ภิกษุฆาต

ภิกษุฆาต

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

“ปัง ปัง ปัง” เสียงปืนไรเฟิลแบบทหารถูกนำมาใช้ซุ่มยิง เสียงหวีดร้องดังตามมา ผู้คนที่อยู่ละแวกนั้นแตกตื่น เลือดแดงไหลสาดกระเซ็นเต็มพื้น ร่างของภิกษุรูปนั้นที่ถูกสังหารล้มนอนลงที่พื้น ไม่ทันได้สั่งลา ลมหายใจของท่านก็หมดห้วงลงไป พร้อมกับวิญญาณที่ออกจากร่าง

ผมเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง มันรวดเร็วมาก ผู้คนที่กำลังยืนรอใส่บาตรต่างแตกกระเจิง บ้างล้มลุกคลุกคลาน เสียงเด็กเล็กและคนแก่กรีดเสียงร้อง ไม่ใช่แต่พระรูปนั้นที่โดนมันสังหาร แต่มีพวกเด็ก คนแก่ชรา และแม้กระทั่งทหารที่มาอารักขาด้วย

ผมยืนนิ่ง ไม่คาดคิดว่าเขาจะกล้าลงมือ ไม่คาดคิดว่าคนที่ผมเห็นอยู่ทุกวันจะกล้าเป็นมือสังหารฆ่าพระได้ลง ปืนไรเฟิลที่มันถือลดต่ำลง พร้อมกับตัวมันวิ่งหลบหนีไป ทหารที่เหลือวิ่งตามแต่ไม่ทัน มันกดระเบิดที่ฝังเอาไว้ใต้ดิน ครั้งเดียว ร่างของนายทหารสองสามนายที่วิ่งตามกลุ่มผู้ก่อการร้าย แหลกละเอียด เนื้อฉีกขาด ไม่ทันที่พวกเขาจะเอ่ยอะไรออกมา มัจจุราชก็พรากเขาไปเสียแล้ว

เหตุการณ์ตอนนั้นมันรวดเร็วเกินกว่าที่ผมจะรับได้ น้ำตาของชาวบ้านที่สูญเสียต่างร่ำไห้ ฟูมฟาย มันเป็นเหมือนแดนนรก เลือดแดงฉานเต็มพื้นที่ ชิ้นเนื้อของเหล่าผู้บริสุทธิ์กระจัดกระจายเกลื่อนพื้นถนน ใครที่พบเห็นต่างก็สังเวชกับคนเหล่านั้น

ผมไม่มีน้ำตาให้ไหลอีกแล้ว ผมนิ่ง อึ้ง ผมไม่กล้าแม้แต่จะหันมอง มันเหมือนโดนสาปให้ยืนนิ่ง เหตุการณ์ทุกอย่างที่เกิด ผมเห็นมันทุกอย่าง มันรวดเร็วเกินกว่าจะรับไหว

ผมเดินกลับจากตรงนั้นด้วยหัวใจที่ห่อเหี่ยว มันเกินกว่าจะรับได้ ทำไมหนอ หัวใจของคนพวกนั้นทำด้วยอะไร ถึงใจร้ายขนาดนี้ ผมจำเหตุการณ์ได้ติดตา ร่างของภิกษุหนุ่มผู้อาศัยพระเหลืองเผยแพร่ธรรม ต้องมามรณภาพเพราะคนคลั่งลัทธิบ้าบอนั้น  ผมจำคนยิงได้ ถึงแม้มันจะเอาผ้าปิดหน้าปิดตา แต่สายตาของมันที่ผมจ้องมอง และมันก็เห็นผม ผมจำได้ว่าเป็นใคร ‘ซอแระห์’

ซอแระห์เป็นเด็กหนุ่มรูปหล่อผิวเข้ม ดวงตากลม ใบหน้าคมไปทางแขก ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าเขาจะกล้าทำเรื่องแบบนี้ ผมเดินกลับบ้าน คิดอะไรในหัวมากมาย รวมถึงสายตาของซอแระห์ที่ผมเห็นด้วย เขาก็เห็นผม เขาคงรู้ว่าผมจำเขาได้ ผมไม่เข้าใจว่าเขาคิดอะไรอยู่ถึงไปอยู่กับคนกลุ่มนั้น

“ท่านคะ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับเหตุการณ์ที่คนร้ายก่อเหตุสังหารพระ”

นักข่าวสาวจอไมค์ที่ท่านผู้นำ สายตาของท่านเหนื่อยล้ากว่าจะเอ่ยได้

“ผมไม่เห็นคนเหล่านั้นเป็นคน เพราะคนย่อมไม่ฆ่ากันเอง ไม่ว่าเราจะยืนบนแผ่นดินใดในโลก แต่เราขึ้นชื่อว่าคนแล้ว ต้องไม่ฆ่ากัน ยิ่งกับพระด้วยแล้ว เราจะไม่เอ่ยถึงศาสนาให้มามัวหมอง เพราะทุกศาสนา สอนให้เราเป็นคนดี พี่น้องมุสลิมทุกท่าน รวมถึงพี่น้องชาวพุทธที่อยู่ในพื้นที่ เราอยู่ด้วยกันสามัคคีกัน แต่คนที่ก่อเหตุไม่ใช่คน แต่จะเป็นอะไร คุณก็คิดเอาเองละกัน” ท่านผู้นำขอตัวเดินจากไป

บรรยากาศที่ชุมชน วัด มัสยิดเวลานั้นเงียบสงัด เสียงรถถังและรถกระบะวิ่งกันให้วุ่น ในการตามล่าผู้ก่อการร้ายที่สังหารพระและคนบริสุทธิ์ ผู้คนที่อยู่ตามท้องถนนถูกกวาดต้อนให้เข้าบ้าน ที่พัก ไม่ให้ประชาชนธรรมดาเดินเตร็ดเตร่ตามถนนหนทาง การตามล่าตัวคนร้ายเริ่มขึ้น

ผมแอบมองอยู่ บนถนนทหารต่างตรวจค้นเร่งค้นหาคนร้ายที่ฆ่าพระ ชาวบ้านหลายคนที่แอบมองบ้างคนก็จับกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์กัน โดยที่รถทหารหลายคันแยกย้ายกันออกเร่งค้นหา

ฝีเท้าเบาๆ ย่องเข้ามาทางด้านหลัง แสงไฟจากจุดนั้นไม่สว่างเท่าใด แต่ยังพอมองเห็นรูปร่างของคนนั้นได้พอถนัดตาเท่านั้น แสงจันทร์คืนเพ็ญ ลอยเด่นสง่าบนฟากฟ้า แต่แล้วไม่นานมันก็พลันหายไปพร้อมเมฆที่เคลื่อนเข้ามาบดบังจนมืดสนิท ฝีเท้าของชายคนนั้นย่องมาอย่างเงียบเหมือนนักย่องเบา ภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งยืนหันหลังจะเดินเข้าอุโบสถ จำต้องหันมาตามเท้าแต่กลับไม่เห็นว่าใครเดินมา ก่อนที่ท่านจะเดินเข้าไปทำกิจของสงฆ์ ชายคนนั้นร่างสูงโย่ง เดินย่องๆ เบาๆ แต่ก็พยายามเร่งฝีเท้าเพราะได้ยินเสียงจากภายนอกวัด รถตำรวจทหารเต็มไปหมด กำลังล่าตัวคนร้ายฆ่าพระ

ภิกษุ ยืนสงบนิ่งหน้าพระประธานองค์ใหญ่ สีทองอร่าม แสงไฟในอุโบสถสว่างพอจะมองเห็น แม้ไม่จ้าเท่าตอนกลางวัน ร่างของใครคนหนึ่งปรากฏเด่นชัดด่านหลัง ภิกษุเห็นเงาของเขาย่างเข้ามาข้างในพร้อมกับเอื้อมมือไปปิดประตูโดยไม่ขออนุญาตพระรูปนั้นเลยแม้แต่น้อย

ชายร่างสูงที่เข้ามาทรุดกายลง ผ่อนลมหายใจ เขาหนีการตามล่าจากตำรวจ ทหาร ใช่แล้ว เขาคือคนที่ทำการฆ่าพระ

“สงบหรือยังล่ะ” เสียงภิกษุที่ยืนหันหลังกล่าวเรียบๆ คนที่นอนแผ่หราอยู่ที่พื้นทำทีหายใจเข้าออกอย่างดังต้องเงยมามองพระรูปนั้น

“ขอบพระคุณท่านมาก ที่ช่วยผม” มันกล่าวอย่างเหนื่อยล้ากับการหนีมา

“เราไม่ได้ช่วยท่านเลยแม้แต่น้อย”

“ก็ท่านไม่ปากโป้งเอาเรื่องผมไปบอก ก็นับว่าบุญกะลาหัวผมแล้ว”

“ท่านหนีมาด้วยเรื่องอะไรล่ะ ถึงร้อนอกร้อนใจเช่นนี้”  ภิกษุหนุ่มเอ่ยถาม

“ท่านอย่ารู้เลยขอรับ มันไม่ดี รู้ไปก็ไม่ได้ช่วยให้ผมรอดพ้นได้”

“แล้วท่าน ทำผิดมา ไม่กลัวบ้างหรอว่ามันจะตามทัน” ภิกษุกล่าวเรียบๆ

“บาปกรรมมันมีเสียที่ไหนกันครับท่าน ผมเกิดมายังไม่เคยเห็นเลยแม้แต่น้อย”

มันยิงฟัน หัวเราะร่าด้วยความสะใจ ไม่เชื่อเรื่องที่ภิกษุหนุ่มพูดแม้แต่น้อย

“ทำไมคิดเช่นนั้นเล่าท่าน”  ภิกษุหนุ่มติง

“ก็ผมไม่กลัวยังไงครับ ไม่กลัวแล้วจะรับรู้บุญบาปไปทำไมกัน “

เสียงของซอแระห์ดูดุดัน มันเริ่มไม่ค่อยพอใจภิกษุตรงหน้าเท่าใดนัก

“ท่านไม่เอาเรื่องไปบอกใคร ผมก็พอใจแล้วครับ คืนนี้ผมขอนอนในนี้ ท่านอย่าปากโป้งไปแจ้งตำรวจแล้วกัน” มันสัมผัสปืนพกสั้นที่เอวเพื่อเป็นการข่มขู่ ภิกษุหนุ่มรูปนั้นไม่ได้เกรงกลัว แสดงปฏิกิริยาอะไรออกไป เพียงแต่หันหลังและนั่งลงภาวนาศีลสมาธิของตนเองต่อไป ทิ้งให้ผู้บุกรุกนอนแผ่หราอยู่ด้านหลังองค์พระปฏิมาขนาดใหญ่

ดวงจันทร์ที่สาดส่องในยามค่ำ ทำเอาผมที่เดินเข้ามาภายในวัดต้องมองหน้ามองหลังด้วยความกลัวว่าจะมีใครเดินตามมาหรือไม่ ผมแอบได้ยินเสียงใครในโบสถ์พูดคุยอะไรกันอยู่ ผมจำเสียงของซอแระห์ได้เป็นอย่างดี ในโบสถ์ถูกปิดประตูหน้าต่างเอาไว้ทุกด้าน ผมค่อยๆ เดินไปหารูที่สามารถมองเข้าไปด้านในได้ แต่มันก็เป็นเพียงรูเล็กๆ ผมเห็นต้นเสียงที่พูดออกมา ยืนจังก้าพูดคุยกับใครในโบสถ์ที่ผมมองไม่ถนัดนักเพราะร่างของมันยืนบังอยู่ แต่ผมก็เดาได้ว่าคงจะเป็นพระหรือไม่ก็เด็กวัด หรือมัคทายกก็เป็นได้ ซอแระห์เอ๋ย แกมันโง่ ที่จะจับคนอื่นเป็นตัวประกัน ผมได้แค่คิด เพราะไม่กล้าบอกมันออกไปตามตรง

 

ร่างของมันสะดุ้ง เมื่อเหมือนมีเท้าของใครมาเหยียบที่อก มันกระตุกร่างที่นอนเหยียดยาวอยู่ที่พื้นหลังองค์พระใหญ่ เงาดำนั้นทำให้มันต้องผวาตื่น จับจ้องสายตามองรอบๆ เพื่อที่จะหาร่างที่มาเหยียบที่อก แต่มองรอบๆ ก็เห็นแต่ความว่างเปล่า ทำให้มันหัวเสีย มองทอดสายตามองหาพระรูปนั้นที่มันคุยเมื่อตอนหัวค่ำ แต่ไม่พบ เห็นหลังไหวๆ พร้อมเงาเดินออกไปจากประตู มันรีบลุก ทำท่าตกใจ คิดในใจว่า พระรูปนั้นต้องหนีออกไปบอกตำรวจแน่ๆ เจ็บใจจริงๆ ไวเท่าความคิดมันลุกออกไปด้วยความไว หมายจะวิ่งไปให้ทัน แต่ดันสะดุดร่างอะไรบางอย่าง มันหัวเสีย หันมากระชากเสียงด้วยความคับแค้น เดือดดาล โมโหเป็นที่สุด แต่ทันทีที่หันมา มันก็ต้องผวาสุดชีวิต

“เฮ้ย!” เสียงของมันดังลั่น  ด้วยความตกใจ มันเห็นร่างของมันนอนจมกองเลือดที่พื้น

มันตกใจ ขนลุกสั่นไปทั้งตัว ชะโงกเข้าไปดูร่างของตัวเองด้วยความหวาดกลัว มันร้องเสียงหลงด้วยความตกใจเมื่อเห็นใบหน้าถนัดชัดเจน

 

“เฮ้ย” เสียงของมันดังลั่นทั่วโบสถ์ ก่อนที่จะผวาลุกขึ้น เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย มันจับเนื้อจับตัวของตัวเองด้วยความไม่มั่นใจว่าตัวเองตายแล้วหรือยังไม่ตายกันแน่ ก่อนจะหันมองรอบๆ ทิศทางว่ามีร่างของมันอยู่หรือเปล่า สรุปได้คร่าวๆ ว่ามันฝันไป ฝันที่น่ากลัว ความมืดภายในทำให้มันที่นอนอยู่ต้องลุกขึ้น ดีที่มีแสงเทียนจากหน้าองค์พระจุดอยู่พอให้เห็นแสงรำไรนั้นได้บ้าง ร่างโยกยกของมันลุกยืน สาดสายตาที่จะเพ่งมองออกไปนั้น มองหาพระภิกษุรูปนั้นที่อยู่เมื่อตอนหัวค่ำ แต่ไม่เห็น มันตกใจ ในใจผวากว่าตอนฝันร้ายเสียอีก ตายแน่ พระนั้นต้องไปบอกตำรวจมาจับมันแน่ๆ มันไม่น่าหลงกลหลับเลย มันได้แต่ภาวนาอย่าให้เป็นเช่นนั้น

ร่างของมันรีบเดินออกไป เห็นเงาไหวๆ อยู่ด้านนอก ต้องใช่พระรูปนั้นแน่ๆ ต้องใช่แน่ๆ มันคาดเดาก่อนจะถลาออกไปจากโบสถ์ด้วยความเร็วเท่าที่จะเร็วได้

ผมตื่นขึ้นมา ตบยุงที่กัดเลือดสาดไปหลายตัว เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ มาตื่นอีกทีก็ตอนประตูโบสถ์เปิดออก ร่างของซอแระห์ถลาออกมา ผมหลับอยู่ด้านข้าง ด้วยความมืดทำให้ไม่มีใครเห็นผม และโชคดีที่ผมตัวดำจึงกลบเกลื่อนไปกับความมืดที่ปกคลุมอยู่รายรอบทิศทาง

ผมรีบตามซอแระห์ไป อยากรู้ว่ามันจะทำอะไร ร่างของซอแระห์เดินตามอะไรบางอย่างไป ผมไม่รู้ว่ามันจะทำอะไรต่อไปนับจากนี้

เงาที่เดินอย่างเร็ว ทำให้ฝีเท้าของซอแระห์ต้องเร่งเร็วขึ้นกว่าเดิม เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะเหมือนว่าคนตรงหน้าจะรีบเดินเสียจริง แต่ยิ่งมันรีบเดิน คนที่เดินอยู่หน้าก็เดินห่างออกไปอย่างรวดเร็ว ฝีเท้าของมันรีบตาม มือสัมผัสที่ขอบเอว ปืนสั้นที่พกยังติดตัวอยู่ หากภิกษุที่เดินตรงหน้านั้นไม่หยุด มันจะส่งกระสุนไปปราบเผด็จศึกให้คู่ต่อกรเอง

แต่ดูเหมือนว่าเท้าของซอแระห์จะเดินเร็วเท่าใด ก็ไม่ทันคนข้างหน้า ที่เดินเร็วกว่า ยิ่งเร็ว คนข้างหน้าก็เดินห่างออกไปไกลเกินกว่าที่ซอแระห์จะเดินไปถึง

“หยุดนะท่าน หยุดเดี๋ยวนี้” เสียงของมันตะโกนก้อง

“ถ้าท่านไม่หยุด เราจะยิงท่านเสียตรงนี้”

มันเห็นแสงรำไร บนขอบฟ้า ภิกษุที่เดินตรงหน้าหยุดเดิน มันวิ่งตรงไปยังภิกษุรูปนั้น แต่แล้วสายตาของมันก็เห็นภิกษุรูปนั้นอยู่ไกลออกไป แม้ท่านจะหยุดเดินแล้วก็ตาม

“เราพูด ท่านฟังไม่รู้เรื่องหรือไง เราบอกให้ท่านหยุด ท่านทำไมไม่หยุด”

สิ้นเสียงของมัน เสียงภิกษุรูปนั้นก็เปล่งวาจาออกมา เสียงดังฟังชัด แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปจนน่าขนลุก

“เราหยุดแล้ว มีแต่ท่านต่างหากที่ไม่ยอมหยุด”

“ท่านอย่ามาเล่นคำ สำบัดสำนวนเลย เราบอกให้ท่านหยุดเดิน”  มันมุ่งตรงเข้ามาใกล้ แสงเรืองรองจากภิกษุเปล่งประกายรอบๆ

“เราหยุดจากทางโลกทุกสิ่งทุกอย่างมานานแล้ว มีแต่ท่านนั้นแหละที่ไม่หยุด”

“ท่านฟังเราไม่รู้เรื่องหรือยังไง” ไวเท่าความคิด มันกระชากปืนยิงเปรี้ยงไปที่ร่างของภิกษุรูปนั้น แต่หาไม่ที่กระสุนจะถูกเนื้อของพระรูปนั้น มันตาวาวที่เห็นกระสุนผ่านร่างของท่านไปต่อหน้าต่อตา

“ท่านทำอะไรเราไม่ได้หรอก ท่านจำเราไม่ได้หรือ”

เสียงของภิกษุรูปนั้นคุ้นหูมันอย่างแจ่มชัด ก่อนที่จะปรากฏภาพมโนสำนึก ของเหตุการณ์เมื่อวาน

“ปัง ปัง ปัง” เสียงปืนไรเฟิลแบบทหารถูกนำมาใช้ซุ่มยิง เสียงหวีดร้องดังตามมา ผู้คนที่อยู่ละแวกนั้นแตกตื่น เลือดแดงไหลสาดกระเซ็นเต็มพื้น ร่างของภิกษุรูปนั้นที่ถูกสังหารค่อยๆ ล้มนอนลงที่พื้นพร้อมกับเสียงสวดให้พรดับลงไปพร้อมกัน ผู้คนต่างแตกตื่นวิ่งหนีตายกันชุลมุน เสียงปืนกราดยิงไปทั่วบริเวณ ข้าวของร้านค้าที่อย่ละแวกนั้นเสียหายแทบทั้งสิ้น จีวรสีส้มเปรอะเปื้อนไปด้วยสีแดงจากเลือดที่ไหลนอง มันกระโดดก้าวผ่านร่างที่นอนแน่นิ่งไปอย่างไม่แยแส ว่าชีวิตนั้นจะมีลมหายใจหรือหมดลมหายใจ

ภาพพระที่บิณฑบาตล้มลงจนมรณภาพไปยังคงติดตา และแน่ใจแล้วว่าภิกษุตรงหน้าคือคนคนเดียวกับที่มันยิง

“ไม่จริง ไม่จริง ท่าน ท่านไม่ใช่พระรูปนั้น”

“ไม่มีใครหนีความจริงข้อนี้พ้นหรอก เราทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย รวมถึง…” ภิกษุรูปนั้นสีหน้าเรียบเฉย

ก่อนที่ภาพความจำของมันจะกระจ่างขึ้นอีกครั้ง

เสียงฝีเท้าเบาบางค่อยๆ เคลื่อนย้ายตามทางเดิน แสงไฟที่ส่องไม่สว่างเท่าใดนัก อาจจะเป็นเพราะต้องปฏิบัติการณลับลวงพรางครั้งนี้ สายรายงานมาว่าผู้ก่อเหตุหลบอาศัยที่บ้านหลังดังกล่าว คนที่นอนขดตัวหลบอยู่ในมุมหนึ่งที่มีฟูกหนาเก่ากับมุ้งกันยุง บ้านซอมซ่อที่จะพังแหล่ไม่พังแหล่ บัดนี้ ดวงชะตาของผู้ที่นอนกำลังจะดับลงเหมือนเทียนที่มันจุดเอาไว้ ลมพัดเข้ามาทำให้แสงเทียนดับวูบลง คล้ายกำลังบอกชะตากรรมที่กำลังย่างกรายเข้ามาช้าๆ

ประตูถูกเปิดอย่างง่าย ก่อนที่กองกำลังจะเข้าจู่โจม ลำกล้องปืนถูกจ่อไปที่เป้าหมายที่นอนผ้าห่ม ก่อนที่กองกำลังจะบุกเข้าไป

อนิจจา ใต้ผ้าห่มผืนหนา ไม่มีร่างของมัน

ได้ยินเสียงตะโกนจากด้านนอกว่า “มันหนีไปแล้ว มันหนีออกมาแล้ว” พร้อมกับฝีเท้าของคนร้ายที่มุ่งไปยังป่าข้างบ้านอย่างรีบเร่ง

ภาพปัจจุบัน  มันหัวเราะร่าเมื่อนึกภาพกลับไปแล้วตัวเองยังไม่ตาย แต่หนีรอดออกมาได้

“เห็นมั้ย ว่าเรายังไม่ตาย เห็นมั้ย ไอ้…”

ภิกษุเงียบสงบ นิ่งอย่างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้รู้ธรรม

“ไม่มีใครหนีกรรมพ้นหรอกโยม อาตมาก็หนีไม่พ้น เราทุกคนล้วนหนีกรรมไม่พ้นทั้งสิ้น”

“อย่ามาหลอกให้ยากเลย อยากตายรอบสองหรือยังไง กล้ามาหลอกคนอย่างเรา”

“เราไม่ได้หลอกท่านเลยแม้แต่น้อย มีแต่ท่านเท่านั้นแหละที่หลอกตัวเอง”

มันชี้นิ้วมาที่หน้าภิกษุอย่างไม่เกรงกลัว

“ได้ อยากตายอีกรอบใช่มั้ย ไอ้เวร” มันสบถคำด่าออกมาอย่างโมโห

“ท่านก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือ ว่าปืนของท่านทำอะไรเราไม่ได้”

มันโมโหสุดขีด ก่อนที่มันจะเหนี่ยวไกออกไป

ปัง!!

เสียงปืนนัดแรกดังขึ้น แต่ลูกกระสุนที่พุ่งตรงไปยังร่างภิกษุกลับไม่ได้ทะลุร่างท่านแต่อย่างใด กลับกัน มันกลับพุ่งสวนทางไปยังร่างของคนยิง

ปัง ปัง ปัง!!!

เสียงรัวปืนดังขึ้นสามนัดติด ร่างของคนยิงค่อยๆล้มลงคุกเข่าช้าๆ ปืนที่มันยิงกลับไม่ได้พุ่งไปยังคนตรงกันข้าม แต่กลับพุ่งเข้าหาตัวเอง เหมือนอย่างที่มันยิงคนอื่นเอาไว้

ดวงตาของมันแข็งกร้าวด้วยความโกรธ แต่บัดนี้มันไม่มีแรงแม้แต่พยุงกายลุกขึ้น ภาพของวันที่มันหนีการจับกุมผุดขึ้นมาอีกครั้ง

 

“ตามมันไป” เสียงผู้กองร้องบอก ก่อนที่กองกำลังจะวิ่งตามมันไปในป่าข้างบ้าน

เสียงปืนไล่ยิงสวนมาไม่ให้กองกำลังตามมา ทำให้หยุดชะงัก ก่อนที่มันจะพยายามหลบหาที่ซ่อน

“มันหายไปแล้วครับผู้กอง” เสียงใครคนหนึ่งเอ่ยเมื่อตรวจบริเวณรอบๆ แล้วไม่มีใคร

“ระวังมันดีดี มันซุ่มรอยิงเราอยู่” เสียงผู้กองเข้มดุดัน ไม่ทันไร เสียงปืนมาจากมุมไหนไม่ทราบ พุ่งตรงมาที่ร่างของกองกำลังนายหนึ่ง ตัดเข้าที่ขั้วหัวใจอย่างแม่นยำ จนล้มนอนงายลงไป

กองกำลังมองรอบตัว เล็งปืนส่ายไปมาตามสายตา ก่อนที่จะสาดกระสุนไปยังพุ่มไม้ ร่างของมันที่หลบรีบถลาออก กระสุนฝังเข้าที่แขนและขา แต่มันก็พยายามแบกสังขารที่กำลังเจ็บกระเสือกกระสนวิ่งหนีทหารกองจับกุม

ทหารวิ่งกระโดดข้ามพุ่มไม้ตามเข้าไป ร่างของมันเร่งฝีเท้าอย่างรวดเร็วมันจำได้ว่ามันเคยเอาปืนและระเบิดมาหลบซ่อนในป่า มันจะไปหลบตรงนั้น ตรงที่มันซ่อนอาวุธเอาไว้ และที่นั่นมีกับดักนายพรานลวงฆ่าทหารที่เข้ามาในเขตของมัน แต่อนิจจามันลืมเสียสนิทว่ากับดักนักล่าที่มันวางเอาไว้อยู่ตรงหน้ามันนี่เอง ร่างของมันสะกิดเข้ากับระเบิด ฝาระเบิดค่อยๆ ง้างเปิดออกช้าๆ ก่อนที่จะระเบิดตูมออกมาอย่างรวดเร็ว ร่างของมันแหลกไปตามแรงปะทะ เศษชิ้นส่วนต่างๆ กระจัดกระจาย กองกำลังเข้ามาไม่ทันช่วยเหลือ บัดนี้ร่างของคนร้ายได้จบสิ้นลงไปเสียแล้ว

 

กลับมาที่ปัจจุบัน มันหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทำเอาคนตรงหน้าถึงกับหน้าถอดสี เมื่อรู้ความจริงที่เกิดขึ้นกับตัวเอง

“ไม่จริง ผมยังไม่ตาย ผมยังไม่ตาย ท่านโกหก ท่านสร้างเรื่อง มโนให้ผมคิดไปเอง” ดูเหมือนมันจะไม่ยอมรับความเป็นจริงขอนี้

“กรรมเป็นเครื่องเตือนจิตใจ ให้พึงกระทำความดี ละเลิกความชั่ว แต่ท่านเองเลือกที่จะประพฤติ ปฏิบัติก่อกรรมทำชั่ว ไม่มีศาสนาใดหรอกที่จะให้คนฆ่าคน  มีแต่คนนั่นแหละที่เอาตนเป็นใหญ่ อยากความยิ่งใหญ่จนลืมความเป็นคน ท่านเลือกเอง เลือกที่จะฆ่าผู้อื่น เราบอกท่านแล้วว่า เราหยุดจากทางโลกแล้ว มีแต่ท่านเท่านั้นแหละที่ไม่ยอมหยุด”

เสียงของมันกรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง จากเสียงที่ก้องกังวานใหญ่ กับกลายเป็นเสียงเล็กแหลมแสบแก้วหูมันล้มลงนอนร้องไห้ ร่างของมันเหยียดยาวผิดรูปไปจากมนุษย์ทั่วไป มือใหญ่หนาเท่าใบลาน ใบหน้าแปรเปลี่ยนรูปทรงจากหน้าคมสันเป็นเหี่ยวย่นเหมือนคนแก่ แขนสองข้างยาวผิดไปจากแขนมนุษย์ธรรมดาคล้ายอสูรกายจำพวกเปรต

แสงฟ้ารำไร อาทิตย์ฉายแสง ร่างของซอแระห์ทุรนทุรายอยู่ มันระลึกได้ถึงการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เสียงสำเนียงสวดภาษาอะไรบางอย่างแว่วมาจากมัสยิดที่อยู่ไม่ไกล คำสอนของพระอัลเลาะห์ไม่เคยสอนให้ฆ่าผู้ใด ทุกศาสนาสอนให้เราเป็นคนดี

ซะแระห์เห็นร่างภิกษุรูปนั้นเดินห่างออกไป พร้อมกับดวงตะวันที่โผล่พ้นขอบฟ้าเริ่มแสงของวันใหม่ มันคิดได้ว่า ความผิดที่มันก่อยากจะลบล้างได้ ผมดึงร่างซอแระห์ขึ้นมาจากพื้น พร้อมกับสามง่ามอันเป็นเครื่องมือปฏิบัติหน้าที่ของผม มันเดินคอตกตามผมออกมาด้วยท่าทีละห้อย

“ถึงเวลาที่เจ้าจะจะต้องชดใช้กรรมแล้ว ไม่มีใครหลีกหนีเราพ้นหรอก”

ผมแต่งตัวตามรูปแบบเดิม อันเป็นเครื่องแบบของยมทูต

เมื่อแสงสว่างโผล่พ้นขอบฟ้า ภารกิจวันนี้ของผมก็บรรลุไปด้วยดี แล้วเมื่อตะวันตกดินเมื่อใด ผมก็ต้องออกมาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม

 

– นัฐพันธ์ –

Don`t copy text!