรีร่างท้วมสูงวัยกว่าเป็นคนเอ่ยถาม สตรีร่างเล็กที่อายุน้อยกว่าจึงตอบกลับไป

เธอฉุดคิดได้ว่า คนงานคงมารอเงินออก เพราะพวกเขาเหล่านั้นเงินเดือนจะออกเป็นวีก นั่นก็หมายถึงทุกๆสิบห้าวันเงินจะออก จะถูกหัก ขาดลามาสายรวมไปนั้น เงินแต่ละบาทจึงดูมีค่ามากในสายตาของคนเหล่านั้น แต่แตกต่างที่เธอ เธอได้รับเงินเป็นเดือน แต่ละเดือนก็ชนเดือนจะแย่อยู่แล้ว โธ่ ชีวิตมนุษย์เงินเดือนจะเอาอะไรมาก ของที่ซื้อก็ต้องผ่อนเอา ไม่มีหรอกที่จะเก็บเงินสดซื้อ ชาติหน้าคงจะได้หรอก เมื่อละสายตาจากตู้กดเงิน เธอเองก็หันไปที่ทิศทางรถเมล์ผ่าน แต่ยิ่งรอเท่าใดก็เหมือนว่านานเท่านั้น ไม่คิดหรอกว่ามันยาวนานขนาดนี้ เวลาล่วงเลยผ่านไป จนเกือบแปดนาฬิกาเธอไม่ได้สนใจตู้เอทีเอ็มเหล่านั้นแล้ว สนใจชีวิตตนเองมากกว่าว่ารถเจ้ากรรมมันจะมาเมื่อใด ไม่มีวี่แววเลยว่ารถมันจะผ่านมา ถนนไม่ได้ติดอะไรเลยตรงช่วงที่เธออยู่ แต่อีกถนนทางเข้าเมืองหลวงมันติดแหง็กอย่างกับตังเมเหนียวหนืดที่ไม่อาจขยับเขยื้อนไปไหนได้ โธ่ รถเวร เธอคิดในใจ ได้แต่ด่าตนเองที่ตื่นสายในเช้าวันจันทร์จนเกิดปัญหา มองดูเงินในกระเป๋า หากเธอจะนั่งรถมอเตอร์ไซค์ไปทำงานแล้วละก็คงไม่เกิดปัญหาอะไร แต่เธอไม่ชอบที่จะผมฟูเวลาโดนลมแรงจากการนั่งรถไปทำงาน รถมอเตอร์ไซค์สมัยนี่ ไอ้คนขับอย่างกับเมาใบกระท่อม ขับอย่างกับจรวด เร็วแรง แซง แถมไม่สนหรอกว่าคนนั่งซ้อนมันจะเป็นอะไรหรือเปล่า ก็ตัวมันมีหมวกกันน็อก แต่คนซ้อนบางทีก็มี บางทีก็ไม่มีนะสิ  พอล้มมา น็อกแน่นอน หมายถึงคนซ้อนนะ ไม่ตายก็พิการ หากโชคเข้าข้างก็แค่เจ็บหนัก โอ๊ยปัญหาสารพัดเข้ามาในสมอง คิดอะไรมากมายเหล่าชีวิต ในเมื่อมันถูกขีดเขียนลิขิตเอาไว้แล้ว จริงมั้ย?

เหลือบสายตาคล้ายๆ กล้องแพนภาพไปที่มุมที่เธอมองเมื่อครู่ ตู้เอทีเอ็มคนลดจำนวนลงไปเมื่อเวลาเข้างานแล้ว คนงานเหล่านั้นมีเวลาหายใจหายคอเพียงครู่เดียวน้อยกว่าเธอที่เข้างานแปดโมงครึ่ง แต่พวกคนงานเหล่านั้นเข้างานเร็วกว่าเธอครึ่งชั่วโมง เมื่อนาฬิกาบอกเวลา อีกสองนาทีแปดโมง เธอเองใจกังวลเป็นอย่างมาก เห็นรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างคันนั้นมาจอด เด็กสาววัยใกล้เคียงกับเธอ แต่น่าจะอายุน้อยกว่าเธอสองสามปี คงเป็นพนักงาน คนงานในโรงงานแห่งนั้น วิ่งลงมากดเงิน ต่อแถวที่เหลืออีกสองสามคนข้างหน้า เธอชะเง้อมองดูตู้เอทีเอ็ม เพราะเธออยากจะกดเงิน สายตาของเธอผู้นั้นถูกจับจ้องด้วยสายตาของเธอที่รอรถเมล์ เด็กสาวนั้นคงรีบกดเงิน แล้วรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่จ้างมายังคงจอดเทียบที่ริมฟุตพาทนั้น เธอแอบสังเกตเห็นว่าไม่มีใครเลยที่สามารถกดเงินออกมาได้ แม้กระทั่งคนข้างหน้าเด็กสาวนั้นเป็นป้าแก่ๆอายุเกือบหกสิบเห็นจะได้ แกท่าทางเก้ๆ กังๆ กดเงินรอบที่สอง จำนวนเงินในบัญชีเป็นหลักร้อยไม่มีเงินเดือนที่ป้าแกต้องการ ป้าคนนั้นเดินคอตกออกไปจากตู้ตามคนอื่นๆ ไปอย่างเสียดาย

พอคิวของเด็กสาวนั้น เธอกดเงินอย่างรีบเร่งด้วยความคล่อง เงินในบัญชีก็ไม่แตกต่างอะไรกับคนอื่นๆ เลย แถมเป็นศูนย์อีกต่างหาก นั่นหมายถึงเธอไม่มีเงินในบัญชีเหลืออยู่แม้แต่บาทเดียว เธอเห็นใบหน้าของเด็กสาวซีดเซียวลงไป ก่อนจะขยับไปกดอีกตู้ เธอสังเกตดูอากัปกิริยาของคนงานเหล่านั้นโดยปริยาย ไม่ได้ละลาบละล้วงอะไรแต่มันดันอยู่ใกล้สายตาของเธอเอง จะอะไรอีกเล่า ในเมื่อคนอื่นๆ เงินไม่เข้า แม่เด็กสาวคนงานเงินเดือนก็ไม่เข้าเช่นกัน ใบหน้าของเด็กสาววิตก ในใจคงคิดเรื่องเงินอยู่ เธอสังเกตเห็นอีกว่ามันดูสลดลงไปมากกว่าคนอื่นๆ เสียอีกที่พอมีเงินติดบัญชีบ้าง เสียงบีบแตรรถของมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่รอเด็กสาวมานานพอสมควร เวลาเร่งด่วนแบบนี้ หากวินรับจ้างนั้นไปรับคนอื่นต่อคงได้เงินอีกมาก แต่ดันมาเสียเวลารอเด็กสาวกดเงิน ในเมื่อไม่มีเงินในบัญชีธนาคาร เงินในตัวของเด็กสาวคงไม่มีเงินติดตัวมา เธอแอบดูพฤติกรรมของเด็กสาว พยายามล้วงกระเป๋ากางเกงที่เธอสวม มันไม่มีเลยแม้แต่เศษสตางค์แดงเดียว เธอทนเห็นภาพนั้นติดตา รถมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่รอก็คงอยากจะได้เงินค่าจ้าง เอ๊ะ ไม่มีเงินเด็กสาวนั้นจะจ่ายอะไรล่ะ ความคิดมันแล่นผ่านเข้ามาในสมอง ภาพที่เธอแอบมองเด็กสาวคนนั้นหาเงินในกระเป๋าติดตาตลอดเวลา จนเด็กสาวเจอคนรู้จักแล้วขอยืมเงินด้วยความอาย เพียงยี่สิบบาทเพียงเพื่อจะไปจ่ายเงินค่ารถมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เธอมองดูสถานการณ์ตรงหน้าจนจบลง ตรงตู้เอทีเอ็มไม่มีคนอยู่แล้ว นาฬิกาของโรงงานที่อยู่บนเหนือหัวป้ายรอรถประจำทางบ่งบอกเวลาแปดนาฬิกา พร้อมกับเสียงเพลงชาติไทยดังก้อง ทุกอย่างสงบนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวของคนที่อยู่ในป้ายรถเมล์ รวมถึงความคิดบางอย่างหลังจากเห็นภาพสถานการณ์นั้นไม่ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ เธอคบคิดอะไรหลายอย่างไว้ในจิตใจ ใต้ความคิดนั้นถูกกรองออกมาด้วยใบหน้าที่คิดวิตกแทน

เธอเลือกนั่งแท็กซี่ในเวลาเร่งด่วนแทนรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เธอไม่อยากนั่งเลย เธอบอกคนขับให้เข้าซอยทางแยกข้างหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางอัมพาตที่รถสัญจรไม่ได้ มันมีทางลัด เลี่ยง เบี่ยงอีกหลายทางแต่มันเป็นซอยแคบ คงไม่มีคนอยากขับเข้าไปหรอก

เวลานั้นตรงด้านหลัง เธอหวนคิดเรื่องเด็กสาวที่มากดเงินคนนั้นไม่ได้ มันเป็นภาพติดตา มันไม่ใช่เรื่องอะไรของเธอเลย ไม่ใช่เรื่องที่จะเก็บเอามาคิดหรอก แล้วจะเก็บมาทำไม แต่ที่เธอสังเวชใจแทนคือ เวลานี้เธอสามารถนั่งแท็กซี่ในราคาร้อยบาทที่จะไปทำงานเพียงไม่กี่นาที เธอสามารถทานอาหารเช้า กลางวัน โดยไม่ต้องกระเบียดกระเสียรที่จะดูราคาว่าเกินสามสิบห้าบาทหรือไม่ เธอมีความพร้อมทุกอย่างในชีวิต แม้จะไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่เธอสามารถมีเงินในบัญชีติดตัวเวลาทำงานเดือนละห้าพันบาทโดยใช้ทั้งเดือน ไม่ต้องกังวลใจว่าจะมีเงินใช้ยันสิ้นเดือนหรือไม่ เธอกลับบ้านไปกินข้าวฟรีที่บ้าน พ่อแม่ของเธอเตรียมไว้แล้ว เธอมีบ้าน มีห้องปรับอากาศ มีคอมพิวเตอร์ มือถือราคาแพง มีของใช้ดีดี ทุกอย่างล้วนพร้อมเพรียง แต่ในอีกหลายคนจำนวนไม่น้อยบนท้องถนนไม่มีอย่างเธอ เปรียบได้กับเด็กสาวคนนั้น เงินเพียงยี่สิบบาทยังไม่มีจ่ายค่ารถรับจ้าง

มองผาดผ่านออกไปเห็นทิวทัศน์ตึกใหญ่บนถนน นี่เลี่ยงออกมาตรงเลี่ยงเมือง รถก็หนาแน่นพอสมควร บาทวิถีที่เธอเห็น คนงานสวมชุดพนักงานทำความสะอาดถนนทำงานตอนเช้าที่อากาศไม่ร้อนจัด รถมาติดสัญญาณไฟตรงแยก เด็กชายขายพวงมาลัยยืนเกาะที่เสาไฟกลางถนน พอรถติดก็วิ่งผ่านหน้ารถไปอีกถนนเพื่อขายพวงมาลัย พอสัญญาณไฟเขียวก็ผ่านหน้ารถไปอีกถนนเพื่อไปหลบ เด็กเหล่านั้น แตกต่างกับเด็กที่เธอเห็นในโรงเรียนหรูตรงข้ามซอยที่ทำงานเธอ พวกนั้นมีพร้อม เห็นรถติดยาวๆ ตรงแยกก่อนถึงที่ทำงานเธอ ก็เพราะพ่อแม่เด็กที่มีเงินมากพอจะขับรถมาส่งลูกในเวลาเช้า บ้างก็ป้อนข้าวป้อนน้ำ ประคบประหงมกันมากจนเด็กชิน กว่าจูบลา หอมซ้ายหอมขวา จะก้าวลงจากรถได้ก็ใช้เวลานาน ไม่เห็นใจรถคันอื่นบ้างเลยหรือไง

รถผ่านจากแยก ความคิดที่เธอขี้เกียจในยามเช้าวันจันทร์ ถูกพายุความมีสติพัดให้หายไปแล้ว มันถูกกลืนกินดูดหายไปแล้ว พร้อมกับมาคิดใหม่ สัจธรรมอันใหม่ทดแทนที่เดิม เคยมีคำกล่าวที่ว่า “ความจนมันน่ากลัว” เธอเพิ่งมาคิดได้ในเวลานี้เอง มันน่ากลัวจริงๆ

ยังมีคนอีกมากที่เธอไม่รู้ลึกในรายละเอียดชีวิตเขา เธอมองดูภาพตัวเองขี้เกลียด ภาพเหล่านั้นผุดขึ้นราวภาพยนตร์สั่นๆในสมองเธอ มันเป็นภาพขาวดำแล้วปรากฏเป็นภาพสีสันสวยสดเหมือนหนังในโรงภาพยนตร์ เธอไม่อยากลุกจากเตียงนอนนุ่ม แต่มีอีกหลายคนต้องตื่นตีห้าเพื่อออกมาทำงานบนถนน มาร้อยดอกไม้ขาย มาทำงาน โหนรถเมล์ ลงเรือ ยังมีอีกหลายคนกำลังลำบากเมื่อฝนกำลังจะตก เธอเลือกนั่งรถแท็กซี่เพื่อไม่ให้ตัวเปียก ไม่สนราคาว่ามันจะแพงหูฉีก แต่มีคนจำนวนไม่น้อยรอการมาของรถเมล์แทนการนั่งแท็กซี่ แถมเปียกปอนเหมือนอาบน้ำมาใหม่ๆ ภาพเธอกินข้าวมื้อเที่ยงที่ศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้า แต่มีคนงานโรงงาน เอาข้าวกับน้ำพริกมากินล้อมวงกิน มีปลาร้า ปลาจ่อม ผักต้ม แตงกวา ปลาร้าสับ เงินยี่สิบบาทที่เธอถือ ซื้อน้ำหวานรสเลี่ยนราคาร้อยยี่สิบบาท จากร้านกาแฟดังไม่ได้ แต่ยี่สิบบาทของคนงาน ซื้อน้ำหวานบวกขนมเค้กชิ้นละห้าบาทได้

ในภาพรวมเธอเหนือกว่าคนเหล่านั้น เธออยากจะลาออกจากที่ทำงานเพื่อหางานใหม่ เธอเบื่องาน แต่มีคนอีกหลายคนจำนวนมาก รอคอยการได้งานทำ รอคอยเงิน เธอมองภาพสะท้อนเหล่านั้นแล้วมองตัวเอง เธอแต่งตัวสวย รองเท้าที่เธอซื้อราคาห้าร้อยกว่าบาท นับว่าราคาไม่แพงสำหรับคนทำงานออฟฟิศ แต่เงินห้าร้อยบาทของคนงาน สามารถทำอะไรได้ทั้งอาทิตย์ ทำไมคนงานเหล่านั้นต้องสวมเสื้อยืดยูนิ

ฟอร์มเฉยๆ ก็เพราะเข้าไม่มีเวลา ไม่มีเงินมาซื้อเสื้อยืดตัวละห้าร้อยบาทหรอก เงินทุกบาท หยาดเหงื่อทุกหยดของเขามีค่ามากพอที่จะเอาเงินมาละเลงเล่นๆ และยังมีพวกบ้าวัตถุนิยม

 

เดินเฉิดฉาย ซื้อของราคาแพงแต่เงินเดือนเท่ากรรมกร

 กินข้าวบนดาดฟ้าตึกหรู แต่กู้เงินเอามากิน

ขับรถราคาล้าน ใช้หนี้บานยังชาติหน้า 

ไปเที่ยวทุกสัปดาห์ หน้าชาตอนปลายเดือน (บัตรเครดิต)

 

โชคดีเท่าไหร่แล้วที่เธอมีเกือบพร้อมทุกอย่าง แม้ไม่ได้รวยล้นฟ้า แต่ก็มีเงินพอใช้จ่ายไม่ขัดสน แม้จะต้องผ่อนสินค้าหรือกู้เงินมาบ้าง แต่ก็ยังพอมีรายได้จ่ายค่างวดพวกนั้น แต่อีกหลายคนไม่มีอย่างเธอ ทำงานแทบตาย ไม่เหลือสักบาทเดียว

เธอเลือกตัดสินใจเดินต่อไปข้างหน้า แม้ว่าวันนี้จะไม่รวยล้นเหมือนคนอื่นที่ดูหรูหราฟู่ฟ่า แต่เธอก็ไม่ได้ขอใครกิน มีสองมือ หนึ่งสมอง พร้อมกับแรงที่จะก้าวเดินต่อไป พร้อมกับเช้าวันจันทร์ที่ได้อะไรใหม่ๆมาให้คิด แล้วก็ความคิดใหม่ๆ ที่มาแทนความคิดคับแคบในใจ เธอเลือกแล้วที่จะก้าวขาสองขาที่มีอยู่เดินฝ่าฟันไปข้างหน้าแทนที่จะลาออกจากงานเดิม เธอพร้อมจะเผชิญโลกอันน่ากลัวนี้แล้ว ก็เพราะความจนมันน่ากลัว เธอจึงก้มหน้าทำงานต่อไป ด้วยความคิดที่ว่า “โลกนี่มีอะไรอีกมายให้เราค้นหาต่อไป ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน ”

เช้าวันจันทร์วันนี้เป็นวันที่ดีเหลือเกิน อากาศแจ่มใส ทำให้เธอได้คิดอะไรต่างๆ มากมาย มายืนจุดเดิมที่เมื่อหลายอาทิตย์ก่อน แต่เวลานี่คือเวลาหกนาฬิกาสามสิบนาที ความคิดการตื่นสายเปลี่ยนไป คนงานโรงงานทยอยกันมาทำงาน ปลายเดือนแล้วสินะ คนงานมาแต่เช้าตรู่ มากดเงิน แต่ครั้งนี้หน้าบานแทบทุกคน เห็นแล้วยิ้มแก้มปริ เด็กสาวคนนั้นวิ่งลงจากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง มารอแถวกดเงินเหมือนครั้งก่อน แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน ธนบัตรสีแดงกดออกมาไม่รู้หรอกเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้เด็กสาวคนนั้นมีเงินจ่ายค่ามอเตอร์ไซค์รับจ้างแล้วสิ เธอเห็นรอยยิ้มของคนงานเหล่านั้น

ได้แต่คิดไปว่า เราก็ต้องขยันทำงานสิ ในเมื่อเรามีโอกาสดีกว่าพวกเขา

–  ญาณาธิป 

Don`t copy text!