น้ำฝน กะ อาทิตย์

น้ำฝน กะ อาทิตย์

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ขณะที่ฉันกำลังโน้มตัวเพื่อเก็บดินสอแท่งกุดสั้นของใครบางคนบนพื้นสนามหญ้า ไม่ทันที่ฉันจะหยิบมันขึ้นมาอย่างถนัดมือได้ดีนัก เสียงหนึ่งก็ลอยเข้ามาตกลงใจกลางโสตประสาท ฉันค้างท่าโน้มตัวเอาไว้อย่างนั้น แล้วหันไปมองเจ้าของเสียงที่ดังคำรามอยู่ด้านหลัง

“ไม่ต้องเก็บ ปล่อยมันเอาไว้ตรงนั้น” ผู้ชายคนนั้นพูดราวตะคอก

ฉันขมวดคิ้วให้เขาเล็กน้อย แล้วกลับมายืนในท่าปกติ คงเป็นดินสอของเขา ถ้าฉันหยิบมันขึ้นมาเขาอาจจะมองว่าฉันเป็นขโมยได้ ฉันฉีกยิ้มเจื่อนๆ แล้วสาวเท้าเดินต่อไป

ชายคนนั้นเป็นลูกศิษย์ของฉันเอง เขามีชื่อว่านายอาทิตย์

 

สองเดือนก่อนหน้านี้ แม่ของผู้ชายคนนี้มาขอร้องให้ฉันช่วยสอนภาษาอังกฤษให้เขา ทั้งๆ ที่เราสองคนเป็นเด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน ตอนแรกฉันอยากปฏิเสธในสิ่งที่เธอร้องขอ แต่ฉันกลับกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเมื่อเธอเสนอเงินค่าจ้างในอัตราที่สูงเอาการมาให้

ฉันไม่อยากยุ่งกับเขาเลย แค่เห็นสายตาที่เขามองมา ฉันก็เจ็บปวดเหลือเกินแล้ว

ทั้งเขาและฉัน เราไม่เคยได้คุยกัน ทั้งๆ ที่เรียนอยู่ห้องเดียวกัน ถ้าจะพูดให้ถูก เขาอยู่ในกลุ่มเด็กที่โด่งดังที่สุดในโรงเรียน ส่วนฉันเป็นเด็กกะโปโลที่วันๆ เอาแต่นั่งอ่านหนังสือในสนามหญ้าหลังโรงเรียน ไร้ซึ่งความโดดเด่น และเงียบขรึมเกินกว่าจะเป็นที่นิยมของใครๆ

 

ย้อนไปเมื่อตอนฉันอยู่ประถม 6 ฉันได้พบกับเด็กชายหน้าขาวซีดคนหนึ่ง เขาเพิ่งย้ายมาจากจังหวัดระยอง ไม่ค่อยมีเพื่อนและไม่ค่อยพูดคุยกับใครสักเท่าไหร่ นายหน้าซีดตัวสูงโย่ง หน้าตาน่ารักอยู่ในแว่นกรอบใหญ่ และมีท่าทางแปลกๆ วันๆ เอาแต่อ่านหนังสือหรือไม่ก็อยู่คนเดียว ใครคุยด้วยก็ไม่ค่อยคุย ฉันอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงเลือกปฏิบัติตัวอย่างนั้น

ในช่วงพักกลางวันกลางเดือนธันวาคม ลมหนาวเย็นๆ เริ่มพัดมาจากอีกฟากหนึ่งมาสู่เมืองเชียงใหม่ เด็กชายตัวซีดนั่งอ่านหนังสืออยู่ใต้ต้นสนที่กิ่งไม้ของมันเอนไหวไปมา เขาตัวสั่นแต่ดูไม่หวั่นไหวกับแรงลมเลย มือข้างหนึ่งคอยขยับแว่นตาให้เข้าที่ ส่วนมืออีกข้างคอยพลิกหน้าหนังสือให้ไปอยู่ในหน้าถัดไปอย่างไม่ลดละ

บางครั้งเขาเงยหน้ามองอากาศยามเที่ยงเหมือนอยากมองเห็นภาพมันชัดๆ แต่มันก็ว่างเปล่า… และเขายังคงนั่งตัวสั่นอย่างหยุดไม่ได้

ฉันเดินเข้าไปหาเขา แล้วนั่งลงใกล้ๆ ส่วนเขาหันมามองและส่งสายตาด้วยความสงสัย

“ทำไมเธอไม่ใส่เสื้อกันหนาวมาล่ะ” ฉันถาม

“ฉันไม่อยากใส่ ฉันอยากรู้ว่าลมหนาวมันเป็นยังไง”

“เธอรู้แล้วนี่ว่ามันหนาว” ฉันว่าแล้วเอนตัวพิงไปกับต้นสนต้นนั้น

“ทำไมเธอถึงมาคุยกับฉัน” เขาถามอย่างเหงาหงอย

“แล้วทำไมฉันถึงไม่ควรคุยกับเธอล่ะ” เขาหลบตาฉัน พลางพูดอย่างแผ่วเบา

“ก็ฉันมันแปลก…”

ฉันหัวเราะชอบใจในสิ่งที่เขาพูด แต่เขากลับขมวดคิ้วเป็นวงเล็กๆ มาให้

“เธอไม่ได้แปลกซะหน่อย แต่เป็นเพราะว่าเธอไม่เคยคุยตอบใครเลยต่างหาก ฉันยังแปลกใจอยู่นะที่เธอยอมคุยกับฉัน” เด็กชายหน้าซีดยังตัวสั่นไม่หยุด ริมฝีปากของเขาเริ่มซีดกลืนไปกับใบหน้า และดูเหมือนว่าอีกไม่นานปากของเขาคงจะแห้งกร้านและแตกในที่สุด

“ถ้าเธอหนาว เธอแบ่งเสื้อกับฉันได้นะ” ฉันว่าแล้วถอดเสื้อกันหนาวแสนอุ่นสีเหลืองของฉันออก

“ไม่ล่ะ ฉันไม่รบกวน” เขาว่า แล้วก้มหน้าอ่านหนังสือต่อ

“ไม่รบกวนหรอก เอางี้ เธอกับฉันมาสวมมันด้วยกัน เธอสวมแขนข้างซ้าย ส่วนฉันสวมแขนด้านขวา อย่างนี้ดีไหม” เขาเอียงคอมองฉันแล้วเหมือนจะยิ้ม “ฉันทนเห็นเธอตัวสั่นอีกไม่ได้แล้ว” ฉันส่งสายตาวิงวอนให้เขา

“ก็ได้ ขอบใจนะ” เขาว่าแล้วเอาแขนด้านซ้ายเข้ามาสวมในเสื้อกันหนาว ส่วนฉันสวมเสื้อมันในด้านที่เหลือ พลางสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ

“ถ้าเธอไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร คุยกับฉันก็ได้นะ” ฉันบอก ขณะที่เขาก้มหน้าอ่านตัวอักษรในหน้ากระดาษที่อยู่บนตักพลางพยักหน้ารับกับคำพูดของฉัน

“เธอหมายถึงเป็นเพื่อนกันใช่ไหม” เขาถามขณะที่ยังก้มหน้าอ่านอย่างนั้น

“ใช่เลย ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราเป็นเพื่อนกัน”

เด็กชายหน้าซีดคนนั้น คือนายอาทิตย์ คนที่คอยส่งภาษาเลือดเย็นให้ฉันทุกครั้งเวลาที่เจอหน้ากัน ณ ปัจจุบันนี่ล่ะ

 

แต่ตอนนี้ เราอยู่มัธยม 6       

“เธอไปพูดอะไรกับแม่ฉัน เขาถึงให้เธอมาสอน” เขาถามพลางจ้องหน้า น้ำเสียงราบเรียบ ในครั้งแรกสำหรับการเรียนการสอนของเรา

“ฉันแค่ตอบรับการจ้าง ถ้าเธอไม่อยากให้ฉันสอน ก็ไปคุยกับแม่ของเธอเอาเองเถอะ”

ฉันพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบกลับไปเช่นกัน จนเขานั่งนิ่งแล้วเลิกจ้องหน้าฉัน ฟังสิ่งที่ฉันสอนเหมือนกับฟังเสียงแมลงหวี่บินว่อนไปมา ที่เขาพร้อมจะใช้มือประกบตบได้ทุกเวลา

“เธอควรรู้เอาไว้ ว่าอย่าบอกคนอื่นว่าเธอมาสอนวิชาภาษาอังกฤษฉัน” เขาว่า

ฉันขมวงคิ้วพลางบอก “รับรองได้ จะไม่มีใครรู้หรอก”

หลังจากวันแรกของเรา เขาไม่ค่อยสนใจในสิ่งที่ฉันสอนมากนัก ส่วนฉันก็เฉยชากับเขา สอนเหมือนกับว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น ถ้าเขาไม่ท่องศัพท์ที่ฉันให้ไปท่องมา ฉันก็ไม่ว่าอะไรเขา เพราะไม่รู้ว่าจะว่าไปเพื่ออะไร ในเมื่อสิ่งที่พูดออกดูจะไม่มีความหมายสำหรับเขาเลย

ทุกเช้าที่ไปโรงเรียน ฉันจะเจอกับสายตาที่ไม่เป็นมิตรจากลูกศิษย์ของฉันทุกครั้ง เขานั่งอยู่หลังห้อง ส่วนฉันนั่งหน้าห้อง ดูเหมือนแยกสัดส่วนของยีนเด่นและยีนด้อยเอาไว้อย่างชัดเจน ข้างหลังห้องเต็มไปด้วยเด็กหนุ่มสาวหน้าตาดี ที่ไม่ว่าจะเดินไปที่ไหนของโรงเรียนก็จะมีแต่สายตาชื่นชม

ส่วนเด็กหน้าห้องอย่างฉันไม่มีวี่แววของสายตาชื่นชมเลยสักนิด ไม่ว่าจะได้คะแนนในการสอบสูงสักเพียงใด

 

“แฟนเธอไม่ว่าหรอกเหรอ ที่มาคลุกอยู่กับฉันตอนเย็นทุกวัน”

“ฉันไม่มีแฟน” ฉันส่งเสียงเย็นชา

“ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น อย่างเธอฉันว่าคงไม่มีใครมาชอบหรอก”

ความหวาดหวั่นเกิดขึ้นในใจทันใด หลังจากได้ยินประโยคที่เขาพูด ถ้อยคำบาดลึกของเขาทำให้ฉันน้ำตาแทบไหล ฉันนั่งนิ่งแล้วพ่นลมหายใจอย่างแผ่วเบาเพื่อสะกดกลั้นน้ำตาไม่ให้ทะลักออกมา แต่มันก็ทำได้ยากเหลือเกิน

ภาพของนายหน้าซีดลอยวนเวียนอยู่ในมโนภาพของฉัน ภาพเด็กชายไม่ค่อยพูด แต่ถ้าได้นั่งอยู่กับเขาเฉยๆ โดยไม่ต้องพูดจาอะไรกันฉันก็รู้สึกอบอุ่น ไม่มีซึ่งแววของความสะดุดตาและร้ายกาจเหมือนเช่นวันนี้

ภาพนั้นปรากฏเด่นชัดในความทรงจำของฉัน

 

ย่างเข้าหน้าร้อนในช่วงมัธยม 1 เราสองคนยังเป็นเพื่อนกันและย้ายมาเรียนในโรงเรียนมัธยมใกล้ๆ  บ้าน นายหน้าซีดอยู่คนละห้องกับฉัน เขาบอกฉันว่าเขามีฉันเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวเพราะไม่มีใครคุยกับเขา แต่ฉันไม่เชื่อหรอก เขาต่างหากที่ไม่ยอมคุยกับใคร  — เด็กชายหน้าซีดดูเหมือนถนัดกับการสร้างกำแพงเพื่อกั้นตัวเองให้ออกห่างจากผู้คน — เพื่อไม่ให้ไปผูกมัดกับใคร นอกเหนือจากฉันเท่านั้น – เขาดูเหงา แต่เขาจะใช้ความเหงาเหล่านั้นมาให้ฉันชดเชย

“เธอชอบสะสมอะไร” เขาถามฉันขณะแสงแดดอาบไล้ไปทั่วบริเวณของสนามหญ้า ในชั่วโมงพักกลางวัน เราสองคนนั่งกันอยู่บนอัฒจันทร์อันใหญ่ยักษ์ที่ตั้งอยู่ชิดลู่วิ่งของสนามฟุตบอล

“ฉันชอบสะสมดินสอ”

เขาเลิกตาขึ้นข้างหนึ่ง แล้วถามฉันว่าทำไมฉันถึงชอบสะสมมัน

“เมื่อสมัยเด็กๆ ฉันชอบวาดรูป และฉันมักจะใช้ดินสอในการวาด จนเดี๋ยวนี้ฉันติดการใช้ดินสอไปแล้ว”

“แล้วเธอล่ะ ชอบสะสมอะไร”

เขายิ้มตาหยีก่อนจะยื่นแขนไปข้างหน้าเพื่อให้มันได้สัมผัสกับไอแดด

“ฉันชอบสะสมช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเธอ”

ช่วงเวลานั้นมันคือวินาทีแห่งความอึดอัด ยากเหลือเกินที่จะตีความของความหมายที่เขาพูดออกมา ฉันดูเหมือนจะสับสนเกินกว่าจะคิดไกลจนมองความสัมพันธ์ของเราสองคนเกินคำที่ขีดเส้นใต้เอาไว้อย่างคำว่า เพื่อน ฉันหันหน้าไปมองเขา และมองลึกเข้าไปในใจกลางดวงตาสีน้ำตาลคู่นั้น แล้วฉันก็ได้พบกับคำตอบ

“ฉันรักเธอนะ เรามาเป็นแฟนกันไหม” เขาพูดสรุปในที่สุด

ดวงหน้าของฉันเริ่มเจือด้วยสีแดง อาจจะเป็นเพราะแดด แต่ฉันเชื่อว่าเป็นเพราะคำพูดของเขาเสียมากกว่า นายหน้าซีดอมยิ้มเหมือนชอบใจกับใบหน้าแดงระเรื่อของฉัน แต่ฉันกลับร้อนรุ่มอย่างมีเหตุผล ในหัวใจร่ำร้องว่าฉันไม่อยากได้ความสัมพันธ์แบบนี้ มันไม่ง่ายเลยที่จะแบกรับความรู้สึกดีๆ ของใครสักคนในช่วงเวลาที่เราไม่ต้องการ

ฉันนั่งนิ่งและเงียบ ไม่มีการเปล่งถ้อยคำตอบกลับถึงสิ่งที่เขาถาม สายตาได้แต่ทอดยาวไปที่ปลายเสาธงและมองแสงกระทบของอลูมิเนียมที่ส่องประกายวิบวับแสบตา — แต่ฉันกลับไม่รู้สึกแสบเคืองอะไรทั้งสิ้น

แต่กายทั้งกายเหมือนชาไปทั้งร่าง

 

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากวันนั้น คือความเหินห่างที่ฉันเริ่มหยิบยื่นให้กับนายหน้าซีด ฉันหลบหน้าเขาทั้งๆ ที่อยากเจอหน้า — ถ้าเจอกันครั้งใดฉันจะหลีกตัวออกมาหลังจากผ่านไปสิบนาที และเงียบหายไปเหมือนคนนิสัยเสีย ฉันเพียงอยากหลบหนีสิ่งที่ฉันต้องเผชิญ เขาไม่ควรบอกรักฉันเลย ฉันทำตัวไม่ถูกเลยจริงๆ

บนอัฒจันทร์ไม่เห็นฉันอีกแล้ว มีเพียงแต่เขาที่นั่งเหงาอ่านหนังสืออยู่เพียงคนเดียว

กระทั่งวันหนึ่ง…

แสงแดดแรงเปรี้ยงกลางเดือนมีนาคมสาดโดนหัวฉาดใหญ่ขณะฉันวิ่งออกกำลังกายในคาบวิชาพละ ฉันวิ่งไปพร้อมกับเพื่อนทั้งห้องบนลู่วิ่งริมสนามฟุตบอล บนอัฒจันทร์นายหน้าซีดกำลังนั่งมองลงมา ฉันหยุดปาดเหงื่อที่หน้าผากและมองกลับไป เขามีโถแก้วใบใหญ่วางอยู่ข้างๆ มองจากระยะไกลฉันไม่สามารถคาดเดาได้ว่ามันคืออะไร

ฉันไม่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงมานั่งอยู่บนนั้น ชั่วโมงนี้เป็นคาบว่างของเขา

ฉันวิ่งต่อ ในที่สุดพร้อมกับละทิ้งความรู้สึกอยากเดินไปหาเขาลงบนลู่วิ่งอันขรุขระ

พวกเรานั่งพักกันที่ใต้ต้นหูกวางขนาดใหญ่สองต้น ที่เปรียบเสมือนเป็นห้องเรียนวิชาพละของเรา ขณะฉันกำลังก้มตัวลงไปเพื่อผูกเชือกรองเท้าผ้าใบสีหม่น แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมาฉันก็เห็นนายหน้าซีดยืนอยู่ตรงหน้า ในมือของเขาถือโถใบนั้นแนบเอาไว้กับตัว

“ฉันเอามาให้เธอ” เขาพูดพร้อมกับยื่นโถแก้วที่ถูกบรรจุแท่งดินสอหลากลวดลายไว้แน่นเอี้ยด ฉันมองโถใบนั้นแล้วแทบอยากจะร้องไห้

เพื่อนฉันทั้งห้องมองเขาเป็นตาเดียว จากนั้นตามด้วยเสียงฮือฮา บางคนตะโกนถามขึ้นมาว่าเราสองคนเป็นแฟนกันหรือเปล่า แล้วตามด้วยเสียงหัวเราะ

อาจจะด้วยรูปลักษณ์ของเขา เด็กชายซื่อบื้อที่วันๆ เอาแต่นั่งอ่านหนังสือ ไม่พูดจากับใคร ทำตัวแปลกแยกจนยากจะเข้าใจ

น้ำตาของฉันซึมกลับเข้าไปซุกตัวอยู่ใต้เปลือกตาในทันที ฉันไม่ต้องการให้ใครมองว่าเขากับฉันเป็นอะไรกัน ฉันสับสนเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ และฉันก็ยังไม่แน่ใจว่าฉันรักนายหน้าซีดแบบเดียวกับที่เขารักฉันหรือเปล่า

ในตอนนั้น ฉันแค่อยากให้เขาไปพ้นๆ หน้าซะที

ฉันแสดงความเย็นชาและหยิบยื่นความเจ็บช้ำให้แก่เขา ทั้งที่หัวใจตัวเองไม่ต้องการอย่างนั้นเลย นายหน้าซีดหันไปมองเพื่อนฉันที่หัวเราะอยู่รอบด้าน แล้วหันกลับมาสบตาฉันด้วยความเจ็บปวด ฉันอยากรู้จังว่าตอนนั้นหัวใจของเขาจะร้องครางด้วยความแสบสันแค่ไหน ฉันอยากให้เขารู้ว่าฉันก็รู้สึกไม่ต่างกัน

“เธอไม่ได้รักฉันใช่ไหม” เขาถามแล้วกำลังร้องไห้ “แค่เธอบอกฉัน ว่าเธอคิดกับฉันแค่เพื่อน ฉันก็จะไม่ว่าเธอ เธอเป็นเพื่อนคนเดียวที่ฉันมีนะ น้ำฝน”

เด็กชายหน้าซีดจบประโยคด้วยการปล่อยโถใบในมือให้หล่นแตกบนพื้น ดินสอเกือบหนึ่งร้อยแท่งเป็นอิสระจากกรอบแก้วใบใสแล้วทิ้งตัวกันไปคนละทิศ

เขาเดินจากไป และฉันก็ไม่เคยเห็นเขามาโรงเรียนอีกเลย

ความเหงาเกิดขึ้นกับฉัน นับตั้งแต่ตอนนั้น

 

ฉันเจอเขาอีกครั้งในฤดูร้อนเดือนพฤษภาคม เมื่อฉันสอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดได้ในชั้นมัธยมที่ 4 แรกเห็นเขาฉันรู้ในทันทีว่าเขาไม่ใช่นายหน้าซีดคนที่ฉันเคยรู้จักอีกแล้ว เขาเปลี่ยนไปทั้งอุปนิสัย การแต่งตัว และบุคลิก เขาดูถอดแบบมาจากเด็กเกเรแถวหน้าในหนังเกาหลีไม่มีผิด

เขาดูโดดเด่นเมื่ออยู่ท่ามกลางเพื่อนฝูง และเป็นผู้นำอย่างเต็มตัว

ครั้งแรกที่เราเจอกันในโรงเรียนนี้ ฉันเห็นแววตาของความว่างเปล่าที่ส่งมาให้ ฉันทดแทนสิ่งนั้นด้วยประโยคที่ว่า เขาจำฉันไม่ได้ แต่เปล่าเลย เขาจำฉันได้ดียิ่งกว่าใครบนโลก

——–

“เธอสะกดคำว่ารัก เป็นไหม” นายต้นกล้าถามขัดจังหวะการสอนของฉัน

ฉันชะงักกับคำถาม กลืนน้ำลายและหันไปสบตาเขาก่อนตอบอย่างแผ่วเบา

“แอล โอ วี อี” ฉันตอบเสียงนิ่งเรียบ แล้ววกกลับเข้ามาในบทเรียนที่พูดค้างเอาไว้อีกรอบ

“ทำไมเธอทำกับฉันแบบนั้น” เขาถาม

“ฉันทำอะไร”

“เธอเคยเป็นเพื่อนฉัน จำได้ไหม”

ฉันแน่นิ่ง แต่จุกอยู่ที่อก

“รัก สะกดว่า ร.เรือ ไม้หันอากาศ ก.ไก่…”

เขาพูดจบประโยคแล้วลุกเดินออกไปจากห้อง ทิ้งให้ฉันนั่งน้ำตาซึมอย่างรู้สึกผิด ความรู้สึกนี้ไม่ได้เกิดกับฉันนานแล้ว แต่พอมันเกิดคราวนี้ ฉันกลับปวดใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

 

วันต่อมาฉันไร้เรี่ยวแรง ที่จะขยับร่างกายให้ออกจากผ้าห่มผืนหนาของตัวเอง แม่ต้องร้องเรียกให้ลุกขึ้นจากที่นอนถึงสามครั้ง ฉันอู้อี้ตะโกนกลับไปว่าวันนี้ฉันลาหยุดเพราะต้องไปให้อาหารนกที่สวนสาธารณะ คำแก้ตัวงี่เง่าที่ฉันคิดออกมาได้ ทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยเหยียบเท้าไปถึงสวนสาธารณะเลยสักครั้ง หลังจากที่นายหน้าซีดหายหน้าไป

แต่ฉันไม่อยากเจอเขาอีกแล้ว มันช่างเจ็บปวดเหลือเกิน

เย็นวันนั้นฉันนั่งรับลมอยู่ที่สวนสาธารณะประจำหมู่บ้าน ฉันฝืนใจปั่นจักรยานไปเพื่อให้สมกับที่บอกแม่เอาไว้

ทะเลสาบขนาดย่อมสามารถสร้างบรรยากาศให้นั่งนิ่งๆ ได้โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น ฉันใช้ขาข้างหนึ่งจุ่มลงไปในน้ำ แล้วกวัดแกว่งมันเล่นไปมา น่าแปลกที่ฉันคิดถึงเขา ฉันเคยมานั่งเล่นที่นี่กับนายหน้าซีด เราสองคนชอบมานั่งกันตรงนี้ ทำไมตอนนี้ฉันอยากให้เราสองคนกลับมาเป็นเหมือนเดิมนะ

เช้าวันจันทร์กลางเดือนกันยายน สองอาทิตย์ที่ฉันไม่ได้เจอนายหน้าซีด ฉันปั่นจักรยานไปที่บ้านเขา เพื่อที่จะไปขอโทษในสิ่งที่ได้ทำลงไป แต่สิ่งที่ฉันได้รับคือถ้อยคำบอกเล่าของแม่ของนายหน้าซีดว่าเขาเดินทางไปเรียนต่อที่ประเทศออสเตรเลียแล้ว

ฉันร้องไห้ไปสามวัน เจ็บปวดเมื่อไม่ได้คุยกับเขา หรืออาจเป็นเพราะว่าฉันอาจจะเกิดรู้ตัวว่ารักเขาก็ได้

แต่ตอนนี้ เมื่อมาเจอหน้ากับเขาอีกครั้ง ฉันกลับรู้สึกแปลกๆ ฉันเริ่มไม่แน่ใจว่ารักเขาหรือเปล่า หรือแค่รู้สึกผิดกันแน่

“วันนี้เธอไม่ได้มาสอนฉัน”

นายอาทิตย์คร่อมอยู่บนรถจักรยานเสือภูเขาของเขา และมองฉันอย่างต้องการคำตอบ

ฉันอุตส่าห์หนีเขาแล้วนะ

“แม่เธอบอกว่า เธอมาให้อาหารนกที่นี่”

ฉันยังคงนั่งนิ่ง

“แม่ฉันจ้างเธอนะ”

“ฉันไม่สอนแล้วล่ะ เพราะถึงสอนไป ใช่ว่าเธอจะเรียนนี่ เก็บเงินแม่เธอไว้เถอะ”

“เธอต้องสอน”

“เพื่ออะไรล่ะ”

เขาเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะจอดจักรยาน และเดินมานั่งใกล้ๆ ฉัน และเอาขาทั้งสองข้าง ลงไปในน้ำ

“ฉันควรจะหยุดเล่นเกมกับเธอเสียที” เขาว่า

ฉันหันหน้าไปมองเขา ปล่อยให้ความสงสัยทำหน้าที่ต่อไป ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะมีโอกาสได้คุยกันแบบดีๆ เพราะนับจากเวลาที่ฉันได้เข้ามาเรียนที่นี่ เขาไม่เคยพูดดีกับฉันเลยสักครั้ง แต่ออกจะทำท่ารังเกียจเสียมากกว่า

“ตั้งแต่ ม.4 ที่ฉันเห็นเธอครั้งแรกที่โรงเรียนนี้ ฉันแทบอยากวิ่งไปกอดเธอ” เขาว่าเสียงเรียบ

นี่มันยิ่งกว่าแปลกใจอีกนะ ฉันงงกับการกระทำของเขา แน่นอนว่าตลอดระยะเวลา ม.4 ถึง ม.6 เขาไม่เคยใส่ใจฉันเลย หรือทุกๆ ครั้งที่ฉันพยายามยิ้มให้เขา ฉันก็จะได้พบกับสายตาของความดูถูก จนท้ายที่สุด ฉันเลิกที่จะพยายามพูดคุยกับเขาไปเอง

“เธอจำวันสุดท้ายที่เราเจอกันได้ไหม”

ฉันเริ่มที่จะร้องไห้ ฉันไร้คำตอบ ส่วนเขาพูดต่อ

“ฉันสาบานกับตัวเอง ว่าฉันจะเปลี่ยนตัวเองเสียใหม่ ฉันต้องไม่เป็นตัวประหลาดของใคร รวมทั้งในสายตาเธอด้วย”

“เธอไม่เคยเป็นตัวประหลาดในสายตาฉัน” ฉันว่า

“แต่สิ่งที่เธอทำ มันใช่ไง”

“ฉันขอโทษถ้าทำให้เธอรู้สึกอย่างนั้น แต่สาบานว่าฉันไม่เคยมองเธอแบบนั้น”

“เธอจำได้ไหมว่าวันนี้คือวันนั้น ฉันจำรายละเอียดของวันนั้นได้หมด และเตือนตัวเองเอาไว้เสมอว่าฉันจะไม่ยอมให้ใครมาหัวเราะเยาะอีก”

ฉันนี่มันเลวสิ้นดี ฉันทำให้คนคนหนึ่งรู้สึกแย่กับตัวเองได้มากมายขนาดนี้เลยเหรอ ฉันไม่เคยใส่ใจเพียงเพราะมันเป็นวันที่มีแต่เรื่องแย่ๆ แต่สำหรับเขา มันคงเป็นวัน ที่ต้องจดจำไปตลอดชีวิต

“อาทิตย์ ฉันขอโทษ ฉันขอโทษจริงๆ”

“ฉันก็ต้องขอโทษเธอ ที่ทำตัวไม่ดีกับเธอตลอดเวลา แต่ขอให้เธอรู้ไว้ ว่าฉันเพียงหาวิธีงี่เง่าเพื่อให้เธอสนใจฉันเท่านั้น แต่ตอนนี้ฉันทำอย่างนั้นไม่ไหวแล้ว ฉันทนมองเธอสอน โดยที่โกหกตัวเองว่าเกลียดเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว”

“เป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะมาเริ่มกันใหม่” ฉันถาม

เขายิ้มนิ่งสงบ แต่ดวงตาส่งประกายของความสุขใจมาให้ ฉันพยักหน้ารับ แล้วรู้คำตอบ น้ำตาเริ่มไหลออกมาอย่างช้าๆ

“สัญญากับฉัน ถ้าเธอไม่อยากคบกับฉันแล้ว ขอแค่บอกฉัน” เขาตอบกลับมา

“ฉันสัญญา”

 

ฝนตกมาปรอยๆ อาทิตย์กำลังยืนถือร่มให้ ขณะที่ฉันอุ้มลูกหมาตัวเล็กเอาไว้ในมือ หมาตัวเล็กนั้นอยู่ในกล่องสีน้ำตาลชุ่มฉ่ำที่มีคนเอามันมาวางทิ้งเอาไว้หน้าบ้านฉัน มันตัวสั่นและนัยน์ตาเศร้า

“น้ำฝน บางทีเธอก็ทำให้ฉันสั่น เหมือนหมาตัวนี้” อาทิตย์พูดอยู่ด้านหลัง

ฉันยิ้มให้เขาอย่างรู้ความหมาย

“ถึงฝนอย่างฉันจะทำให้เธอสั่น แต่ฉันจะไม่ทำให้เธอต้องหนาวใจหรอกนะ” ฉันพูดจบแล้วขำกลิ้ง

“ฉันก็คงไม่หนาวหรอก ถ้ายังมีเธออยู่”

“เธอยังจำดินสอในโหลที่เธอให้ฉันได้หรือเปล่า”

“จำได้สิ”

“ฉันเอามันมาต่อกัน จนมันเป็นโหลใบใหม่ของเราแล้วนะ ถึงแม้หน้าตามันจะดูแปลกๆ แต่มันก็จะยังใส่ดินสอที่เธอให้ฉันเหมือนเดิม ส่วนของเธอ ชอบสะสมเวลาที่ได้อยู่กับฉันใช่ไหม”

เขาขมวดคิ้ว แล้วอมยิ้ม

“อย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย ฉันอาย”

“ไม่ต้องอายเลย เพราะตอนนี้เธอได้โบนัสสะสมแต้มจากฉันแล้วนะ”

ฉันบอกเขา แล้วรีบวิ่งเข้าบ้าน โดยไม่รอร่มจากเขา

 

– ฤดูหนาว –

Don`t copy text!