เรือลำใหญ่ที่ไร้ฝั่งฝัน

เรือลำใหญ่ที่ไร้ฝั่งฝัน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

เรือเฟอร์รีลำใหญ่ที่จอดเทียบท่าอยู่ในขณะนี้กำลังจะเดินทางสู่ อ.ดอนสัก จ.สุราษฏ์ธานี ฉันลากกระเป๋าเดินลงเรือด้วยความรู้สึกที่แตกต่างจากตอนมาโดยสิ้นเชิง ฉันขึ้นไปยังชั้นสองของเรือ วางกระเป๋าไว้ที่เก้าอี้แล้วเดินไปยังระเบียง มองไปเห็นคนที่มาส่งยืนคุยโทรศัพท์สักพักก็ขับรถออกไป พร้อมกับเรือก็ถอนสมอค่อยๆ เคลื่อนออกไปจากเกาะสมุยแห่งนี้ จุดหมายปลายทางคือฝั่งของ อ.ดอนสัก บ๊ายบายสมุยที่รัก ฉันเชื่อว่าหลายคนที่มาเยือนยังเกาะสมุยแห่งนี้ต่างหลงใหลในเสน่ห์ของสมุย เรือเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ทำให้เห็นเกาะแห่งนี้ค่อยๆ เล็กลงเรื่อยๆ จนเหมือนมันค่อยๆ จะเลือนหายไปในที่สุด พลันก็ทำให้ฉันนึกเขียนกลอนขึ้นมาได้บทหนึ่ง เป็นกลอนที่มันแต่งออกมาจากหัวใจของฉันเอง

เกาะสมุยงามละม้ายคล้ายสวรรค์        แดนวิมานสรรค์สร้างกลางสมุทร

สมุยน้อยลอยทะเลเสน่ห์ดุจ                แสนสวยสุดสมุยใสไหลหลงเอย

เสน่ห์ของเกาะสมุยนั้นเป็นที่ยอมรับของชาวต่างชาติมากมายหลายประเทศ นักท่องเที่ยวบางคนเคยมาที่นี่มากกว่า 4 ครั้ง ในขณะที่ฉันเป็นคนไทยแท้ๆ กลับมาที่นี่แค่ 3 ครั้งเท่านั้น และดูท่าว่ามันจะหยุดอยู่ที่จำนวนเพียงแค่นี้ ทั้งๆ ที่ค่าเดินทางก็ถูกกว่าแถมที่กินที่พักก็ฟรีอีกต่างหาก เพราะอาไหมของฉันมาทำรีสอร์ตอยู่ที่นี่กับอาเขยของฉัน เพียงเพราะครั้งนี้ฉันรู้สึกเข็ดกับที่นี่เสียแล้ว สมุยที่รักอย่าน้อยใจไปเลย เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก แต่หัวใจของฉันนี่สิที่มันหลงตัวเอง หยิ่งทะนง จนตกหลุมพรางของตัวเอง จนต้องพาหัวใจที่ร้าวรานเดินทางข้ามฝั่งหอบกลับไปยังที่ที่เจ้าจากมา

เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ 4 เดือนก่อน ฉันเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ ตั้งใจจะมาฝึกงานกับอาไหมอาเดียว หลังจากที่มาช่วยงานพลางมาเที่ยวช่วงปิดเทอมใหญ่

อาไหมดีใจมากที่ตื๊อฉันให้มาฝึกงานที่นี่ได้หลังจากที่ฉันเรียนจบ และแน่นอนอาไหมคงจะดีใจมากๆหากฉันตัดสินใจอยู่ที่นี่เลย เพราะจะได้ฉันมาอยู่เป็นเพื่อน ซึ่งฉันก็เข้าใจดีน่ะนะว่าการที่พวกเขาสองคนไม่มีลูกมันคงทำให้เหงาและอยากมีใครเอาไว้เป็นเหมือนลูกสักคน

อาไหม “อาดีใจนะที่สินีมาฝึกงานที่นี่” ใช่ ‘สินี’ คือชื่อของฉันเอง

ที่สำคัญฉันรู้สึกแฮปปี้มากที่ได้เป็นสาวป๊อปของที่นี่ ทั้งคนไทยที่มาทำงานที่นี่และชาวต่างชาติต่างพากันมาขายขนมจีบฉันให้ได้พอเป็นสีสันของช่วงวัย บางคนถึงขนาดจะส่งตั๋วเครื่องบินไป-กลับเพื่อชวนฉันไปเที่ยวประเทศของเขา แต่ฉันก็ไม่ได้หลงใหลไปกับสิ่งเหล่านั้นเสียทีเดียวหรอกนะ มีบ้างที่แอบกระหยิ่มในใจ รู้สึกเป็นปลื้มบ้างตามปกติธรรมดาของเด็กสาว

ฉันมาฝึกงานได้ไม่ถึงเดือนก็ต้องไปรับหุ้นส่วนของอาเดียวที่สนามบิน อาเดียวแนะนำให้ฉันรู้จักอามาร์คหุ้นส่วนและเพื่อนรุ่นน้องของอาเดียว ฉันคำนวณจากอายุน่าจะไม่ถึง 30 ปี ฉันยกมือไหว้ยิ้มให้ตามมารยาทแต่เขากลับมองเมินไม่สนใจฉันเลย ฉันรู้สึกงงและเสียเซลฟ์มาก หรือเขาจะคิดว่าฉันเป็นแค่พนักงานธรรมดาๆ คนหนึ่ง แต่ต่อให้ฉันเป็นแค่พนักงานธรรมดาทั่วๆ ไปเขาก็น่าจะรักษามารยาทบ้าง ผู้ชายอะไรหน้าตาก็ดีแต่กลับไม่มีมารยาทเอามากๆ อาเดียวบอกว่าหุ้นส่วนของอาเดียวคนนี้เป็นลูกชายเถ้าแก่ใหญ่ด้านอสังหาริมทรัพย์ ถูกจับให้ไปเรียนที่เมืองนอกตั้งแต่เล็กๆ จนจบปริญญาเอกด้านการบริหารโรงแรม แต่เขาไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่าดอกเตอร์ สรุปเขารวย ว่างั้น แต่รวยแล้วไง จบดอกเตอร์แล้วไง ฉันเพิ่งรู้ว่าคนรวยคนมีการศึกษาดีเขาสอนให้ไม่ให้เกียรติคน

ตลอดเวลาที่เขาอยู่ที่นี่ ฉันไม่เห็นว่าเขาจะคุยกับใครเลยนอกจากอาเดียวเท่านั้น หรือมันจะเป็นบุคลิกของเขา จะมีบ้างเมื่อเขาเข้ามาในรีสอร์ตแล้วไม่เห็นอาเดียว เขาก็จะถามฉันถึงอาเดียว

อามาร์ค “พี่เดียวอยู่มั้ย” เขาถามราวกับฉันเป็นเด็กเล็กๆ

ฉัน “ไม่อยู่ค่ะ” ฉันก็ตอบกลับไปแบบสั้นๆ เช่นกัน แต่ฉันก็ยิ้มให้เขาประจำเพราะฉันเองก็อยากจะเอาชนะเขาด้วย ฉันหมั่นไส้กับมาดวางฟอร์มของเขา ฉันเจอมาเยอะแล้วผู้ชายแบบนี้ แกล้งทำเป็นวางฟอร์มเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่สุดท้ายแล้วก็มักแพ้ความสวยของผู้หญิงอยู่ดี แต่จนนานวันเข้าฉันชักไม่แน่ใจแล้วว่ามันเป็นแค่ความหมั่นไส้ที่อยากเอาชนะหรือมันเป็นคำสั่งของหัวใจกันแน่ ฉันเฝ้าแต่นั่งรอการมาของเขาจนไม่เป็นอันทำงาน นี่มันเกิดอะไรขึ้น ฉันต้องมาแอบชอบแอบรักเขาข้างเดียวงั้นหรือ

ชีวิตฉันในวัย 22 ปีที่มีแต่ผู้ชายเป็นฝ่ายมารุมรักมารุมจีบเหมือนมวลหมู่ภู่ภมรมาชอนไชดอกพฤกษานานาพรรณ แต่ครั้นพอจะมีความรักกับเขาสักครั้งกลับต้องมาเป็นรักเขาข้างเดียวจริงๆ น่ะหรือนี่ ฉันเข้าใจแล้วว่าการที่ต้องแอบรักเขาข้างเดียวโดยที่ไม่รู้ว่าเขาคนนั้นจะมีใจมองเราบ้างหรือเปล่ามันทรมานใจขนาดไหน ตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่อามาร์คบินกลับสมุย-กรุงเทพฯ บ่อยมาก ฉันคิดว่าเขาคงจะยังไม่ชินบวกกับคงมีธุรกิจหลายอย่างให้ต้องดูแล ช่วงเวลาที่อามาร์คกลับกรุงเทพฯ ฉันเหมือนเขาได้พาหัวใจของฉันโบยบินข้ามทะเลไปกรุงเทพฯ กับเขาด้วย เพราะฉันไม่มีกำลังใจในการทำงาน ไม่มีแรงบันดาลใจในการแต่งตัว ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าผู้ชายคนนี้จะมีอิทธิพลกับฉันมากขนาดนี้ นี่ฉันเป็นเอาหนักเลยนะนี่ ฉันเฝ้าถามตัวเองว่าผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ตรงไหนนะ ขาวๆ จืดๆ ก็เท่านั้น แต่ทำไมฉันถึงได้ชอบเขามากขนาดนี้ก็ไม่รู้ ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยพบเจอหนุ่มๆ หน้าตาดีเข้ามาในชีวิตสักหน่อย แต่ก็นั่นล่ะนะอย่างที่เขาว่า ว่าเรื่องของความรู้สึกเกี่ยวกับหัวใจไม่มีใครกะเกณฑ์ได้ และฉันก็ประจักษ์กับตัวเองแล้วว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

และแล้ววันแห่งความเสียใจก็มาถึง เมื่อครั้งนี้เขากลับมาพร้อมกับพาแฟนมาด้วย หัวใจของฉันหล่นวูบ ฉันแกล้งฝืนยิ้มก็ยิ้มไม่ออก ฉันกลับไปร้องไห้ที่ห้อง อกหักมันเจ็บอย่างนี้เองน่ะหรือ ฉันเพิ่งเข้าใจความรู้สึกของใครอีกหลายคนที่มาชอบมาสนใจฉันแล้วต้องผิดหวังมันเป็นยังไง ถ้าฉันเคยทำคนอกหักอย่างน้อยสัก 8 คนเท่าที่ฉันรู้ตัว แต่เขาได้แก้แค้นแทนผู้ชายเหล่านั้นได้อย่างสาสมทีเดียว หัวใจของฉันมีอามาร์คอยู่เต็มพื้นที่ แต่ทุกพื้นที่ของหัวใจกลับเต็มไปด้วยความช้ำเลือดช้ำหนอง ถ้าเพียงแต่เขาจะไม่ทำเป็นเหมือนฉันไม่มีตัวตนแบบนี้ ฉันเองคงไม่ต้องออกแรงขุดหลุมเพื่อให้ตัวเองตกมาอย่างสาหัสแบบนี้เช่นกัน

ฉันตัดสินใจกลับบ้าน บอกกับอาไหมอาเดียวว่า บริษัทที่เพื่อนฉันทำงานอยู่ก่อนแล้วและฉันเองก็อยากทำงานที่นั่นมาก ตอนนี้เพื่อนโทร.มาบอกว่ามีตำแหน่งว่างพอดี ฉันเลยไม่อยากที่จะเสียโอกาสนั้นไป และแน่นอน ฉันโกหกขึ้นมา อาไหมเองไม่อยากให้ฉันกลับ แต่ทำยังไงได้ ก็มันเป็นชีวิตเป็นความต้องการของฉันนี่นา

อาไหม “อาก็คิดว่าสินีจะมาอยู่กับอาเลย นี่ต่อให้อาให้เงินเดือนเพิ่มอีกครึ่งก็รั้งเราไม่อยู่แล้วใช่มั้ย”

อาเดียว “งั้นอาให้เป็นสองเท่าเลยเอ้า”

เอ๊ะ มันเริ่มทำให้ฉันเริ่มเขวหน่อยๆ กับข้อเสนอเสียแล้วเหมือนกันสิ เอาไงดี แต่อาไหมกับอาเดียวจะมองว่าฉันแกล้งกุเรื่องเพื่อเห็นแก่เงิน หรือพูดง่ายๆ ว่าฉันหัวหมอหรือเปล่านะ ไม่หรอก ฉันคงทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะฉันได้ตัดสินใจไปแล้ว ฉันจึงได้แต่ยิ้มและเข้าไปกอดอาไหม

วันเดินทางกลับอามาร์คเป็นคนมาส่งฉันที่ท่าเรือเพราะอาเดียวติดธุระสำคัญ จะว่าดีใจมั้ย ไม่หรอก มันพ้นจุดที่จะดีใจหรือไม่ที่ได้อยู่ใกล้สองต่อสองกับคนที่ตัวเองแอบชอบ ถ้าเป็นก่อนหน้านี้คงแอบเป็นปลื้มนิดๆ

อามาร์ค ถามฉันว่า “ไม่ชอบทำงานที่นี่เหรอ นึกว่าชอบเสียอีก”

จะให้ฉันตอบอย่างไรดีล่ะ ทำไมฉันรู้สึกเหมือนคำถามมันตอบยากยิ่งกว่าสอบสัมภาษณ์เสียอีก

ฉันเพียงแต่ยิ้มและตอบสั้นๆ ว่า “ชอบค่ะ ที่นี่สวยมาก”

และฉันก็มองออกไปทางหน้าต่างของรถที่กำลังแล่นอย่างไม่เร็วไม่ช้า ฉันไม่สนใจว่าเขาจะสนใจในคำตอบของฉันหรือไม่ เพราะฉันเองก็เดาว่าเขาเองก็คงชวนคุยไปอย่างนั้นเอง คงไม่ถามเพื่อต้องการเอาคำตอบอย่างจริงจังอะไร

อามาร์คถามต่อว่า “ถ้าชอบแล้วทำไมรีบกลับ” ฉันคงไม่โง่พอที่จะอยู่ซ้ำเติมตัวเองหรอกนะ ฉันเริ่มเข้าใจว่าคนเวลาอกหักแล้วคิดสั้น มันถึงจุดพีกอย่างไรถึงได้คิดทำอย่างนั้นได้ คิดแล้วทำให้ฉันเริ่มนึกถึงคนที่อกหักคนอื่นเสียแล้วสิ เพราะมันหดหู่ไปหมดจริง นี่ขนาดฉันเป็นคนค่อนข้างเข้มแข็งแล้วนะยังรู้สึกถึงความอ่อนพลังลงได้ถึงขนาดนี้ นับประสาอะไรกับคนที่ไม่มีภูมิต้านทานล่ะ กลับไปคราวนี้ฉันคิดว่านอกจากฉันจะทำงานตามสาขาที่เรียนมาแล้ว ฉันจะไปอาสาสมัครเป็นที่ปรึกษาปัญหาชีวิต อย่าดูถูกเด็กวัย 22 อย่างฉันนะ จะอายุมากอายุน้อยไม่สำคัญ มันอยู่ที่แนวทางการมองชีวิตมากกว่า ดีเสียอีกการที่เรารับฟังปัญหาของคนอื่นเยอะๆ มันทำให้เรามองปัญหาของเราเล็กนิดเดียวก็ได้ และพอดีกับที่รถค่อยๆ ขับช้าลงเพื่อเบรกและหยุดนิ่งอยู่กับที่เพราะถึงท่าเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉันไหว้ขอบคุณอามาร์คและเปิดประตูรถลงไป เขาเปิดประตูรถด้านตัวเองและลงไปเปิดประตูด้านหลังและหยิบเดินทางเสื้อผ้าส่งให้ฉัน ฉันยอมรับว่ามันโหวงเหวงในหัวใจเล็กน้อย ความจริงแล้วมันก็ไม่น้อยล่ะ เฮ่อ แต่ก็ช่างเถอะ ถึงยังไงฉันก็เลือกที่จะไปจากที่นี่แล้ว มันเป็นสิ่งที่ฉันตัดสินใจอย่างดีที่สุดแล้วเพื่อตัวฉันเอง

อีกไม่เกิน 5 นาทีเรือลำใหญ่กำลังจะออกจากท่า พร้อมกับคนที่มาส่งฉันกำลังจะขับรถออกไป มันช่างสอดคล้องกับความเป็นจริงในขณะนี้เสียจริงๆ ที่ต่างคนต่างก็ต้องแยกกันไปมีชีวิตในแบบของตัวเอง เข้าสู่สภาวะของความเป็นจริง มีจุดหมายปลายทางจริงๆ ไม่ใช่เป็นเรือใหญ่ที่ไร้ฝั่งฝันอย่างเรื่องราวของฉันที่ผ่านมา

ในเวลาอีกชั่วโมงครึ่งที่ต้องอยู่ในเรือลำนี้ มันช่างเป็นเวลาชั่วโมงครึ่งที่แสนจะยาวนานกว่าทุกครั้งที่ฉันเคยนั่งมันมาเลยทีเดียว แต่ฉันก็เชื่อว่ามันคงจะเป็นเวลาชั่วโมงครึ่งที่ทำให้ฉันโตขึ้นและเรียนรู้อะไรได้มากขึ้น ขอบคุณค่ะอามาร์คที่ทำให้ฉันรู้ว่าความรักมันไม่ได้มีไว้สำหรับนักประพันธ์ที่จะวางพล็อตเรื่องกำหนดเรื่องราวให้ความรักของพระเอกนางเอกจบลงอย่างไร แต่ในชีวิตจริงเราไม่สามารถกะเกณฑ์ว่าสุดท้ายแล้วความรักก็ต้องสมหวัง ไม่แม้กระทั่งได้รู้เลยว่าเราเล่นเป็นตัวเอก ตัวรอง หรือตัวประกอบในเรื่องนั้นๆ แต่เราเลือกที่จะไม่เป็นตัวร้ายได้ เพราะนอกจากมันจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นแล้ว แม้แต่ตัวเองก็จะหมดความนับถือในตัวเอง

อีก 5 ปีหรืออีก 10 ปีข้างหน้า ฉันอาจจะมาที่นี่และจูงลูกของฉันมาแนะนำให้รู้จักลุงมาร์คของแก ถึงตอนนั้นฉันคงจะมองอามาร์คเป็นแค่คนรู้จักคนนึง อาจจะลืมเสียด้วยซ้ำว่าช่วงเวลาหนึ่งของช่วงวัย ฉันเคยเสียใจเพราะเขาขนาดไหน ลาก่อนค่ะอามาร์ค ลาก่อนสมุยแดนดินถื่นวิมาน ฉันขอฝากความรักของฉันไว้กับเธอนะ ฉันจะทิ้งความรักของฉันไว้ที่นี่ ถึงแม้ว่ารักครั้งแรกของฉันจะไม่สมหวังอย่างที่คิดไว้ แต่สถานที่แห่งนี้จะยังสวยงามอยู่ในความทรงจำของฉันตลอดไป

 

                             สมุยที่รัก                                        ฉันขอฝากความรักไว้

          ฝากไว้ทั้งหัวใจ                                                   ขอฝากไว้ให้ดูแล

                             เมื่อใดที่นึกถึง                                 ความหวานซึ้งตรึงดวงแด

         ความรักจากใจแท้                                               หากถึงแม้ไม่สมหวัง

                              จะเก็บสิ่งสวยงาม                           ไว้คอยถามกับความหลัง

        เมื่อใดใจพลาดพลั้ง                                               ให้รู้ยังมีที่พัก

                               สมุยจะยังคง                                  เสน่ห์ไหลหลงมั่นคงนัก

        สักวันฉันประจักษ์                                                  กับรักแท้จะกลับมา…….เยือน

 

– กอหญ้า –

 

Don`t copy text!