สูงเสียดฟ้าภูผาแห่งใจ

สูงเสียดฟ้าภูผาแห่งใจ

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

“แสนคิด แสนคิด”

เสียงหนึ่งเรียกผม ผมหันซ้ายขวาหาต้นเสียงเพียงไม่นาน ฉับพลันทันใดก็รู้สึกราวถูกเหวี่ยงให้ไล่ตามเสียงเรียกที่ดังล่องลอยในอากาศ ผมถูกหอบให้หมุนคว้างที่ความเร็วสูงสุด หมุน หมุน หมุน ไปเรื่อยๆ จนความเร็วค่อยๆ เบาลง และหยุดนิ่งในที่สุด

อยู่ดีๆ ผมก็รู้สึกเหมือนยืนอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งทั้งที่ยังหลับตา ผมค่อยๆ ลืมตาขึ้นทำความเข้าใจกับสิ่งแปลกประหลาดที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ และเพื่อค้นหาต้นตอของเสียงที่เรียกชื่อผม การเปิดตาจากดวงตาที่ปิดอยู่ไม่ง่ายนัก แสงสว่างจ้าแทรกผ่านรูม่านตาทำเอาพร่าไปชั่วขณะ ก่อนที่ผมจะเงยหน้าลืมตามาพบกับยอดเขาสีขาวพุ่งตัวแทงตัดกับท้องฟ้าสีคราม ทั้งสองทำแนวตกกระทบกับแสงอาทิตย์ เกิดปรากฏการณ์กระจายแสง ทำให้ผมมองเห็นรัศมีสีทองจางๆ เป็นวงตรงยอดแหลมนั่น

…สวยเหลือเกิน ผมคิด

“สวยจัง” “สวยเนอะ” “สวยมากๆ เลย”

เสียงผู้คนเซ็งแซ่อยู่รอบตัวผม นี่ผมไม่ได้อยู่ที่นี่คนเดียวหรือ? ผมเริ่มลดระดับสายตามองรอบข้างตัว พบผู้คนมากมายทั้งชายและหญิงอยู่ที่นี่

“ที่นี่คือที่ไหนครับ” ผมหันไปถามหญิงสาวที่สวมเสื้อกันหนาวขนเป็ดสีชมพูทางด้านขวามือ เธอกำลังชมความงามของยอดเขาตรงหน้าเหมือนกับคนอื่นๆ

“ที่นี่คือเบสแคมป์ค่ะ” หญิงสาวในเสื้อสีชมพูหันมาตอบผมพร้อมรอยยิ้มระบายบนใบหน้า

“นั่นก็คือยอดเขาที่สูงที่สุดในโลกยังไงล่ะ” หญิงชราในเสื้อกันหนาวขนเป็ดสีเขียวที่ยืนข้างซ้ายพูดเสริมขึ้น

…ถ้าที่นี่เป็นเบสแคมป์และนั่นคือยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก งั้นยอดเขานี้ก็คือ ยอดเขาเอเวอเรสต์น่ะสิ ผมคิดในใจ

“แสนคิด แสนคิด”

เสียงเรียกชื่อผมจากเบื้องบนไกลๆ ทำให้ผมต้องแหงนหน้าขึ้นมองไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง

“นั่น! เสียงอยู่บนนั้น” ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น “อยู่บนยอดเขา ตามผมมา ผมจะพาขึ้นไป” สิ้นเสียง ชายคนนั้นก็เดินขึ้นเขาไปพร้อมกับผู้คนจำนวนหนึ่ง

ดูเหมือนทุกคนในที่นี้จะได้ยินเสียงเรียกประหลาดเหมือนผม หลายคนกำลังปีนป่ายอยู่บนเขา อีกหลายคนกำลังเดินขึ้นไป มีอีกหลายคนอยู่เบสแคมป์ที่เดียวกับผม ส่วนอีกหลายคนที่อยู่เบื้องหลังก็กำลังเดินมาสมทบที่เบสแคมป์

เมื่อมองรอบตัว ตอนนี้ผมจึงเพิ่งรู้ว่าหญิงสองคนที่อยู่ข้างผมซ้ายขวาบัดนี้หายไปแล้ว ซึ่งหายไปตอนไหนผมก็ไม่รู้ …พวกเธอคงขึ้นภูเขาไปเหมือนกับคนอื่นๆ แล้ว ผมคิด

“แสนคิด แสนคิด”

เสียงหญิงสาวจากเบื้องบนร้องเรียกหาผม ชื่อของผมกังวานก้องสะท้อนกลับไปกลับมา ประหนึ่งน้ำที่ถูกกระทบจนบังเกิดคลื่นระลอกแล้วระลอกเล่า ผมหลับตาซึมซับน้ำเสียงหวานละมุน ความรู้สึกลึกล้ำแผ่ขยายประหนึ่งเคยได้ยินเสียงนี้มาแต่หนหลัง มันอาจเป็นเสียงเล็กๆ ที่เรียกผมตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นเด็ก หรือไม่ก็เมื่อครั้งที่ผมเหงา และอาจจะในบางครั้งที่ผมเศร้า ใช่ เสียงนี้แหละที่เรียกผม เสียงที่ไม่เคยห่างหายไปจากชีวิตของผม เสียงที่ดึงผมให้ลุกขึ้นและเดินหน้าต่อไป …โอ้ บัดนี้เธออยู่ตรงหน้าผมแล้ว รอเพียงผมเดินไปหาเท่านั้น

“แสนคิด แสนคิด”

...ถูกแล้ว เรียกอีก เรียกหาผมอย่างนั้นแหละที่รัก ผมอยากได้ยินเสียงคุณให้บ่อยครั้งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อยากเจอคุณ อยากอยู่กับคุณ แต่…

“คุณอยู่ที่ไหน” ผมตะโกนถาม

“แสนคิด แสนคิด ขึ้นมา ขึ้นมา” เสียงหญิงสาวตอบสะท้อนกลับไปกลับมา

“คุณอยู่บนเอเวอเรสต์เหรอ” ผมถามอีก

“ขึ้นมา ขึ้นมา แสนคิด แสนคิด”

“คุณชื่ออะไร”

ไร้ซึ่งเสียงตอบกลับ ผมได้ยินเพียงเสียงหวีดหวิวของลมที่ดังคล้ายกับเสียงหัวเราะ ฮิ ฮิ ที่แสนเสน่ห์และยั่วเย้าจากหล่อน

“เอเวอเรสต์ ผมจะเรียกคุณว่า เอเวอเรสต์ของผม” ผมตะโกนก้องฝ่าสายลมโชกโชย

เสียงหวีดหวิวยังคงดังเป็นระลอกพร้อมกับความหนาวเยือกไปทั้งสรรพางค์กาย ผมยกแขนขึ้นกอดตัวเองหวังให้คลายความหนาว ทำให้ผมพบตัวเองอยู่ในเสื้อกันหนาวขนเป็ดตัวหนาสีน้ำเงินพร้อมอุปกรณ์การปีนเขาครบครัน อันมีถุงมือ ไม้เท้า และรองเท้าปีนเขาที่ติดหนามแหลมใต้เท้า นั่นจึงทำให้ผมรู้ว่าผมพร้อมแล้วสำหรับการเดินทางครั้งนี้… เพื่อเธอ

ผมเริ่มออกเดินจากเบสแคมป์ไปพร้อมกับนักปีนเขาคนอื่นๆ ที่ต่างมุ่งหน้าสู่ยอดเขา ด้วยเหตุผลต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือจุดสูงสุดของยอดเขานี้ และนั่นอาจจะเป็นของชีวิตด้วยก็ได้

ท่ามกลางทางเดินที่โรยไปด้วยหิมะ ผมแหงนหน้ามองไปที่ยอดเขาประดุจมองหน้ายอดรักกวัดใจนึกไปถึงเธอ… เอเวอเรสต์ของผม ผู้จะมาเติมเต็มให้ชีวิตของผมพบกับความสุขสมหวัง แค่ได้คิดถึงหล่อนจิตใจผมฮึกเหิม กระชุ่มกระชวย รับรู้ได้ถึงพลังอันเปี่ยมล้นที่มันเต้นเร้าอยู่ภายใน ผลักดันให้ผมเดินขึ้นที่สูงได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ก้าวแล้วก้าวเล่า กับความฝันที่ปะทุขึ้นในสมอง จุดมโนภาพขึ้นดั่งดอกไม้ไฟดวงโตที่สว่างไสวในค่ำคืนของวันเฉลิมฉลอง จะเป็นอย่างไรเมื่อได้พบเธอผู้เป็นที่รัก จะเป็นอย่างไรเมื่อได้ยืนอยู่เหนือผู้คนทั้งโลก ผมคงรู้สึกเหมือนได้ครองโลกทั้งใบไว้ในอุ้งมือของผม ความเบิกบาน ความยินดีปรีดา และการยอมรับนับถือจากผู้คนรอบข้างก็จะหลั่งไหลมาที่ผม ผมจะกลายเป็นผู้ชนะ ผู้พิชิต ผู้แข็งแกร่ง และจะเป็นคนสำคัญที่โลกใบนี้ต้องจดจำและจารึกไปตลอดกาล

…มันชัดขึ้นทุกขณะจิตเลยทีเดียว แม่เอเวอเรสต์ของผม

ผมกระหยิ่มยิ้มไปกับภาพที่ผมกำลังยืนอยู่ ณ จุดสูงสุดของโลกที่มันชัดเจนประหนึ่งกำลังดูตัวเองอยู่ในจอโทรทัศน์แอลอีดีที่กำลังฉายภาพผมยืนกางแขนดั่งโรสยืนอยู่ที่หัวเรือไททานิก และภาพก็หมุนเป็นวงกลมสามร้อยหกสิบองศา เผยให้เห็นตัวผมในทุกแง่ทุกมุมของความสำเร็จในครั้งนี้ …มันสุดยอดจริงๆ

ผมอยากให้ถึงเวลานั้นเร็วๆ ชีวิตที่น่าเบื่อของผมจะได้สิ้นสุดลงเสียที

เอาล่ะ ผมจะตั้งใจเดิน เดินให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เลยทีเดียว

ตามความคิดผมที่ความสูง 8,848 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่ที่ผมอยู่คือเบสแคมป์ที่ความสูงประมาณ 5,334 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ระยะห่างระหว่างเบสแคมป์กับยอดเขาประมาณ 3,514 เมตร ปกติผมเดินไปกลับจากบ้านไปตลาดก็ประมาณสองกิโลเมตร ผมใช้เวลาแค่หนึ่งชั่วโมง ดังนั้นประมาณสี่กิโลเมตร ผมก็น่าจะใช้เวลาสองชั่วโมงก็น่าจะถึง

ดังนั้น คำแนะนำจากผู้รู้ที่ต้องเดินขึ้นๆ ลงๆ บนภูเขาเป็นเวลาสิบกว่าวัน ผมคิดว่านั่นเป็นการเสียเวลา มันนานเกินไป ผมจึงตัดสินใจทิ้งแผนการเดินทางรวมไปถึงความตั้งใจที่จะทำตามนั้น และเดินตามแผนของผม

ในที่สุดผมก็เดินมาถึงแคมป์หนึ่ง ผมยกนาฬิกาขึ้นดู ไม่น่าเชื่อ ผมใช้เวลาในการเดินไปถึงหกชั่วโมง คงเป็นเพราะระหว่างทางเจอลมพายุจึงทำให้การเดินทางทำได้ช้าลง …ไม่เป็นไร เดินต่อไป ผมบอกตัวเอง

ผมเดินต่อจากแคมป์หนึ่งมุ่งหน้าสู่แคมป์สองอย่างไม่หยุดพักตามคำแนะนำหรือตามกฎของการปีนเขาเอเวอเรสต์ ผมเดินตามกฎของผม นั่นคือกฎแห่งความอยาก กฎแห่งความต้องการ ที่มันมักมีอำนาจเหนือกฎของเหตุผลเสมอ ซึ่งนั่นผมคิดว่ามันเป็นแรงขับชั้นเยี่ยมของใครหลายคนที่ต้องการไปสู่จุดสูงสุดในระยะเวลาอันสั้น ผมเองก็เช่นกัน ภาพผมที่ยืนบนยอดเขาเอเวอเรสต์ท่ามกลางคำนิยมชมชอบมันชัดเจนจนผมต้องก้าวเท้าย่ำหิมะต่อไป ต่อไป

“…และ…ต่อ…ไป” ผมบอกตัวเองด้วยเสียงที่ขาดห้วง แต่ละคำเปล่งออกมาจากลมหายใจที่หอบถี่

เหตุไฉนผมถึงได้รู้สึกเหนื่อยเช่นนี้ การเดินสู่แคมป์สองไม่ง่ายอย่างที่ผมคิดเลย แต่ละก้าวของผมช่างยากเย็นและเชื่องช้า

แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ด้วยการก้าวพลาดเพียงครั้งเดียว ความลื่นของพื้นหิมะที่กลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้ผมไถลลงมาอย่างไร้แรงต้านทานฉุดรั้ง โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก เพียงแต่โชคร้ายที่ผลของมันคือการที่ผมพบว่าตัวเองกลับมาที่แคมป์หนึ่งเหมือนเดิม

…มันคือความถอยหลังที่ยากจะให้อภัยจริงๆ ผมคิดด้วยใจที่หงุดหงิด รู้สึกโมโหตัวเองที่ไม่ระวังให้ดีกว่านี้ ทำให้ต้องเสียเวลาไปเปล่าๆ

ผมเริ่มต้นเดินใหม่ด้วยการทุ่มสรรพกำลังที่มี เพื่อจะไปที่แคมป์สองให้ได้ในเวลาที่รวดเร็วกว่าครั้งแรก ผมรู้ว่าผมทำได้เพราะผมผ่านมันมาแล้ว

“แสนคิด แสนคิด” เสียงเอเวอเรสต์ของผมดังขึ้นสะท้อนกลับไปกลับมาอีกครั้ง และนั่นประดุจดั่งน้ำอมฤตที่รดลงกลางใจผม ให้ผมฮึดสู้ต่อ

“ยอดรัก ผมกำลังไปหาคุณ ผมจะใช้เวลาทั้งหมดที่ผมมีไปหาคุณโดยเร็วที่สุด” ผมตอบกลับไป

ผมเริ่มออกเดินทางจากแคมป์หนึ่งอีกครั้งด้วยความพยายามและความระมัดระวังกว่าครั้งแรก ผมรู้ว่าการเริ่มใหม่ไม่ยากแต่มันก็ไม่ง่ายนัก เพราะพละกำลังที่มีอย่างล้นเหลือในตอนแรกได้ถูกใช้ไปจนเหลือน้อยแล้ว

ท่ามกลางพายุที่โหมกระหน่ำ โดยไม่สนใจเสียงเตือนจากใครทั้งสิ้น ในที่สุดผมก็มาถึงแคมป์สองในเวลาที่พระอาทิตย์ตกดินพอดี ผมไม่รอช้าและไม่ต้องนอนพักผ่อนแต่อย่างใด ผมมุ่งหน้าเดินทางต่อสู่แคมป์สาม ที่ผมรู้ดีว่าผมเดินไปอีกแค่ประมาณเจ็ดร้อยกว่าเมตร ผมก็จะถึงแคมป์สามแล้ว

“คุณควรพักก่อนนะ” “ใช่ ที่แคมป์สามมีความสูงประมาณเจ็ดพันกว่าเมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่นั้นอากาศจะเบาบางมาก คุณจะหายใจได้ลำบากนะ” “แล้วอีกอย่างแม้จะมีระยะทางแค่เจ็ดร้อยกว่าเมตร แต่ก็เป็นทางสูงเหมือนแนวตั้งเลยนะ”

เสียงนักปีนเขา 2-3 คน ที่แคมป์สองร้องเตือนผม

“แสนคิด แสนคิด”

นั่นคือเสียงเอเวอเรสต์ของผมนี่ ผมจะรอช้าไม่ได้

“ผมต้องไปหาเธอ” ผมได้ยินเสียงตัวเองตอบนักปีนเขาที่แคมป์สองไปแบบนั้น ส่วนตัวผมก็รีบรุดออกจากแคมป์ไป

ท่ามกลางความมืดมนของราตรีกาล ณ จุดนี้มีผมเดินอยู่เพียงลำพัง ผมใช้ขวานน้ำแข็งเฉาะลงไปบนน้ำแข็งตรงหน้าเพื่อพยุงตัวเองให้ก้าวขึ้นไปตามทางที่สูงชัน ความรู้สึกตอนนี้คือ มันหนาว หนาว และหนาว หนาวแรกมาจากอุณหภูมิประมาณ -20 องศา ที่ทำเอาร่างผมสั่นสะท้านไปทั่วร่าง หนาวที่สองมาจากสภาพแวดล้อมรอบข้างที่สลัวรางทำเอาผมขวัญผวาทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับอะไรก็ตามที่มิอาจคาดเดาได้ และหนาวที่สามเกิดจากความประหวั่นพรั่นพรึงในจิตใจของผมที่ทำให้ใจสั่นไหวทุกครั้งที่ผมคิดว่าผมจะไม่ได้พบกับยอดรักของผม

เมื่อคิดได้ถึงหนาวที่สาม ผมจึงกัดฟันฝืนเท้าก้าวขาเดินต่อไป เป็นอีกหนึ่งก้าวจากหลายๆ ก้าวที่ยากลำบาก ผมก้าวขาไม่ออก มือที่จับขวานน้ำแข็งอยู่ก็ดูจะขยับได้ยากเช่นกัน และแม้แต่ลมหายใจก็เหมือนพร้อมจะขาดห้วงไปได้ทุกขณะจิต

“แสนคิด แสนคิด”

เสียงของหล่อน เอเวอเรสต์ที่รักของผม เสียงของเธอมาพร้อมกับความเย็นเยือกและแรงปะทะจากสิ่งที่ไร้ตัวตนแต่มีน้ำหนัก สิ่งนั้นพัดวูบมาชนเข้ากับร่างของผมเข้าอย่างจัง งัดหิมะที่ใต้เท้าผมหลุดไปทั้งก้อน มันยากที่จะต้านทานพละกำลังอันมหาศาลของลมนี้ได้ หัวผมหมุนคว้าง รู้สึกล่องลอยเหมือนถูกโยนลงมาจากที่สูงและตกลงกระแทกกับเกล็ดน้ำแข็งสีขาว ใบหน้าของผมสัมผัสกับความเย็นหมุนวนจนครบสามร้อยหกสิบองศาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนถังเบียร์ที่กลิ้งลงมาจากเนินสโลปอย่างไรอย่างนั้น

ตอนนี้ถังเบียร์ได้มาหยุดตรงที่ใดที่หนึ่ง ไม่รู้ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ร่างของผมแข็งทื่อไม่สามารถขยับได้ และแทบจะไร้ความรู้สึก มีเพียงสิ่งเดียวที่รับรู้ได้คือ ผมรู้ว่าตัวเองยังหายใจอยู่ ผมยังไม่ตาย

“แสนคิด แสนคิด”

เสียงเอเวอเรสต์ของผมยังเรียกผมไม่รู้จักหยุดหย่อน จากเสียงที่เป็นดั่งเสียงสวรรค์บัดนี้เสียงนั่นประดุจดังมาจากขุมนรก ผมเริ่มรู้สึกทรมานกับเสียงเรียกร้องที่ดังก้องตลอดเวลา

“ได้โปรด พอซะทีเถอะ หยุดได้แล้ว หยุดเรียกผมซะที” ผมตะโกนฝ่าเสียงลมหวีดหวิว

“แสนคิด แสนคิด ขึ้นมา ขึ้นมา มัวทำอะไรอยู่” เสียงเอเวอเรสต์ของผมเปลี่ยนบริบท น้ำเสียงของเธอกำลังบริพาทผม

“ใช่ ผมมันห่วย” เสียงสั่นเครือเปล่งออกมาอย่างกระท่อนกระแท่นเต็มทีจากแรงสั่นสะเทือนภายในร่างที่หนาวเหน็บ ผมรู้สึกราวกับว่ามีภูเขาไฟในใจกำลังสั่นไหวจนยากจะทานทน และจำเป็นต้องปลดปล่อยลาวาใสบริสุทธิ์ให้ไหลปะทุจากดวงตาทั้งคู่

ผมร้องไห้… ใช่ ผมมันไม่เอาไหน ไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ผมมันแย่ ผมมันโง่ ผมมันไม่มีค่าอะไรเลย ผมมันห่วยแตกจริงจริง

ผมนอนนิ่งเป็นผักแช่แข็งในช่องฟรีสขนาดมหึมา

เสียงนั่นหายไปแล้ว เสียงเอเวอเรสต์ของผม ตอนนี้มันเงียบ เงียบ จนผมรู้สึก …กลัว กลัวความตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่มีเมีย ไม่มีลูก ยังไม่ประสบความสำเร็จ ยังไม่ได้ดูแลพ่อแม่ และยังไม่ได้สะสมบุญเพื่อเตรียมไปในโลกหน้า ผมอยากมีชีวิตอยู่ต่อ ผมอยากแก้ไขสิ่งที่ผมได้ทำพลาดไป ถ้าทำได้ผมจะไม่ทำงานหนักอย่างทุกวันนี้ ผมจะดื่มด่ำกับความสุขตรงหน้า ผมจะดูแลชีวิตตัวเองได้ดีกว่านี้ เพื่อจะได้ดูแลคนอื่นๆ และดูแลสังคมต่อไป

หยดน้ำอุ่นไหลลงข้างใบหูผม นี่คงเป็นความอุ่นเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ มันถูกกลั่นมาจากความเสียใจทั้งหมดที่ผมมีกับการใช้ชีวิตที่ประมาทของผม ผมไม่เชื่อคำแนะนำในการปีนเขา ผมรีบร้อนเกินไป ผมไม่เชื่อคำแนะนำที่ว่าเราต้องหยุดพักค้างคืนและเดินกลับลงมาที่เบสแคมป์ เพื่อปรับสภาพร่างกายให้พร้อมกับการไปต่อในครั้งต่อๆ ไป ผมดื้อรั้น ผมดันทุรัง ผมเป็นคนนำพาหายนะมาสู่ตัวเองอย่างไม่ต้องสงสัย

ผมเพ่งมองไปที่แขนขาของตัวเอง มีความพยายามที่จะยกมันขึ้นเพื่อนำพาตัวเองให้รอดพ้นจากมัจจุราชของความหนาวเย็นที่กำลังกัดกินเนื้อเยื่อของผมอยู่ทุกอณูของร่างกาย ความพยายามของผมแทบจะเป็นศูนย์เมื่อมันไม่สามารถขยับได้มากอย่างที่ใจต้องการ ผมมองร่างตัวเองที่ถูกหิมะจู่โจมเข้าทำลายที่ละเล็กละน้อยอย่างไร้ความสามารถในการต้านทาน

…ผมกำลังจะตาย ความสิ้นหวังเดินทางมาเป็นเพื่อนผมทันที

“ห้ามตาย” เสียงผู้หญิงที่บ่งบอกถึงความมีอายุเลยครึ่งศตวรรษดังขึ้น

“มาแล้วเหรอ เอเวอเรสต์ของผม เสียงคุณแปลกไปนะ แต่ผมก็คิดถึงคุณ” ผมส่งเสียงอู้อี้ที่แม้แต่ผมเองก็ฟังไม่รู้เรื่องออกไป

“ตายไม่ได้นะคะ” อีกเสียงเป็นเสียงหญิงใสกังวาล

“ผมกลัว ผมยังไม่อยากตาย” ผมพูดแต่เหมือนเป็นการพูดให้ตัวเองได้ยินมากกว่า

“สู้กับมัน สู้กับความกลัว แล้วลุกขึ้น” เสียงหญิงชราพูดกับผมด้วยความอ่อนโยน

ฉับพลันทันใด ผมรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่มันแผ่ซ่านไปทั้งสรรพางค์กาย พวกเธอกอดผม ช่วยให้ความอบอุ่นกับผม

“ลุกขึ้นให้ได้นะคะ พวกเราจะช่วยคุณเอง คุณทำได้” เสียงหญิงสาวบอกผม

นานเท่าไหร่ไม่รู้…

ผมลืมตาขึ้น รับรู้ได้ว่าตัวเองนอนอยู่ในแคมป์ที่ไหนสักแห่ง ผมเหลือบตามองซ้ายขวา จึงได้พบกับหญิงชราในเสื้อเขียว และหญิงสาวในเสื้อชมพู เป็นหญิงสองคนที่ยืนเคียงข้างผมในตอนแรก

“ที่นี่ที่ไหนครับ” ผมจำได้ว่าเมื่อแรกมาที่นี่ผมก็ได้ถามคำถามนี้

“ที่นี่คือเบสแคมป์ค่ะ” สาวเสื้อสีชมพูตอบผม ค่อยๆ ประคองร่างผม ในขณะที่ผมกำลังลุกขึ้นนั่ง

“คุณทั้งสองช่วยชีวิตผม”

“ไม่ค่ะ คุณช่วยชีวิตตัวเอง เพราะคุณลุกขึ้นได้เอง ถ้าคุณไม่ลุกก็ไม่มีใครสามารถทำให้คุณลุกขึ้นได้หรอกค่ะ ฉันกับคุณป้าก็แค่อยู่ข้างคุณ ประคองคุณ และกอดคุณตอนที่คุณหนาวเท่านั้นเองค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมรอยยิ้มอ่อน

“ขอบคุณคุณทั้งสองมากครับ ถ้าไม่มีพวกคุณ ผมคงตายไปแล้ว”

“คุณก็แค่หมดแรงพ่อหนุ่ม ถ้าเหนื่อยนักก็พักก่อน อย่าหักโหม” หญิงชราในเสื้อสีเขียวบอกผม

“แล้วพวกคุณไปถึงไหนกันมาครับ ไปถึงยอดเขากันไหม” ผมถามหญิงทั้งสอง

“ถึงสิ ป้าถึงเขาง้อไบ๊ ประเทศจีน ที่ความสูง 3,099 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ที่นั่นสวยและหนาวมาก แต่ก็ยังไม่เท่ากับที่เอเวอเรสต์หรอก” หญิงชราพูด

“ส่วนของฉัน แค่จะขึ้นดอยอินทนนท์ที่ความสูง 2,565 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ฉันยังไปไม่ถึงเลยค่ะ พอดีต้องดูแลลูกเล็ก ก็เลยตามเสียงเรียกไปไม่ถึงไหน ฉันฝันนะคะว่าอยากจะพิชิตยอดเขาไหนก็ได้ให้ได้สักยอดเขาหนึ่ง ซึ่งฉันจะพยายามต่อไปค่ะ ค่อยๆ ปีนขึ้นไปสักวันก็ต้องถึงค่ะ” หญิงสาวตอบด้วยสีหน้าอมยิ้ม สังเกตได้ว่าเธอเป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีมากคนหนึ่ง

“ดอยอินทนนท์ ป้าเคยพิชิตมาแล้ว ที่นั่นไม่ค่อยหนาว บรรยากาศกำลังดี และง่ายที่จะขึ้นไป” คุณป้าเสื้อเขียวพูดเสริมหญิงสาว

“พวกคุณไม่ได้ขึ้นเขาเอเวอเรสต์กันหรือครับ ทั้งๆ ที่ตอนนี้เราอยู่กันที่เบสแคมป์นะ” ผมถามออกไปด้วยความงงงัน

“เบสแคมป์มีหลายที่ แต่ตอนนี้เราทุกคนกำลังอยู่ที่เบสแคมป์ในเทือกเขาแห่งความต้องการ ที่นี่รายล้อมไปด้วยภูเขาสูงมากมาย ทั้งสูงน้อย สูงมาก ไม่ว่าจะเป็นดอยอินทนนท์ ภูกระดึง ภูชี้ฟ้า ภูเขาไฟฟูจิ เขาเทียนจื่อ เขาหวงซาน ง้อไบ๊ เทือกเขาแอลป์ ยอดเขาอันนาปุรณะ ยอดเขาเอเวอเรสต์ หรือภูเขาอื่นๆ เราสามารถปีนเขาลูกไหนก็ได้ในที่นี่ เพื่อตามหาเสียงเรียกร้องที่ดังก้องตลอดเวลาของพวกเรา” ป้าเสื้อเขียวอธิบายด้วยความเมตตา

“ถ้าคุณไม่เชื่อลองออกไปข้างนอกแคมป์สิคะ” หญิงสาวคงเห็นเครื่องหมายเควสชันมาร์กบนใบหน้าผม เธอดึงผมให้ลุกขึ้นออกไปนอกที่พัก

เพียงก้าวออกจากเต็นท์ไม่กี่ก้าว ผมก็พบกับลำแสงแทงนัยน์ตา ทำเอาพร่าจนต้องหยีรี่หนังตาให้ปิดลง ก่อนจะเปิดเปลือกตาขึ้นใหม่ จึงได้พบกับภูเขาสูงมากมายรายล้อม เป็นจริงอย่างที่หญิงชราพูด ที่นี่มีภูเขาทั้งที่สำคัญและไม่สำคัญมากมายรอบตัว ผู้คนจากที่ต่างๆ เดินทางเข้ามาอย่างไม่ขาดสายคนแล้วคนเล่า มีทั้งคนสมหวังและผิดหวังปะปนกันไป ผลัดกันขึ้นผลัดกันลงหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปเรื่อยๆ อย่างไม่รู้จักจบสิ้น ภายใต้ท้องฟ้าที่ยังเป็นสีฟ้าใสกระจ่าง โดยที่ไม่มีใครรู้ได้เลยว่าภายใต้ฟ้าสีครามนี้ การเดินทางของเราจะต้องพบเจอกับลมพายุและความหนาวเหน็บอย่างไรบ้าง การจะผ่านพ้นมันไปได้มีเพียงประสบการณ์และโชคชะตาอย่างแท้จริง

ผมหันมองซ้ายขวาด้วยความหวังจะพบกับหญิงชราและหญิงสาวอยู่ข้างกาย แต่ไม่มีเธอทั้งสองแล้ว พวกเธอหายไปตั้งแต่ตอนไหนไม่รู้ ผมอยากจะบอกพวกเธอว่า เธอทั้งสองคือความสุขบนพื้นราบของผม เป็นความสุขที่ผมสัมผัสได้จริงโดยไม่ต้องไขว่คว้าและพยายาม ขอบคุณที่ทำให้ผมได้เข้าใจในความงามของคำว่า เพื่อนร่วมทาง ที่ทำให้ผมได้รู้ว่า…

ไม่สำคัญว่าอยู่บนภูเขาสูงแล้วจะเหนือกว่าคนอื่น

ไม่สำคัญว่าอยู่บนภูเขาสูงแล้วจะเห็นความงามได้มากกว่าคนอื่น

ไม่สำคัญว่าอยู่บนภูเขาสูงแล้วจะมีความสุขมากกว่าคนอื่น

พวกเธอได้สอนให้ผมได้ตระหนักว่า ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ภูผาสูงเสียดฟ้าแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับใจเราเอง

 

“แสนคิด แสนคิด”

เสียงไกลๆ ที่คุ้นหูดังขึ้นอีกแล้ว เป็นเอเวอเรสต์ของผมเหรอ แต่… ครั้งนี้ฟังดูทุ้มๆ ชอบกลนะ

“ไอ้คิด!”

เสียงนี้เรียกสติสัมปชัญญะของผมกลับมาโดยพลัน ดึงผมกลับสู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในออฟฟิศที่เต็มไปด้วยคอกพาร์ทิชันและความยุ่งเหยิงของวันทำงาน มันคือความจริงที่มิใช่เอเวอเรสต์อีกต่อไป ผมรีบหุบหน้าจอไมโครซอฟต์เวิร์ดที่ผมพร่ำพรรณนาอะไรไว้มากมายไว้เบื้องหลัง แล้วดึงหน้าจอโปรแกรมขึ้นมาแทนที่

“ครับ! พี่ช่วย” ผมตอบกลับเสียงเรียก

“ทำอะไรอยู่ ให้เรียกอยู่ได้ตั้งนาน” พี่บุญช่วย หัวหน้าแผนกอาร์แอนด์ดีผู้ทรงคุณค่าของบริษัทพูดกับผมใบหน้านิ่วคิ้วขมวด อีกทั้งน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความขุ่นมัว

“เขียนน… ” …นิยายอยู่ครับ ผมเกือบหลุดปากพูดไปอย่างนั่น แต่ผมก็พูดออกไปว่า “เขียนโปรแกรมให้ลูกค้าอยู่ครับ” ผมบิดเบือนข้อเท็จจริงเล็กน้อยที่เกี่ยวกับการเขียนของผม

พี่บุญช่วยพ่นลมหายใจออกมาเหมือนพยายามระบายสิ่งขุ่นมัวให้ออกมาพร้อมกัน

“เอาล่ะ ไปเข้าประชุมก่อน เร็วๆ เข้า ให้คนอื่นมาตามตั้งหลายคนแล้ว ไม่มาสักที ตอนนี้ทุกคนกำลังรอแกคนเดียว” ดูเหมือนน้ำเสียงพี่บุญช่วยจะอ่อนโยนขึ้น

“ครับ ครับ” ผมตอบพร้อมกับเดินตามพี่บุญช่วยไป โดยทิ้งเอเวอเรสต์ของผมไว้เบื้องหลัง

 

– กันต์นัทธ์ อัญ 

 

คลิกซื้อ E-Book ‘ในสวนอักษร’ ที่นี่
Don`t copy text!