พร้าว

พร้าว

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

วันหยุดเทศกาลครั้งนี้มีหยุดต่อเนื่องยาวถึง 4 วัน เบื่อเบื่อเซ็งเซ็งกับเมืองหลวง ผมก็เลยขับรถพาตัวเองมาถึงที่ภาคเหนือ ดินแดนที่เคยคุ้นเคย ที่จับพลัดจับผลูขึ้นมาก็เพราะมีธุระที่จะต้องมายินดีกับเพื่อนฝูงซึ่งตอนนี้มีธุรกิจใหญ่โต ในงานวันเลี้ยงฉลองร้านสาขาใหม่ที่อำเภอเชียงดาว

คืนนั้นก่อนเปิดงานมีการรำฟ้อนฉลองตามประเพณีทางภาคเหนือ เห็นแม่เอื้องสาวสวยช่างรำฟ้อนเหล่านั้น ทำให้ผมหวนคิดถึงนักศึกษาสาวช่างฟ้อนของวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่คนหนึ่งในอดีตเมื่อคราวที่ผมเคยเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คนที่ไม่เคยลืมเลือนไปจากความทรงจำของผมเลย เธอคนนั้น… คนที่สอนให้ผมได้รับรู้ถึงความหมายอันลึกซึ้งระหว่างความรักอันบริสุทธิ์และความเป็นจริง…ของชีวิต

เสร็จจากงานเลี้ยงที่อำเภอเชียงดาวผมก็ขับรถลงทางใต้มุ่งสู่อำเภอแม่ริม เมืองท่องเที่ยวที่กำลังเจริญขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะหมู่บ้าน ‘สะเมิง’ หมู่บ้านกันดารสุดสุดในสมัยก่อนนั้น ที่ถือว่าเป็นเมืองชนบทไกลหลุดโลกเลยทีเดียว อันจะเป็นจุดพักแรมของผมในคืนนี้

ผมขับรถเข้าเขตอำเภอแม่แตงได้สักพัก อีกสัก 30 กิโลเมตรก็จะถึงทางแยกเลี้ยวเข้าสะเมิง แต่เมื่อผมเหลือบเห็นป้ายข้างทางซ้ายมือแล้วทำให้ผมเปลี่ยนใจอย่างกระทันหันและหันเลี้ยวตามไปในทิศทางของป้ายที่บอกนั้นโดยทันที

‘อำเภอพร้าว 90 กม.’

ด้วยว่าป้ายที่ผมเห็นอยู่ตรงหน้านั้น   มันทำให้ความทรงจำที่ค้างคาใจของผมในรำฟ้อนเมื่อคืนนั้น…ระเบิดออกมาโดยทันที

มันเป็นคำพูดของเธอ แม่นักศึกษาสาวช่างฟ้อนคนนั้นในอดีต… ที่เผลอหลุดออกมาจากความทรงจำ

“น้องจะรออ้ายเล็กอยู่ที่พร้าว หวังว่าสักวันหนึ่งเราคงได้กลับมาเจอกันอีกนะเจ้า”

ผมหักเลี้ยวพวงมาลัยแทบจะทันทีจนเกือบทำให้รถที่ตามหลังผมมาจะมาชนเอาได้ ดีนะที่เขาขับหักหลบไปอีกเลนได้ทัน ด้วยเหตุผลของผมต้อนนั้นก็เพียง… กับอีแค่ความคิดแบบตลกไก่กา ที่คิดอยากจะเจอเธออีกสักครั้งก็เท่านั้น ทั้งที่เรื่องมันผ่านมาเกือบ 30 ปีแล้ว

“อ้ายเล็กมาเมินแล้วกา”

“โห กว่าจะหาหอพักนี้เจอก็ทำเอาเหนื่อยเชียว”

“หอพักราคาถูกก็จะอยู่ลึกหน่อยเจ้า อ้ายเล็กกิ๋นน้ำสักพัก น้องขอเวลาไปแต่งตั๋วสักกำ งานฟ้อนจะเริ่มอีกสักชั่วโมงที่จะถึง”

พูดจบเธอก็ปล่อยให้ผมนั่งรออยู่ที่หน้าห้องพักตามลำพัง ผมนั่งรอเธอได้สักพักเพื่อนสาวของเธอที่พักอยู่ห้องเดียวกันก็มาถึง

“อ้ายเล็กพาเปื้อนรูปหล่อมาด้วยก่อ นุชจะได้ยืมตั๋วควงเล่นไปดูน้องแจ๋เปิ้นฟ้อนโตยก้า”

“อ้ายจอมจะได้แพ่นกบาลพี่เล็กปะไร”

“อ้ายจอม เปิ้นปิ๊กบ้านที่เชียงราย 4-5 วันปู้น”

“เจ้าชู้นะเราน่ะ แล้วนี่ไม่ไปรำด้วยกันกับแจ๋เขาหรือ?”

“น้องฟ้อนบ่าเป็น เรียนคหกรรมทำอาหารเป็นอย่างเดียว บ่าได้เป็นช่างฟ้อนที่งามจั๊ดนักขนาด จนสะกดจิตใจอ้ายบ่าวคนใต้ให้ตามมาหาถึงตี้หอพักน่ะเจ้า”

“นินทาน้องอะหยัง”

สิ้นเสียงของแจ๋ที่ดังออกมาจากในห้อง เธอก็เดินออกมาในชุดช่างฟ้อน ใส่เสื้อสีขาวแขนกระบอก รัดแน่นกับทรวงอกจนกระดุมแทบปริ ที่บนศีรษะรอบมวยผมที่เกล้าขึ้นมาถูกทัดด้วยดอกพวงชมพูสด พร้อมนุ่งชุดซิ่นผ้าไหมพื้นเมืองสีแดงที่มันรัดสะโพกจนกลมกลึง ทำให้เธอดูสวยมากยังกับนางฟ้าลงมาจากสวรรค์ จนทำเอาใจผมพองโต ไม่คิดว่าสาวสวยคนนี้เธอจะเป็นแฟนเรา

“คืนนี้น้องแจ๋ของพี่เล็กดูสวยยังกับนางฟ้าเลย จะกลับสวรรค์คืนนี้แล้วใช่ไหม?”

“บ้า อ้ายเล็กก้อ… น้องอายเน้อ”

ทุกเย็นในวันที่มีการฟ้อนที่งานวัดทุกครั้ง ผมจะมีหน้าที่มาคอยรับส่งเธอเสมอตอนหลังเลิกเรียน เพื่อไปฟ้อนในงานสำคัญที่อาจารย์ผู้สอนเป็นคนรับงานมา

ด้วยฐานะทางบ้านของเธอเองที่ไม่ค่อยดีเท่าไร เธอจึงได้อาศัยเงินจากการฟ้อนรำนี่แหละเป็นค่าเล่าเรียนในแต่ละเทอม โดยเฉพาะในช่วงงานเทศกาล เธอถึงกับเก็บเงินจากการฟ้อนส่งกลับบ้านที่อำเภอพร้าวเป็นเงินก้อนใหญ่เลยทีเดียว

ภาพของหญิงสาวที่นั่งรอผมอยู่ที่บันไดของประตูห้องพัก เมื่อเธอแลเห็นผมขี่มอเตอร์ไซค์มาถึง เธอจะทอดสายตาและส่งรอยยิ้มมาให้ผมเห็นแต่ไกล พร้อมกับคำทักทายซ้ำซ้ำที่ถามถึงผมเป็นประจำเมื่อผมมารับเธอ และวันนี้ก็เช่นกัน

“อ้ายเล็กเหนื่อยก่อเจ้า ที่มารับน้องไปงานในทุกทุกวัน”

“ถึงจะเหนื่อยแค่ไหน พอได้มาเห็นหน้างามงามของน้องแจ๋ อาการเหนื่อยที่ว่าก็หายเป็นปลิดทิ้งเลยล่ะ”

“ต่อไปในอนาคต… จะมารับน้องได้สักกี่เตื้อน้อ”

เมื่อพูดจบเธอก็ชายตาค้อนกลับมา ทำเอาความรู้สึกของผมตอนนี้เหมือนมันถูกโดนตีด้วยค้อนให้เจ็บ… จนระบมลงที่หัวใจเลยทีเดียว

ผมกับแจ๋เป็นแฟนกันได้อยู่เทอมกว่ากว่า ตอนนั้นผมสอบปลายภาคเสร็จตอนปี ๑ น้องแจ๋เธอจบชั้น ปวช.พอดี เมื่อปิดภาคเรียนฤดูร้อน ผมไปส่งเธอที่คิวรถอำเภอพร้าวในตอนบ่าย ก่อนที่ผมจะจับรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ในเย็นวันนั้นโดยเราทั้งสองต่างทิ้งที่อยู่ไว้ติดต่อแก่กัน

เราได้เขียนจดหมายคุยกันบ้างตลอด 3 เดือนที่ปิดเทอม เรื่องราวก็ไม่มีอะไรไปมากกว่าความคิดถึงที่มีต่อกัน ผมเคยคิดจะโทรศัพท์ไปหาเพื่อจะได้ยินเสียงหวานหวานจากเธอให้หายคิดถึง แต่แจ๋เธอบอกว่าเรื่องโทรศัพท์ทางไกลถึงกันนั้นเลิกคิดไปเลย เพราะทั้งอำเภอมีตู้โทรศัพท์สาธารณะอยู่แค่ 3 ตู้เท่านั้น

เปิดเทอมในวันแรก ผมรีบไปหาเธอที่หอพักในทันที เจอยายนุชเพื่อนร่วมห้องที่พอพัก เธอบอกว่าน้องแจ๋เธอไม่มาเรียนต่อแล้ว นี่นุชเธอเองก็เพิ่งกลับมาจากงานศพของพ่อเธอที่พร้าว และแจ๋เธอได้ฝากจดหมายมาถึงผมด้วย

เนื้อความในจดหมายเท่าที่ผมจำได้ เธอบอกว่าเมื่อสิ้นบุญของพ่อเธอ ทำให้อนาคตที่เธอจะเรียนต่อก็สิ้นไปด้วย เธอต้องช่วยแม่ทำงานและดูแลน้องน้องที่บ้าน ซึ่งตอนนี้เธอไม่ใช่นักศึกษาสาวช่างฟ้อนแล้ว เป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ต้องทำมาหากินปากกัดตีนถีบไปวันวัน ส่วนเรื่องความรักของเรานั้นเธอจะขอเก็บมันไว้ในความทรงจำและจะคิดถึงมันเสมอ

ตอนนั้นผมยังเด็กเกินไปที่จะคิดหาหนทางแก้ไขปัญหานี้ได้ ลำพังเฉพาะเงินที่ผมต้องหาเล่าเรียนเองก็ยังหายากอยู่ เรื่องที่จะไปค้ำชูอนาคตครอบครัวเธอนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ผมเสียใจอยู่พักใหญ่ และที่เสียใจมากที่สุดก็คือผมใจไม่แข็งพอที่จะไปหาเธอที่พร้าว และตัวผมเองก็ไม่รู้จะตอบจดหมายของเธออย่างไรด้วย ผมผัดวันประกันพรุ่งจนยายนุชย้ายออกจากหอพักไป เรื่องก็เลยหาย… เลยตามเลยไปเลย

เวลาผ่านไปร่วมปี จนผมลืมเธอไปแล้ว ผมก็ได้รับจดหมายจากเธอที่ส่งมาที่คณะที่เรียนว่า ทางแม่ของเธอถูกเพื่อนบ้านทาบทามให้เธอแต่งงานกับลูกชายผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้าน และนั่นจะเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้ความเป็นอยู่ของทุกคนในบ้านดีขึ้น

ผมรู้สึกยินดีกับเธอลึกลึก แต่ก็ไม่นึกที่จะเขียนจดหมายตอบหรือคิดจะไปในงานแต่งงานของเธอแต่อย่างไร มันมีความรู้สึกเหมือนว่า ได้แต่มองเห็นความรักที่เคยมีอยู่นั้น… ผมแค่แลเห็นมันล่องลอยไปเฉยเฉย อย่างด้านชาต่อความรู้สึก

จนปีสุดท้ายก่อนที่ผมจะจบการศึกษา เธอก็เขียนจดหมายมาหาผมที่คณะอีกครั้ง คราวนี้เธอเล่าให้ฟังถึงสามีที่ประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิต เธอจึงต้องเลี้ยงลูกสาวคนเดียวตามลำพัง ทรัพย์สินของสามีเธอนั้นมีมากพอดู ทำให้เธอมีความคิดรื้อฟื้นความทรงจำและอยากจะกลับไปเรียนทางนาฏศิลป์การรำฟ้อนอีกครั้งหนึ่ง และผมยังจำข้อความสุดท้ายในจดหมายที่มันยังอยู่ในความทรงจำ…ได้จนทุกวันนี้

“น้องจะรออ้ายเล็กอยู่ที่พร้าว หวังว่าสักวันหนึ่งเราคงได้กลับมาเจอกันอีกนะเจ้า”

และนั่นเป็นข่าวสารครั้งสุดท้ายที่ผมได้รับจากเธอ ด้วยเหตุที่ผมไม่เคยตอบจดหมายกลับไปหาเธอเลยแม้แต่ฉบับเดียว… ความรักที่เคยมีอยู่ก็เลยหายไปพร้อมกับเธอด้วย

.

.

.

ผมมาถึงพร้าวเอาตอนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว  ตัวเมืองพร้าวดูแล้วยังมีความเจริญน้อยมากเมื่อเทียบกับสะเมิงเมืองชนบทในอดีต พร้าวเป็นเมืองปิดไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว อาจจะเป็นเมืองที่พอจะมีคนรู้จักบ้างในอดีตก็คือหลวงปู่แหวน เกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดดอยแม่ปั๋ง

ตลอดสองข้างทางที่ขับรถเข้าหาตัวเมืองพร้าวนั้น ก็พอจะเห็นป้ายรีสอร์ตข้างทางอยู่ประปราย ผมน่าจะหาที่นอนคืนนี้ได้ไม่ยาก แต่ที่ดูจะยากมากกว่านั้นก็คือผมจะไปหาเธอได้ที่ไหน น้องแจ๋เองเธอเคยชวนผมมาเที่ยวบ้านเธอเมื่อตอนหลวงปู่แหวนท่านละสังขารมรณภาพในตอนนั้น บังเอิญผมติดสอบเลยไม่ได้มาด้วยกันกับเธอ นี่ถ้าผมได้มากับเธอในคราวนั้นก็พอจับพลัดจับผลูหาบ้านเธอได้ไม่ยากนัก

ผมแวะกินข้าวตอนเย็นข้างวัดวัดหนึ่ง เห็นมีงานสมโภชอะไรสักอย่างที่วัด เวลาตอนนี้ยังหัวค่ำอยู่เลย กินข้าวเสร็จผมว่าจะไปเดินเล่นในวัดสักหน่อย อาจจะเจอเธอที่งานวัดนี้ก็เป็นไปได้… แม้จะเป็นความหวังลมลมแล้งแล้งก็ตามที

งานวัดจัดได้ดูใหญ่พอสมควร แสดงว่าวัดนี้คงเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งเป็นแน่ มองเห็นชาวบ้านพากันไปดูรำฟ้อนที่หน้าเจดีย์องค์ใหญ่ มันดึงความสนใจให้ผมเดินตามไปเหมือนมนต์สะกดใจ อาจจะเป็นไปได้ที่ผมเคยส่งแจ๋เธอไปรำฟ้อนบ่อยบ่อยเลยทำให้ผมคุ้นเคยกับสิ่งนี้ ภาพของสาวช่างฟ้อนที่รำได้อย่างพร้อมเพรียงแลดูสวยงามนั้น ถามถึงความทรงจำที่ค้างคาใจของผมอยู่ในตอนนี้ ดูรำฟ้อนเพลินใจไปสักพัก ผมสังเกตเห็นแม่สาวช่างฟ้อนคนหนึ่งเธอรำได้ดูงดงามแลดูเด่นสง่ากว่าทุกทุกคน ลีลาและท่าทีรวมทั้งจริตจะก้านที่แลเห็นมันคุ้นเคยในความรู้สึกของผมเอามากมาก และเมื่อเธอหันหน้ากลับมา ภาพดวงหน้าที่เห็นทำเอาผมตกตะลึง เพราะหน้าตาของเธอที่ผมเห็นนั้นมันเป็นหน้าตาของน้องแจ๋เธอชัดชัด ก่อนที่ภาพนั้นมันจะเลือนหายและกลายหน้าตาของเด็กสาวอีกคนหนึ่ง …มันทำให้ผมถึงกับมึนงง นี่ผมคงคิดถึงเธอมากไปจนทำให้ผมตาฝาดไปกระมัง

ในขณะที่ผมมีคำถามในใจอยู่นั้น เสียงโฆษกก็ประกาศเสียงดังเพื่อขอบคุณคณะช่างฟ้อนเหล่านี้… แต่คำพูดสุดท้ายของโฆษกกลับทำเอาเข่าของผมทรุดจนผมแทบจะนั่งอยู่กับพื้น ด้วยอาการขนลุกพร้อมด้วยหัวใจที่… ร้าว… ราน

“สาวสาวนักฟ้อนที่รำฟ้อนได้สวยงามอย่างมากเหล่านี้ก็หาใช่สาวฟ้อนที่ไหนไม่ ก้อคือลูกหลานในหมู่บ้านของเราทั้งนั้นนี่แหละและเป็นลูกศิษย์ลูกหาของคณะรำฟ้อนชื่อดัง…แม่อุ้ยแจ๋ เมืองพร้าวของเรานี่เอง

นี่ถ้าแม่อุ้ยเธอยังอยู่ เธอคงปลื้มอกปลื้มใจในเหล่าลูกศิษย์เหล่านี้ของเธอเป็นแน่!

 

– นิราตรี –

Don`t copy text!