พี่ชายที่แสนดี

พี่ชายที่แสนดี

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

“กริ๊ง กริ๊ง” เสียงกริ่งจักรยานที่ส่งเสียงเตือนอยู่นอกรั้วเป็นสัญญาณว่าพี่รุจน์มาถึงหน้าบ้านแล้ว  ขณะนั้นเป็นเวลาราวเก้าโมงเช้า บริเวณถนนหน้าบ้าน รั้วเหล็กทาสีน้ำตาลเข้ม โคมไฟกลมตรงเสารั้วสองข้างสีขุ่นๆ มัวๆ

ชายหนุ่มวัยยี่สิบต้นนั่งคร่อมอยู่บนจักรยาน สองมือเกาะประตูตูรั้วที่ใส่แม่กุญแจเหล็กค้างอยู่  เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวลายริ้วสีฟ้าเข้ม นุ่งกางเกงยีนส์ทรงกระบอกตามสมัยนิยม

หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งส่งเสียงร้องเรียกออกมาจากในบ้าน เธอกำลังแต่งตัว จัดชุดเสื้อกับกระโปรงคนละท่อนให้เข้าที่อยู่ตรงหน้ากระจกในห้องนอนชั้นบน  สักพักหลังจากเธอชะโงกหน้ามองลงมาที่รั้วหน้าบ้าน เห็นชายหนุ่มรออยู่ตรงด้านนอกรั้ว เธอจึงรีบวิ่งลงบันไดอย่างรวดเร็ว คว้ารองเท้าสวมแล้ววิ่งปรู๊ดไปที่ประตูรั้วทันที

“มาแล้ว มาแล้ว แต่งตัวเกือบไม่ทันแน่ะค่ะ”

เธอละล่ำละลักพูดทักทายชายหนุ่ม พลางสำรวจตัวเองว่าเรียบร้อยดีหรือยัง ในขณะที่ยืนหันรีหันขวางด้วยความไม่แน่ใจ “อรสวยพอรึยังพี่รุจน์”

พี่รุจน์ ชายหนุ่มตาคมผิวเข้มตรงหน้า กวาดสายตามองหญิงสาวจากบนใบหน้าลงมาถึงปลายเท้า

“นี่เรา เอาชุดใครมาใส่ ทำไมมันหลวมไม่พอดีตัวเลย เอาล่ะ เอาล่ะ ช่างมันเถอะ อย่างนี่แหละดีแล้ว”

เขาพูดพลางขยับเสื้อตัวหลวมใส่สบายสุด ตัวโปรดของเธอไปมา

“เดี๋ยวพี่ไปส่งไม่ทัน ไปกันเลยดีกว่า”

วันนี้สาวน้อยคนนี้มีนัดดูหนังครั้งแรกกับ พัฒน์ เพื่อนร่วมชั้นเรียนแต่ต่างห้อง พัฒน์เป็นนักเรียนมัธยมปลายปีที่หกเช่นเดียวกับอรวลัย เขามีท่าทีมาจีบเธอ หลายครั้งแล้วที่เขาทำทีมาส่งเธอที่ป้ายรถเมล์หน้าโรงเรียน เขาทำท่าทำทางกระอึกกระอักอยากพูดอะไรก็ไม่พูดสักที จนวันหนึ่งเขารวบรวมความกล้าได้ ก็มาชวนเธอไปดูหนังกับเขาในวันหยุดวันหนึ่ง คือวันนี้นี่เอง

ตอนแรกที่พัฒน์มาชวน ความที่ไม่ทันคิดอะไร หนังเรื่องใหม่ที่เข้าโรงเป็นเรื่องที่เธออยากดูอยู่แล้ว เธอก็ตกปากรับคำชวนไปทันที  แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน ได้ใช้ความคิดอีกนิด เธอก็เพิ่งนึกได้ว่า นี่พัฒน์มาชวนเธอออกเดตรึเปล่านะ

อรวลัยไม่แน่ใจ ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร ก็เลยแวะไปหาพี่รุจน์ ลูกชายเพื่อนสนิทแม่ที่บ้านอยู่ใกล้กัน บ้านป้าพรรณ แม่พี่รุจน์ อยู่ซอยถัดไปในหมู่บ้านนี่เอง

เธอนึกไปถึงวันที่เธอตกปากรับคำชวนของพัฒน์ไปแล้ว กลับไม่แน่ใจว่าควรไปหรือไม่ เธอเก็บอารมณ์กังวลนั้นขณะตัดสินใจมาปรึกษาพี่รุจน์ เธอจำได้ว่าเธอเดินใช้ความคิดไปตลอดทางจนถึงหน้าบ้านพี่รุจน์ มองเห็นป้าพรรณกำลังกวาดใบไม้แห้งอยู่หน้าบ้าน

“สวัสดีค่ะป้าพรรณ พี่รุจน์กลับจากมหาวิทยาลัยรึยังคะ”

พี่รุจน์เรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีสี่ ส่วนอรวลัย ลูกสาวแม่หทัยรัตน์ เพื่อนสนิทป้าพรรณวดี เรียนอยู่มัธยมปลายปีสุดท้าย ปีหน้าก็จะถึงเวลาสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว

ทั้งสองคนเติบโตมาด้วยกัน ตั้งแต่ป้าพรรณตัดสินใจมาซื้อบ้านในหมู่บ้านเดียวกับแม่อรวลัย

เธอจำได้ครั้งแรกที่เจอพี่รุจน์ ตอนนั้นเธอยังเรียนประถมห้า ส่วนพี่รุจน์เรียนอยู่มัธยมสอง ป้าพรรณชอบชวนพี่รุจน์มาเป็นเพื่อน เวลามาเยี่ยมแม่ที่บ้าน ทั้งสองคนเลยสนิทกัน

อรวลัยเป็นลูกสาวคนเดียวของแม่ จึงรู้สึกดีใจที่จะได้มีพี่รุจน์เป็นทั้งพี่ชายเป็นทั้งเพื่อนอีกคน ทุกวันหยุด พี่รุจน์มักจะมาชวนอรวลัยไปติวหนังสือที่บ้าน พี่รุจน์เป็นเด็กเรียนเก่ง สุภาพ และเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลประจำโรงเรียน จึงไม่แปลกใจเลยในความสูงล่ำสันแข็งแรงของพี่รุจน์

พี่รุจน์เป็นคนที่ชอบคิดวางแผน มีเหตุผลในทุกเรื่อง เวลาจะทำอะไรจะมีนิสัยเป็นผู้ใหญ่เกินตัว และมักจะคอยเตือนเธอเวลาทำตัวไม่น่ารักหรือดื้อดึงกับแม่ จนทำให้แม่โกรธ บางคราวเธอนึกสนุกอยากไปเที่ยวเล่นที่ไหน ก็จะมาอ้อนพี่รุจน์ให้พาไปเสมอ พี่รุจน์ผู้ใจดีของน้องอรคนนี้ก็ไม่เคยขัดสักครั้ง

อรวลัยชื่นชมพี่รุจน์เป็นไอดอลในทุกเรื่อง มีอะไรต้องมาปรึกษาพี่รุจน์เสมอ วันนี้ก็เช่นกัน

“รุจน์เพิ่งกลับมา อาบน้ำอยู่มั้งลูก เข้ามานั่งรอสิลูก เดี๋ยวคงลงมา” เสียงป้าพรรณตอบคำถามดังขึ้น

อรวลัยนั่งรอพี่รุจน์ตรงม้านั่งหน้าบ้าน มองใบเขียวสว่างไสวของต้นแสงจันทร์ตรงรั้ว กิ่งก้านสาขามันขยายจนให้ร่มเงา แสงอาทิตย์บนฟ้าแดงระเรื่อเป็นริ้วสลับสีส้มอ่อนเข้มตามความเข้มของแสง อีกไม่นานพระอาทิตย์กำลังจะตกดิน

เสียงพี่รุจน์เปิดประตูหน้าบานใหญ่ออกมาจากในบ้าน เดินตรงมาหาเธอที่ลุกขึ้นยืนแล้ว กำลังเพลิดเพลินกับการใช้นิ้วมือเกลี่ยใบไม้ตรงหน้าเล่นฆ่าเวลา “มีอะไรล่ะ อร วันนี้มาหาพี่ถึงบ้านเลยนะ”

เสียงพี่รุจน์เอ่ยทัก อรวลัยหันขวับไปตามเสียง ชายหนุ่มตรงหน้าใบหน้าเกลี้ยงเกลาดูสดชื่น คิ้วเข้มรับกับดวงตาคมปลาบที่มีแสงแวววาวอยู่ข้างใน แสงนั้นอาจบ่งบอกถึงอารมณ์ข้างใน

ยามนี้แสงในตาดูสดใสยามมองสาวน้อยตรงหน้า สาวน้อยที่เติบโตมาเคียงกัน ตั้งแต่ตัวสูงแค่เอวเขาในตอนนี้แต่วันนี้ สาวน้อยผิวผ่อง ผมยาวมัดหางม้าหลวมๆ ตรงหน้า เติบโตเป็นหญิงสาวน่ารักสดใสช่างพูดช่างเจรจาและดื้อดึงยามไม่ได้ดั่งใจ

รุจน์เติบโตมากับคำพูดของแม่ที่คอยบอกคอยเตือนว่า “เล่นกับน้องดีๆ นะลูก ระวังน้องเจ็บ” บางทีก็เป็นประโยคที่ว่า “ดูแลน้องนะลูก สงสารน้อง กำพร้าพ่อ เหลือแต่แม่หทัยคนเดียว”

“เราเป็นพี่ ถึงไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมา แต่แม่กับน้าหทัยเป็นเพื่อนรักที่สนิทที่สุด เราก็ต้องรักน้อง ดูแลน้องแทนแม่ด้วยนะลูก”

รุจน์จึงเป็นพี่ชายนอกไส้ ที่กลายเป็นเงาตามตัวในทุกวันหยุด สาวน้อยตรงหน้าจะหาเรื่องมาชักชวนเขาไปเที่ยวเล่นได้อยู่เสมอๆ แล้ววันนี้มีอะไรอีกล่ะ

เสียงใสๆ พูดเล่าเรื่องราวของพัฒน์ เพื่อนชายที่โรงเรียนให้ฟังยาวเหยียด

“พี่รุจน์ พี่เคยออกเดตไหม เค้าทำตัวกันยังไง แต่งตัวยังไงถึงจะไม่เปิ่นน่ะพี่”

เสียงแจ๋วๆ สาธยายเล่าเรื่องเพื่อนหนุ่มที่โรงเรียนมาเป็นฉากๆ

รุจน์รับฟังด้วยใบหน้านิ่ง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน อยู่ๆ เขาก็รู้สึกแปลกๆ ที่สาวน้อยตรงหน้ามีคนมาจีบและชวนออกเดต “ไปดูเรื่องอะไร พี่ไปดูด้วยได้ไหม”

แทนที่จะแนะนำตามที่สาวน้อยถามไถ่ รุจน์กลับถามกลับไปว่าจะขอไปด้วย

“พี่รุจน์ ใครเค้าออกเดตกันสามคนล่ะ ไม่มีอะไรหรอก พัฒน์เค้านิสัยดี แล้วอรก็ไม่ได้คิดอะไรสักหน่อย แค่ดูหนังด้วยกัน สมัยนี้มันธรรมดามาก”

ชายหนุ่มรู้สึกขัดใจ แสงในตาเข้มขึ้นแล้วอ่อนลงในทันที พูดเรื่อยๆ ขรึมๆ ตอบกลับไป

“แต่งตัวอะไรก็ได้ แต่งไปเถอะ แล้วหนังน่ะ ดูรอบเที่ยงนะ เสร็จแล้วจะไปไหนต่ออีกรึเปล่า อย่าไปเลย ดูเสร็จพี่จะขับรถไปรับ”

หญิงสาวรับคำ แล้วก็นัดหมายกับเขา ว่าเขาจะไปรับไปส่งเธอวันไปออกเดต

 

“พี่รุจน์ ทำไมวันนี้เอาจักรยานมา ไม่ขับรถมารับเลยล่ะ”

“เอาเถอะ ซ้อนท้ายมาเลย รถพี่จอดอยู่อีกซอย พี่ขี้เกียจเดิน เลยเอาจักรยานมารับไง”

อรวลัยขึ้นนั่งซ้อนท้ายจักรยาน สองมือโอบเอวพี่รุจน์ไว้แน่น ปกติเธอเป็นคนไม่ชอบนั่งซ้อนรถมอเตอร์ไซค์หรือจักรยานคนอื่นเลย ถ้าไม่ใช่เป็นพี่รุจน์ เธอคิดว่าเธอยอมเดินเสียดีกว่า

พี่รุจน์ถีบจักรยานออกจากหน้าบ้าน วันนี้แม่ไม่อยู่ ออกไปทริปทำบุญกับป้าพรรณแต่เช้า กว่าจะกลับคงค่ำ

พี่รุจน์รับปากแม่กับป้าพรรณว่าจะดูแลเธออย่างดีในวันหยุดนี้

สายลมเย็นยามรถเคลื่อนตัวมากระทบใบหน้า กลิ่นหอมสบู่จากแผ่นหลังของพี่รุจน์กระทบจมูก สองมือของหญิงสาวโอบเอวแข็งแรงของชายหนุ่มตรงหน้ามานับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งก่อนๆ ไม่เคยรู้สึกแปลกๆ เช่นวันนี้ กลิ่นร่างกายที่คุ้นเคย และความมั่นใจที่มีต่อกัน ทำให้วันนี้จิตใจวูบไหวไปกับอารมณ์บางอย่างลึกๆ

พี่ชายที่แสนดีที่อยู่ตรงหน้า ที่เป็นเพื่อนเป็นพี่อยู่ข้างกันตลอดหลายปี จนกลายเป็นความคุ้นเคย และหวนหาคิดถึงเสมอยามอยู่คนเดียว อรวลัยไม่รู้ว่าจะเรียกความรู้สึกนี้ว่าอย่างไร ได้แต่เก็บมันไว้ข้างใน และกลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มเสียงหัวเราะที่เผยออกมาบนใบหน้า

ความจริงวันนี้เธอไม่ค่อยอยากไปดูหนังกับพัฒน์เท่าไหร่แล้ว แต่ในเมื่อรับปากไปโดยไม่คิด ก็ไปซะให้มันหมดเรื่อง แต่คงไปแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

เธอคิดถึงแววตาพี่รุจน์ในวันที่เธอไปหาที่บ้านเพื่อขอคำแนะนำ

แววตาเข้มที่ฉายอะไรบางอย่างออกมาแวบเดียวแล้วก็จางหายไป

ความจริงถ้าเธอไปดูหนังกับพี่รุจน์สองคน คงจะดีกว่านี้ แต่ถ้าให้พี่รุจน์ไปด้วยเป็นสามคน พัฒน์คงคิดว่าเธอเป็นลูกแหง่ ต้องมีคนมาคุมออกเดตด้วย เธอจึงแย้งพี่รุจน์ไปแบบนั้น

อรวลัยรู้สึกว่าพี่รุจน์คงเสียใจที่เธอปฏิเสธ เธอจึงยินยอมให้พี่รุจน์ไปรับไปส่งตามที่เขาต้องการโดยไม่อิดออด

พี่รุจน์แวะเอาจักรยานเก็บไว้ในรั้วบ้าน แล้วพาอรวลัยขึ้นรถเก๋งกลางเก่ากลางใหม่ที่จอดอยู่ตรงที่จอดรถในซอยถัดไป เขาขับรถมาส่งเธอตามที่นัดหมาย ก่อนถึงที่หมาย กำชับกำชาบอกหญิงสาวว่าเขาจะแวะทำธุระและซื้อหนังสือระหว่างรอรับเธอกลับในตอนเย็น

ทั้งสองคนโบกมือลากัน ก่อนที่อรวลัยจะเดินไปหาพัฒน์ ที่รุจน์มองเห็นอยู่ไกลๆ ว่ายืนคอยอยู่ตรงหน้าโรงหนังแล้ว ระหว่างที่เดินมา อรวลัยรู้สึกว่างเปล่าแปลกๆ อยากให้พี่รุจน์มายืนตรงที่พัฒน์ยืนอยู่ตรงนี้มากกว่า

บ่ายวันนั้น อรวลัยดูหนังแบบขอไปที รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง อยู่ดีๆ ความคิดถึงพี่รุจน์ก็สลัดไม่หลุดไปจากใจ มันติดอยู่ในหัว ในใจ ในความคิดคำนึง ทั้งๆที่มีชายหนุ่มอีกคนนั่งอยู่ข้างๆ

หญิงสาวเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ อยากเป็นแม่มดน้อยมีมนต์วิเศษจะได้เร่งเวลาให้เย็นเร็วๆ

ความคิดถึงและปรารถนาจะพบพี่รุจน์มันมากขึ้นๆ ฉุดรั้งใจจนไม่อาจจะบรรยายอารมณ์ข้างในได้ มันไม่เคยเกิดขึ้น แต่วันนี้อยู่ๆ มันก็เกิดขึ้น และติดแน่นอยู่ในใจไม่หลุดไปไหน

หลังออกมาจากโรงหนัง พัฒน์ชวนเธอทานข้าวต่อ แต่ใจเธอไม่ได้อยู่ที่เขา ใจเธออยู่กับอีกคนในที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนี้

อรวลัยจึงเอ่ยปากขอโทษเขา ปฏิเสธเขา และอ้างธุระปะปังใดๆ เท่าที่จะนึกได้ เพื่อขอตัวกลับก่อน

จากนั้นเธอก็แยกทางกับพัฒน์ มุ่งหน้าเดินตรงไปยังร้านหนังสือใหญ่ในห้างสรรพสินค้าที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม พี่รุจน์บอกเธอว่าจะแวะซื้อหนังสือก่อน แล้วจะมายืนรอรับเธอกลับบ้านตรงป้ายรถเมล์หน้าโรงหนัง

ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลานัด ยังเหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมง พี่รุจน์น่าจะยังอยู่ในร้านหนังสือนั้น

อรวลัยเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่ร่างกายจะตอบสนองต่อใจอันร้อนรุ่ม ณ เวลานี้

ไม่นานเธอก็เดินมาถึงที่ร้าน กวาดสายตามองเข้าไปในร้าน แล้วในที่สุดก็เห็นหลังไหล่ที่คุ้นเคยอยู่ตรงหน้า

พี่รุจน์กำลังเงยหน้ามองสูงขึ้นไปบนชั้นหนังสือ สายตาไล่ไปตามรายชื่อหนังสืออยู่อย่างไม่ทันสนใจสิ่งรอบๆ ตัว

อรวลัยเดินดุ่มตรงเข้าไปยืนอยู่เบื้องหลังเขา กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่คุ้นเคย มีกลิ่นเหงื่อเข้ามาผสมจางๆ

หญิงสาวใช้สองนิ้วมือกระตุกชายเสื้อเขาจากด้านหลัง เขารู้สึกตัวและรีบหันกลับมาอย่างรวดเร็ว จนไม่ทันระวังชนเธอเซหงายไปข้างหลัง

สองมือแข็งแรงรีบคว้าแขนแบบบางฉุดไว้ไม่ให้ล้มตึงลงไป แรงฉุดทำให้อรวลัยเซถลาเข้าไปในอ้อมแขนแข็งแรงนั้น ใบหน้าเธอซบอยู่บนแผงอกพี่รุจน์โดยไม่ตั้งใจ

อรวลัยรู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจที่เต้นแรงอยู่ภายใน หัวใจที่อยู่ข้างในแผงอกนั่น หรือหัวใจดวงน้อยๆ ในอกตนเอง หัวใจใครเต้นแรงกว่ากัน เธอมิอาจคาดเดา

เธอรีบดันตัวเองออกจากอ้อมกอดนั้น ใบหน้าร้อนผ่าวถึงใบหู เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นบนหน้าผาก ทั้งๆ ที่ทั้งสองคนยืนอยู่ในร้านหนังสือที่ติดแอร์เย็นฉ่ำ

หญิงสาวรีบกลบเกลื่อนอารมณ์เขินอายและสารพัดอารมณ์ที่เกิดขึ้นตอนนั้นด้วยเสียงหัวเราะเช่นเดิม แกล้งพูดเสียงใสให้น้ำเสียงเหมือนก่อนเก่าที่เคยเป็นมา

“หนังไม่สนุกเลยล่ะพี่รุจน์ ดีแล้วที่พี่ไม่ได้ดู อรว่าเสียดายตังค์เปล่าๆ”

เธอยิ้มเก้อเขิน มองสบตาเขา แสงในตาวูบวาบเหมือนวันนั้นกลับมาอีกแล้ว แต่วันนี้แสงนั้นไม่ได้ฉายเข้มแบบหดหู่ วันนี้มีแต่แสงแวววาวกรุ้มกริ่มอย่างประหลาด เป็นแววตาที่เธอได้เห็นชัดจะแจ้งตรงหน้า จนทำให้แก้มแดงและร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

เสียงหัวเราะพร้อมคำพูดทักทายกลับอย่างอารมณ์ดี เขาทักเธอว่า

“พี่กำลังคิดถึงอรมากเลย กำลังหาหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยให้อรอยู่พอดี นี่ไง เล่มนี้พี่ว่าดีนะ”

เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า ความคิดถึงที่มีต่อกันมันไม่เหมือนเดิม แล้วคำพูดที่พี่รุจน์บอกว่าคิดถึง ก็มีความหมายมากกว่าทุกที

อรวลัยช่วยพี่รุจน์เลือกซื้อหนังสือเสร็จ ก็แวะกินมื้อเย็นก่อนเข้าบ้าน

พี่รุจน์ขับรถไปส่งเธอที่หน้าบ้าน หญิงสาวก้าวลงจากรถ พี่รุจน์จอดรถเดินลงมาส่งถึงข้างในบ้าน ทักทายถามไถ่ถึงทริปทำบุญที่วันนี้แม่ไปกับป้าพรรณ

คุยกันสองสามประโยค พี่รุจน์ก็ไหว้ลาแม่ เดินออกมาหน้าบ้าน อรวลัยเดินตามมาส่ง เพื่อจะปิดประตูรั้ว

ก่อนพี่รุจน์จะเดินขึ้นรถ เขาหันมาถามเธอว่า

อาทิตย์หน้าว่างไปดูหนังกับเขาไหม คราวนี้เขาจะเลือกหาเรื่องที่สนุกที่สุดมาให้เลยล่ะ

เธอยิ้มรับ พยักหน้าตอบตกลง มองแสงในตาอันแวววาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก

พี่รุจน์ขยับรถเคลื่อนออกไปแล้ว เธอยังยืนอ้อยอิ่งอยู่กับความคิดหวามไหวในใจอันแปลกใหม่และน่าค้นหา

 

แสงจันทร์บนฟ้าคืนนี้ส่องสว่างเป็นพิเศษ ลมเย็นๆ โชยกลิ่นดอกไม้หอมอ่อนๆ มาแตะจมูก เธอคิดคำนึงถึงพี่ชายที่แสนดีที่คุ้นเคยตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา

ความรู้สึกใหม่ๆ ในใจชวนค้นหา

เธออยากจะรู้จักพี่ชายที่แสนดีที่มีแสงในตาอันหวามไหวนั้นให้มากขึ้นอีกนิด ในรูปแบบใหม่ที่ต่างไปจากเดิม

ลมเย็นๆ หอบใหญ่พัดผ่านมาจนใบไม้ตรงหน้าไหวปลิว หญิงสาวห่อตัวลงด้วยความรู้สึกหนาว สองแขนจึงขยับเข้าหากัน กอดอกเพื่อให้คลายหนาว

ร่างกายภายนอกแม้จะหนาว แต่ในใจกลับอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต

ความคิดถึงล่องลอยไปไกล พรุ่งนี้เธอจะไม่เหมือนเดิม

 

– แก้วเจ้าจอม –

 

Don`t copy text!