นานกว่าเคย

นานกว่าเคย

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

เนื้อร้องและท่วงทำนองของบทเพลงนั้นดังก้องวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว ครั้งแรกที่วศินได้ยินคือช่วงพักกลางวันซึ่งน้องร่วมงานเปิดฟังอยู่ซ้ำๆ ไม่ต่ำกว่าสิบรอบ จนเขาจำท่อนฮุกได้ขึ้นใจ แม้รอบกายจะมีเสียงผู้คนและเสียงเครื่องยนต์ของยานพานะบนท้องถนน ยังไม่อาจทำลายเสียงเพลงที่บรรเลงขึ้นในความนึกคิดของเขาได้เลย

วศินทำงานในบริษัทขายเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นระยะเวลาสองปีหลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย การเดินทางจากบ้านมาที่ทำงานในตอนเช้า เขาต้องใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะเป็นประจำคือการโดยสารรถเมล์ ส่วนช่วงหลังเลิกงานก็คงไม่ต่างกัน ตลอดเวลาของการเดินทางทั้งขาไปและขากลับนั้นซึ่งเป็นชั่วโมงที่ผู้คนมากมายเบียดเสียดในรถเมล์สายเดียวที่ผ่านแถวบ้านของเขา ด้วยความมีจิตสำนึกของคำว่าสุภาพบุรุษ วศินจะยืนมากกว่านั่ง แต่ยังโชคดีที่ไม่ต้องทนความแออัดในรถโดยสารเป็นเวลานาน เพราะระยะทางจากบริษัทกับที่พักอาศัยนั้นไม่ไกลมากนัก ถ้าเปิดดูใน Google Map ห่างกันเพียง13 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางแตกต่างกันมากในแต่ละวัน

เสียงแตรรถยนต์ดึงสติให้ชายหนุ่มเลิกนึกถึงบทเพลงนั้นแล้วกลับมาอยู่กับภาพปัจจุบัน ขณะนี้วศินกำลังยืนรอรถโดยสารประจำทางตรงป้ายรถเมล์ด้านหน้าบริษัท

หลังเวลาเลิกงานประมาณห้าโมงเย็น วศินจะรีบสะสางงานที่ทำค้างไว้ ปิดคอมพิวเตอร์ เก็บของใส่กระเป๋า จัดโต๊ะทำงานของตนให้เป็นระเบียบ แล้วมายืนรอรถเมล์สายที่ต้องการ เพราะถ้าพลาดเที่ยวนี้ต้องรอเที่ยวต่อไปเกือบหนึ่งชั่วโมง

เขาก้มมองดูนาฬิกาข้อมือจวนจะได้เวลาที่รถประจำทางสายนั้นเข้ามาจอดรับผู้โดยสารตรงป้ายนี้ หากมีบางวันที่ต้องทำงานติดพันจนล่วงเลยเวลาเลิกงานมาพอสมควร เขาจะพยายามเคลียร์ทุกอย่างให้เสร็จและวิ่งออกจากบริษัทเพื่อมาให้ทันรถเมล์เที่ยวนี้ ซึ่งในเวลาสองปีแทบจะนับนิ้วได้เลยว่าไม่เกิน 5 วันที่วศินไม่ได้ขึ้นรถประจำทางกลับบ้านตรงตามเวลาที่ต้องการคือประมาณ 17.35 น.

ชายหนุ่มเคยคิดว่า หากคนขับและพนักงานเก็บค่าโดยสารของรถประจำทางที่ใช้บริการในช่วงเช้าและเย็นนั้นเป็นคนคนเดียวกัน อาจกลายเป็นคนรู้จักที่เขาสามารถทักทายและพูดคุยโต้ตอบอย่างเป็นกันเองได้ เพราะคงเห็นหน้ากันเกือบทุกวัน แต่ความจริงนั้นเขาเจอบุคคลเหล่าแทบไม่ซ้ำหน้ากันเลย ทำให้คนที่ค่อนข้างเข้ากับผู้อื่นได้ง่ายอย่างเขาจึงต้องสงบปากสงบคำเหมือนกับผู้โดยสารท่านอื่น และถ้าเขาเจอเบาะนั่งว่างก็จะยอมยืนโหนราวรถเมล์ ต่อให้เขามีที่นั่ง ถ้าพบเด็ก คนชรา ผู้หญิงหรือสตรีมีครรภ์ เขาต้องเสียสละที่นั่งให้อยู่ดี เพราะชายหนุ่มถูกสอนมาให้เป็นคนมีเมตตาและรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่

เมื่อนาฬิกาข้อมือแสดงเวลาที่รถโดยสารประจำทางสายที่เขาต้องการใช้บริการกำลังจะผ่านด้านหน้าบริษัท วศินแลเห็นแผ่นป้ายซึ่งแสดงตัวเลขสายของรถประจำทางมาแต่ไกล จนรถเมล์สายนั้นชะลอความเร็วจอดตรงป้ายที่เขายืนอยู่ ผู้คนกรูกันเข้ามายืนออตรงประตูเพื่อรอขึ้นรถ ทำให้ผู้โดยสารที่จะลงป้ายนี้ต้องแทรกตัวหาช่องว่างเพื่อเบียดคนเหล่านั้นออกมาจากรถเมล์ได้ ซึ่งเป็นภาพชินตาสำหรับเขาเสียแล้ว ปกติวศินจะยอมเป็นคนสุดท้ายของป้ายนี้ที่ก้าวขาขึ้นรถเมล์

ขณะที่เขายืนต่อแถว บทเพลงนั้นดังขึ้นในหัวอีกครั้ง จนดลใจให้วศินคิดทำตามเนื้อร้องของท่อนฮุกที่ยังจำได้ดี พรุ่งนี้เป็นวันสิ้นปี เขาอยากลองทำสิ่งที่แตกต่างจากเดิม ซึ่งไม่เคยทำมาตลอดทั้งปี พอคิดได้ดังนั้นวศินจึงหมุนตัวแล้วเดินออกมาให้ห่างจากรถโดยสารประจำทาง เขาหยุดยืนอยู่ที่เดิมตรงป้ายรถเมล์ มองรถโดยสารเที่ยวที่เคยขึ้นกลับบ้านเป็นประจำเคลื่อนที่ไปตามถนนมุ่งหน้าสู่ป้ายถัดไป

วศินยิ้มให้กับความคิดอุตริของตนที่อยากทำตามเนื้อเพลงนั้น เขาคงเสียเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงเพื่อยืนรอรถเมล์เที่ยวต่อไป แต่ชายหนุ่มไม่เสียดายเวลานั้นเลยและคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ทำตัวไม่เหมือนเคย เพราะเขามีเรื่องดีๆเกิดขึ้นในชีวิตซึ่งสร้างรอยยิ้มให้กับความทรงจำ

รู้อย่างนี้เขาน่าจะมายืนรอรถเมล์กลับบ้านซึ่งไม่ใช่เที่ยวประจำที่เคยขึ้นตั้งนานแล้ว

 

หญิงสาวก้าวขาขึ้นมายืนบนรถโดยสารประจำทาง มือข้างหนึ่งจับเสาเหล็กเพื่อใช้ประคองตัว ขณะรถเมล์กำลังเคลื่อนที่ออกจากป้ายอย่างเชื่องช้า เธอรีบมองหาเบาะว่างข้างหน้าต่างและจับจองพื้นที่ตรงนั้นลงนั่งอย่างสมใจ เสียงเครื่องยนต์เริ่มทวีความดังทั่วทั้งคัน เมื่อคนขับเร่งเครื่องวิ่งไปตามท้องถนน สายลมพัดเข้ามาทางหน้าต่างซึ่งเปิดกว้างประมาณหนึ่งศอก พากลิ่นควันของท่อไอเสียและฝุ่นละอองที่ยากเกินจะมองเห็น ปะทะใบหน้าหญิงสาวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เธอกำลังสาละวนอยู่กับการหาเศษเหรียญในกระเป๋าแต่ไม่เจอ จึงหยิบธนบัตรฉบับละยี่สิบบาทออกมา พนักงานเก็บค่าโดยสารเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับเสียงของเหรียญหลายเหรียญกระทบกล่องโลหะที่อยู่ในมือซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอาชีพนี้ และยังเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้โดยสารเตรียมตัวจ่ายเงิน มีนายื่นค่าโดยสารและส่งยิ้มให้แก่กระเป๋ารถเมล์ หลังจากเก็บเงินทอนและตั๋วลงในกระเป๋า เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง ในช่วงยามเย็นที่ผู้คนทยอยกันเลิกงานและกลับบ้านเหมือนกับหญิงสาว

มีนาเป็นพนักงานบัญชีของบริษัทขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอยู่ห่างไกลจากบ้านหลายสิบกิโลเมตร ทั้งที่มีบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ใกล้บ้านซึ่งห่างเพียงป้ายรถเมล์เดียว แต่เธอก็ดั้นด้นไปสมัครงานยังบริษัทซึ่งทำงานอยู่ในขณะนี้

‘เดินไปทำงานใกล้บ้านไม่ชอบ ชอบไปเบียดเสียดคนในรถเมล์ให้เหนื่อยเปล่าและยังต้องทนเหม็นกลิ่นเหงื่อของใครต่อใครอีก’ คำบ่นของมารดาที่เธอจะได้ยินเสมอ ตลอดระยะเวลาหนึ่งปีตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน

‘บางทีหนูอาจจะโชคดีเจอแฟนบนรถเมล์ก็ได้’

‘แกจะคว้าไอ้หนุ่มกระเป๋ารถเมล์มาเป็นแฟนหรือไง แม่จะเป็นลม’ คำโต้ตอบของมารดาออกมาทันที

‘ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงแม่จะให้เขามาสู่ขอหนูไหมล่ะ’

‘แกต้องพาเขามาให้แม่ดูก่อน แต่ถ้าดูหน่วยก้านแล้ว มันเลี้ยงดูแกไม่ได้ ก็ต้องเลิก’

มีนานึกถึงคำสนทนาระหว่างแม่กับลูกสาวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเธอไม่คิดจริงจัง แค่แกล้งพูดออกมาเล่นๆ ยามมารดาชอบเอ่ยถึงการที่เธอเลือกทำงานในบริษัทไกลบ้าน

หญิงสาวชอบนั่งมองสิ่งต่างๆ ตลอดรายทางที่อยู่ด้านนอกรถเมล์ และในเวลานี้ ความวุ่นวายของผู้คนบริเวณด้านหน้าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่เรียกความสนใจให้มีนาอยู่กับภาพปัจจุบัน

เธอเลิกงานตั้งแต่ห้าโมงเย็น ถ้าไม่มีการไปทำธุระต่อที่อื่น หรือแวะซื้อของในห้างสรรพสินค้าที่รถโดยสารกำลังเข้าไปจอดตรงป้าย มีนาจะนั่งรถเมล์กลับบ้านรวดเดียวจนถึงป้ายตรงปากซอยทางเข้าบ้าน และวันนี้เธอไม่อยากแวะไปที่ไหน เพราะพรุ่งนี้เป็นวันหยุด ค่อยมาเดินให้หนำใจน่าจะดีกว่า

มีนามองผู้คนวิ่งตามรถเมล์คันที่กำลังนั่งอยู่เพื่อจะโดยสารร่วมทางไปด้วยกัน เมื่อรถประจำทางจอดนิ่ง พอประตูเปิด คนขึ้นก็จะขึ้น คนลงก็จะลง ทำให้เกิดการแย่งชิงทางขึ้นลง ภาพกลุ่มคนเบียดเสียดตรงบันไดรถเมล์ เธอเห็นจนคุ้นเคยและเป็นเกือบทุกป้ายที่รถประจำทางจอดรับผู้คน แต่ความวุ่นวายยังไม่จบแค่นั้น เมื่อแต่ละคนขึ้นมาอยู่บนรถ ต่างคนตั้งหน้าตั้งตารีบวิ่งเข้าไปจับจองที่นั่ง อาจเป็นผลบุญที่มีนาเคยทำไว้ เธอจึงได้นั่งรถเมล์กลับบ้านทุกวันตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ได้เป็นพนักงานบัญชี เพราะบริษัทตั้งอยู่ใกล้จุดจอดรถซึ่งเป็นปลายสายของรถโดยสารประจำทางสายที่เธอใช้บริการ

หญิงสาวอยู่บนรถเมล์ทั้งขาไปและขากลับราวหนึ่งชั่วโมง ถ้าหลังเลิกงานเธอไม่ได้ไปไหนต่อ จะลงรถตรงหน้าปากซอยประมาณ 18.30 น. มีนานั่งมองทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้าตา ยามรถเมล์วิ่งผ่าน ถึงแม้จะเป็นเส้นทางเดิมในเกือบทุกวัน แต่ภาพข้างทางยังแปรเปลี่ยนไป จะมีสิ่งที่คงอยู่เหมือนเดิมคือต้นไม้ ตึกอาคาร สะพานลอย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคล้ายตัวละครอยู่หน้าฉากนั้นคือผู้คน ยานพาหนะบนท้องถนน มันจึงเป็นภาพที่ไม่มีความจำเจเลยสักวัน หากเธอทำงานบริษัทใกล้บ้าน ภาพเหล่านี้ก็จะไม่ได้พบเห็น และยามที่ชีวิตหญิงสาวเผชิญปัญหาให้ต้องขบคิดอย่างหนักหรือมีเรื่องทุกข์ใจมาก เธอจะใช้สิ่งที่ได้เห็นจากข้างทางมาทำให้ตัวเองมีกำลังใจสู้ต่อไป เพราะยังมีหลายคนที่มีชีวิตลำบากและสภาพแย่กว่าเธออีกหลายเท่า แต่ก็มีบางภาพที่เห็นแล้วต้องแสลงใจคือภาพคนรักจูงมือหรือโอบไหล่กัน เพราะมีนายังเป็นสาวโสด ตั้งแต่เริ่มทำงานจนวันนี้ยังไม่มีชายใดเข้ามาจีบเลยสักคนเดียว

หญิงสาวหวังว่าบางทีโชคชะตาที่ทำให้เธอต้องเดินทางโดยรถเมล์มาทำงานไกลบ้าน อาจนำพาคู่ชีวิตมาให้พบเจอ ซึ่งอาจจะอยู่บนรถโดยสารประจำทางสายนี้ก็เป็นได้ แล้วคงจะได้พบกันในสักวัน มีนาเรียกสติตัวเองกลับคืนมาก่อนจะเพ้อฝันไปไกล เพราะอีกสองป้ายรถเมล์ก็จะถึงหน้าปากซอยทางเข้าบ้านของเธอแล้ว แต่อยู่ดีๆ บทเพลงที่เคยได้ฟังลอยเข้ามาอยู่ในความนึกคิด เธออยากทำตามเนื้อเพลงนั้น รวมทั้งพรุ่งนี้เป็นวันสิ้นปี วันนี้ขอลองทำอะไรที่ต่างจากเดิมเป็นการส่งท้ายปี และยังเป็นการเดินออกกำลังกายกลับบ้านอีกด้วย มีนาตัดสินใจไม่ลงป้ายที่เคยลงเป็นประจำ แต่จะนั่งรถไปลงป้ายถัดไปซึ่งเป็นป้ายรถเมล์ที่อยู่ตรงด้านหน้าบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นบริษัทที่แม่อยากให้เธอเข้าทำงานนั่นเอง

 

วศินยืนรอรถเมล์สายนั้นเกือบถึงหนึ่งชั่วโมงตามความคาดหมาย ตอนแรกเขาบอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าคิดถูกหรือไม่ จนได้คำตอบว่าเขาคิดถูกแล้วที่ลองทำตามบทเพลงนั้น เมื่อรถโดยสารประจำทางเที่ยวถัดมาจอดตรงป้ายด้านหน้าบริษัท วศินได้พบหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งเข้ามาประทับอยู่ในใจตั้งแต่แรกเห็น เธอเป็นหญิงสาวตัวเล็ก ร่างบอบบาง ใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโต จมูกเล็กเป็นสันตรง คิ้วบาง ปากบาง เส้นผมดำยาวถูกมัดรวมกันไว้ด้านหลัง สำหรับคนอื่นเธออาจเป็นหญิงสาวหน้าตาธรรมดา แต่สำหรับเขา เธอนั้นมีเสน่ห์ชวนหลงใหล เขายืนมองหญิงสาวผู้นั้นตั้งแต่เดินลงมาจากรถเมล์ ไม่ว่าเธอจะย่างก้าวไปทางใด เขาจะหันหน้าตามจนเกือบขึ้นรถเมล์แทบไม่ทัน

หญิงสาวเข้ามาอยู่ในความทรงจำของเขา ทำให้วศินเฝ้าแต่เพ้อคิดถึงเธอตลอดช่วงวันหยุดปีใหม่ทั้งสี่วัน ถ้ามีโอกาสอยากเข้าไปทำความรู้จักเหลือเกิน

หลังจากวันนั้นที่ได้เจอเธอ วศินเฝ้ารอให้ถึงวันทำงานอย่างใจจดจ่อ เพื่อหลังเลิกงานเขาจะได้ไปยืนตรงป้ายรถเมล์ เฝ้ารอขึ้นรถโดยสารเพื่อกลับบ้าน แต่ไม่ใช่เที่ยวประจำอย่างที่เคยเป็น มันอาจเป็นเวลาที่ไม่คุ้นชินและถือเป็นการใช้ชีวิตเริ่มต้นปีที่แปลกไป เพราะเขาอยากพบเธอคนนั้นอีกสักครั้ง

วันแรกของการทำงานในปีใหม่ เมื่อถึงเวลาเลิกงาน วศินไม่ต้องรีบร้อนออกจากบริษัทเหมือนเคย เขานั่งเคลียร์งานอย่างสบายอารมณ์ พร้อมทั้งเฝ้ามองนาฬิกาข้อมือ รอให้ถึงเวลานั้นค่อยออกไป ช่วงเวลาที่เขารอคอยก็มาถึง ชายหนุ่มเก็บกระเป๋าเดินไปยืนตรงป้ายรถเมล์ พอเวลา 18.45 น.รถโดยสารประจำทางสายที่เขารอคอยได้มาจอดตรงหน้าเขา ประตูรถเปิดให้เห็นบันไดทางขึ้นลง หัวใจของเขาเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ ยามมองดูผู้คนทยอยเดินลงมาจากรถเมล์จนหมดคน แต่ยังไร้วี่แววของหญิงสาวผู้นั้น เขาพาตัวเองก้าวขึ้นไปบนรถเมล์ โดยที่ไม่รอขึ้นเป็นคนสุดท้ายเหมือนอย่างเคย วศินมองหาคนที่นั่งบนเบาะ ไม่มีใครมีลักษณะท่าทางคล้ายหญิงสาวคนที่เขาอยากเจอเลยสักคน ชายหนุ่มยืนโหนรถเมล์อย่างผู้ไร้ความหวัง หรือวันนั้นเธออาจเป็นเพียงคนผ่านทางที่เขาได้พบโดยบังเอิญ

ชายหนุ่มยังไม่ถอดใจ ลองดูอีกสักวันสองวัน ถ้าไม่เจอเธออีก คงหมดวาสนาต่อกันแล้วจริงๆ

มีนาเริ่มต้นทำงานด้วยอารมณ์สดชื่นหลังจากได้หยุดพักผ่อนเต็มอิ่มในวันหยุดปีใหม่ทั้งสิ้นสี่วัน เธอกลับมาใช้ชีวิตเหมือนปกติ นั่งรถโดยสารสายเดิมไปทำงาน พอเลิกงานก็นั่งรถเมล์สายนั้นกลับบ้านไปลงป้ายตรงหน้าปากซอย และคำบ่นของมารดายังมีให้ได้ยินตั้งแต่เช้าวันแรกของการทำงานในปีใหม่

‘เมื่อไหร่แกจะย้ายมาทำงานที่บริษัทใกล้บ้านเสียที’

‘จนกว่าจะหาแฟนบนรถเมล์ได้ แล้วหนูจะย้ายมาทำงานที่นั่น’ มีนานึกถึงคำพูดโต้ตอบกับแม่พร้อมยิ้มขัน

เวลานี้หญิงสาวกำลังนั่งอยู่บนรถโดยสารประจำทางมุ่งหน้าสู่บ้าน เสียงเพลงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของคนที่นั่งอยู่เบาะด้านหน้าเป็นบทเพลงซึ่งเธอจำได้ ทำให้มีนาอยากทำตามเนื้อเพลงอีกสักครั้ง จึงคิดที่จะลงจากรถเมล์ตรงป้ายด้านหน้าบริษัทนั้น ต่างจากสองวันที่ผ่านมา

มีนาปล่อยให้รถโดยสารวิ่งผ่านป้ายที่จะลงเป็นประจำด้วยความตั้งใจ เมื่อรถเมล์วิ่งใกล้ถึงป้ายถัดไป หญิงสาวลุกขึ้นยืนแล้วเดินไปกดกริ่งตรงประตู พอก้าวลงบันไดมายืนบนพื้น หากสิ่งที่เรียกความสนใจคือภาพชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังช่วยก้มเก็บผลส้มที่หญิงชราทำหล่นไว้ ขณะที่หลายคนเดินผ่านไปแบบไม่สนใจไยดี เธอยืนมองการกระทำของฝ่ายชายด้วยความชื่นชมในใจเพราะเขาคอยช่วยเหลือผู้อื่น จนขึ้นรถเมล์ที่เธอลงมาไม่ทัน

ชายหนุ่มกลับมายืนตรงป้ายรถเมล์ พอเขามองมาทางเธอจึงมีสีหน้าและแววตาดีใจอย่างเห็นได้ชัดพร้อมกับส่งยิ้มให้ มีนาบอกตัวเองไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมต้องยืนเฉยรอให้เขาเดินเข้ามาใกล้

“ผมดีใจจังที่ได้เจอคุณ” นี่คือคำทักทายคำแรกของชายหนุ่มร่างสันทัด ผมสั้นคล้ายนักเรียนเตรียมทหาร ใบหน้ายาว หน้าผากกว้าง ตาตี่ คิ้วหนา จมูกไม่มีดั้ง ริมฝีปากบาง ซึ่งเธอบอกได้คำเดียวว่าไม่เคยรู้จักมาก่อน

มีนาทำได้แค่ยิ้มตอบกลับไปจนเขาเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “ผมรอคุณมาสองวัน วันนี้ได้เจอเสียที ผมดีใจมาก”

หญิงสาวยืนมองท่าทางสุขสมของชายหนุ่มด้วยความสงสัย เธอบอกตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมยังยืนนิ่งฟังคำพูดจากเขา หรือเพราะได้เห็นความมีน้ำใจของอีกฝ่าย ทำให้ความหวาดระแวงในตัวชายแปลกหน้าลดน้อยลง

“คุณพูดอะไรนะคะ ฉันคิดว่าเราไม่เคยเจอกัน”

“ขอโทษครับ ถ้าผมทำให้คุณไม่พอใจ ผมชื่อวศิน อยากทำความรู้จักกับคุณครับ” เขากล่าวด้วยท่าทางสุภาพและคำพูดบ่งบอกความตั้งใจจริง

มีนาไม่รู้จะหาคำใดใช้พูดโต้ตอบออกมา

“ขอโทษอีกครั้งนะครับ ถ้าผมทำให้คุณตกใจ ก่อนวันหยุดสิ้นปี ผมเจอคุณลงรถเมล์ป้ายนี้ ก่อนที่ผมจะขึ้นรถเมล์คันนั้นกลับบ้าน หลังจากวันนั้นผมมายืนรอคุณ วันนี้ได้เจอสักที” เขาพูดไปยิ้มไป

มีนายังยืนนิ่งรับฟังชายหนุ่ม เธอยังไม่รู้จะพูดยังไงกับเขา เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตมาก่อน หญิงสาวขอไปตั้งหลักที่บ้าน จึงกลับหลังหันแล้วเดินออกมาให้ห่างจากเขาโดยไม่มีคำใดออกจากปากอีกเลย

“ถ้าคุณไม่ว่าอะไร ผมอยากรู้จักกับคุณจริงๆ วันจันทร์ผมจะรอคุณตรงนี้ เวลานี้ แล้วเจอกันนะครับ” คำพูดของชายหนุ่มดังลอยมาให้ได้ยิน

ถึงแม้เธอจะไม่หันหน้าไปมองก็รับรู้ได้ว่าเขาคงยืนมองเธออยู่อย่างนั้นจนลับสายตา

ยังดีที่เขาไม่เดินสะกดรอยตามมาจนถึงบ้าน มีนาบอกกับตัวเอง หรือชายผู้นั้นอาจไว้ใจได้และไม่ใช่โรคจิตเหมือนอย่างข่าวที่เคยได้ยิน เพราะเขายังมีน้ำใจช่วยเหลือคน

พอนึกถึงวันนั้นที่เธอลองทำตามบทเพลง และวันนี้ก็เช่นกัน เขาจึงได้พบเธอแล้วเธอก็ได้พบเขา

ระหว่างที่หญิงสาวเดินกลับบ้าน เธอยังคิดมาตลอดทางจะทำอย่างไรดี จะเชื่อใจผู้ชายคนนั้นได้มากน้อยแค่ไหน แค่เธอลงป้ายรถเมล์ตรงหน้าปากซอยทางเข้าบ้านเป็นปกติที่เคยทำ เธอจะไม่เจอกับเขาอีกเลย หรือเธอลองไปพบกับเขา บางทีชายหนุ่มอาจเป็นใครคนนั้นตามเนื้อเพลง

มีนาขอใช้เวลาคิดเพียงสองวันซึ่งเป็นวันหยุดว่าวันจันทร์เธอจะไปเจอเขาหรือจะปล่อยเขาไปให้เป็นเพียงแค่คนที่เคยเดินสวนกันเหมือนคนอื่นๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

 

วันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่เขาตัดสินใจไปยืนรอขึ้นรถเมล์เที่ยวถัดจากเที่ยวประจำเพื่อพบเธออีก แล้วเขาก็ได้เจอเธอจริงๆ แต่บางทีมันไม่เหมือนอย่างที่ตั้งใจ ตอนนั้นเขายังจำได้ดี ระหว่างที่รอด้วยความตื่นเต้นพร้อมกับความหวังเพียงน้อยนิดที่จะได้เจอหญิงสาว เพราะสองวันมาแล้วที่วศินได้รับความผิดหวังกลับบ้าน

รถโดยสารจอดตรงป้ายด้านหน้าบริษัทเวลาประมาณ 18.40 น. เขาพยายามจ้องมองคนที่ก้าวลงมาจากรถ แต่หญิงชราที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ทำถุงผลไม้หล่นบนพื้น ส้มหลายลูกกลิ้งกระจัดกระจายเต็มพื้น ใจหนึ่งอยากรู้ว่าหญิงสาวที่ต้องการพบจะลงมาจากรถเมล์หรือไม่ อีกใจก็อยากจะช่วยคุณยายเก็บส้ม ความเป็นคนมีเมตตาเขาจึงช่วยคุณยายเก็บส้มบนพื้น โดยละทิ้งรถโดยสารประจำทางสายที่ต้องขึ้นกลับบ้าน เมื่อชายหนุ่มช่วยเหลือหญิงชราจนเสร็จสิ้น รู้ตัวอีกทีตอนที่รถเมล์กำลังเคลื่อนห่างออกไปจากป้าย เขาพยายามวิ่งตามไป แต่เหมือนคนขับไม่เห็นเขา วศินเดินย้อนกลับมาตรงป้ายรถเมล์ แล้วชายหนุ่มต้องขอบคุณคนขับรถเมล์ที่ไม่จอดรับเพราะได้เจอเธอซึ่งกำลังยืนมองมาทางเขา

ชายหนุ่มวิ่งเข้าไปหาเธอด้วยความดีใจ เขาจำคำพูดแรกที่มีให้เธอได้ แม้เธอไม่พูดไม่จา แต่เขายังทิ้งคำพูดไว้ให้หญิงสาวตัดสินใจว่าจะมาพบเขาอีกหรือไม่ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมานั้นมันแสนยาวนาน วศินอยากให้ถึงวันจันทร์โดยไวเพราะอยากรู้คำตอบของเธอจึงเฝ้ารอด้วยใจพะวง แล้ววันนี้วศินจะได้รู้เสียที เขารออยู่ตรงป้ายรถเมล์ในเวลาเดิมที่เคยพบกัน ยิ่งใกล้เวลามากเท่าไหร่ เขายิ่งหวั่นใจมากเท่านั้น ชายหนุ่มได้เพียงแต่ภาวนาขอให้เธอมาเจอกัน ถ้าเธอไม่มา เขาคงยอมตัดใจ

รถประจำทางสายนั้นชะลอความเร็วจอดตรงป้ายที่เขากำลังยืนอยู่ ชายหนุ่มขออย่าให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนวันที่เคยผิดหวัง เขาอธิษฐานต่อเทวดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่นึกขึ้นได้ในยามนี้ แล้วเธอก็ปรากฏตรงหน้า หญิงสาวก้าวลงจากรถโดยสารพร้อมกับส่งยิ้มเมื่อหันหน้ามาเจอเขา

วศินส่งยิ้มให้และร้องไชโยในใจ

“ฉันมาพิสูจน์ อยากรู้ว่าคุณจะทำตามที่บอกกันไว้หรือเปล่า” เธอเอ่ยออกมา เมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้

“ผมเป็นคนพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้วครับ”

“แล้วคุณไม่ขึ้นรถเมล์คันนั้นกลับบ้านหรือคะ”

“บ้านจะกลับเมื่อไหร่ก็ได้ครับ คงไม่หนีไปไหน แต่เวลานี้ที่ได้เจอคุณ คงไม่ใช่เรื่องง่าย”

“ทำไมคุณถึงอยากเจอฉัน”

“ผมอยากรู้จักคุณ ทุกทีที่ผมมายืนรอรถเมล์สายนี้ ผมไม่เคยเจอกับคุณเลย” เขาพูดทั้งๆ ที่ลืมนึกไปว่า ครั้งแรกที่ได้เจอหญิงสาวนั้นไม่ใช่เวลาปกติที่เขาขึ้นรถเมล์กลับบ้าน

“ที่ฉันตัดสินใจมาวันนี้เพราะวันแรกที่คุณได้เจอฉัน ปกติฉันไม่ได้ลงป้ายนี้หรอกค่ะ แต่วันนั้นไม่ปกติ คุณถึงได้เจอฉัน”

สิ่งที่เธอกล่าวออกมา วศินนึกขึ้นได้ว่าวันนั้นก็ไม่ใช่การกระทำตามปกติของเขาเช่นกัน

“ผมชื่อวศินครับ”

“ฉันยังจำชื่อคุณได้ คุณบอกฉันแล้วเมื่อวันศุกร์ ฉันชื่อมีนาค่ะ”

เขาและเธอทำความรู้จักกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา วศินได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเธอและเธอยังได้รู้เรื่องราวของเขาเช่นกัน หากช่วงแรกได้เจอหน้ากันในยามที่เธอนั่งรถเมล์กลับบ้าน บางวันเธอมาลงป้ายรถเมล์หน้าบริษัท บางวันเขาเดินไปรอหญิงสาวที่ป้ายรถเมล์ตรงหน้าปากซอยทางเข้าบ้านของเธอซึ่งห่างกันแค่ป้ายรถเมล์เดียว จนถึงวันที่ทั้งสองคนแลกเบอร์แลกไลน์กันแล้วความสัมพันธ์จึงเริ่มพัฒนา ความรักค่อยๆ ก่อตัวในหัวใจสองดวง จากหลายวันเป็นเดือน จากหลายเดือนจนเป็นปี

พอถึงสองปีที่มีเธอเข้ามาในชีวิตของเขา วันนั้นวศินตัดสินใจขอเริ่มต้นใช้ชีวิตร่วมกับเธอ ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าหญิงจะตกลงหรือปฏิเสธ เพราะไม่เคยเกริ่นเรื่องการใช้ชีวิตคู่แบบสามีภรรยากับเธอมาก่อนเลย

 

ตั้งแต่วันที่มีนาไปเจอกับเขาอีกครั้ง คือวันแรกของการเริ่มต้นสานสัมพันธ์ของสองคนที่บังเอิญได้พบกัน จนมาถึงวันนี้ หญิงสาวไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นคนจริงใจและจริงจังกับเธอมากๆ อีกทั้งยังเป็นผู้ชายเสมอต้นเสมอปลาย รวมทั้งนิสัยและการกระทำไม่เปลี่ยนแปลงไปเลยสักวัน

หลังจากมีนาได้คำตอบกับการถามตัวเองว่าจะฝากชีวิตเธอไว้กับเขาได้หรือไม่ ภาพความมีน้ำใจของเขาในวันแรกที่เธอได้พบชายหนุ่มและสิ่งต่างๆ ที่อีกฝ่ายแสดงให้เธอได้เห็นตลอดระยะเวลาหนึ่งปี มีนาจึงพาวศินไปให้แม่ได้รู้จัก แต่ก่อนวันอาทิตย์ที่เธอจะพาเขาเข้าไปในบ้าน วศินได้พาเธอไปรู้จักครอบครัวของเขาในวันเสาร์ซึ่งมีพ่อแม่ พี่สาวและน้องชาย

ผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่ายต่างต้อนรับคนพิเศษของลูกเป็นอย่างดี ยิ่งแม่ของเธอนั้นเปิดบ้านรอรับคนเป็นว่าที่ลูกเขยของบ้านเต็มที่ ตั้งแต่วันแรกที่มารดาได้รู้จักกับวศินก็เอ่ยออกมาต่อหน้าเขา

‘ฉันกลัวลูกสาวจะหาผัวไม่ได้ ยิ่งมันบอกว่าจะคว้ากระเป๋ารถเมล์หรือคนขับรถมาเป็นผัว ฉันยิ่งกลัว ดีแล้วที่คุณเจอกับมันก่อน’

เมื่อแม่ของเธอรู้ว่าเขาทำงานที่ใด ก็ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจเดิม ‘โชคดีจริงๆ ที่คุณทำงานในบริษัทนั้น ถ้าเป็นไปได้คุณช่วยรับมันเข้าทำงานที่นั่นด้วยนะ ฉันคะยันคะยอมันให้ไปสมัครตั้งแต่เรียนจบ ถ้ามันเชื่อฉันนะ คงได้เจอคุณนานแล้ว ไม่ต้องไปโหนรถเมล์เป็นปีอย่างนี้ เกือบจะคลาดกันแล้ว แต่ยังดีนะที่ได้เจอกัน’

หลังจากวันแรกที่แม่ได้เจอวศิน เขาเข้าออกบ้านเธอเกือบทุกวันที่มาทำงาน เพราะแม่ชวนทานข้าวเย็นด้วยกันเป็นประจำ แล้ววันหยุดชายหนุ่มจึงพาเธอไปบ้านของเขาบ้างหรือไปเดินห้างสรรพสินค้าด้วยกัน แต่สิ่งที่น่าขันคือวันที่เขาขอเธอแต่งงาน

จะมีผู้หญิงสักกี่คนถูกขอแต่งงานตรงป้ายรถเมล์ เขาให้เหตุผลกับเธอว่าเพราะเป็นที่ที่ทำให้เราสองคนได้พบกัน

วันนั้นเขาขอให้มีนามาลงป้ายรถเมล์หน้าบริษัทซึ่งเธอยอมทำตาม พอหญิงสาวลงมาจากรถเมล์ รับรู้ได้ทันทีว่าเขามีท่าทางผิดปกติ แต่เธอไม่คิดอะไร อยู่ดีๆ เขายื่นแขนออกมาโดยในมือกำบางสิ่งไว้พร้อมบอกออกมาโต้งๆ ว่าแต่งงานกันนะ แล้วแบมือให้เห็นแหวนวงเล็กบนฝ่ามือของเขา

มีนาเคยเห็นแต่ผู้ชายคุกเข่าขอผู้หญิงแต่งงาน แต่พอเป็นชีวิตตัวเอง ฝ่ายชายนั้นได้เพียงยืนตรงส่งยิ้มให้ เธอแกล้งไม่ได้ยินเพราะอยากให้เขาพูดอีกครั้ง คำขอแต่งงานออกมาจากปากเขาอีกครั้งด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิมมาก จนผู้คนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลหันมามอง เมื่อมีนาพยักหน้าและยินยอมให้เขาสวมแหวนตรงนิ้วมือ ผู้ที่รับรู้เหตุการณ์ของคนคู่นี้ช่วยกันปรบมือแสดงความยินดี เขาและเธอมีอาการเก้อเขินแล้วจูงมือกันเดินไปที่บ้านของเธอ

วศินได้เจอมารดาของหญิงสาวในวันนั้นจึงเอ่ยออกมาทันที ‘มีนตอบตกลงแต่งงานกับผมแล้วนะครับ ผมจะรีบพาพ่อแม่มาสู่ขอ’

‘นี่ถ้ายังไม่แต่งงานกันสักที ฉันจะนำลูกสาวใส่พานไปประเคนให้ถึงบ้าน’ คำพูดของแม่ที่บอกกับเขา

ก่อนพรุ่งนี้ที่จะถึงวันวิวาห์ มีนานั่งคิดถึงบทเพลงนั้นที่ทำให้เธอได้พบกับเขา ผู้ชายซึ่งอยู่เคียงข้างกันไปชั่วชีวิต

 

หลังจากวันที่วศินขอมีนาแต่งงานตรงป้ายรถเมล์ด้านหน้าบริษัท วันนั้นเขายังตลกกับการกระทำของตนเอง ทั้งที่ใจจริงนั้นอยากลงไปคุกเข่าแล้วยื่นแหวนพร้อมกับคำขอ แต่ความตื่นเต้นที่สะสมมาตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงช่วงเวลาสำคัญ เขาทำแค่เพียงยืนส่งยิ้มแล้วส่งแหวนไปให้หญิงสาว เมื่อมีนานิ่งเฉยและไม่ตอบอะไรออกมาสักคำ เขาจึงตะโกนสุดเสียงขอเธอแต่งงาน จนผู้คนรอบข้างหันมองและพุ่งความสนใจมาที่คนทั้งสอง พอหญิงสาวตอบตกลงแล้วส่งมือมาให้เขาสวมแหวน เสียงปรบมือดังขึ้นตรงป้ายรถเมล์ มันเป็นความเขินอายที่ทำให้เขาและเธอมีความสุข ช่วงเวลานั้นเขาจำฝังใจไม่เคยลืม

วันรุ่งขึ้นวศินบอกพ่อกับแม่ว่าให้ไปสู่ขอมีนามาเป็นสะใภ้ของบ้าน ทั้งพ่อแม่ พี่สาว และน้องชายต่างดีใจและร่วมยินดี เพราะวศินเป็นลูกคนแรกของบ้านที่จะเป็นฝั่งเป็นฝา คนในครอบครัวของเขาเข้ากันได้ดีกับมีนา โดยเฉพาะพี่สาวที่ดูเหมือนจะเจอคนคุยถูกคอ เขาพาพ่อแม่ไปบ้านของมีนาในช่วงบ่ายทันที เพราะเป็นวันหยุด

เมื่อทางผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิงซึ่งมีมารดาของมีนาเพียงคนเดียวยินยอมยกลูกสาวให้แก่เขา พ่อและแม่ของเขาจึงไปหาฤกษ์แต่งงาน ซึ่งอีกสามเดือนหลังจากวันนั้นวศินกับมีนาจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ เพื่อนๆ ของเขาและเธอต่างดีใจและร่วมแสดงความยินดี ยามที่รับรู้ข่าวดีของคนทั้งสอง โดยเฉพาะเพื่อนสนิทของวศินซึ่งเก่งการสร้างการ์ตูนแอนิเมชันขอเสนอตัวทำวิดีโอฉายในวันแต่งงาน

วศินเขียนเรื่องราวของเขาและเธอ ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันจนถึงวันที่เขาขอเธอแต่งงาน มีนายังช่วยเสริมในส่วนเรื่องราวของตัวเธอเอง วศินเพิ่งทราบว่าวันแรกที่เขาได้พบกับเธอนั้น เพราะบทเพลงหนึ่งที่ทำให้เธออยากลองทำสิ่งที่มากกว่าที่เคยทำ เขาจึงยอมรับเช่นกันว่าวันนั้น เขาก็ทำตามเพลงเพลงหนึ่งเช่นกันจนได้เจอเธอ

มีนาบอกชื่อเพลงให้เขาได้รู้ มันเป็นบทเพลงเดียวกัน คือเพลง ให้นานกว่าที่เคย ทั้งสองจึงเลือกใช้เพลงนี้ในการประกอบภาพการ์ตูนแอนิเมชันบอกเล่าเรื่องราวของคู่บ่าวสาว

ก่อนหนึ่งเดือนที่จะเข้าสู่ประตูวิวาห์ มีนาบอกกับเขาว่าจะยื่นใบสมัครในตำแหน่งพนักงานบัญชีที่บริษัทที่เขาทำงานอยู่เพราะอยากทำงานที่เดียวกัน เมื่อมารดาของเธอรู้ก็ยิ่งดีใจ

มีนาให้เหตุผลกับแม่ว่าไม่ต้องไปหาแฟนบนรถเมล์แล้วจึงอยากทำงานในบริษัทใกล้บ้าน แต่ยังมีคำพูดของเธอที่ทำให้เขาขบขัน ‘ถ้าหนูรู้ว่าเนื้อคู่อยู่ที่ป้ายรถเมล์ถัดจากหน้าปากซอย หนูคงไปเดินเล่นแถวนั้นก่อนไปสมัครงานน่าจะดีกว่า’

ถ้าวันนั้นวศินไม่ได้ยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ให้นานกว่าที่เคยยืน เขาคงไม่ได้พบเธอ

ถ้าวันนั้นมีนาไม่ได้นั่งรถเมล์ให้นานกว่าที่เคยนั่ง เธอก็คงไม่ได้พบกับเขา

เมื่อทำในสิ่งที่มากกว่าที่เคยทำ มันเป็นไปได้ที่วศินกับมีนาได้เจอใครคนนั้น คนที่เป็นคู่ชีวิต

ในวันพรุ่งนี้ตอนที่เขาเป็นเจ้าบ่าว วศินจะพูดกับแขกผู้ร่วมงานว่า… อยากให้คุณลองทำมากกว่าที่เคยทำ หรืออยู่ตรงนั้นให้นานกว่าที่เคยอยู่ บางทีคุณอาจได้เจอคนที่กำลังมองหา ในช่วงเวลาที่คนนั้นกำลังมองหาคุณเช่นกัน

 

– กุลวีร์ –

Don`t copy text!