ราวด์วอร์ด

ราวด์วอร์ด

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

แสงไฟที่พุ่งตรงมาจากหน้ารถนั้น ทำให้เด็กหนุ่มสองคนที่แอบหลบอยู่หลังพุ่มไม้ขยับตัวชะโงกหน้ามอง นานทีจะมีรถขับผ่านมาตรงนั้น มือของสองคนค่อยๆ หยิบหินก้อนใหญ่ที่สามารถปาไปสู่จุดหมายที่ต้องการ แรงเหวี่ยงของวงแขนของเด็กหนุ่มทำให้แรงปะทะของหินเข้าไปที่หน้ากระจกรถของผู้โชคร้าย ปัง!  พร้อมกับเสียงกระจกแตก เพล้ง! เป็นเสี่ยงๆ ร่างของคนในรถหมุนเคว้งไปตามแรงของรถที่เสียการทรงตัว รถยนต์คันนั้น ไถลไปตามทางด้านหน้าก่อนที่จะพุ่งชนขอบทาง และนั่นคือสิ่งที่สองคนกระทำ

มือของเด็กหนุ่มสองคน ค่อยๆ เอื้อมเปิดประตูที่บู้บี้ พยายามที่จะเข้าไปค้นหาของมีค่าของเหยื่อ แต่มันยากเย็นเหลือเกิน จนต้องใช้แรงกระแทกมหาศาลที่มีจนประตูหลุดออกมา ผู้เคราะห์ร้ายนอนหายใจรวยริน เขายังไม่ตายแต่หน้าโชกไปด้วยเลือด เห็นแล้วก็สยองขวัญน่ากลัว เสียงลมหายใจแผ่วๆ ทำให้สองวายร้ายมองหน้ากันด้วยความขนลุก “ช่วยด้วย” เสียงแผ่วเบาดังมากระทบหู วายร้ายเด็กสองคนมองหน้ากัน อาการกลัวแล่นเข้ามาภายในสมอง

“รีบๆ ค้นสิวะ เดี๋ยวมันก็ตื่นมาแหกอกมึงหรอก” คนโตกว่าร้องบอก พลางค้นข้าวของที่มีอยู่ในกระเป๋าของผู้เคราะห์ร้าย

“พี่ไม่คิดจะช่วยเขาเหรอ” คนเล็กกว่ากล้าๆ กลัว ใจสั่นไปทั้งตัว

“จะให้มันจับมึงเข้าคุกเหรอ” เหมือนคนโตกว่าจะไม่สนใจ ค้นข้าวของต่อไป อย่างร้อนรนด้วยความรวดเร็ว แม้คนเล็กกว่าจะกลัว แต่ก็กลัวน้อยกว่าติดคุก เด็กอย่างเขาแค่เห็นตำรวจก็วิ่งหนีป่าราบแล้ว

“ช่วยฉัน ช่วยฉันก่อน” สายตาพร่าเลือนของเขามองเห็นเด็กสองคนที่ค้นข้าวของเสร็จกำลังจะจากไป เขาพยายามขอร้องให้เด็กสองคนนั้นช่วยเขาก่อนที่จะเดินหนีหายไป แต่เด็กสองคนก็ไม่ เขากลับเดินหนี ลมหายใจของเขาอ่อนแรงลงเรื่อยๆ และแล้วก็ดับลง พร้อมกับวิญญาณของเขาที่ออกจากร่างไป

 

เสียงโทรทัศน์ที่ส่งเสียงดังจนทำให้ผมสะดุ้งตื่น ภาพยนตร์ที่ฉายเป็นฉากของตัวละครที่ปาก้อนหินใส่รถยนต์ที่แล่นผ่านมาพร้อมกับการเข้าไปลักขโมยของคนในรถทำให้ผมหยุดจ้องมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เสียงโทรศัพท์หัวเตียงดังขึ้น ทำให้ผมที่นอนอยู่บนเตียงต้องควานหาโทรศัพท์มือถือที่อยู่บนหัวเตียงด้วยอาการหัวเสีย ใครกันโทร.มาในตอนดึก ผมได้แต่คิดในใจก่อนที่จะรับโทรศัพท์ ปลายสายเป็นเสียงของผู้ชายคนหนึ่ง พูดด้วยท่าทีที่ร้อนรนจนผมแทบฟังไม่ออก แต่จับใจความได้ว่า

“นนท์ ตอนนี้ไม่มีใครอยู่เวรเลย นายช่วยมาเฝ้าเวรแทนคนอื่นหน่อยสิ”

ผมที่นอนหลับอยู่แม้จะไม่ค่อยพอใจนักที่โดนมารบกวนผมในเวลาดึกดื่นแบบนี้ แม้จะไม่เห็นด้วยก็ตามที่จะโทร.มาปลุกผมให้ไปเฝ้าเวรแทนคนอื่นทั้งๆ ที่หมดภาระหน้าที่จากผมไปแล้ว คุณผู้อ่านไม่ต้องเดาหรอกครับว่าผมทำอาชีพอะไรถึงต้องไปเข้าเวร

ผมแต่งตัวเรียบร้อยก่อนที่จะขับรถมุ่งตรงออกไปที่โรงพยาบาลที่ผมประจำอยู่ โรงพยาบาลอยู่ไม่ไกลจากบ้านผมเท่าใดนัก ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางเพียงยี่สิบนาที

ณ เวลานั้นผมไม่รู้หรอกว่าที่โรงพยาบาลเกิดอะไรขึ้น ผมก้าวเดินฉับๆ ด้วยความเร็วเท่าที่จะทำได้ ยังจำเสียงบุรุษที่โทร.มาตามได้อยู่เลยว่า

“ตอนนี้ไม่มีใครอยู่เวร มีคนในฉุกเฉินอยากให้หมอมาช่วยดูแลคนไข้หน่อยตอนนี้” จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ผมซึ่งเป็นแพทย์ก็ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงได้ เพราะชีวิตคนสำคัญกว่าความสุขสบายที่ผมจะนอนหลับอยู่บนเตียงแม้จะไม่ใช่เวรผมก็ตาม แต่ภาระการดูแลคนไข้และรักษาชีวิตสำคัญกว่าสิ่งใด ผมไม่รู้หรอกว่าจะเป็นเวรของใครก็ตาม แต่ ณ เวลานี้ ผมต้องทำหน้าที่ของคนที่เรียกว่า ‘แพทย์’

ผมก้าวเดินอย่างไว เห็นใครคนหนึ่งคุ้นตาในชุดหมอเดินผ่านผมไป ผมจำด้านหลังอย่างแม่นยำว่านั่นคือพี่บี หมอรุ่นพี่ของผมนั่นเอง ไวเท่าตาเห็น ผมตะโกนเรียกพี่บี

“พี่บี” พี่บีเหมือนไม่ได้ยินที่ผมตะโกนเรียก

“พี่บี วันนี้เวรพี่หรือเปล่าครับ” แต่ดูเหมือนว่าพี่บีจะไม่ทันได้ยินผม เขาเดินไปทางห้องฉุกเฉินด้วยความไว

“เรียกก็ไม่ยอมหันมาคุย” ผมได้แต่บ่นให้กับตัวเองก่อนจะเดินไปที่ห้องอีกห้องที่ผมต้องไปปฏิบัติเวร โดยที่ผมก็ไม่ได้สนใจเรื่องพี่บีจนลืมซะสนิทเลยก็ว่าได้

ทันทีที่ผมก้าวเข้ามาภายในห้อง พยาบาลที่อยู่เวรดึกสองสามคน บุรุษพยาบาล เจ้าหน้าที่อีกสามคน ต่างก็วุ่นวายเพราะเกิดอุบัติเหตุสามสี่รายซ้อนภายในคืนเดียว จำนวนบุคลากรและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานไม่เพียงพอต่อการทำงานในเวลาเร่งด่วนแบบนี้ เพราะคนไข้ที่เข้ามารักษาฉุกเฉินมีจำนวนมากกว่าเจ้าหน้าที่ ความโกลาหนวุ่นวายเกิดขึ้นภายในห้องฉุกเฉิน เสียงร้องโหยหวนของผู้บาดเจ็บ ญาติที่เข้ามาภายในห้องฉุกเฉินรวมถึงขอบเขตเวลาเพราะทุกนาทีมีค่าและสำคัญต่อผู้บาดเจ็บ หากพลาดไปเพียงแค่เสี้ยววินาที นั่นหมายถึงชีวิตของพวกเขา ความตายนั่นอยู่เพียงแค่เอื้อมเท่านั้น ผมจึงไม่ประมาทในการทำงานและไม่ประมาทในการใช้ชีวิตประจำวัน

“คนไข้เป็นอะไรมาครับ” ผมถามพยาบาลที่กำลังดูแลคนเจ็บที่นอนร้องครวญครางอยู่

“โดนรถทับค่ะหมอ” พยาบาลคนนั้นพูดไปก็ทำสีหน้าเศร้า

“เจ็บตรงไหนบ้างครับ” ผมพยายามพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เพราะเห็นแววตาความเจ็บปวดของคนไข้ บาดแผลตั้งแต่เอวลงไปเลือดไหลเต็มกางเกงขายาว เห็นว่าขาข้างหนึ่งเกือบขาด มันห้อยโตงเตงจนน่ากลัว พยาบาลที่ปฏิบัติหน้าที่เธอกำลังห้ามเลือดอยู่

“คุณหมอคะ คุณหมอ” เสียงพยาบาลอีกคนรีบเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าตกใจ เธอดูตกใจเป็นอย่างมาก จนสีหน้าถอดสีจนเห็นได้ชัด

“มีอะไรหรือครับ” ผมถามออกไป

“แย่แล้วค่ะหมอ หมอบีอาการทรุดหนัก” เธอกล่าวเสียงสั่นๆ ผมมองหน้าเธอพยายามตั้งสติรับฟังว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ในตอนนี้ ผมเริ่มสับสนมึนงงไปหมดแล้ว

“อะไรนะครับ” ผมถามออกไป

“หมอบีน่ะสิคะ อาการแย่”

“หมอบี หมอบีเป็นอะไรครับ”

“ตอนนี้หมอบีนอนอยู่นห้องฉุกเฉินตรงโน้นค่ะหมอ” เธอชี้ไปอีกห้อง ผมไม่รีรอรีบวิ่งออกไปแม้จะไม่ได้ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะผมยังไม่รู้เหตุการณ์อะไรเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับหมอบีจนถึงขนาดต้องเข้ามานอนในห้องฉุกเฉิน

ผมวิ่งมาที่ห้องฉุกเฉิน เปิดประตูเข้าไป อากาศข้างในหนาวกว่าปกติมันทำให้ผมขนลุกซู่อย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว ผมเห็นร่างของหมอบีนอนมีเครื่องช่วยหายใจติดอยู่ เสียงชีพจรเบาแผ่วลง พยาบาลที่เฝ้าน้ำตาเอ่อ เธอพยายามเรียกชื่อหมอบีอยู่ตลอดเวลา ผมขอให้มีปาฏิหาริย์ด้วยเถิด เห็นสภาพพี่บีแล้วไม่คาดคิดว่าจะเห็นคนที่เรารู้จักเป็นได้ถึงเพียงนี้ พี่บียังคงนอนไม่ได้สติ ลมหายใจแผ่วลงไปเรื่อยๆ ผมมองด้วยท่าทีสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเห็นเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันต้องมาเป็นเช่นนี้

“พี่บีเป็นอะไรครับ พี่แป้น” ผมหันถามนางพยาบาลอาวุโสรายนั้นเพราะเธอน่าจะรู้เหตุการณ์ก่อนที่ผมจะเดินเข้ามาดูอาการ

“คุณหมอบีโดนแก๊งปาหินใส่จนรถเกิดคว่ำค่ะ่” นางพยาบาลรายนั่นเล่าไปก็น้ำตาเอ่อไป

“พี่ไม่อยากให้คุณหมอจากเราไปเลย” เธอพูดด้วยความจริงใจ

“คุณหมอนนท์ต้องช่วยหมอบีนะคะ” เธออ้อนวอนผม ผมได้แต่พยักหน้าแม้จะรู้อยู่แล้วว่าหนทางการรักษาจะมีเปอร์เซ็นต์อันน้อยนิดที่จะช่วยหมอบีได้ กระโหลกข้างซ้ายบวมผิดปกติ ดวงตาซ้ายทะลุเบ้าตาแตก สมองได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก กระบังลมหัก สภาพพี่บีตอนนี้ทำให้ผมไม่อยากมอง ไม่มีใครหรอกที่จะหนีความตายพ้น ผมทำการรักษาพี่บีอย่างสุดกำลังความสามารถ มันช่างเป็นค่ำคืนที่ยาวนานสำหรับผมอย่างมาก มันบีบหัวใจคนเป็นหมอ การช่วยชีวิตคนนั้นมันเป็นหน้าที่และมนุษยธรรมอย่างหนึ่ง และแล้วเสียงคลื่นหัวใจของหมอบีก็ค่อยๆ ดับลง ผมและพยาบาลต่างตกใจ มันเป็นช่วงระยะเวลาที่พูดไม่ออก วิญญาณของพี่หมอบีร่องลอยออกจากร่างไปเสียแล้ว นางพยาบาลที่อยู่กับผมภายในห้องต่างร้องไห้ต่อการจากไปของพี่หมอ ผมไม่รู้จะบรรยายต่อไปอย่างไรดี เพราะผมไม่มีแรงจะอธิบายได้แล้ว

แสงจากทางเดินภายในโรงพยาบาลแห่งนั้นมันช่างดูวังเวงอย่างไรชอบกล ตามสภาพที่รัฐบาลไม่ค่อยมีงบประมาณเท่าไหร่ บรรยากาศของค่ำคืนวันนี้มันช่างเงียบเหงาวังเวง แม้จะมีอุบัติเหตุจนทำให้มีคนเข้ามาพักรักษาในช่วงดึกของหลายคืนก่อน นางพยาบาลที่อยู่เวรในช่วงดึกถึงรุ่งสางต่างปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างหนักแน่น เด็กหนุ่มผวาตื่นด้วยความหวาดกลัว ภาพทุกอย่างที่เขาเห็นน่ากลัว เขาเห็นผู้ชายคนนั้นกำลังจะตาย เขาเอื้อมมือ พยายามร้องขอความช่วยเหลือ ก่อนที่เขาจะสิ้นใจตาย ความผิดที่อยู่ภายในจิตใจ

“ตื่นแล้วเหรอ” เสียงของคุณหมอหนุ่มเดินเข้ามาภายในห้อง

“ครับคุณหมอ คุณหมอมาตรวจเช้านะฮะ เมื่อคืนก็เพิ่งมา” เด็กหนุ่มยิ้มร่าเริง

“เป็นหน้าที่น่ะสิ คนทุกคนย่อมมีหน้าที่เป็นของตนเอง” คุณหมอไม่ได้หันมา เขาก้มลงดูเอกสารที่ถือมา เด็กหนุ่มพยักหน้า  มารดาของเขาขอตัวกลับไปบ้านเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน

“อายุเท่าไหร่แล้ว ดูหน้ายังเด็กอยู่เลยนะ”  คุณหมอชวนเขาคุย

“สิบห้าฮะ”

“อย่าดื้ออย่าซนกับพ่อแม่ให้มากนะ ยังเด็กอยู่เลย ทำอะไรแผลงๆ ผิดพลาดไป คนที่เสียใจที่สุดก็คือพ่อแม่”

เขาหลบตา รู้สึกสะดุ้งกับคำพูดของคุณหมอเมื่อครู่

“อาการดีขึ้นแล้วนะ ดีที่แค่หัวแตก” คุณหมอเดินมาดูที่หัว กลิ่นน้ำหอมของหมอส่งกลิ่นแรง  มันหอมแปลกๆ เด็กอย่างเขาไม่เคยสัมผัสกลิ่น  มันเย็นจับจิตอย่างบอกไม่ถูก

“แล้วพี่ผมล่ะฮะคุณหมอ” เขาถาม เมื่อลืมเสียสนิทเลยว่า ยังมีคนอีกคนที่เขาตามไปด้วยกันสองคน

“เอาตัวเองให้รอดก่อนไอ้หนู” คุณหมอบ่ายเบี่ยงยิ้มๆ นิดๆ ก่อนที่จะเดินออกไป ปล่อยให้เขาอยู่เงียบๆเพียงคนเดียว

เขาลืมตาตื่นขึ้นมาอีกที หลังจากที่หลับไปตั้งแต่เช้า  ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เห็นนางพยาบาลยกถาดอาหารมาให้ แม่ของเขาเข้ามาพอดี ภายหลังกลับบ้านไป

“เมื่อกี้เดินเข้ามาดู เห็นยังนอนหลับ เลยไม่ได้ปลุก”

นางพยาบาลวางถาดลงและเดินมาหยิบยาก่อนอาหารส่งให้ เด็กหนุ่มหยิบไปทาน พร้อมยกแก้วน้ำดื่ม

“วันนี้คุณหมอเข้าสายหน่อยนะน้อง พอดีท่านติดธุระ” นางพยาบาลพูดไปก็ตรวจดูถุงน้ำเกลือ และเช็กอะไรต่างๆ ไป

“เมื่อเช้าคุณหมอเพิ่งมาตรวจเองครับพี่” เขาบอกนางพยาบาล

“หมอไหน  ไม่มีนะ คุณหมอประจำตัวเราน่ะ เขาเพิ่งโทร.มาลาช่วงเช้า อาจจะมาบ่ายหรือไม่ก็เที่ยง”

“จริงนะครับ”

“ฝันหรือเปล่า” มารดาแทรก

“ไม่ฝันหรอกแม่ คุณหมอหล่อๆ หน้าตาดีๆ ใจดี๊ใจดี มาตรวจตั้งแต่เมื่อคืน เมื่อเช้าก็มา”

พยาบาล และแม่ของเด็กหนุ่มมองหน้ากัน

“กินข้าวได้แล้ว จะได้กินยา” มารดารีบบ่ายเบี่ยง

“แม่แล้วพี่กุนล่ะ พี่เขาเป็นอะไรมั้ย” เด็กหนุ่มถาม มารดานิ่งมองหน้าก่อนจะเฉไฉ

“นี่ อย่าถามเซ้าซี้มากนักเลย กินข้าวไวๆ จะได้กินยา นอนพักผ่อน” มารดาดุ นางพยาบาลเดินออกไปแล้ว แม่ดูท่าทีแปลกๆ ไป

คุณหมอเจ้าของไข้เดินเข้ามาพอดี เดินเข้าไปตรวจคนไข้เด็กหนุ่มรายนั้น เด็กหนุ่มที่หัวแตกเพราะรถมอเตอร์ไซค์ล้มเมื่อคืน ดีนะที่ไม่เป็นอะไรมาก ผมแอบได้ยินแม่ของเด็กคนนั้นบ่นอยู่ จนผมเปิดประตูเข้าไปเธอจึงหยุดพูด

“อาการดีขึ้นแล้วนะ ไม่เป็นไรมาก “

“สมงสมองของมันไม่ได้เป็นอะไรใช่มั้ยคะหมอ”  มารดาของเด็กถาม

“แค่ล้มนิดหน่อย ไม่มีเป็นอะไรหรอกครับ ตรวจดูทุกอย่างแล้ว ปกติดี”

คุณหมอครับ พี่กุนที่มากับผม เป็นอะไรมั้ยครับ” เขาจ้องหน้าเด็กหนุ่มคนนั้นเงียบๆ หันมาทางมารดา เขามองหน้าเดาได้เลยว่าเด็กคนนั้นยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างภายหลังสลบไป

 

รถเข็นที่เข็นพาร่างของเด็กหนุ่มพร้อมสายน้ำเกลือ พากันมาที่ห้องพักผู้ป่วยอีกห้องที่อยู่ถัดไป เข็นมาถึงห้อง ประตูเปิดออก เห็นร่างของเด็กหนุ่มอีกคนที่อายุมากกว่านอนหลับ ได้ยินเสียงมารดาของเด็กหนุ่มที่พามาพ่นลมแรง เหมือนไม่อยากพามา

เด็กหนุ่มที่นอนบนเตียง มีสายน้ำเกลือพาดอยู่ลืมตา เหมือนสองคนจะดีใจที่เจอกัน

“ตื่นแล้วหรอพี่”

คนที่นอนบนเตียงชื่อกุน อายุมากกว่าเขาสามปี พยักหน้า

“เอ็งล่ะเป็นอะไรมากมั้ย”

เด็กหนุ่มที่นั่งส่ายหัว ไล่สายตาไต่ระดับลงไปที่ขาของเด็กที่นอน แล้วก็ต้อง…

กุนมองขาตัวเองแล้วข่มความเจ็บปวด อยู่ๆ น้ำตาเจ้ากรรมก็ไหล เขาสูญเสียขาไปด้วยอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์คว่ำและโดนรถสิบล้อบดขาทั้งสอง โชคดีของเด็กหนุ่มอีกคนที่นั่งซ่อนท้ายและล้มไปอีกฝั่งไม่เป็นอะไรมากแค่หัวแตกและถลอกปอกเปิกเท่านั้น คุณหมอหนุ่มรู้ได้ทันทีว่า เหตุผลที่แม่เด็กไม่อยากพามาเยี่ยมก็เพราะอย่างนี้แหละ ไม่อยากให้ลูกชายเห็นความเจ็บปวดของอีกคน

 

ด้านนอกนางพยาบาลรวมกลุ่มกันพูดคุยอะไรบางอย่างกัน

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” ผมเอ่ยถามเมื่อเดินมาถึง นางพยาบาลเหล่านั้นหันมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี

“มีอะไรบอกผมได้นะครับ”

นางพยาบาลรุ่นใหญ่เดินมา ใบหน้าของเธอเศร้าๆ หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา

“คุณหมอนนท์คะ พี่มีอะไรบางอย่างจะให้คุณหมอดู”

“อะไรครับ” ผมถามออกไป ในใจอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอเดินไปหยิบสมุดจดบันทึกเวลาตรวจของหมอ และเดินมาให้ ผม

ลืมสนิทเลยว่าต้องจดรายการลงไป เขายิ้ม หยิบมาและกำลังจะจรดปลายปากกาลงไป คิดในใจว่าดีแล้วที่นางพยาบาลมาเตือน เพราะบางทีก็ลืมไปบ้าง ด้วยภาระหน้าที่ตลอดระยะเวลาของการทำงาน

“ไม่ใช่ค่ะคุณหมอ” เธอห้ามไว้ ผมมองหน้า

เธอใช้สายตา มองไปที่กระดาษตรงหน้า ไม่พูดแต่เป็นการใช้สายตาให้ตรวจดู มองผ่านๆ ก็ไม่เห็นมีอะไรแปลก หมอคนอื่นอีกสองสามคนก็เซ็นปกติ เขาเงยหน้ามอง เธอน้ำตาไหล ก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

“คุณหมอบีค่ะ หมอบี เธอมาตรวจคนไข้ตั้งแต่เช้าเลยค่ะ” เท่านั้นแหละ น้ำตาของเธอก็ไหลอาบ บรรดานางพยาบาลคนอื่นรีบเข้ามาปลอบขวัญ

“พี่บีน่ะหรือครับ”

เธอพยักหน้า

“คนไข้ห้องโน้นก็บอก ตอนแรกพี่ก็ไม่เชื่อหรอกนะคะคุณหมอ แต่พอมาตรวจดูลายเซ็น ตกใจแทบแย่ ไอ้ทีแรกก็คิดว่าใครอุตริมาเขียนแทนหมอบี แต่ๆๆ…” เธอปาดน้ำตา สะอื้น

“ใครเขาจะเซ็นเหมือนแบบนี้” เธอจิ้มไปที่ลายเซ็น ทุกคนในที่ตรงนั้นต่างก็เศร้าไปตามๆ กันรวมทั้งผมด้วย ผมยืนนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนที่จะเห็นร่างของสองแม่ลูกพากันออกมาเตรียมจะกลับบ้าน เด็กหนุ่มยืนมองอะไรบางอย่างอยู่ สายตามองเข้าไป ก่อนที่จะชี้ให้มารดาดู

“นั่นไง หมอคนนั้นที่มาตรวจผมเมื่อคืน เห็นมั้ยผมไม่ได้โกหกแม่”

มารดามองเข้าไป

“เออ รู้แล้วน่า เอ็งก็เสียงดังไปได้”

พอดีที่นางพยาบาลเดินมาพอดี และได้ยินสองคนคุยกัน

“น้องๆน้องว่ายังไงนะ”

“ก็หมอคนในรูปนั่นไง ที่ผมเห็นเมื่อเช้า ที่มาตรวจผม”

นางพยาบาลได้แต่นิ่งไปครู่ สีหน้าถอดสี ก่อนที่จะวิ่งมาตามพวกหมอและพยาบาลที่จับกลุ่มคุยกันเรื่องปริศนาลายเซ็นอยู่ เมื่อได้รับฟังจากปากนางพยาบาล พวกเขาเหล่านั้นก็พากันเดินมาทางเด็กหนุ่มวัยสิบห้า

“หนู หนูพูดจริงหรอที่เห็นคุณหมอท่านนั้น” นางพยาบาลมองไปที่รูปที่บอร์ด

“ครับ หมอมาตรวจผมตอนเช้า”

ทุกคนขนลุกซู่มองหน้ากัน

“มีอะไรเหรอครับ” เด็กหนุ่มร้องถามด้วยความแปลกใจกับอากัปกิริยาของพยาบาล

“ปะ ปะ เปล่า หรอก” นางพยาบาลวัยดึกคนนั้นรีบบอกปัดออกไป เพื่อไม่ให้เด็กคนนั้นตื่นกลัว

“ไป กลับได้แล้ว” แม่เด็กบอก ก่อนที่ยกมือไหว้หมอ พยาบาล

“ขอบคุณคุณหมอและพยาบาลมากนะคะที่ดูแลลูกหนู” เธอไหว้ปะหลกๆ ก่อนจะพากันเดินไป

ได้ยินเสียงแว่วของนางพยาบาลที่จับกลุ่มคุยลับหลังเด็กหนุ่มกับแม่ว่า

“คุณหมอบีแกโดนไอ้เลวที่ไหนไม่รู้นะปาหินใส่รถจนรถชน มันเลวจริงๆ นะ เอาหินปาไม่พอ ยังขโมยของไปอีก ชาติหมาจริง”

“จริงด้วย สาธุ ขอมันมีอันเป็นไป” นางพยาบาลกล่าวสำทับ

“คนดีๆ ไม่น่าเล้ย ท่านยมบาลมาเอาไปก่อนวัยอันควร”

“ฉันนะสงสารคุณหมอจริงๆ”

“พอๆ ได้แล้วครับ ไปปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว เดี๋ยวพี่บีก็มาตามหรอก” คุณหมอแกล้งหยอกก่อนที่นางพยาบาลจะพากันแยกย้าย

 

ด้านนอกโรงพยาบาล สองแม่ลูกพากันเดินข้ามถนนจะไปอีกฝั่งเพื่อขึ้นรถสองแถวกลับบ้าน

รถคันหนึ่งแล่นมาด้วยความเร็ว มองไม่เห็นสองแม่ลูก ขับพุ่งตรงมาอย่างเร็วก่อนที่จะได้ยินเสียงดังตามหลัง ร่างของเด็กหนุ่มกระเด็นลอยไปตกอีกฝั่ง ทุกคนที่เห็นเหตุการณ์ต่างกรีดเสียง แม่ของเด็กหนุ่มกระเด็นไปอีกทาง แต่ไม่เป็นอะไร

เด็กหนุ่มค่อยๆ ลืมตา เห็นบุรุษสวมเสื้อกาวน์ยืนอยู่ เขาจำได้แม่นว่านั่นคือหมอคนเมื่อคืน ท่านคงมาช่วยเขาแน่ๆ เด็กหนุ่มคิดแบบนั้น

“ช่วยผมด้วยครับ  ช่วยผมด้วยครับคุณหมอ” เด็กหนุ่มเสียงแหบพร่าก่อนที่สติสัมปชัญญะจะเลือนหายไป

คุณหมอหนุ่มพาเด็กหนุ่มที่ออกจากร่างเดินมุ่งตรงไปยังโรงพยาบาล เขาได้ช่วยทุกคน ตราบซึ่งชีวิตดับสูญ แม้ตัวตายก็ยังมีพันธะห่วงหน้าที่อันเป็นบ่วงให้เขาติดอยู่เพื่อให้การช่วยเหลือผู้อื่นต่อๆ ไป

ขอให้ดวงวิญญาณของคุณหมอ ไปสู่สุคติด้วยเถิดครับ

 

– นัฐพันธ์ –

Don`t copy text!