บอกลาครั้งสุดท้าย

บอกลาครั้งสุดท้าย

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

โบกมือเพื่อลากันเป็นครั้งสุดท้าย…

ผมไม่เคยคิดเลยสักนิด เมื่อเพื่อนคนหนึ่งโบกมือให้พร้อมรอยยิ้มในวันนั้น ไม่เอะใจเลยสักหน่อยว่ามันจะเป็นการจากลาที่จะไม่มีวันได้พบเจอกันอีกเลย…

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสิบสามปีมาแล้ว ตอนนั้นพวกเรากำลังเป็นน้องใหม่คณะศิลปกรรมของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ในงานกีฬาสีภายในวันนั้นพวกเราชาวปีหนึ่งถูกบังคับด้วยกฎตายตัวที่ถูกสร้างขึ้นมาจากรุ่นต่อรุ่น ว่ารุ่นน้องปี 1 ทุกคนต้องรับภาระกิจกรรมที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นทั้งหมด

งานกีฬาภายในวันนั้นมีขึ้นในวันเสาร์ ซึ่งผมจำได้ดีว่าเป็นช่วงปลายเดือนสิงหาคม หลังจากเลิกจากขบวนพาเหรด ผมกำลังจะกลับบ้าน ออมเรียกผมเอาไว้ เราพูดคุยกันไม่ถึงนาทีก็แยกย้าย ออมโบกมือพร้อมรอยยิ้ม และนั่นคือครั้งสุดท้ายที่ผมได้พบออม

วันอาทิตย์หลังจากเสร็จสิ้นงานกีฬา ผมไปที่ห้องปฏิบัติงานจิตรกรรม พวกเราต้องเขียนรูปสีน้ำมันส่งทุกสัปดาห์ และวันหยุดเราจะไปนั่งวาดหุ่นนิ่งที่อาจารย์จัดทิ้งไว้ให้เสมอ วันนั้นฝนตกปรอยๆ ทั้งวันบรรยากาศครึ้มฟ้าหม่นฝน หัวใจของผมหดหู่ขึ้นมาพิกล หุ่นนิ่งที่ต้องวาดวันนั้นเป็นกองเศษซากทั้งชิ้นส่วนรถ กระป๋อง แม้แต่กระดูกสัตว์ หัวนกเงือก เศียรพระ ห้องที่ปกติจะมีเพื่อนๆ หลายคนมานั่งล้อมวงวาดรูปกันวันนั้นกลับมีเพียงผมแค่คนเดียวและมีเพื่อนมาเพิ่มในภายหลังไม่ถึงสามคน ออมเจ้าประจำที่ปกติจะมานั่งวาดรูปตลอดคู่กับผมหายไป อาจจะด้วยบรรยากาศที่บอกไปแล้วข้างต้นหรืออะไรไม่ทราบที่ทำให้ผมรู้สึกขนลุกชันขึ้นมาเสียเฉยๆ และตกใจสุดขีดเมื่อหันหลังไปเจอภาพวาดสีน้ำมันคนเหมือนของรุ่นพี่ที่สะท้อนเงากลับมาในกระจกตรงกรอบหน้าต่าง ให้ความรู้สึกเหมือนมีใครจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ยิม เพื่อนคนหนึ่งที่ตามมาในภายหลัง เปรยกับผมว่า…

“แกรู้หรือเปล่าว่าทำไมวันนี้ออมไม่มา ข้าโทรหามันก็ไม่เปิดโทรศัพท์ ติดต่อไม่ได้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว” นั่นเป็นเพียงการพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย ไม่มีใครคิดเอะใจกับการขาดการติดต่อของเพื่อนไปอย่างผิดปกตินั้นเลย

“นั่นสิ เลยไม่มีเพลงเปิดฟังเหมือนทุกที” ผมนึกถึงเสียงเพลงจากวิทยุเครื่องเล็กที่ออมมักจะพกมาด้วยเสมอ

“วิทยุซ่อนอยู่ที่กองเฟรมหลังห้องไง ออมมันไม่ได้เอากลับไปนะ”

“อ้าวเหรอ เอ… แล้วทำไมออมมันไม่มา ทุกทีมันต้องมานะ” เราคุยกันแค่นั้นแล้วก็ไม่ได้สนใจเรื่องออมอีก

เมื่อวันจันทร์มาถึง… พ่อกับแม่ของออมได้มาเดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อติดตามหาลูกสาวเพียงคนเดียวที่ขาดการติดต่อไปตั้งแต่เย็นวันเสาร์ ความผิดปกตินี้พ่อแม่คงรับรู้ได้เร็วกว่าใคร เพื่อนๆ ของออมไม่มีใครบอกได้ว่าออมหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเราละเลยเพื่อนเกินไปหรือเปล่า? นั่นคือคำถามที่ย้ำซ้ำๆ ในหัว และวันเวลาก็ผ่านไปอีกสามวัน วันพุธพวกเราถูกรุ่นพี่เกณฑ์กันไปล้อมวงนั่งร้องเพลง ประชุมกันว่าจะต้องทำซุ้มดอกไม้เพื่อแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ที่กำลังจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร คณะของพวกเรามักจะยึดป่าช้าหน้ามหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ประชุมเสมอ และเย็นย่ำวันนั้น… รุ่นพี่กลุ่มหนึ่งก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามา ซุบซิบอะไรบางอย่างที่พวกเราส่วนใหญ่ไม่ได้ยิน

ตอนนั้นผมรู้สึกถึงสายลมเอื่อยๆ ทว่าเย็นยะเยือกพัดผ่านหลังไป เส้นผมอ่อนตรงท้ายทอยดูเหมือนจะตั้งชันในความรู้สึก แล้วเสียงกระซิบก็ดังขึ้นจนจับใจความว่า ‘ออมตายแล้ว!!!’ เพียงได้ยินร่างกายของผมชาวาบราวกับถูกน้ำเย็นจัดสาดมาทั่วร่าง แขนขาไม่มีเรี่ยวแรงที่จะก้าวเดิน ไม่มีแรงแม้แต่จะคิดหรือพูดอะไรออกมา ยิ่งได้รู้ว่าเพื่อนถูกฆาตกรรมแถมถูกนำร่างไปเผาเพื่อทำลายหลักฐานอำพรางคดีจนเหลือเป็นตอตะโก หลงเหลือเห็นว่าเป็นซากคนก็เพราะข้อเท้าที่ไหมไม่หมดมีหนอนชอนยั้วเยี้ยเพราะกรำฝนมาหลายคืนยิ่งพาให้สะเทือนใจ

เมื่อข่าวการตายของออมแพร่สะพัดรู้ไปทั่วคณะ จากข่าวร้ายก็ตามมาด้วยความชวนขนหัวลุกเมื่อเพื่อนอีกสองสาขาวิชาที่ไม่รู้เรื่องการหายตัวไปของออมต่างพูดตรงกันว่าระหว่างที่ออมหายไปนั้น ตั้งแต่วันจันทร์จนถึงวันพุธ (คือวันที่ทราบข่าว) หลายคนเห็นออมมาร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆ โดยตลอด บางคนถึงขนาดนั่งพูดคุยด้วย เพื่อนชายคนที่คุยอยู่กับออมนั้นเป็นเพื่อนจากแผนกประติมากรรม เมื่อรู้ข่าวเขาคงรู้สึกปั่นป่วนในท้องจนต้องลุกออกจากวงไปอาเจียนเสียยกใหญ่ ก่อนจะกลับเข้าวงมาด้วยใบหน้าซีดเผือด

“ข้ายังถามอยู่เลย คุยด้วยก็เอาแต่ยิ้มไม่ตอบอะไรข้าสักคำ ข้าก็ไม่รู้ไง นั่งพูดคนเดียวเป็นวรรคเป็นเวร” เพื่อนชายเล่า

“ข้าว่าที่พวกเอ็งเห็นน่ะ มันก็เพราะว่าพวกเอ็งไม่มีใครรู้ว่าออมมันหายตัวไป อีกอย่างออมมันคงยังไม่รู้หรอกว่าตัวเองตายมันก็เลยมาเรียนปกติ” ผมว่าไปแบบนั้นเพราะผู้เฒ่าผู้แก่เคยบอกเล่ากันมาแต่นานนมว่าถ้ามีคนตายแล้วยังไม่ได้รับการสวดก็จะไม่รู้ตัวว่าได้ตายจากไปแล้ว วิญญาณก็จะยังล่องลอยไปมาเช่นปกติที่เขาเคยมีชีวิตอยู่ ออมก็คงจะเป็นอย่างนั้นเช่นกัน

เพื่อนชายจากประติมากรรมได้พบกับออมในเวลาเช้าตรู่ของวันจันทร์ เขาไม่ได้สนใจการเล่าเรียนจนต้องมาแต่เช้าหรอกนะครับ เพียงแต่ว่าวันนั้นเขายังไม่ได้กลับบ้านด้วยซ้ำ พวกเราเป็นแบบนี้ทั้งนั้น ชอบขลุกตัวกินนอนมันเสียที่ห้องปฏิบัติการมันนั่นแหละ การเรียนการสอนเชิงปฏิบัตินั้นพวกเราชาวปีหนึ่งมักต้องเรียนตั้งแต่พื้นฐาน ต้องนั่งวาดนั่งปั้นพวกหุ่นนิ่งตามที่อาจารย์สั่งไว้ จะให้หอบเฟรมหอบดินไปทำที่อื่นก็ไม่ได้อีก ก็กินนอนมันเสียให้รู้แล้วรู้รอดในห้องเรียนไปเลยสะดวกจะตาย ทีนี้มาพูดถึงว่าเพื่อนของผมคนนี้ไปเจอเข้ากับวิญญาณของออมได้ยังไง? ก็ในเมื่อเรียนอยู่ต่างแผนกกันนี่หนา ใช่ครับ เรียนคนละสาขาวิชาแต่หน้าห้องเรียนของเพื่อนคนนั้นเป็นโต๊ะหินอ่อนที่พวกเราไม่ว่าชาวจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์จะมานั่งสุมหัวกันอยู่ตรงนั้น ไม่ว่ารุ่นพี่รุ่นน้องเราก็มาพบปะเฮฮากันอยู่ที่นั่น

“ฉันนะเว้ย เห็นตอนออมมาเข้าแถวตอนรุ่นพี่เรียกรวม ก็มาทุกวันนี่หว่า แถมหน้าตาขาวผ่องเลย ฉันยังจะถามเลยนะว่าทำยังไงหน้าถึงขาวเนียนขนาดนั้น พอออมมันยิ้มให้เท่านั้นแหละก็ลืมที่จะพูดหมดเลย” เพื่อนหญิงคนหญิงจากแผนกภาพพิมพ์บอก

“ใช่เ มื่อเช้าข้าขี่รถเข้ามามันยังยืนโบกมือให้ที่หน้าประตูเลย” เพื่อนชายอีกคนจากภาพพิมพ์เล่าบ้าง

ก็เป็นอันว่าหลายวันที่ออมหายตัวไป เพื่อนๆ จากต่างแผนกได้พบออมกัน มีแต่พวกห้องผมที่ไม่มีใครเห็นออมอีกเลย ในเมื่อเป็นอย่างนี้ก็แสดงว่าออมยังวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เพื่อนๆ ทุกคน

พ่อแม่ได้นำร่างไร้วิญญาณของออมกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิด แต่ในระหว่างนั้นเพื่อนๆ และพี่ๆ แผนกภาพพิมพ์ก็ได้ขนลุกขนพองกัน เมื่อมีคนเห็นขาเรียวใต้กระโปร่งคลุมเข่าแกว่งเท้าเล่นอยู่ในห้องปฏิบัติการภาพพิมพ์ แต่พอมองสูงขึ้นไปกลับไม่พบตัว จะเป็นใครไปได้ล่ะถ้าไม่ใช่ออมในเมื่อสภาพศพของออมร่างกายถูกเผาหมดเหลือเพียงช่วงเท้าเท่านั้นที่ไม่โดนไฟไหม้ ทุกคนที่ได้ยินเรื่องนี้ก็จะรู้ดีว่าออมมานั่งรอแฟนหนุ่มซึ่งเป็นรุ่นพี่ในแผนก

จวบจนถึงวันกำหนดฌาปนกิจ ผมกับนัท เพื่อนร่วมห้องอีกคน ไม่สามารถไปร่วมงานของออมได้เพราะติดภารกิจที่มหาวิทยาลัย และวันนั้นเราทั้งสองคนมีหน้าที่ต้องไปรับบัตรประจำตัวนักศึกษาของเพื่อนๆ ทุกคนในห้องพอดี จะด้วยความพอเหมาะพอดีหรือนั่นเป็นลางร้ายอย่างใดก็ตาม บัตรประจำตัวนักศึกษาของออมไม่พร้อมใช้อยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นเพราะไม่มีรูป และแปลกที่รูปถ่ายก่อนหน้านั้นที่พวกเรามักจะรวมตัวกันถ่ายเล่นบ่อยๆ นั้น รูปของออมเกือบทุกรูปก็ขาดหายตรงช่วงคอขึ้นไปพอดี หรือเรียกว่ารูปหัวขาดนั่นเอง

“เก็บบัตรไว้ที่ข้า ออมมันจะมาเอาหรือเปล่าวะ” ผมพูดกับนัทด้วยความปากไว ในใจผมก็หวั่นๆ ขึ้นมาไม่น้อย ทั้งๆ ที่ก่อนหน้าไม่ค่อยได้กลัวอะไรทำนองนี้ก็ตาม

“เฮ้ย… คิดมาก ไม่มีไรหรอก ออมตามรูปที่เราช่วยกันวาดกลับบ้านไปแล้ว” แน่นอนว่านัทเองก็ต้องกลัวเหมือนกันถึงไม่ยอมเก็บของออมไว้

ก่อนที่เพื่อนๆ จะเดินทางไปส่งออมเป็นครั้งสุดท้าย พวกเราได้ช่วยกันวาดรูปเหมือนของออมเพื่อมอบให้ครอบครัวเป็นที่ระลึก สำหรับเพื่อนทุกคนแล้วก็จะได้ระลึกถึงออมด้วยเช่นกัน

หนึ่งวันหลังจากงานฌาปนกิจออม นัทสีหน้าอิดโรยเดินมานั่งที่ม้าหินอ่อนหน้าห้องประติมากรรม ซึ่งผมนั่งรออยู่แล้ว เพื่อนๆ คนอื่นยังไม่มีใครมาเพราะคืนที่ผ่านมากรำงานหนัก ช่วยกันจัดซุ้มดอกไม้สำหรับแสดงความยินดีกับรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษาจนดึกดื่น

“เฮ้ย… โคตรซวยเลยว่ะ เมื่อคืนตอนขี่มอ’ไซค์กลับบ้าน ฝูงค้างคาวมาจากไหนไม่รู้บินอ้อมหน้าอ้อมหลังข้าเต็มไปหมด แต่มีคนซวยกว่าข้าอีกนะเพราะข้าเห็นค้างคาวรุมทึ้งเขาด้วย” นัททำหน้าสยอง

ผมยังไม่ทันต่อว่าอะไร เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่หอพักเดียวกับผมก็เดินเข้ามาร่วมวงสนทนา เธอผู้นี้ได้เดินทางไปงานฌาปนกิจออมด้วย แต่น่าแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่เห็นหญิงสาวที่มักจะเข้ามหาวิทยาลัยมาในยามสายเดินเข้าประตูมาแต่เช้าตรู่เช่นนี้

“เฮ้ย…” ผมกวักมือเรียกแล้วเธอก็เดินตรงมาที่ผมนั่งอยู่ “เมื่อคืนแกทำอะไรวะ เสียงดังก๊อกแก๊กทั้งคืน” ครับ ห้องที่ผมนอนเมื่อคืนอยู่ชั้นสองและห้องของเพื่อนคนนี้อยู่ชั้นสามและเป็นห้องที่อยู่ตรงกัน เวลาทำของอะไรหล่นก็จะได้ยิน

“ไอ้บ้า แกอย่าพูดหมาๆ นะเว้ย เมื่อคืนฉันไม่ได้กลับมานอนที่ห้อง ฉันแวะบ้านที่ลำปาง” สีหน้าเหลอหลาของเธอบอกได้ชัดเจนว่าไม่ได้โกหก

ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเหงื่อแตกทั้งๆ ที่อากาศมันไม่ได้ร้อนเลย ผมมองสบตากับนัทแล้วก็กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เพราะผมจำได้ว่าออมเคยมานั่งเล่นนอนเล่นในห้องของเพื่อนสาวคนนี้ของผมอยู่ครั้งหนึ่ง ออมก็มาหาผมด้วยในวันนั้นแต่เธอไม่ได้เข้ามาหาผมในห้อง เพียงแค่ยื่นหน้าเข้ามาดูความเป็นอยู่ในห้องแคบๆ ของผมเท่านั้น

เมื่อเพื่อนอีกกลุ่มที่เพิ่งกลับมาถึงหลังคนอื่นๆ เพราะเอารถยนต์ไปกันเองแล้วเกิดเสียระหว่างทางทำให้การเดินทางล่าช้า

“พวกแกรู้ไหมว่าฉันเกือบเอาชีวิตไปทิ้งแล้ว”

“ทำไมวะ แค่รถเสียถึงกับตายเลยเหรอ” ผมหยอกตามประสาคนปากไว เพื่อนในวงสนทนาก็โห่และหัวเราะกันเกรียวกราย

“ไอ้เวร… อย่าทำเป็นเล่นไป ฉันไม่ตลกด้วยนะ” เธอขึงตาใส่ผม ทำให้เราเริ่มสงบกัน

“ก็เล่าสิ ใครจะไปรู้ว่าไปเจออะไรมา” นัทเสริม

“ก็เมื่อคืนสิ พวกฉันนอนบ้านออมใช่ไหม ที่นี้แฟนออมก็มาจับหัวฉันเล่น ฉันก็บอกแล้วนะว่าอย่าเล่นเลยพี่ น้องกลัว ใครๆ ก็รู้ใช่ไหมว่าออมมันขี้หวงจะตาย”

“เธอโดนบีบคอเลยเหรอ เฮี้ยนว่ะ” ยิมโพล่งขึ้นหน้าตาตื่น

“มันก็ไม่ขนาดนั้น แต่ตอนนอนนี่สิโคตรซวยเลย นอนเรียงกันอยู่ตั้งหลายคนแต่ดันมาหาฉันคนเดียว”

เธอเล่าให้พวกเราฟังว่าออมในชุดนักศึกษาแบบที่เธอชอบสวมไปเรียนยืนอยู่ปลายเท้าของเธอ ยืนยิ้มใบหน้าของออมขาวผ่อง ริมฝีปากแดงระเรื่อยื่นเมียงมองไปทางซ้ายทีขวาทีตามที่มีคนนอนอยู่ ออมไม่ได้เดินไปมา หากแต่ยืนอยู่กับที่คือปลายเท้าของเพื่อนสาวของผมคนนี้

“แล้วทำไมไม่เรียกคนอื่นวะ”

“ถ้าทำได้ก็ทำแล้วสิวะไอ้ยิม พูดโง่ๆ” เธอโมโหที่ถูกยิมขัดคอ

“แล้วเธอทำไงล่ะทีนี้” ผมพยายามเร่งให้เธอเล่าต่อด้วยความอยากรู้

“ก็จะทำไงได้ มันเหมือนโดนผีอำน่ะ ขยับไม่ได้ จะดึงผ้าห่มมาคลุมหัวก็ไม่ได้ จะหลับตายังไม่ได้เลย” สีหน้าของเธอดูหวาดกลัวสุดๆ

“โห… เธอก็เก่งแล้วใจแข็งน่าดูเลยนะ” นัทชื่นชม

“เก่งบ้าอะไร สวดมนต์ผิดๆ ถูกๆ ทั้งคืน กว่าจะขยับตัวได้ก็เกือบเช้าเลยไม่ต้องนงต้องนอนมันทั้งคืน” ว่าแล้วเธอก็ทำตัวสั่นเพราะคงยังสยองไม่หาย

จะว่าไปผมว่าใจเธอคงทั้งกลัวทั้งอยากเห็นละมั้งว่าออมจะทำอะไร แต่โชคดีที่ออมแค่มายืนมองไม่สามารถทำอะไรได้อย่างในหนังหรือละครสยองขวัญที่เราเคยเห็นในโทรทัศน์ และอีกอย่างออมก็ไม่ได้มีเรื่องอาฆาตใดๆ กับเพื่อนจึงไม่มีเหตุผลที่จะทำร้ายใคร

แล้วยิมก็เล่าให้พวกเราฟังบ้างว่า เขาจำได้ว่าออมเคยเล่าเกี่ยวกับความฝันอันเป็นลางบอกเหตุให้ฟัง และตอนนั้นผมก็อยู่ตรงนั้นด้วยแต่ไม่ได้ตั้งใจฟังมัวแต่เคร่งเครียดกับงานที่ทำส่งไม่ทันตามกำหนด จึงไม่เอะใจและแทบจะจำเรื่องที่ออมเล่าไม่ได้

“ข้าว่านะ แม่ใหญ่ต้องมาเอาออมไปอยู่ด้วยแน่ๆ” แม่ใหญ่ก็คือย่าของออมนั่นเอง แต่ผมก็ไม่ค่อยเข้าใจในตอนนั้นเพราะพวกเรามาจากต่างพื้นที่ คำเรียกขานบุคคลบ้างครั้งก็ต่างกัน

“ทำไมวะ ทำไมญาติผู้ใหญ่ต้องอยากได้ชีวิตของลูกหลาน” ผมสงสัยเพราะเคยเห็นแต่ญาติผู้ใหญ่จะคอยปกป้องและอยากให้ชีวิตหลานๆ ยืนยาว

“ก็ออมมันบอกไงว่าแม่ใหญ่เกลียดมันจะตายไป” ยิมแย้ง ทำให้ผมค่อยๆ จำสิ่งที่ออมเคยเล่าให้ฟังได้

ออมเล่าว่าเธอฝันเห็นย่าใหญ่ที่เสียชีวิตไปแล้วหลายปีซึ่งไม่ค่อยชอบออมนักมาหา และบอกว่าต้องการเอาออมไปอยู่ด้วย แล้วย่าใหญ่ก็เริ่มไล่ล่าออม ออมวิ่งหนีขณะที่ในมือย่าใหญ่มีแท่งกระดูกคนซึ่งอาจจะเป็นท่อนแขนหรือขาเพราะมันเหมือนกระบองเลยก็ว่าได้ กระดูกนั้นชุ่มโชกไปด้วยเลือดวิ่งตามมาไม่ห่าง ถึงแม้ออมจะตะโกนร้องขอชีวิตอย่างไรย่าใหญ่ของเธอไม่มีทีท่าว่าจะรามือ ออมรู้สึกกลัวมากแต่ผมกลับไม่ละเอียดอ่อนพอที่จะใส่ใจ เพราะคิดว่าเป็นความฝันเหลวไหลเท่านั้น

ผมจึงได้มาตระหนักในภายหลังว่าทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นกับออมล้วนแต่มีลางบอกเหตุก่อนหน้าทุกอย่าง แต่อาจจะเป็นอย่างสัจธรรมที่ว่า “ไม่ถึงคราวตายไม่วายชีวาวาตม์ ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ ถึงคราวตายวายชีวาวัน ไม้จิ้มฟันแทงเหงือกยังเสือกตาย”

ผมไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับออมอีกทั้งๆ ที่ผมอยากจะเล่าให้เพื่อนฟังในตอนแรกก็ตามว่าเมื่อคืน ออมได้มาหาผมเช่นกัน ผมมองไม่เห็นเธอ แต่เสียงเคาะประตูที่ดังเร่งเร้าผมทุกนาทีหลังเที่ยงคืนหลอกหลอนผมกว่าชั่วโมง กว่าผมจะรวบรวมความกล้าเปิดประตูไปดูก็แทบช็อกนอนตัวแข็งทื่อเหงื่อแตกอยู่อย่างนั้น โชคดีที่พอเปิดประตูออกไปไม่มีใครอยู่หันซ้ายแลขวาไปตามทางเดินก็ไม่เห็นใคร แต่ผมก็คงทนนอนหวาดกลัวในห้องนั้นอีกไม่ได้ จวบจนตีหนึ่งผมวิ่งฝ่าความกลัวออกจากห้องของตัวเองไปเคาะประตูห้องเพื่อนซึ่งอยู่ถัดไปไม่กี่ห้องเพื่อขอลี้ภัยชั่วคราว ทำให้ผมได้ยินเสียงบนห้องของเพื่อนสาวของผมนั่นเอง

หลังจากผ่านพ้นงานของออมไป ออมก็ไม่ได้มาหาเราหลังจากนั้นสักพักใหญ่ เราเลิกกลัวกันแล้ว แต่ว่าเราก็ได้รู้ว่าเธอยังวนเวียนอยู่กับพวกเราไม่ไปไหน เพราะทุกเทศกาลที่มีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันจนถึงดึกดื่น ก็จะมีคนเห็นหญิงสาวรูปร่างคล้ายออมอยู่เสมอ ทำให้ผมกับเพื่อนๆ ไม่กล้าเข้าไปรบกวนสถานที่ราชการเพื่อใช้หลับนอนไปกันพักใหญ่….

และหลังจากที่พวกผมสำเร็จการศึกษาก็ไม่มีใครเห็นออมอีกเลย หรืออาจจะมีคนเห็นแต่คงจะไม่รู้จักออมอีกแล้ว….

 

– จันทกร –

Don`t copy text!