รอยร้าว

รอยร้าว

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ท่ามกลางความวุ่นวายในสำนักงานที่เต็มไปด้วยผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงสั่งงานจากผู้เป็นหัวหน้าดังมาไม่หยุดหย่อน เสียงนินทาแผ่วกระซิบอยู่ไม่ห่าง มีเพียง‘นิรา’ที่นั่งทำงานอย่างสงบ ไร้ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นเช่นเคย สายตาบางคู่ยังจ้องมองอย่างสงสัย หรือบางทีก็กังขาในความเงียบนั้น ทว่าก็ไม่มีใครรู้คำตอบที่แท้จริงเลย…แม้แต่คนเดียว

“นิรา คุณเทวาเรียกพบที่ห้องประชุม” เสียงใครสักคนดังขึ้นด้านหลังเธอ หญิงสาวพยักหน้าเล็กน้อยก่อนตอบ “จะไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”

ใช้เวลาเพียงไม่นาน ร่างบอบบางก็มายืนอยู่ตรงหน้าชายวัยกลางคนผู้เรียกตัวเธอมา “มีอะไรหรือคะ”

“ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง” เสียงเข้มเอ่ยอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาฉายความอบอุ่นระคนห่วงใย ชนิดว่าพนักงานคนอื่นไม่เคยได้รับสักครั้ง…มีแค่เธอเท่านั้น ที่สามารถเปลี่ยนคนเฉียบคมจนน่ากลัวให้เป็นคนยิ้มง่ายและอบอุ่นได้

“สบายดีค่ะ” หญิงสาวตอบสั้นๆ “คุณน้าสบายดีนะคะ”

เทวาหัวเราะแผ่วในลำคอ “ก็ตามอัตภาพนั่นแหละนิรา”

“น้าขอโทษที่ต้องเรียกเราเข้ามาตอนนี้ แต่เรื่องนี้มันด่วนมากจริงๆ”

นิราเห็นประกายความลำบากใจของผู้อาวุโสกว่าชัดเจน เริ่มคาดเดาได้ว่าเรื่องนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่เธอปรารถนาเป็นแน่ “ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ตราบใดที่ทุกอย่างยังเป็นปกติแบบนี้ คุณน้าก็ไม่มีอะไรให้ต้องคิดมากนี่คะ”

ใช่…การที่หญิงสาวได้เข้าทำงานในตำแหน่งใต้บังคับบัญชาของน้าชายแท้ๆของตัวเองโดยไม่มีใครรู้ ย่อมมีสาเหตุให้เป็นเช่นนั้นและยังเป็นเงื่อนไขสำคัญจนไม่สามารถชี้แจงกับใครได้ แม้แต่คนในครอบครัว

“แต่ว่าครั้งนี้…มันอาจจะทำให้ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไป”

นิราเริ่มสังหรณ์ใจ “เรื่องอะไรกันคะ”

“สุรเทพเข้าโรงพยาบาล”

 

ใครจะคาดคิดว่าผู้ชายหัวรั้น ทำอะไรตามใจตัวเองเป็นที่หนึ่งอย่างสุรเทพจะกลับกลายมาเป็นคนป่วยไร้ฤทธิ์เดชได้เช่นนี้ นิราได้แต่ครุ่นคิดในใจและยืนมองร่างผอมในชุดผู้ป่วยต่อไปโดยไม่พูดอะไร ข้างๆกันคือพยาบาลสาว ผู้กำลังอธิบายอาการป่วยของคนบนเตียงอย่างละเอียด ทั้งที่เธอไม่ใส่ใจมันไปมากกว่าการยืนจ้องเสาแขวนน้ำเกลือ

“คุณนิราอยากทราบข้อมูลตรงไหนเพิ่มเติมไหมคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” เธอตอบสั้นๆ

พยาบาลสาวรับคำเสร็จก็เดินจากออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบในห้องผู้ป่วยเท่านั้น นานทีเดียวกว่าคนบนเตียงจะยอมเปิดปากพูดเสียงแผ่วกับคนที่ยืนห่างออกไป “มาทำไม…”

“คุณน้าสั่งให้มาค่ะ” นิราโกหก…เทวาเพียงขอให้เธอมาหาคนตรงหน้าเท่านั้น ถึงกระนั้นก็ไม่วายขอร้องทางอ้อม ‘นิรา…หลานช่วยลืมเรื่องทุกอย่างไปก่อนเถอะ ถือว่าน้าขอร้อง แค่ครั้งนี้เท่านั้น’

ร่างผอมบนเตียงแค่นเสียง “ใช่สินะ เทวามันก็ดีทุกอย่างนั่นแหละ จะทำอะไรก็มีแต่คนสนับสนุน คนทำตาม…คนเชื่อฟัง”

“มันได้บอกไหมล่ะ ว่าทำไมต้องมา” คนพูดนึกเชื่อสนิทใจว่าอีกฝ่ายถูกบังคับ ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าคนตรงหน้า…ดื้อรั้นมากเพียงใด

“คุณน้าท่านว่าตามมารยาทที่ดี…ดิฉันควรต้องมาพบคุณ”

สุรเทพแค่นหัวเราะ “งั้นหรือ…”

“อ้อ! ต้องขอบคุณในมารยาทที่ยังหลงเหลืออยู่ในหัวใจของเธอตอนนี้ด้วยสินะ ที่ทำให้ยังยืนอยู่ตรงหน้าฉันได้”

นิราไม่ตอบ เพียงแต่ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟารับแขกเท่านั้น

“เธอไม่กลับไปทำงานหรือ” คนบนเตียงถามอีกครั้ง

“คุณน้าขอให้ดิฉันลาหยุดเพื่อมาพบคุณ”

“น่าจะสั่งมากกว่า คนอย่างเธอไม่ชอบอะไรที่ไร้เหตุผลนี่นา”

นิราเริ่มคุกรุ่นที่อีกฝ่ายเอาแต่เหน็บแนมเธอ ทั้งที่ตัวเอง…ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แม้แต่นิดเดียว “ดิฉันไม่ทราบเลย ว่าคนป่วยจำเป็นต้องนอนพักมากกว่าพูดจาแบบนี้กับคนเฝ้าไข้หรือไม่ จึงอยากรู้ว่าท่านทราบคำตอบนั้นไหม ดิฉันอยากฟังสักครั้ง”

“เธอก็เป็นเสียแบบนี้!” ร่างผอมพูดเสียงดัง จนพยาบาลข้างนอกเดินมาเปิดประตูถามว่าเกิดอะไรขึ้น หญิงสาวส่ายหน้าพลางตอบว่าไม่มีอะไร อีกฝ่ายจึงยอมออกไปโดยไม่ได้รับรู้บรรยากาศภายในห้องหลังจากนั้น

“เพียงเท่านี้จริงๆ ที่จะทำให้ดิฉันอยากหนีไปให้ไกลจากที่นี่ หากไม่ใช่เพราะคำขอร้องของคุณน้า!”

“นิรา! เธอ!” คนป่วยพูดได้เท่านั้นก็ไอค่อกแค่กคล้ายหายใจไม่ทันผสมกับอาการไม่สบาย หญิงสาวไม่ทำอะไร ยืนมองเงียบๆกระทั่งเห็นว่าอีกฝ่ายดูดีขึ้นจึงพูดต่อ “ดิฉันรู้เพียงว่าคุณน้าคือสิ่งเดียวที่ยังเหนี่ยวรั้งดิฉันไม่ให้หายไปจากตรงนี้ นอกจากนี้คือสิ่งที่ทำให้ดิฉันอยากหนีไปให้ไกล…ดังนั้น เมื่อไหร่ที่ดิฉันหายตัวไป ขอให้คุณได้โปรดเข้าใจและเลิกใช้คุณน้าเป็นเครื่องมือเหมือนครั้งที่ผ่านมาเสียที!”

นิรารู้มาตลอดว่าคนตรงหน้าใช้เทวาเป็นตัวเชื่อมระหว่างเขากับเธอ เพียงแต่พยายามมองข้ามเพราะสายตาขอร้องของน้าชาย หลายครั้งหลายหนที่เขาทำเช่นนี้ โดยมีคนที่เธอแสนเคารพรักช่วยเหลือ…ไม่เว้นแม้แต่ครั้งนี้

เทวายอมให้เธอทำงานเป็นลูกน้องในบริษัทแลกกับการที่ไม่ต้องทนเห็นเธอหายไปจากคลองจักษุ ยอมไม่บอกใครว่าเป็นน้าชายแท้ๆของหญิงสาวแลกกับการที่เธอกลับไปเยี่ยมเยือนคนแก่ที่บ้านของเขาแทบทุกครั้งที่ว่าง ยอมทุกอย่าง…เพื่อไม่ให้เธอหายไปเพราะคนตรงหน้า

อันที่จริง หากความผิดของคนบนเตียงขณะนี้ไม่มากจนเกินไป เรื่องทุกอย่างคงไม่ต้องลงเอยเช่นนี้

“ความผิดของฉันมากจนระยะเวลาและสิ่งที่เคยทำในอดีต…มันหักล้างกันไม่ได้เลยใช่ไหมนิรา!” สุรเทพพูดเสียงกระท่อนกระแท่นเพราะอาการเจ็บคอ กระนั้นแววตากลับฉายประกายหลากอารมณ์อย่างรุนแรง

“ตราบใดที่คุณยังคิดแบบนั้น ดิฉันก็ขอไม่อธิบายอะไรเพิ่มนะคะ เพราะคิดว่ามันจะเปลืองเวลาพักผ่อนของคุณเสียเปล่าๆ” หญิงสาวพูดเสียงเรียบ ก่อนหยิบนิตยสารผู้หญิงบนโต๊ะรับแขกมาอ่าน…คงเป็นของ‘คนเฝ้าคนล่าสุด’ก่อนที่เธอจะมา นึกแล้วก็ร้าวลึกในใจ…ไม่ว่านานเท่าไหร่ เขาก็ไม่เคยเข้าใจเธอเลยจริงๆ

สิบห้าปีก่อน

เสียงหัวเราะดังไปทั่วบ้านหลังเล็กท่ามกลางสวนแมกไม้ล้อมรอบ ความร่มรื่นของเหล่าพฤกษาผสานกับความร่มเย็นของเจ้าของพวกมันเป็นอย่างดี มันดึงดูดสายตาของใครหลายคนไว้เพียงแรกเห็น เพราะชวนให้อบอุ่นและน่าพักพิง

ภายในห้องนั่งเล่นกะทัดรัดที่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีเย็น ร่างเล็กของเด็กหญิงนิรานั่งเล่นตุ๊กตาอย่างสนุกสนานโดยมีสายตาสองคู่จ้องมองอย่างรักใคร่ระคนแสนสุข ไม่นานนัก บทสนทนาแสนเรียบง่ายก็เริ่มต้น

“วันนี้นิราอยากทานอะไรดีคะลูก” เป็นมารดาของเด็กหญิงที่ถามขึ้นขณะยกร่างเล็กขึ้นไว้บนหน้าตัก

“นิราอยากทานข้าวผัดฝีมือคุณพ่อค่ะ!”

ผู้ใหญ่ทั้งสองหัวเราะอย่างชอบใจโดยเฉพาะคนที่ถูกหมายหัวเป็นพ่อครัว “ได้เลยครับ เดี๋ยวเย็นนี้พ่อทำให้ทานนะครับ”

รอเพียงไม่นาน มื้ออาหารของครอบครัวเล็กๆก็เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ โดยมีสาเหตุหลักๆมาจากเด็กหญิงตัวน้อยทั้งสิ้น เพียงแต่…

“อ๊ะ! เสียงโทรศัพท์ของคุณพ่อ” นิราได้ยินเสียงเรียกเข้าอันคุ้นหูของผู้เป็นพ่อ จึงพยายามเดินหาเจ้ามือถือต้นเสียงและตั้งใจจะเดินเอาไปให้ท่านที่กำลังล้างจานอยู่ในครัว ทว่าระหว่างนั้น มือป้อมๆก็บังเอิญกดรับสายไปเสียแล้ว

สวัสดีค่ะเทพ วันนี้คุณว่างหรือเปล่าคะ นิตย์อยากชวนไปทานข้าวเสียหน่อย

“คุณพ่อไม่ว่างแล้วค่ะ คุณพ่อเพิ่งกินข้าวเสร็จ แล้วก็ต้องชวนนิราทำการบ้านด้วย” เด็กหญิงได้รับคนในสายพูดจึงตอบกลับไปอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ตอนนั้นเองก็เดินมาถึงด้านหลังร่างสูงของบิดาพอดี “คุณพ่อขา มีคนโทร. มาหาค่ะ”

น่าแปลกที่นิราสังเกตเห็นแววตาหวาดระแวงขณะท่านหยิบโทรศัพท์ในมือป้อมของเธอขึ้นไปคุยต่อ มันถูกส่งมาให้เธอเพียงเสี้ยววินาทีก่อนเลือนหายไป แปลกยิ่งกว่าคือเด็กหญิงไม่สามารถลืมมันได้เลยแม้ในยามหลับตา เด็กหญิงเพียรคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ ไฉนเลยจะรู้ว่า…นั่นคือรอยร้าวที่จะสั่นสะเทือนหัวใจของเธอได้เพียงแค่นึกถึง

หลายวันนับจากนั้น บ้านที่เคยร่มเย็นเริ่มมีเสียงทะเลาะเวาะแว้งระหว่างหัวเรือใหญ่ทั้งสอง นิราที่ไม่คุ้นชินจึงเลือกทำการบ้านในห้องนั่งเล่นเงียบๆตามวิสัย ในใจหวังว่ามันจะเกิดขึ้นแค่ครู่เดียวแล้วจะผ่านไป…แต่ไม่ใช่เลย นานวันเข้าบรรยากาศอบอุ่นเริ่มเลือนหาย ความสุขของครอบครัวเริ่มเลือนลาง สัญญาณอันตรายก่อตัวขึ้นคล้ายคลื่นใต้น้ำรอเวลา

กระทั่งวันหนึ่งที่นิราในชุดนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นกลับมาจากโรงเรียน เสียงข้าวของตกกระทบพื้นทำให้หัวใจของเธอไหวสั่น เพราะท่านทั้งสองเป็นคนระแวดระวังและไม่ชอบให้สิ่งของเสียหายโดยใช่เหตุ ด้วยความกลัวจึงรีบเดินหาบิดามารดาเพราะนึกกลัวว่าจะเป็นโจรขโมยของ ทว่าทันทีที่เดินไปถึงหน้าห้องนอนของท่านทั้งสอง ภาพที่เธอกลัวมาตลอดก็ปรากฏเต็มตา

เครื่องใช้หล่นกระจัดกระจาย สภาพห้องไม่หลงเหลือความเรียบร้อยอย่างที่มารดาชอบ บิดาใส่เสื้อเชิ้ตที่มีรอยยับยู่ยี่บริเวณปกคอและแผ่นอกทั้งที่ท่านเคยบอกว่าชอบเสื้อเชิ้ตเรียบสนิทราวกับแผ่นกระดาษ ท่านทั้งสองยังไม่เห็นเธอในทันที กระทั่งเสียงสะอื้นแผ่วเบาหลั่งไหลออกจากริมฝีปากบางที่ปิดสนิท นั่นจึงดึงความสนใจของทั้งสองมาที่เธอ…แค่เธอเท่านั้น

นับแต่นั้น ที่บ้านหลังเล็กแห่งเดิมไม่เคยมีความสุขแต้มผ่านแม้แต่น้อย มันแฝงไปด้วยความทุกข์ใจที่ยากจะเอ่ย เสียงหัวเราะหายไปพร้อมกับเวลาที่ล่วงเลย เหลือเพียงความเงียบยากจะอธิบายว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

…กระทั่งนิราโตมากพอจึงได้เข้าใจ

รอยร้าวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ล้วนมีจุดเริ่มต้นที่เดียวกัน…นั่นคือบิดาของเธอเอง

 

“คิดอะไรอยู่หรือนิรา”

เจ้าของเสียงเข้มเอ่ยอย่างอบอุ่น ขณะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆหญิงสาวซึ่งนั่งเหม่อมองบ่อน้ำตรงหน้าด้วยแววตาอ่านยาก เทวาลอบถอนหายใจพลางนึกถึงวันแรกที่เขาเห็นน้ำตาของหลานสาวผู้ร่าเริงไหลออกมาไม่หยุด เขาอธิบายไม่ถูกเลยว่าตอนนั้นรู้สึกยังไง รู้แต่ว่าปวดใจที่หลานสาวผู้เป็นดวงใจของบ้านร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวรโดยไม่มีคำอธิบายใดๆหลุดออกมาเลย

ถึงสุดท้ายเทวาจะมารู้สาเหตุที่แท้จริงในภายหลังก็ตามที

“วันนี้นิราไปหาคุณแม่ที่บ้านสวนมาค่ะ”

แม้จะเกิดเรื่องราวไม่ดีมากมายขึ้นที่นั่น ทว่ามารดาของเธอกลับไม่สามารถทิ้งบ้านหลังเดิมออกมาอยู่ข้างนอกกับเธอได้ นิราอยากถามหาเหตุผลแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามเพราะเป็นห่วงใจคนต้องตอบคำถามเหลือเกิน

“แล้วท่านเป็นยังไงบ้างล่ะ คุณแม่ของนิรา”

เมื่อนึกถึงสตรีสูงวัยเพียงหนึ่งเดียวในใจ รอยยิ้มเล็กๆก็ถูกแต้มลงบนใบหน้าของนิรา “ท่านสบายดีค่ะ ดูมีความสุขที่ได้อยู่กับเหล่าต้นไม้ที่ท่านรักและเฝ้าทะนุถนอม ท่านกระฉับกระเฉ่งเหมือนเก่าแต่ก็เหนื่อยง่ายกว่าเดิม วันรี้นิราคุยกับท่านหลายเรื่องเชียวค่ะ”

เทวาได้ฟังก็คลี่ยิ้มบ้าง “ท่านว่าอย่างไรบ้างล่ะ”

“ท่านบอกว่าท่านพอใจและมีความสุขที่ได้อยู่ที่นั่น นิราไม่ต้องคิดมาก แล้วก็…”

“เรื่องสุรเทพหรือ” เทวาถาม

นิราพยักหน้า “ท่านบอกว่าอยากให้นิราอภัยให้เขา ไม่อยากให้ต้องติดค้างกันแม้แต่ในความรู้สึก ยังไงเสียเขาก็เคยเป็นคนสำคัญของนิรา”

แม้ว่าคนตรงหน้าจะไม่ใช่บิดาบังเกิดเกล้า แต่เพราะเทวาเป็นมากกว่าญาติที่ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบตามมารยาท สำหรับนิรา น้าชายคนนี้คอยห่วงใยหลานสาวคนนี้เสมอ คอยช่วยเหลือยามเดือดร้อนไม่ห่าง ให้คำปรึกษาได้เสมอ…เปรียบเป็นบิดาอีกคนของเธอก็เห็นจะไม่ผิดนัก

การที่เธอพูดทุกอย่างกับท่าน จึงนับเป็นเรื่องธรรมดา…ต่างจากใครอีกคนเหลือเกิน

“แล้วนิราคิดว่ายังไง”

“นิราคิดว่า…ตอนนี้คงถึงเวลาจบเรื่องทุกอย่างลงให้เรียบร้อยแล้วเหมือนกันค่ะ”

ในเมื่อมารดายังยอมให้อภัยบิดาของเธอ ก็คงถึงเวลาของเธอแล้วเช่นกัน…

 

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องพักผู้ป่วย บรรยากาศที่เปลี่ยนไปทำให้นิรารู้สึกแปลกใจระคนใคร่รู้ กระนั้นก็เดินไปจนถึงข้างเตียงคนป่วยด้วยสีหน้าเรียบเฉย รอเพียงสักครู่คนบนเตียงก็ลืมตามองเธอโดยไม่เหมือนคนเพิ่งตื่นสักนิดเดียว

“คุณน้าคงมาบอกคุณแล้ว”

“อือ…” คนตรงหน้ารับคำ “มีอะไรก็พูดๆมาเถอะ”

“ดิฉันอยากจบเรื่องทั้งหมด…ที่เราเคยติดค้างกัน”

สุรเทพพยักหน้าน้อยๆ “ฉันก็รอวันนี้มานาน”

“ไม่ว่าที่ผ่านมาทุกสิ่งจะเป็นยังไง ดิฉัน…นิราขอโทษด้วยนะคะ” แม้เสียงที่กล่าวออกไปจะเข้มไปบ้างทว่าความจริงใจกลับฉายชัดเจน “ดิฉัน…นิรารู้ว่าสิ่งที่เคยทำ เคยพูดและเคยคิดมันไม่ดี โดยเฉพาะเมื่อทำสิ่งเหล่านั้นกับคุณ…พ่อ นิราอยากให้พ่อให้อภัยนิราที่เคยทำแบบนั้น เพราะยังไงเสียพ่อก็คือพ่อของนิราไม่ว่านานแค่ไหน เป็นผู้มีพระคุณสูงสุดของนิรา พ่อ…ช่วยให้อภัยนิราด้วยนะคะ”

“เธอหายโกรธฉันแล้วหรือ” สุรเทพถามเสียงแผ่ว

“โกรธบุพการีเป็นสิ่งไม่ดี…คุณแม่ท่านบอกนิราเสมอ”

“หึ…” คนป่วยแค่นเสียง “สุดท้ายก็แค่อยากทำตามที่แม่บังเกิดเกล้าของเธอบอกสินะ”

“ท่านแค่ไม่อยากให้นิราต้องติดค้างอะไรกับพ่อมากกว่าค่ะ” หญิงสาวตอบอย่างฉะฉาน ด้วยถือว่ายอมมากพอแล้ว…ยอมไม่ทำอะไรท่านเลยมาเกือบตลอดชีวิต นอกจากพูดจาไม่ดีด้วยเท่านั้น “แล้วนิราก็อยากขออโหสิกรรมกับพ่อด้วย นิราไม่อยากให้เราต้องติดค้างอะไรกันอีกแล้ว”

“เธอ…ต้องการแค่นั้นใช่ไหม” สุรเทพถามเสียงเครือ แยกไม่ออกว่าเอ่ยออกมาด้วยอารมณ์ใดกันแน่

“ใช่…นิราต้องการแค่นี้” หญิงสาวตอบ “เพื่อลบล้างความรู้สึกที่ไม่ดีทั้งหมด”

สุรเทพเงียบไปสักครู่ก่อนผ่อนลมหายใจ “ฉัน…อโหสิกรรมให้เธอ”

“ขอบคุณมากค่ะ นิราก็อโหสิกรรมให้พ่อเหมือนกัน”

หญิงสาวบอกก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าสะพายสีดำที่ต้องมีอยู่ข้างตัวเสมอ แล้วยื่นของในมือให้อีกฝ่าย “ถือว่าชดใช้กันให้หมดในวันนี้เลยนะคะ ขออนุญาตลากลับก่อนนะคะ”

สุรเทพมองของที่รับมาแล้วรีบเรียกอีกฝ่าย “เดี๋ยวก่อนนิรา…”

“มีอะไรหรือคะ”

“ฉันขอถามได้ไหม…ว่าฉันต้องทำยังไงถึงจะเป็นอย่างคนในรูป” เขาว่าพลางแกว่งรูปถ่ายในมือแผ่วเบาราวกับกลัวมันจะขาดไปต่อหน้าต่อตา

“มันไม่สายไปสักหน่อยหรือคะ”

สุรเทพส่ายหน้า “ฉันคิดว่าก่อนตายก็ควรจะจัดการเรื่องนี้จริงๆจังๆเสียที”

นิราฟังแล้วไม่ตอบ แต่เดินมาวางของบางอย่างบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะเดินออกจากห้องไปในที่สุด สุรเทพหันไปมอง เห็นว่ามันเป็นกล่องไม้เล็กๆ จึงพยายามเอื้อมหยิบมาเปิด กระทั่งเห็นของข้างในก็รู้ว่า…โอกาสที่เขาได้รับช่างเปราะบางเหลือเกิน

สมัยนิรายังเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆ สุรเทพเคยซื้อสร้อยข้อมือให้เป็นของขวัญ เพียงแต่แม่ของนิรา…อดีตภรรยาของเขาเห็นว่ามันไม่เหมาะกับลูกสาวในตอนนั้น จึงบอกให้ลูกสาวนำมันไปเก็บในกล่องไม้ขนาดเล็กที่พวกเขาเคยเลือกให้แทน กระนั้นมารดาก็ไม่ลืมหลอกล่อให้ลูกสาวลืมของขวัญชิ้นนั้นด้วยตุ๊กตาหมีขนาดเหมาะมือ แต่สุดท้ายนิรานึกพิเรนทร์ นำสร้อยข้อมืออันนั้นไปใส่ที่คอของเจ้าตุ๊กตาหมีเสียได้ และในวันเดียวกัน เจ้าตัวก็เดินถือมันมาหาเขาด้วยใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม

นอกจากรูปคู่ของนิรากับพ่อที่โรงเรียนในวันพ่อแล้ว ก็มีแต่ตุ๊กตาหมีตัวจิ๋วกับสร้อยข้อมือของนิราที่คอของมันนี่แหละที่นิรารักมากที่สุด

ถึงสุดท้ายเขาจะต้องหย่าร้างกับแม่ของนิราเพราะประเด็นเรื่องชู้สาว แต่เขาก็ไม่เคยลืมอีกฝ่ายและลูกสาวที่เป็นขวัญใจของคนทั้งบ้าน จนทำให้ท้านที่สุดก็ต้องอยู่คนเดียวมาถึงทุกวันนี้ โดยที่นิรา…ไม่เคยใยดีเขาจริงๆเลยสักครั้ง จนเขานึกอิจฉาเจ้าน้องชายอย่างเทวานักที่ลูกสาวเคารพราวกับเป็นลูกของมันจริงๆ

…แต่ก็โทษทั้งสองไม่ได้ เมื่อทุกอย่างมันผิดที่ตัวเขาเอง…

– ณฐกันยา –

 

Don`t copy text!