ผู้แทนตัวจริง

ผู้แทนตัวจริง

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

“พ่อพลอยู่ไหม ป้ามีเรื่องจะปรึกษา”

เสียงเรียกหาจากป้าแดงดังมาจากทางหน้าสำนักงานทนายความพล จิตเป็นธรรม ทนายความหนุ่มอายุราวสามสิบเศษ ณ จังหวัดหนึ่งทางภาคอีสานริมฝั่งโขง

“อยู่ครับ เชิญด้านในเลยครับ มีอะไรให้ผมรับใช้ได้บ้างครับ”

“เจ้าสมชาย ลูกชายของป้าถูกตำรวจจับไปเมื่อคืน เขาหาว่ามันไปรุมทำร้ายคนกับกลุ่มเพื่อนๆ ป้าไปเยี่ยมเมื่อคืน ถามดู มันบอกว่ามันไม่ได้ทำกับเขาด้วย เพียงอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ตำรวจเขาตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิดกันทำร้ายร่างกาย ซ้ำยังห้ามไม่ให้ประกันตัวอีก ป้าทั้งตกใจและวิตกมาก มืดแปดด้านไปหมด ไม่รู้จะทำยังไงแล้ว เห็นมีแต่พ่อพลคนเดียวที่จะปรึกษาได้ นึกว่าช่วยป้าเอาบุญเถอะนะ”

“ใจเย็นๆ ครับ อย่าเพิ่งวิตกจนเกินไป เล่าเรื่องโดยละเอียดให้ผมฟังอีกที ให้ผมไปสอบถามจากลูกชายของป้าในวันนี้ก่อนแล้วค่อยคิดหาทางออกกันนะครับ”

ภายหลังจากที่พลได้สอบถามเรื่องราวโดยละเอียดจากลูกชายป้าแดงแล้ว ก็ได้ช่วยเดินเรื่องจนสมชายหลุดพ้นจากข้อกล่าวหา และพ้นจากคดีความมาได้ นับเป็นกรณีล่าสุดของงานที่พลทำอยู่เป็นประจำในการช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายแก่ชุมชนในท้องถิ่นที่พลมีภูมิลำเนาอยู่ จนเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นทนายขวัญใจประชาชนของจังหวัดเลยก็ว่าได้ ในฐานะที่เป็นทนายที่ใจดี มีจิตใจเป็นธรรมสมกับนามสกุลและเห็นอกเห็นใจชาวบ้านที่ยากเข็ญที่มาปรึกษา ซึ่งส่วนมากพลก็รับเดินเรื่องให้แทบจะเป็นการทำให้เปล่าๆ เสียเป็นส่วนใหญ่

พลเป็นลูกคนกลางของพ่อพุฒและแม่สไบ เรียนจบกฎหมายและสอบได้เป็นเนติบัณฑิต เลือกที่จะกลับมาเป็นทนายความที่บ้านเกิด เพื่อดูแลพ่อแม่และน้องสาวที่ชื่อพริ้มเพราพร้อมกับพี่ชายที่ชื่อพลัง ซึ่งเสียสละโอกาสการเรียนของตนให้แก่พล โดยจบเพียงอาชีวศึกษาและทำงานเป็นช่างซ่อมรถยนต์ในอู่ใกล้บ้าน เกือบสิบปีที่พลกลับมาบ้าน ได้พิสูจน์ให้คนในชุมชนที่ตนเองอยู่และอำเภอใกล้เคียงเห็นว่า เป็นทนายที่ซื่อตรง เที่ยงธรรม และใจดี ชอบช่วยเหลือคนโดยเฉพาะผู้ที่เสียเปรียบในสังคม

 

บ่ายวันหนึ่ง หลังจากที่พริ้มเพรานำคุณแม่ไปพบแพทย์ที่เป็นเพื่อนของพล ณ โรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพฯ ด้วยเรื่องอ่อนเพลียจนเป็นลมบ่อยๆ ภายหลังจากการตรวจโดยละเอียด พบว่าเป็นมะเร็งในระยะลุกลาม

“พี่ใหญ่ พี่กลาง เราจะทำไงดี หมอบอกว่าแม่เป็นโรคมะเร็ง ต้องรักษาด้วยการให้ยาเคมีบำบัด ชุดแรกเดือนละ 1 เข็มรวม 5 เข็ม ราคาเข็มละหนึ่งแสนบาท จากนั้นจะประเมินผลดูอีกที หากทำให้โรคสงบลงไปไม่ได้ ก็ต้องให้ซ้ำชุดสองอีก 5 เข็ม เราจะทำไงดี” พริ้มเพราหรือน้องเล็กเปรยขึ้นกับพี่ทั้งสอง

“พี่มีเงินเก็บอยู่ 1 แสนบาท พี่ใหญ่มีอยู่ 2 แสน บาท เราคงพอรักษาแม่ในระยะแรกไปได้ หลังจากนั้นค่อยมาว่ากันว่าจะหาเงินมาได้จากที่ไหน”

เมื่อเงิน 3 แสนบาทหมดลง แต่ยังต้องใช้อีกสองแสนเพื่อให้ยาครบชุด พี่น้องทั้งสามจึงตัดสินใจไปกู้เงินจากกำนันสิน นายทุนเงินกู้ประจำตำบล โดยเอาที่ดินผืนเดียวของครอบครัวไปเป็นประกัน แต่ผลการรักษาไม่ดีเท่าที่ควร ต้องรับยาชุดสอง ทำให้ต้องกู้เงินเพิ่มขึ้นไปอีก รวมทั้งสิ้น 7 แสนบาท โดยยอมเสียดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว

หลังจากได้รับยาชุดที่สองแล้ว อาการของแม่ก็ดีขึ้น แม่แปลกใจที่ลูกๆ มีเงินมากมายมาเป็นค่ายา จึงถามพลขึ้นในวันหนึ่งถึงที่มาของเงินก้อนโตนั้น เมื่อรู้ว่าต้องกู้มาจากกำนันสินโดยเอาที่ดินไปเป็นประกัน แม่ถึงกับร้องไห้โฮ และบอกว่าปล่อยให้แม่ตายไปเสียดีกว่า แต่พลก็กล่าวกับแม่ว่า

“เราพี่น้องสามคนมีแม่เพียงคนเดียว จะทอดทิ้งไปได้อย่างไร แม่สอนพวกเราเสมอมาว่าให้มีความกตัญญู รู้คุณคนที่ทำดีแก่เรา และตอบแทนคุณเท่าที่ทำได้ เราก็ทำตามที่แม่สอนเราอยู่นี่ไงครับ”

“ทำไมเราถึงต้องลำบากอย่างนี้นะลูก แม่อยากให้เรากลับไปมีรัฐบาลแบบสมัยรัชกาลที่หกหรือเจ็ดก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งคนที่เดือดร้อนยังสามารถถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือ โดยเฉพาะเงินทองจากองค์พระมหากษัตริย์ได้โดยตรง”

“ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้วครับแม่ ตอนนี้เป็นยุคประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เราทำแบบนั้นไม่ได้อีกแล้วครับแม่”

 

“หวัดดี น้องเล็กคนสวย ไปตลาดมาเหรอ หิ้วของมามากมาย หนักไหม มา ให้พี่สรรช่วยละกัน”

สรร ลูกชายโทนของกำนันสิน ซึ่งทำตัวเป็นขาใหญ่ของชุมชน และเป็นที่เอือมระอาของชาวบ้าน กล่าวกับพริ้มเพราเป็นเชิงจีบ ด้วยความชอบพอที่มีอยู่เดิม

“ไม่ต้องก็ได้ ของไม่เท่าไร น้องหิ้วเองได้” พริ้มเพราบอกปัดอย่างไม่ใยดี พร้อมกับปัดป้องมือของสรรที่ทำทีว่าจะมาหิ้วของ แต่กลับพยายามจะมาเกาะกุมมือของเธอแทน

“ให้พี่ช่วยซะดีๆ ดีกว่าน่า อะไรกัน ถูกมือนิดหน่อยก็ไม่ได้ ทำเป็นหวงตัวดีนัก รอหน่อยเถอะ จะได้เห็นดีกัน”

“มีอะไรกันหรือ น้องเล็ก ไอ้สรรมันลวนลามน้องหรือเปล่า” พลังกล่าวขึ้นเมื่อเดินตามมาทัน

“ไอ้สรร มึงอย่าให้เกินเลยมากไปนักนะ เดี๋ยวได้เจอดีกับกู ยังไม่เข็ดจากคราวที่แล้วหรือไง”

พลังกล่าวสำทับไปกับสรร ย้อนไปถึงเมื่อสองเดือนก่อนที่ได้ประหมัดกัน และสรรล้มคว่ำไม่เป็นท่า

“เออ ฝากไว้ก่อนเหอะ อีเล็ก ถือว่าสวยนักเรอะ อย่าเล่นตัวให้มากไปนักเลย ระวังให้ดีก็แล้วกัน”

จากนั้นต่างก็แยกย้ายกันไป ฝ่ายสรรยังขุ่นใจไม่หาย และคิดอยู่เสมอว่าทำอย่างไรจะได้ตัวพริ้มเพรามาครองให้สมใจอยาก คิดแล้วก็ไปปรึกษากำนันสินผู้เป็นพ่อ ขอให้ไปสู่ขอมาเป็นคู่ครอง

 

“สวัสดี พ่อกำนัน วันนี้เป็นวันดีสิท่า พ่อกำนันถึงได้อุตส่าห์มาเยี่ยมถึงบ้าน เชิญขึ้นมาบนเรือนเลย” ลุงพุฒ ผู้เป็นพ่อของพลและพริ้มเพรากล่าวกับกำนันสิน

“ก็น่าจะเป็นวันดีนะ มีเรื่องสำคัญจะมาคุยด้วย เกี่ยวกับเด็กๆ มันน่ะ”

“ลูกๆ ของผมไปทำเรื่องอะไรกวนใจชาวบ้านเขาหรือเปล่า เรื่องร้ายแรงอะไรไหม กำนันถึงต้องมาด้วยตัวเองอย่างนี้”

“ไม่มีเรื่องร้ายแรงอะไรหรอก เป็นเรื่องดี เป็นมงคลต่างหาก ไอ้สรรลูกชายของฉันมันชอบพอนังเล็กลูกสาวของพ่อพุฒมานานแล้ว คงรู้กันดีอยู่ วันนี้ก็เลยมาคุยปรึกษาว่าจะสู่ขอนังเล็กไปเป็นคู่ครองของไอ้สรร เป็นสะใภ้ของฉัน พ่อพุฒคิดว่าอย่างไรกันล่ะ”

“เรื่องนี้ต้องแล้วแต่ความพอใจของเด็กๆ มันนะ เคยลองถามเจ้าเล็กดูแล้วเหมือนกันว่าคิดยังไงกับการที่สรรมาชอบพออยู่ เจ้าเล็กบอกว่ามันยังไม่ตกลงปลงใจด้วยนะ”

“ฉันว่าเรื่องนี้เราในฐานะผู้ใหญ่น่าจะคุยกันได้ลงตัวและตกลงกันได้ ไม่ต้องรอให้เด็กๆ มันตัดสินใจเองหรอก เด็กอยู่ในปกครองของเรา ก็ควรเห็นคล้อยตามที่ผู้ใหญ่เห็นควร เด็กๆ มันจะไปเข้าใจชีวิตและความเป็นอยู่ในอนาคตได้ดีกว่าเราที่เป็นผู้ใหญ่ได้ยังไง เรื่องรักๆ ใคร่ๆ นี่ อยู่ด้วยกันไปนานๆ มันก็ค่อยรักกันขึ้นมาเองแหละ”

“ทำแบบนั้นมันก็คงเป็นการหักหาญใจลูกไปหน่อยนะ ผมก็เลี้ยงลูกมาแบบให้อิสระทั้งกายใจเต็มที่มาแต่เดิม คงทำแบบนั้นไม่ได้หรอก ต้องแล้วแต่เด็กมัน ลองทอดเวลาไปอีกสักหน่อย ให้เด็กมันค่อยทำความคุ้นเคยกันมากกว่านี้ แล้วค่อยมาว่ากันดีไหม”

“ไอ้ฉันเองน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่เจ้าสรรมันบอกว่ามันชอบใจนังเล็กมานานหลายปีแล้ว เห็นจะรอต่อไปอีกไม่ได้นานนัก ก็เลยว่าจะมาสู่ขอเสียภายในปีนี้ นี่ก็ย่างเข้ากลางปีแล้ว อีกสักหลายเดือนก็เข้าหน้าหนาว ก็จะได้จัดหาฤกษ์ยามที่ดี แต่งงานกันเสียเลยดีไหม”

“คงจะเร็วไปนะ กำนัน ลองให้เวลาเด็กๆ มันพิจารณาอีกสักหน่อยดีไหม”

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ทางครอบครัวพ่อพุฒก็เป็นหนี้ฉันอยู่ 7 แสนบาท ยังไม่นับดอกเบี้ยอีกตั้งเท่าไร ฉันเสนอว่า หากยอมยกนังเล็กให้เป็นสะใภ้ แต่งงานกับไอ้สรร ฉันก็จะยกหนี้ก้อนนี้ให้ ถือเสียว่า เป็นค่าสินสอด หนี้ที่ค้างอยู่ทั้งต้นทั้งดอกเบี้ยเป็นอันล้างกันไปหมด ดีไหม แต่ถ้าไม่ตกลง ฉันก็เห็นทีจะต้องเร่งรัดเรียกเก็บทั้งต้นทั้งดอกเสียที เพราะนี่ก็ผ่อนผันให้มานานพอควรแล้ว ฉันให้เวลาคิดดูสักระยะหนึ่ง แล้วจะมาถามดูอีกที ฉันลาล่ะ”

เรื่องที่กำนันสินมาสู่ขอ ทำให้ตึงเครียดกันไปทั้งบ้าน พริ้มเพรานอกจากจะไม่มีแก่ใจรักใคร่สรร  แต่ยังรังเกียจที่สรรทำตัวเกะกะเกกมะเหรกเกเร ดื่มเหล้าเมาสุราเป็นอาจิณ เมาแล้วเที่ยวระรานชาวบ้านไปทั่ว เป็นที่เอือมระอาของทั้งตำบล พลังถึงกับออกอาการฮึดฮัดขัดใจ โกรธที่สรรกล้าให้พ่อมาสู่ขอ น้องสาว มีแต่พลที่เงียบขรึมแต่สีหน้าบ่งบอกถึงความเครียดเต็มที่ พริ้มเพราได้แต่ร้องไห้ คิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร หากไม่ยินยอมตามข้อตกลง ก็ต้องรีบหาเงินก้อนโตมาคืน แต่หากตกลงแต่งงานไป เพื่อ ปลดเปลื้องหนี้สินแก่ทางบ้าน ก็ต้องฝืนใจตัวเองเป็นที่สุด และคงมีชีวิตต่อไปแบบตกนรกทั้งเป็น พ่อพุฒกับแม่สไบก็คิดอะไรไม่ออกเช่นกัน ได้แต่ก้มหน้า ปลงตกกับชะตาชีวิต คิดไม่ถึงว่าจะเข้าตาจนถึงเพียงนี้

 

“คุณพล ช่วยผมที ผมจนปัญญาจริงๆ” เป็นคำขอร้องจากนายสม ชาวบ้านในชุมชนของพล

“ผมกู้เงินกำนันสินมาหนึ่งหมื่นบาท แกเรียกดอกจากผมร้อยละสิบต่อเดือน มันโหดสำหรับชาวนาอย่างผม ยิ่งปีนี้แล้ง เก็บเกี่ยวได้ผลน้อย แค่ส่งดอกเบี้ยก็เกินกำลังผมแล้ว ยังไม่รู้เมื่อไรจะส่งต้นได้หมด คุณพลช่วยไปเจรจาขอผ่อนผันลดดอกเบี้ยให้ผมทีสิครับ”

“มันก็เกินไปจริงๆ นะ ผมจะลองไปคุยดู” วันรุ่งขึ้น พลจึงไปพบกำนันที่บ้าน

 

“กำนันครับ เรื่องเงินกู้ของนายสม ผมว่าดอกเบี้ยมันสูงเกินไปนะ นายสมหาเงินมาส่งดอกเบี้ย ไม่ไหวแล้ว ผมมาช่วยเจรจา ขอผ่อนผันลดดอกเบี้ยให้ถูกกว่าร้อยละสิบต่อเดือนจะได้ไหม”

“ฉันว่าอัตราที่เรียกนี่ก็สมควรอยู่แล้วนะ ว่าที่จริง ร้อยละสิบนี่ก็ปรานีมากโขอยู่ ที่อื่นๆ เขา   เรียกกันร้อยละยี่สิบต่อเดือนกันทั้งนั้นแหละ”

“ผมมาขอความเห็นใจแทนนายสมนะครับ กำนันก็ได้ชื่อว่าเป็นคนกว้างขวางและใจนักเลง ใจ     กว้างกับคนส่วนใหญ่ กับเงินกู้แค่หมื่นเดียว ลดดอกเบี้ยลงบ้างก็คงไม่กระเทือนรายได้สักเท่าไรหรอก”

“คงไม่ดีมั้ง เดี๋ยวจะเอาอย่างกันไปหมด ลูกหนี้รายอื่นๆ ก็จะเอาอย่างกัน ฉันคงลดให้ไม่ได้”

“ผมขอแนะนำว่า โดยกฎหมายแล้ว กำหนดให้เรียกดอกเบี้ยเงินกู้ได้ไม่เกินร้อยละ 15 ต่อปี หรือ คิดเป็นเดือนก็เพียงเดือนละห้าสลึงนะครับ นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังเปิดโอกาสให้ไปร้องเรียนนายทุน   เงินกู้ที่เรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนด รัฐบาลนี้เอาจริงและจัดการกำราบปราบปรามไปแล้ว มากรายนะครับ กำนันลองตรองดูและคิดใหม่ได้นะครับ ผมว่าเราคุยกันแบบกันเองและลดให้เบากว่านี้ดู    จะดีกว่านะครับ”

“นี่พลกำลังขู่ฉันเหรอ” กำนันกล่าวขึ้นด้วยนำเสียงที่แสดงความโกรธ

“ไม่หรอกครับ แต่กำลังพูดความจริงที่ทันยุคทันเหตุการณ์ให้กำนันฟัง กำนันตรองดูนะครับ”

กำนันสินรู้สึกขัดใจมาก แต่เมื่อทบทวนดูกระแสข่าวแล้วก็เห็นจริงตามที่พลอ้างถึง

“เอาเป็นว่าลดเหลือร้อยละห้าต่อเดือนแล้วกัน จะลดเหลือห้าสลึงต่อเดือนมันก็เกินไปนะ นายพล   อย่าลืมว่าตัวเองก็เป็นหนี้ฉันอยู่มากโข ที่มาพูดนี้ หมายรวมถึงหนี้ของตัวเองด้วยหรือเปล่า”

“ก็ด้วยกันแหละครับ เป็นอันตกลงเหลือร้อยละห้าต่อเดือนทั้งของนายสมและของผมนะครับ”

“ตกลงตามนั้น คนอย่างกำนันสินพูดแล้วไม่คืนคำ” กำนันสินรับคำด้วยความรู้สึกที่อัดอั้น

ผลจากการเจรจาขอลดดอกเบี้ยครั้งนั้น ยังความเคียดแค้นใจต่อกำนันสินเป็นอย่างมาก จึงหัน   มาเร่งรัดทวงถามเรียกเงินกู้ที่พลกู้มารักษาแม่อย่างเข้มงวดพร้อมกับการสู่ขอพริ้มเพรา เรื่องนี้นำความ ตึงเครียดมาสู่ครอบครัวของพลอย่างถึงที่สุด เพราะพลและครอบครัวก็ไม่สามารถหาเงินก้อนใหญ่มาก   พอจะมาใช้คืนทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยได้ตามที่ถูกทวงถาม ในที่สุด พริ้มเพราจึงตัดสินใจยอมเสียสละตัวเอง แต่งงานกับสรร เพื่อเป็นการล้างหนี้ให้กับครอบครัว เรื่องนี้ ยังความขมขื่นมาสู่ครอบครัวของพลเป็นอย่างยิ่ง

 

ด้วยผลงานที่ช่วยเหลือชาวบ้านทางด้านกฎหมายและเป็นตัวแทนเจรจาแก่ชาวบ้าน ไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทต่างๆ จนสามารถยุติได้ด้วยดีโดยไม่ต้องฟ้องร้องอีกมากมาย ในที่สุด พลก็ได้รับการทาบทาม ให้สมัครเป็นตัวแทนเข้าชิงชัยเป็นผู้แทนราษฎรซึ่งจะมีขึ้นในอีกสี่เดือนข้างหน้านี้ ทั้งนี้ โดยมีคู่แข่งคน สำคัญคือกำนันสินผู้กว้างขวางและทรงอิทธิพลของท้องถิ่น ซึ่งสังกัดอีกพรรคหนึ่ง นับเป็นเรื่องน่าหนักใจในการที่จะได้คะแนนเสียง อย่างไรก็ตาม พลก็ไม่คร้าม มั่นใจในชื่อเสียงและความดีที่ได้ทำไว้แก่ ชาวบ้านและชุมชนอย่างมากมาย ทุกครั้งที่ออกไปพบชาวบ้านและปราศรัยหาเสียง พลมักกล่าวแนะนำแก่ชาวบ้านดังนี้

“พ่อแม่พี่น้องครับ ประเทศเราเป็นประชาธิปไตย ทุกคนต่างมีสิทธิทางการเมืองเท่าเทียมกัน หนึ่งคนมีหนึ่งเสียงในการเลือกตัวแทนของพี่น้องเข้าไปพูดแทนพี่น้องในสภาฯ เพื่อสะท้อนปัญหาของท่าน และเพื่อช่วยกันออกกฎหมายและข้อระเบียบต่างๆ ตลอดจนเสนอโครงการต่อรัฐบาล ให้รัฐบาล ดำเนินงานในโครงการที่นำประโยชน์สุขกลับมาสู่ชุมชนของเรา ผมขอให้ทุกท่านออกไปใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งกันให้มากที่สุด อย่าอยู่นิ่งเฉย ปล่อยให้สิทธิ์นี้สูญเปล่า ออกไปเลือกคนที่พี่น้องเห็นว่า เป็นคนดี ที่จะทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนท่านได้ในสภาฯ”

ด้วยผลงานที่มีจริงต่อชุมชนและบุคลิกส่วนตัวที่อ่อนน้อมและเป็นมิตรกับทุกคน ทำให้ความนิยมในตัวพลมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แนวโน้มที่จะได้เสียงจากชุมชนมีสูงขึ้นจนเป็นที่หวั่นใจของกำนันสินที่เป็นคู่แข่ง

“ไอ้พลนี่มันมาแรง ชาวบ้านชอบอกชอบใจมันมาก ดูท่าว่ามันจะดึงคะแนนเสียงไปมากโขอยู่ เห็นทีจะต้องหาทางจัดการมันเสียแล้ว” กำนันสินเปรยขึ้นในระหว่างคุยกับสรรที่บ้านในค่ำวันหนึ่ง

“เอาเลยพ่อ ผมก็หมั่นไส้มันมานานแล้ว ทำตัวเป็นผู้ดี นอบน้อมค้อมหัวให้ชาวบ้านไปทั่ว ทีคนบ้านเรางี้ ไม่เห็นจะก้มหัวให้เลย เก็บมันเสียเลยดีไหมพ่อ”

“น่าคิด เรื่องนี้มอบหมายให้แกไปจัดการให้เรียบร้อยนะ”

“วางใจได้พ่อ เรื่องแบบนี้ผมถนัดอยู่แล้ว”

การสนทนาดังกล่าวหาได้รอดพ้นไปจากพริ้มเพราที่แอบฟังอยู่ที่ข้างประตูหน้าห้องนั้นไม่ จึงรีบไปแจ้งแก่พลในวันรุ่งขึ้นที่บ้าน

“พี่พลต้องระวังตัวให้ดี เมื่อคืนกำนันกับสรรคุยกันว่าจะจัดการเก็บพี่เสีย”

“ขอบใจมากที่น้องเอาข่าวนี้มาบอก พี่จะระวังตัวให้มาก”

“น้องว่างานนี้มันชักตึงเครียดและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พี่ถอนตัวเสียไม่ดีกว่าหรือ”

“ถอยไม่ได้แล้ว พี่ก้าวมาไกลมากแล้ว และพี่ก็เห็นว่าหากได้เป็นผู้แทนแล้ว คงทำหน้าที่แทนพี่ น้องของเราได้มากกว่านี้ น้องวางใจได้ พี่จะระวังตัวเต็มที่”

กลางดึกคืนวันหนึ่ง ขณะกลับจากงานแต่งงานของชาวบ้านที่พลไปร่วมงานด้วย ระหว่างทาง กลับบ้าน ผ่านมาถึงทางเปลี่ยวและมืดแห่งหนึ่ง ปรากฏมีต้นไม้ล้มขวางทางรถ ไม่สามารถผ่านไปได้ พลและผู้ที่เดินทางมาด้วยกันต่างก็ลงจากรถมาช่วยกันเคลื่อนย้ายต้นไม้นั้นออก ฉับพลันนั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้นมาหลายนัด พร้อมกับที่พลและเพื่อนอีกคนหนึ่งล้มลงเพราะถูกยิง ผลปรากฏว่าพลถูกยิงเข้าที่ต้นแขนซ้าย ส่วนเพื่อนนั้นถูกยิงเข้าช่องท้องอาการสาหัส ยังนับว่าโชคดีที่จุดเกิดเหตุห่างจากโรงพยาบาล เพียงไม่ถึง 10 กิโลเมตร สามารถนำส่งช่วยชีวิตได้ทัน

เหตุการณ์ที่พลถูกลอบยิงแพร่สะพัดไปในชุมชนอย่างรวดเร็วราวกับไฟไหม้ป่า ชั่ววันรุ่งขึ้น คนก็เล่าลือไปทั่วทั้งบาง ต่างก็คาดเดาไปถึงผู้ลงมือครั้งนี้ว่าจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคู่แข่งการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ก็ไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่ชัด เพราะไม่สามารถหาพยานและหลักฐานใดๆ มายืนยันได้

การถูกลอบยิงครั้งนี้ หาได้ทำให้พลหวาดหวั่นพรั่นพรึงไม่ พลยังคงออกพบชาวบ้านเพื่อหาเสียงเช่นเดิม และไม่กล่าวถึงเหตุการณ์นั้นเลยแม้แต่น้อย เมื่อถูกถาม ก็เลี่ยงที่จะให้ความเห็นใดๆ คงตอบเพียงว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการทำคดีไปตามขั้นตอน การนี้ นำความชื่นชมจากชาวบ้านมาสู่พลได้เป็นอย่างมาก และทำให้ความนิยมในตัวพล เพิ่มสูงขึ้นไปอีกอย่างมากมาย สิ่งที่ยืนยันถึงความนิยมในตัวพล เห็นได้จากการที่มีชาวบ้านมาเยี่ยมเยียนที่บ้านและให้กำลังใจมากมายทุกวันไม่ขาดสาย ต่างนำเอาส้มสูกลูกไม้มากำนัล บ้างก็นำสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระเครื่องมามอบให้เพื่อเป็นเครื่องป้องกันตัว

ในการเข้าเยี่ยมและกราบคารวะต่อเจ้าอาวาสวัดที่บ้านเกิดของพลนั้น ท่านเจ้าอาวาสได้ให้ศีลให้พรแก่พล ให้อยู่รอดปลอดพ้นจากภยันตรายตลอดการพบชาวบ้านจนกว่าจะถึงวันเลือกตั้งและได้มอบพระเครื่องเก่าแก่องค์หนึ่งให้พร้อมกับกล่าวกับพลว่า

“พระองค์นี้ เป็นพระสมเด็จบางขุนพรหมเก่าแก่ อยู่กับอาตมามาตั้งแต่อาตมาเพิ่งบวชได้ไม่นาน ดูเหมือนจะอายุได้ 28 ปี ถึงตอนนี้ อาตมาก็อายุได้ 92 ปีแล้ว คงอยู่ไปได้อีกไม่นานนัก คิดอยู่ว่าจะมอบพระองค์นี้ให้ใครที่ดีพอจะสมควรได้ไว้ ถึงวันนี้ พบแล้วว่าโยมเป็นคนดีที่สมควรแก่การจะได้ถือครองพระองค์นี้ ยิ่งกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานเคยถูกลอบทำร้ายมาก่อน คงจะมีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน ได้พระองค์นี้ไว้คุ้มครองตัวน่าเป็นการดีที่สุด”

“ผมขอกราบนมัสการขอบพระคุณที่ท่านกรุณาต่อผมมากมายเช่นนี้ ผมจะไม่ลืมพระคุณนี้เลย หากผมได้เป็นผู้แทน จะกลับมาทำนุบำรุงและฟื้นฟูวัดนี้ ให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของจังหวัดเลยทีเดียว ผมจะรักษาพระองค์นี้ไว้เป็นอย่างดีครับ”

การคาดการณ์ของเจ้าอาวาสนับว่าแม่นยำมาก เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดการลอบยิงพลขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่โชคดีที่กระสุนพลาดเป้าไปจากพล และเกิดอุบัติเหตุกับรถยนต์ระหว่างเดินทางอีกครั้งหนึ่งเพราะเบรกขัดข้องใช้การไม่ได้ เมื่อตรวจสอบพบว่าสายเบรกถูกตัดขาด แต่พลก็รอดพ้นจากอุบัติเหตุนั้นมาได้ราวปาฏิหาริย์ โดยไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรงใดๆ มีเพียงรอยฟกช้ำบ้างเล็กน้อย ขณะที่ผู้ร่วมเดินทางอื่น ๆ หลายคนบาดเจ็บสาหัส เป็นที่คาดกันว่า ด้วยพุทธานุภาพของสมเด็จโต พรมรังสี ในพระสมเด็จบางขุนพรหมที่พลได้มาและพกติดตัวตลอดเวลานั้นเอง ที่ช่วยคุ้มครองให้พลอยู่รอดปลอดภัยมาโดยตลอด

 

เช้าวันหนึ่ง พริ้มเพรามาพบพลที่บ้าน

“พี่พล มีเรื่องสำคัญจะขอความช่วยเหลือ ช่วงหลังนี้กำนันไม่ค่อยสบาย บ่นปวดท้อง แน่นท้องบ่อยๆ ไปตรวจที่โรงพยาบาลจังหวัดมาหมอตรวจอัลตราซาวนด์แล้วบอกว่าพบก้อนเนื้องอกในตับ สงสัยจะเป็นมะเร็ง ต้องตรวจละเอียดเพื่อการรักษาที่เหมาะสมต่อไป แนะนำให้ไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์จะดีที่สุด น้องนึกได้ว่าเพื่อนของพี่ที่ดูแลคุณแม่เป็นผู้เชี่ยวชาญทางโรคมะเร็ง และอยู่ในโรงเรียนแพทย์ น่าจะช่วยได้ เลยออกปากไปกับกำนันว่าสนใจจะไปปรึกษาไหม จะลองถามพี่พลดูให้”

“แล้วกำนันเขาว่าไงล่ะ พี่เดาว่าเขาคงไม่เอาด้วยหรอก เพราะเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งกันอยู่อย่างนี้”

“แรกๆ เขาก็ปฏิเสธนะ แต่พอเวลาผ่านไปสักหลายวัน อาการมันดูแย่ลง และน้องพูดกับเขาอีกหนนึง และได้แรงสนับสนุนจากภรรยากำนันเขาอีกเสียงนึง เลยค่อยอ่อนเสียงลง และยอมให้น้องมาถามพี่ดูว่าพี่พอจะเป็นคนติดต่อให้ไปตรวจกับหมอคนนั้นได้ไหม พี่คิดว่าไงล่ะ”

“พี่ไม่ขัดข้องหรอก เรื่องนี้ถือเป็นการช่วยเหลือกันโดยมนุษยธรรม เป็นเรื่องที่พี่ทำให้กับชาวบ้านทุกคนอยู่แล้ว ถ้ากำนันไม่ขัดข้อง พีจะไปเยี่ยมกำนันถึงที่บ้านและคุยกันในรายละเอียดอีกที”

วันรุ่งขึ้น พลก็ไปพบกำนันที่บ้าน พบว่ากำนันสินอยู่ในสภาพที่อิดโรย ท้องบวม และตาโดยเฉพาะตาขาวมีสีอมเหลืองเล็กน้อย นั่งพิงเก้าอี้โยกอยู่ หลังจากที่ได้ถามไถ่กันเล็กน้อยแล้ว พลก็เสนอตัวว่าอาสาจะพากำนันไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นเพื่อนกันนั้น เพื่อการตรวจและรักษาต่อไป ในขั้นแรกกำนันสินก็นิ่งเฉยอยู่ จนภรรยาและพริ้มเพราออกปากเท้าความถึงการที่ได้ตกลงกันมาก่อนแล้วว่าจะให้พลพาไปพบแพทย์ กำนันจึงยอมตกลงใจตามนั้น

จากการตรวจโดยละเอียดแล้ว พบว่ากำนันป่วยเป็นมะเร็งที่ตับจริงดังคาด แต่ยังนับว่าโชคดีที่เป็นก้อนเดี่ยวและไม่ใหญ่มากนัก แพทย์ที่ดูแลได้กรุณาปรึกษาไปยังศัลยแพทย์ว่าจะทำอะไรให้ได้บ้างไหม ศัลยแพทย์ได้ตรวจเพิ่มเติมโดยละเอียดแล้ว ให้ความเห็นว่า ยังอยู่ในวิสัยที่จะผ่าตัดเอาก้อนเนื้อร้ายนั้นออกทั้งก้อนได้ และถ้าโชคดี ก็อาจหายขาดได้ กำนันสินตกลงเสี่ยงรับการผ่าตัด ซึ่งก็เป็นไปด้วยดี แพทย์สามารถผ่าเอาก้อนออกได้หมด และให้กลับมาพักฟื้นที่บ้าน

“ฉันต้องขอบใจพลอย่างมากที่ช่วยเป็นธุระเรื่องการเจ็บป่วยครั้งนี้ จนอยู่รอดมาได้ถึงวันนี้”

“ไม่เป็นไรครับ การช่วยเหลือคนอื่น เป็นหน้าที่ที่ผมทำให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวเรานี้ทุกคนอยู่แล้ว กำนันก็เป็นสมาขิกของชุมชนเราคนหนึ่ง มีเรื่องเดือดร้อน และผมอยู่ในวิสัยที่จะช่วยเหลือ ก็ทำให้เต็มที่ครับ ยิ่งเราเกี่ยวดองเป็นเหมือนญาติเช่นนี้ ผมยิ่งต้องเข้าช่วยโดยทันที อย่าคิดเป็นอื่นเลยครับ”

การที่พลช่วยเหลือกำนันสินไปตรวจรักษาจนรอดชีวิตมาจากโรคมะเร็งนั้น เป็นที่เล่าขานกันไปทั่ว ความนิยมในตัวพลยิ่งสูงขึ้นไปอีก จากการหยั่งเสียงคร่าวๆ พบว่าคนที่ยังเฉยๆ และบางส่วนที่นิยมในตัวกำนัน ก็เริ่มหันมาสนใจในตัวพลมากขึ้น

ส่วนกำนันนั้น เนื่องจากเพิ่งฟื้นจากการผ่าตัดใหญ่มา ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปไหนไกลๆ ได้ ไม่สามารถออกพบชาวบ้านเพื่อเรียกความนิยมได้เช่นเดิม ทำให้การออกหาเสียงเบาบางลงไปมาก

ในที่สุด วันเลือกตั้งก็มาถึง เมื่อถึงเวลานับคะแนนเสียง ในเขตที่พลลงสมัครนั้น คะแนนของพลนำโด่งสูงลิ่ว ทิ้งห่างกำนันสินเจ้าของพื้นที่ไปอย่างมาก พลได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎรในเขตที่เป็น บ้านเกิดนั้นเป็นสมัยแรก

การชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นผลมาจากการแสดงความมีน้ำใจต่อชุมชนอย่างสม่ำเสมอมาอย่าง ยาวนาน และมีน้ำใจแม้แต่กับคู่แข่ง เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพลเป็นคนดีของสังคมควรค่าแก่การเป็นตัวแทนของราษฎรในสภาผู้แทนราษฎรอย่างแท้จริง

 

ราวหนึ่งสัปดาห์ต่อมา กำนันสินเชิญพลไปพบที่บ้านเพื่อปรึกษา

“ฉันขอบใจพลที่ช่วยเป็นธุระเรื่องเจ็บป่วยจนหายขาดจากมะเร็งมาได้ ถือว่าได้ช่วยชีวิตของฉันไว้ และเพื่อเป็นการแสดงน้ำใจนักกีฬาและการเป็นนักเลงใจกว้างตัวจริงอย่างกำนันสิน ฉันขอจัดเลี้ยงขอบใจและฉลองการเป็นผู้แทนของพล โดยขอเลี้ยงคนทั้งหมดหมู่บ้าน พลเห็นเป็นไง กำหนดวันมาเลยดีไหม”

“ผมขอขอบคุณในน้ำใจของกำนันเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่าให้ต้องเป็นที่เอิกเกริกเพียงนั้นเลยครับ งานเลี้ยงขนาดนั้น สิ้นเปลืองเงินทองมากมาย และยังต้องล้มหมู ล้มวัว ล้มควายอีกหลายตัว เป็น ปาณาติบาต บาปกรรมเปล่าๆ กรรมก็ตกแก่ผมและกำนันในฐานะเจ้าภาพด้วย เอาแบบนี้ดีไหมครับ ผมเคยรับปากกับท่านเจ้าอาวาสว่า เมื่อได้เป็นผู้แทนแล้ว จะมาช่วยทำนุบำรุงฟื้นฟูให้วัดในชุมชนของเราเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน ผมขอชวนกำนันร่วมบุญโดยสละเงินที่ตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงนี้ ร่วมทำบุญกับผม โดยการบริจาคแก่วัด เราจัดงานทอดผ้าป่าหาเงินเข้าวัด ชวนชาวบ้านมาร่วมบุญกับเรา มีกำนันสิน เป็นเจ้าภาพร่วมกับผม วันฉลองผ้าป่า เรามีงานรื่นเริงเล็กน้อย งดสุราทุกชนิดในงาน ให้ชาวบ้านได้สนุกกัน แบบนี้กำนันเห็นว่าเป็นไงครับ”

“พลคิดถูกและคิดได้ดี ฉันเห็นด้วย เป็นอันตกลงตามนั้น”

งานทอดผ้าป่าครั้งนี้ ได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากคนแทบทั้งตำบล ในฐานะที่กำนันเป็นแม่งาน และเป็นเจ้าภาพหลัก มีผู้แทนพลเป็นเจ้าภาพร่วม วันฉลองผ้าป่า ก็มีงานรื่นเริงเล็กน้อย โดยไม่มีการดื่มสุราตลอดงาน ทั้งนี้ ได้รับความร่วมมืองดดื่มสุราในงานเป็นอย่างดีจากทุกคนที่มาร่วมงาน

หนึ่งปีผ่านไป พริ้มเพราให้กำเนิดบุตรชายกับสรร ยังความยินดีปรีดามาสู่ทุกคนที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกำนันสิน ปลาบปลื้มเป็นที่สุดที่ได้หลานปู่เป็นชาย สรรเองก็ดีใจและเห่อลูกชายมาก เลิกการ เที่ยวเตร่เช่นที่เคย ยอมอยู่บ้านในตอนเย็นค่ำทุกวันเพื่อดูแลลูกชาย และเชื่อฟังคำทักท้วงของพริ้มเพรามากขึ้น โดยเฉพาะการดื่มสุรา ลดลงจนแทบไม่ดื่มอีกเลย และเลิกการดื่มจนเมาไม่ได้สติอีก ความ เปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นของสรร นำความสุขใจมาสู่กำนันสินเป็นอย่างมาก แต่คนที่สุขใจที่สุดได้แก่พริ้มเพรา เพราะได้ทั้งสามีที่ดีและพ่อที่จะเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูกชายด้วยพร้อมกัน

 

– อุทิตย์ พิทักษ์ทอง –

 

Don`t copy text!