แอบรัก

แอบรัก

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

เขากระซิบที่ข้างหูฉัน พร้อมกับหอมที่ซอกคอเบาๆ

“มิกรักบัวนะ”

พอสิ้นเสียง เขาก็หงายหลังลงไปกองกับพื้น ปล่อยให้ฉันยืนงงพร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็นจังหวะ

——

ลมแรงกำลังพัดให้ดอกเฟื่องฟ้าปลิวตกลงจากช่อของมันดูแล้วช่างคล้ายกับหิมะสีสด จนทำให้พื้นที่ที่เคยเป็นเพียงดินชื้นสีหม่นคล้ายถูกปูด้วยพรมสีชมพูจัดจ้านเอาไว้ — สวยไร้ที่ติ

ถัดไปไม่ไกลกิ่งแหลมของต้นลิ้นจี่สูงใหญ่เหมือนจะเคลื่อนไหวไปมาตามแรงลม มองแล้วช่างไม่ต่างไปจากช่อดอกเฟื่องฟ้าที่อยู่กันคนละฟาก เอนไปก็เอนมา จนใบเฉาๆ ของมันปลิวหล่นมาเป็นสาย ส่งต่อผืนพรมด้วยใบไม้หยาบกร้านสีน้ำตาลหมองๆ ปูพื้นดินจนแน่นความกรอบ… ใบหยาบแต่นุ่มเท้าเสียเหลือเกิน

ร่มเงาใต้ต้นลิ้นจี่ตรงนั้น กอบัวกำลังนั่งอ้อยอิ่งอยู่บนเปลผ้าผืนใหญ่ เธอปล่อยหัวใจให้ลอยขึ้นไปกลางอากาศ และฝากมันไว้ตรงแสงสีทองที่สาดทอดลงมา เธอทิ้งปลายสายตาเอาไว้ตรงเชือกสีขาวที่รั้งเปลให้อยู่ในองศาที่เท่ากัน ส่วนขาทั้งสองข้างห้อยทิ้งอย่างไม่ใส่ใจกระโปรงที่เริ่มรั้งจนเผยให้เห็นผิวขาวเนียน เธอได้แต่ปล่อยใจและเหวี่ยงเท้าไปมา ลมต้านไม่ช่วยอะไร  เธอไม่ใสใจ สนแต่หัวใจที่ลอยอยู่ข้างบน

“บัวก็รักมิก” หญิงสาวบ่นพึมพำ ก่อนจะฟิดฟัดจมูกเพราะเหมือนมีขี้ฝุ่นหลงเข้าไป จากนั้นจามสองที ก่อนจะดึงหัวใจคืนกลับมาจากฟ้า แล้วเอามากองรวมไว้กับรองเท้าแตะที่เลอะเปื้อนด้านล่าง

“จะรักฉันได้ยังไง ไอ้บ้ามิก”

กอบัวสะบัดผมให้ปลิวไปตามแรงลม พลางสะกดกั้นอารมณ์ ละทิ้งความฟุ้งซ่านที่เริ่มหาทิศไม่ถูก เธอพ่นลมออกจากปากเบาๆ บีบขมับแรงๆ คิดเอาเองว่าอาจจะทำให้คลายกังวล ต่อยอดอีกนิดว่าจะปัดเป่าความฝันลมๆ แล้งๆ ให้ออกไปจากหัว ทั้งหมดทั้งมวลมาจากคำพูดที่เธออยากได้ยินมาทั้งชีวิต  — ชายคนที่เธอแอบ ไอ้บ้ามิกนั่นแหละ!

เพียงเพราะความรักอาจมีความหมายที่ตรงตัว แต่ใช่ว่ามันจะออกมาจากหัวใจโดยตรง

เธอเพ้อ เพราะหัวใจกำลังหวั่นไหวไปกันใหญ่

 

ฉันคือกอบัวที่รอเก้อ

 

สิ่งไหนที่จะสามารถสะท้อนหัวใจทั้งดวงได้อย่างเห็นภาพได้มากที่สุด แม้กระทั่งกระจกที่สะท้อนดวงตาของฉันมันยังบ่งบอกได้เลยว่าฉันคิดอะไร แล้วสายตาของเขาจะไม่เห็นเชียวหรือว่าฉันรู้สึกอย่างไรต่อเขา

ฉันยืนจ้องกระจกพลางมองภาพตัวเองแล้วพินิจถึงความเป็นไปได้ ถ้าความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ถ้ามันต้องกลายเป็นสาม มันจะยังเรียกว่าความรักอยู่อีกไหม แล้วจะกลายเป็นความรักในรูปแบบไหนกัน

 

ดวงตาสีน้ำตาลในกระจกเงาตรงหน้าคือฉัน ฉันกะพริบตาเพี่อไล่น้ำตาให้ออกมาสัมผัสกับเนื้อผิวบนแก้ม ความอุ่นของมันช่วยฉันเอาไว้ ไม่แน่ใจตัวเองนักว่าเป็นอะไร หวั่นไหว โหยหา ปวดร้าว หรือเจ็บปวด ดูเหมือนความรู้สึกมันจะเท่าเทียมกันไปเสียหมด ฉันเริ่มแยกแยะมันไม่ออก

การจัดการกับความรู้สึกของตัวเองทำไมมันทำยากเหลือทน ยิ่งเป็นความหวั่นไหวด้วยแล้ว มันคล้ายจะเข้าใกล้ความเจ็บปวดเข้าไปทุกที ฉันบอกตัวเองเป็นครั้งที่สามสิบห้าว่าอย่าหวั่นไหว แสร้งว่าแข็งแกร่งเข้าไว้ ควานหาอิฐทุกก้อนเท่าที่ก้อนเนื้อด้านซ้ายนี้จะมี แล้วก่อมันให้เป็นที่กำบัง ยึดมันให้แน่น เกาะไว้ให้มั่น แล้วทุกอย่างจะเรียบร้อย…

แต่ท่าทางมันจะไร้ประโยชน์ กำแพงเริ่มล่ม โดนคลื่นของความคิดถึงเขาเข้าสาด แถมมาพร้อมกับอาการน้ำตานองหน้า ใจฉันมันคงรู้ว่ากำลังโกหกตัวเองเห็นๆ

“มิกรักบัวนะ”

เขาจะรักฉันได้อย่างไร ในเมื่อเขามีคนที่รักมากมายเอาไว้อยู่แล้ว

อยากโบกกบาลตัวเองเสียจริง แต่คิดอีกที อยากโบกหัวไอ้คนบอกรักฉันนี่แหละ แกล้งกันเล่นหรือไร

“ถ้าแกมีความรัก แกจะรู้สึกแบบฉัน” เขาเริ่มต้นบทสนทนา หลังจากเอาไอติมรสสตรอเบอร์รีเข้าปาก

ฉันแสร้งไม่สนใจต่อถ้อยคำของเขา เพราะกำลังควบคุมความรู้สึกภายใน ท่องเอาไว้ เข้มแข็ง เข้มแข็ง ฉันมันคนพันธุ์อึด… แต่อึดได้ไม่นาน รู้สึกตัวอีกทีหัวใจกำลังบีบรัดกายแน่น มันเจ็บลึกอย่าบอกใครเลยสิให้ตาย

“ไหนลองเล่าให้ฉันฟังหน่อยซิ ว่าน้องอายให้ความรักแกยังไง” ฉันฝืนถาม ให้ตัวเองเจ็บเล่นๆ

เขาระบายยิ้มไปทั่วหน้า ดวงตาสุกใส จนฉันสลด

“ฉันกับอาย เราสองคนก็เหมือนกับฟ้าและดาว ฉันเป็นท้องฟ้าโอบกอดดวงดาวเอาไว้”

“ไอ้บ้า นั่นมันเสี่ยวมากนะนั่น” แต่ในใจของฉันเริ่มเฉา

“ทำมาเป็นเสี่ยว ไหนลองบอกมาซิ ว่าถ้าแกมีความรัก รูปแบบที่แกคิดไว้มันจะเป็นยังไง” เขาถามกลับ

“มันจำเป็นต้องมีรูปแบบด้วยเหรอ รักไม่ควรมีกรอบมั้ยล่ะ จัดวางไว้ให้เกลื่อนนี่แหละ แล้วธรรมชาติจะจัดสรรให้เอง”

“เฮ้ยจริงดิ บัวแกเริ่มเพ้อนะ โถๆๆ เพ้อ” เขาว่า

“มิกแกนั่นแหละที่เพ้อกว่า ฟ้ากับดาวเนี่ยนะ”

เขายักคิ้ว ความหมายนั้นบ่งบอกว่าภูมิใจนักหนา

“แล้วใครที่เป็นธรรมชาติจัดสรรของแกวะ”

“ไม่อยากบอก เพราะว่าไม่อยากเสี่ยว” ฉันว่าแล้วลุกขึ้น “ขอไปอ้วกก่อนดีกว่า แถวนี้มันเลี่ยน” ฉันแกล้งยิ้ม พลางส่งสายตาแบบเดิมๆ ให้เขา ส่วนเขายังคงยิ้ม แต่มันเจือนกว่าที่เคยเป็น

 

ฟ้าฝนด้านนอกกำลังร้องระห่ำ ฉันยิ่งเหงามากกว่าเดิม ตัวเหมือนลีบเล็กและใกล้เฉา เพื่อนฉันมันสอนว่าความเหงามันเป็นแพ็กเกจแถมของความโหยหา นั่นแสดงว่าฉันกำลังโหยหา ฉันร้องกลับไปว่าไม่จริง ทั้งๆ ที่ในหัวบอกว่าอาจเป็นไปได้

หลายวันแล้วที่ฉันไม่ได้คุยกับเขา แต่ประโยคบอกรักของเขายังคงวนเวียนอยู่ในใจไม่ยอมห่าง สิ่งที่ดูเหมือนความหวั่นไหวเริ่มครอบงำฉันอีกครั้ง โหยหาอาจเป็นไปได้ แต่ความเจ็บปวดนั่นแหละคือของแท้ที่กำลังเกิด

ฉันตัดสินใจกดเลขหมายปลายทางถึงเขา

“ฮัลโหล ทำอะไรอยู่อะ”

“ไม่ได้ทำอะไร หายใจเฉยๆ น้ำลายเริ่มไหล อาการง่อยเริ่มมา” ส่วนหนึ่งที่ฉันชอบคุยกับเขา มันคือความสบายใจ มันคือความสนุก และมันคือความรักล้วนๆ

“คืนนั้นโคตรเมา จำไม่ได้เลยว่าทำอะไรไปบ้าง” เขาต่อท้ายถึงเรื่องหลายวันก่อน

มันแน่ชัดว่าเขาจำสิ่งที่เขาบอกกับฉันไม่ได้ด้วยเช่นกัน

“ฉันก็จำไม่ได้เหมือนกัน เมาไม่รู้เรื่อง” ฉันโกหกกลับอย่างง่ายดาย

“เฮ้ย เดี๋ยวแค่นี้ก่อนนะ น้องอายโทร.มา กริ๊ก…”

สิ้นเสียงประโยค ฉันกอดตัวเองแน่น ดูเหมือนร่างกายกำลังสั่น จากนั้นร้องไห้แข่งกับฝน — ความเอ๋ยความรัก บางครั้งมันก็โหดร้าย บางครั้งมันแทบฆ่าเราให้ตาย แต่ไม่รู้ทำไม ฉันไม่เคยเบื่อมันเลยสักครั้ง

 

บ่อยครั้งที่ฉันไม่แน่ใจว่าเขาคิดอะไรกับฉัน เพราะเราสองคนมักชอบยืนมองตากันแน่นิ่ง จากนั้นจะทำเหมือนกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขินกันบ้างเป็นบางครั้ง แต่จะดูแลกันทุกครั้ง ห่วงกันทุกครา ยิ้มให้กันวันละหลายๆ ครั้ง แต่สุดท้ายทั้งฉันและเขามักจะถอยก้าวออกมาจากความวูบวาบแบบนั้นเป็นเสียทุกที

ทุกครั้งฉันสงสัยว่าความสัมพันธ์ของเราสองคนเรียกว่าอะไร

สองเดือนแล้วที่ฉันไม่ได้คุยกับเขา ทึ่งตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำได้ดี กับการควบคุมตัวเองให้มันเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น แต่ไม่รู้เป็นไงในส่วนความรักที่ฉันมีต่อเขา ดูเหมือนมันยิ่งเพิ่มมากขึ้นมาอีกหลายเท่าตัว

ฝนหลงฤดูยังคงทำให้ฉันวุ่นวายใจได้อย่างไม่ทิ้งช่วง ฉันนั่งยิ้มกับกระจกคล้ายคนบ้า และบอกตัวเองว่าสักวันฉันจะบอกรักเขา แต่ความไวของมือควบตามความคิดทันไวปานแสง ฉันหยิบไอโฟน 10 ของตัวเองแล้วพิมพ์เพื่อส่งไลน์ไปถึงเขา กลั้นใจอ่านไปยี่สิบกว่ารอบ ก่อนจะกดส่งตรงไปถึงเขาในที่สุด

‘บัวก็รักมิกนะ’ แค่นั้น สั้นๆ แต่ได้ใจความ

มันคือความกล้า บ้า หลุดโลกที่สุดเท่าที่ฉันเคยทำ คล้ายๆ กับว่าหัวใจมันชี้ช่องความเสี่ยงแล้วเอ่ยอย่างอ่อนโยนว่าเอาไงก็เอากัน

ฉันนั่งมองโทรศัพท์ด้วยหัวใจที่หวาดหวั่น ในหัวคิด เขาจะรู้สึกอย่างไร เขาจะกลัวฉันไหม แต่หลังจากหกนาทีผ่านไป เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ฉันกลืนน้ำลายทั้งๆ ที่ไม่เหลือให้กลืนสักหยด เขากำลังตอบรับฉันกลับในสายโทรศัพท์

“ฮัลโหล” ฉันกรอกเสียงสั่น

“แกเป็นอะไรรึเปล่า” เขาถามเสียงใส คล้ายๆ กำลังอมยิ้ม

“ไม่ได้เป็นอะไร แต่รู้สึกเหมือนจะเศร้า”

“ทำไม เงินหมด ชีวิตบัดซบ หรือขาดความรัก” ฉันชอบเสียงของเขา

“ชีวิตยังคงบัดซบเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ส่วนความรัก… แล้วแกทำอะไรอยู่” ฉันเปลี่ยนเรื่องในที่สุด

“เพิ่งแยกย้าย ไปกินข้าวกับเพื่อนสมัยมัธยมมา”

“อืม ดีนะ ชีวิตจะได้มีอะไรทำ ไม่ต้องมานั่งน้ำลายไหล ฉันกลัวว่าแกจะเป็นง่อย”

“ตกลงว่าเป็นอะไร ยังไม่ได้บอก”

“เปล่า” ฉันเว้นระยะเตรียมหาคำโกหก “อ๋อ ไปเดินตลาดแถวบ้านแล้วเจอกางเกงมือสอง สวยดี เลยคิดถึงแก อยากรู้ว่าใส่กางเกงเบอร์อะไร”

“อยากรู้แล้วทำไมไม่โทรมาถาม ส่งไลน์มาทำไม จำเอาไว้เลย ฉันใส่กางเกงไซส์ 31 ส่วนเบอร์รองเท้า 41 จำเอาไว้ จะได้ซื้อให้ถูกขนาด”

“ฉันไม่ได้ถามถึงรองเท้าซะหน่อย เริ่มเยอะไปและ”

“แล้วจะซื้อให้กันบ้างไม่ได้ว่างั้น คนจะเป็นแฟนกันแล้วนะ”

“ก็ได้ ซื้อให้ แต่ขอไปเก็บตังค์ทีหลังได้ปะ”

“ได้ดิ… แล้วหายเศร้ายัง”

“นิดหนึ่ง”

แต่เดี๋ยวนะ เขาพูดว่าไงนะ ใครจะเป็นแฟนใคร!

“จะเศร้าไปใย ฉันอยู่ตรงนี้ ไปเลยไป ไปเลือกกางเกงให้ฉันเลย”

“ตอนนี้ฝนตก เขาเก็บร้านกันหมดแล้ว” จะย้อนถามเขายังไงดี

“ถ้างั้นไปซื้อรองเท้า”

“ก็บอกว่าเขาเก็บร้านกันหมดแล้วไง”

“ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวฉันวางโทรศัพท์ แล้วส่งไลน์หาฉันใหม่ โอเคมั้ย”

ฉันแน่นิ่งหน้าแดง หายใจถี่จนผิดสังเกต ส่วนเขาหัวเราะเอิ๊กอ๊าก

“แล้ววันนี้ไม่ไปหาน้องอายเหรอ” ฉันถามไม่เต็มเสียง

“อ้าว นี่ยังไม่รู้เหรอ เลิกกันแล้ว ฉันว่าน้องเขายังไม่ว่ะ เอางี้ สัญญากับฉันว่าจะไม่เศร้า เดี๋ยวถึงบ้านแล้วโทร.หา ตอนนี้ขอนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างก่อน”

ฉันกำลังอ้าปากค้าง…

“หา จริงดิ ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เดี๋ยวนะ ที่แกว่าจะเป็นแฟนกันแล้วนี่หมายความว่าไง” ฉันส่งเสียงออกมาได้แค่นั้น รู้สึกว่าจะยังคงงงอยู่กับชีวิต

“ม่ายบอก อึ้งเลยอะดี๊ แค่นี้นะ เดี๋ยวโทร.หา ฮ่าๆๆ”

สิ้นเสียงเขาวางสาย  ฉันฉีกยิ้มจนแทบหยุดไม่ได้ ไอ้บ้า ไอ้คนบ้า ไอ้คนขโมยหัวใจชาวบ้าน

ต่อแต่นี้มันจะเป็นยังไง ฉันเพียงแค่จะขอลุย ลุยเท่าที่ฉันจะมีโอกาส ถึงแม้มันจะเป็นเพียงแค่ความหวิวๆ ของหัวใจ มันก็น่าลองดู

 

– ฤดูหนาว –

Don`t copy text!