ทองเผือกสีจุมออน

ทองเผือกสีจุมออน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ยามสายัณห์สนธยา พระอาทิตย์สีส้มดวงกลมโตเคยแผดแสงแรงกล้า บัดนี้อ่อนแสงลงเหลือเพียงความสว่างรำไรครอบคลุมทั่วพื้นที่ และแฝงเร้นใต้ผืนฟ้าจนเกือบมิดดวงทำให้ท้องนภาทางทิศตะวันตกทาทาบด้วยสีส้มแล้วค่อยๆ จางลงเตรียมตัวเป็นฟากฟ้าราตรีกาล

ความมืดสลัวรางเริ่มเข้ามาครองทุกอาณาบริเวณในช่วงพลบค่ำ บรรดาผู้คนริมถนนเดินสวนกันขวักไขว่ดูหนาตายิ่งขึ้นกว่าช่วงกลางวัน แม้จะได้ยินคำว่า ‘ลำปางหนาวมาก’ เมื่อเดือนก่อน หากวันนี้ความหนาวเหน็บที่เคยมีแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนระอุตลอดทั้งวัน

ยังดีที่ตอนนี้มีสายลมอ่อนโบยโบก ชายหนุ่มหน้าตาคมสัน ร่างสันทัด ผิวดำคล้ำ ใต้ต้นโพหน้าวัดจึงรู้สึกผ่อนคลายและเย็นสบายมากขึ้น หลังจากทำงานบริการนักท่องเที่ยว

เวียงชัยนั่งบนยานพาหนะซึ่งเป็นรถม้าสี่ล้อแบบวิกตอเรีย มีม้าตัวเดียวยืนอยู่ด้านหน้า นี่คือวันแรกที่เขาออกมาทำงานเป็นสารถีรถม้านำพานักท่องเที่ยวนั่งรถม้าชมรอบเมืองลำปาง เพราะเป็นวันหยุดของงานประจำ อีกทั้งคำสนับสนุนจากตาซึ่งเป็นคนสอนให้เขาควบคุมม้าจนชำนาญ

ชายหนุ่มคิดว่าอาจเป็นโชคชะตาหรือบางสิ่งนำพาตัวเขาต้องมาใช้ชีวิตในจังหวัดลำปาง ทั้งที่เวียงชัยเกิดและเติบโตที่กรุงเทพมหานครซึ่งเป็นบ้านเกิดของบิดา ทว่าเมื่อชายหนุ่มอายุยี่สิบปีได้สูญเสียผู้ให้กำเนิดกะทันหันด้วยอุบัติเหตุ และเป็นช่วงเวลาเดียวกับยายป่วยหนักจนจากไปในที่สุด เวียงชัยตัดสินใจมาอาศัยอยู่กับตาซึ่งเป็นคนท้องถิ่นเมืองลำปาง คอยดูแลผู้สูงวัยซึ่งมีอายุ 75 ปี แต่แข็งแรงกระฉับกระเฉงกว่าคนวัยเดียวกัน และยังมีความจำเป็นเลิศอีกด้วย

ตั้งแต่จำความได้ ในทุกครั้งที่พ่อแม่พาเขามาเยี่ยมเยียนตากับยาย เหมือนเขาคุ้นเคยกับหลายสถานที่ในตัวเมืองลำปาง คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยได้เห็นหรือเคยมาเยือน และคะนึงถึงเมืองลำปางเสมอยามกลับไปอยู่กรุงเทพฯ ความรู้สึกนั้นประหนึ่งผู้อยากคืนสู่ภูมิลำเนาเดิม

จากคนเมืองกรุงกลายเป็นคนเหนือดำรงชีพในจังหวัดเลื่องชื่อลือชาเรื่องรถม้าเป็นระยะเวลาหนึ่งปีเศษ เวียงชัยยังหาคำตอบไม่ได้ว่าครั้นอดีตทำไมต้องรู้สึกเช่นนั้น แต่ตอนนี้ชายหนุ่มอุ่นใจเหมือนอยู่ในที่ที่เป็นของเขา

ตั้งแต่ช่วงบ่าย เขานำรถม้ามายังบริเวณหน้าวัดซึ่งเป็นจุดจอดรถม้าบริการนักท่องเที่ยว ด้วยความคึกคะนองและอยากลองของคนวัยหนุ่ม เพื่อทดสอบฝีมือตัวเอง หาสิ่งแปลกใหม่ให้กับชีวิต หรืออาจพบพานสิ่งเดิมๆ ที่เคยประสบมา

ชายหนุ่มนั่งรอลูกค้ารายต่อไป แม้จะเป็นเวลาย่ำค่ำแล้วก็ตาม

“คุณพาดิฉันไปส่งที่บ้านหลังหนึ่งได้ไหมคะ” เสียงทักทางด้านหลัง เขาหันหน้ามอง ปรากฏเป็นภาพหญิงสาววัยใกล้เคียงกัน สวมชุดเครื่องแบบพยาบาล ใบหน้าแต้มด้วยรอยยิ้มแสดงถึงความโอบอ้อมอารี และดวงหน้ากลมนั้นเหมือนคนที่เคยพบกันมาก่อน แต่เขาจำไม่ได้ว่าเมื่อใด

เวียงชัยยิ้มตอบกลับไป “บ้านคุณอยู่แถวไหนครับ”

อีกฝ่ายบอกเส้นทางห่างจากนอกตัวเมืองไม่มากนัก หญิงสาวเป็นลูกค้ารายแรกที่ไม่ต้องการนั่งรถม้าชมเมือง ชายหนุ่มมองดูรอบกาย ท่ามกลางแสงขมุกขมัวยามโพล้เพล้ มีเพียงยานพาหนะของเขาเท่านั้นที่จอดอยู่บริเวณนี้

เวียงชัยจำเป็นต้องไปส่งเธอแถวละแวกที่อยู่ทิศทางตรงกันข้ามกับบ้านของตา เมื่อเธอขึ้นมานั่งบนเบาะผู้โดยสารซึ่งมีประทุนหลังหรือหลังคาใช้บังแดดและฝน ส่วนคนบังคับม้าจะมีที่นั่งแยกออกไปอยู่ด้านหน้าของผู้โดยสาร ยามนี้เขานั่งหันหลังให้เธอในระยะห่างเพียงหนึ่งช่วงแขน ความมืดกำลังมาเยือน เวียงชัยไม่ลืมจุดตะเกียงรถม้าที่ยังใช้น้ำมันก๊าดต่างจากรถม้าคันอื่นที่เปลี่ยนเป็นหลอดไฟ

เมื่อทุกอย่างพร้อมสู่การออกเดินทาง สองมือของชายหนุ่มจับสายบังเหียนข้างละเส้นอย่างกระชับมือ กระตุกด้วยแรงเท่ากันทั้งสองข้างแล้วเอ่ยว่าไป ม้าแกลบตัวสีน้ำตาลเข้มรับรู้สัญญาณจากเขาทันทีจึงยกขาทั้งสี่ก้าวไปด้านหน้า

เวียงชัยพยายามจับสายบังเหียนให้แน่น ไม่ให้สายข้างใดข้างหนึ่งหย่อนกว่ากัน เพื่อให้ม้าเดินตรง ไม่เฉไปด้านใดด้านหนึ่ง หากดึงสายบังเหียนตึงเกินไป ม้าก็จะหยุดเดิน และถ้าอยากให้ม้าเลี้ยวซ้ายหรือขวา แค่ใช้มือดึงสายบังเหียนด้านที่คนบังคับม้าต้องการจะให้ไป เพราะฉะนั้นการนำพาผู้โดยสารบนรถม้าไปตามเส้นทางได้ตลอดรอดฝั่งขึ้นอยู่กับน้ำหนักมือสองข้างของเขาที่ถือสายบังคับม้านั่นเอง

ชายหนุ่มพาเธอมุ่งหน้าสู่ที่หมายซึ่งเป็นบ้านไม้หลังใหญ่โต ทั้งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ความรู้สึกลึกๆ นั้นเหมือนเคยคุ้นกับบ้านหลังนี้ เวียงชัยใช้สองมือค่อยๆ ดึงสายบังเหียนให้ตึงแล้วเอ่ยว่าหยุด รถม้าจอดตรงหน้าประตูบ้านพอดิบพอดี เขามองผ่านรั้วไม้เข้าไปในอาณาเขตรอบตัวบ้านซึ่งเต็มไปด้วยพฤกษานานาพรรณ ไม้ดอกไม้ประดับ ต้นเล็กต้นใหญ่ผลิใบงดงามและยังแข่งกันออกดอกชูช่อ หากที่มองเห็นได้ชัดคงเป็นไม้เลื้อยตรงซุ้มประตูหน้าบ้านกำลังออกดอกเป็นช่อบานสะพรั่งมีทั้งสีชมพู สีแดง สีขาวปะปนกันตลอดแนวด้านบนบานประตูซึ่งเป็นไม้สองแผ่นประกบกัน ผู้เป็นตาเรียกมันว่าดอกจะมั่ง แต่อีกชื่อที่เขารู้จักคือดอกเล็บมือนาง

ยิ่งชายหนุ่มจ้องมองทางเข้าบ้าน ยิ่งรู้สึกว่าทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลงไป แม้แต่ดอกไม้ก็ยังเป็นเช่นเดิม

หญิงสาวก้าวลงจากรถม้า เดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ เขา ยื่นค่าโดยสารตามที่ตกลงกันไว้แต่แรกพร้อมกับเอ่ยขึ้น “พรุ่งนี้ก่อนรุ่งสาง ช่วยมารับดิฉันกลับไปที่เดิมได้ไหมคะ”

“ได้ครับ ผมจะมารับคุณตรงหน้าประตูบ้านหลังนี้” ชายหนุ่มรับปากอย่างว่าง่าย อาจเป็นเพราะน้ำเสียงเว้าวอนฟังแล้วชวนน่าเห็นใจหรือหน้าตาอีกฝ่ายที่เขาได้ยลใกล้ๆ แม้ในความสลัวยังพอทำให้ใจสั่นระรัว

หญิงสาวพยักหน้าแทนคำขอบคุณและมอบรอยยิ้มที่แสนดีใจยิ่ง เขาวาบหวามในอก เวียงชัยได้แต่ก้มหน้าเก็บเงินใส่กระเป๋ากางเกงเพื่อกลบเกลื่อนอาการเก้อเขิน หากเงยหน้าขึ้นมาอีกที ก็ไม่เห็นพยาบาลสาวอยู่ตรงหน้าประตูเสียแล้ว เธอคงเข้าไปในบ้านโดยเขาไม่ทันสังเกต เพราะมัวแต่ข่มใจตนเองไม่ให้หลงใหลในรอยยิ้มฝ่ายหญิง

ก่อนเวียงชัยจะกระตุกสายบังเหียนเพื่อบังคับม้าให้ย้อนกลับไปทางเดิม แม้จะเป็นช่วงค่ำ หากแสงไฟตรงหน้าบ้าน ทำให้สายตาเหลือบไปเห็นของสีชมพูบางอย่างบนที่นั่งผู้โดยสาร คงเป็นของที่หญิงสาวผู้นั้นทำหล่นไว้ สายลมพัดโชยแค่เพียงยอดใบไม้ส่ายไหว ทว่าขนแขนของชายหนุ่มตั้งชันอย่างน่าประหลาด

เขาจอดรถม้าไว้หน้าวัดตรงจุดเดิมเพื่อรอบริการนักท่องเที่ยว แสงไฟตามสถานที่ต่างๆในตัวเมืองสว่างไสว ภาพที่มองจากจุดเดียวกันแต่ต่างกันแค่ช่วงเวลาเกิดภาพใหม่ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปจนหลบภาพเดิมที่เคยได้เห็นในตอนกลางวันอย่างสิ้นเชิง หากของที่อยู่บนเบาะของผู้โดยสารอันตรธานไปเสียแล้ว      ตอนนั้นเขาอาจจะตาฝาด หรือของสีชมพูไม่มีอยู่จริง

หรือทำมันร่วงหล่นไประหว่างทางก็เป็นได้

เขาตื่นนอนตั้งแต่เช้ามืด ท้องนภายังดำสนิท ชายหนุ่มรีบนำรถม้าและม้าแกลบออกมานอกบ้าน ถือเป็นการพาสัตว์เลี้ยงมาเดินเล่นก่อนเช้าตรู่ เวียงชัยกะเวลาไม่ถูกว่าก่อนรุ่งสางของหญิงสาวนั้นคือเวลาใด จึงต้องมานั่งรอบนรถม้าตรงหน้าประตูบ้านที่มีซุ้มเล็บมือนาง แสงสลัวค่อยๆ เลือนหายไปทีละน้อย ฟากฟ้าทางตะวันออกเริ่มมีแสงสีเหลืองทองให้เห็นรำไร ทินกรคงกำลังตระเตรียมตัวออกมาทำหน้าที่

รอเพียงไม่นาน หญิงสาวปรากฏตัวตรงหน้าประตูบ้าน เพียงแค่ส่งยิ้มให้เป็นการทักทาย แล้วขึ้นนั่งประจำที่ผู้โดยสาร เวียงชัยสุขใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ความรู้สึกนั้นมาจากสิ่งใดกันแน่ ระหว่างได้พบหน้าเธอ กับได้มาอยู่ใกล้ๆ บ้านหลังนี้ หรือทั้งสองอย่าง

แสงตะวันยามอรุณรุ่งเริ่มมาเยือนอย่างเด่นชัดยิ่งขึ้น ความมืดมัวถูกแทนที่ด้วยความสว่างเพื่อเข้าสู่เช้าวันใหม่ เวียงชัยส่งเธอลงรถม้าตรงหน้าวัด เมื่อเขาหันไปมองบนเบาะที่หญิงสาวเคยนั่ง มีของสีชมพูอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มพยายามเมียงมองหาสาวใส่ชุดพยาบาล แต่ก็ไม่เห็นตัวเธอเสียแล้ว

เวียงชัยลงไปยืนบนพื้น เดินไปหยิบมันขึ้นมาถือไว้ กลัวมันจะหายไปเหมือนที่เคยเป็น บัดนี้ยามเช้าสดใส ดวงอาทิตย์ส่องสว่างจัดแจ้ง เขาจ้องมองดอกไม้สีชมพูในมืออย่างพินิจพิเคราะห์ แต่ละดอกคล้ายถั่ว ยาวประมาณหนึ่งนิ้ว มีเกือบสิบดอกอยู่รวมกันเป็นช่อ เขาไม่รู้เลยว่านี่เป็นดอกไม้ชนิดใด แต่เมื่อค่ำวานของที่เคยเห็นบนเบาะแล้วหายไปคงคล้ายดอกไม้ช่อนี้แน่นอน

เขากลับถึงบ้าน จอดรถม้าประจำที่ ปลดเครื่องเทียมม้าทุกสิ่งจนหมดสิ้น รวมทั้งที่บังตาของม้าซึ่งทำจากหนังควายฟอก เพราะม้าเป็นสัตว์ตื่นตกใจง่ายจึงต้องปิดกั้นทัศนวิสัยด้านข้าง เพื่อให้ม้ามองตรงไปข้างหน้าเพียงจุดเดียว แล้วนำม้าไปไว้ในคอกตามเดิม

“เมื่อวานคงสนุกล่ะสิ ถึงได้นำรถม้าออกไปวิ่งแต่เช้ามืด” เสียงตาเชิดเอ่ยขึ้น เมื่อเขาเดินเข้ามาในตัวบ้าน ผู้เป็นตามักพูดภาษากลางกับหลานชายเพื่อให้พูดคุยกันได้รู้เรื่อง

“เวียงรับปากลูกค้าไว้จะไปรับก่อนรุ่งสาง ตารอสักครู่นะครับ จะรีบทำข้าวต้มให้ทาน” เวียงชัยบอกพร้อมทั้งวางช่อดอกไม้ในมือไว้บนโต๊ะอาหารแล้วเข้าไปในครัว

ตาเชิดไม่ได้เอ่ยตอบ เดินออกไปนอกบ้านคงไปสูดอากาศยามเช้าหลังจากตื่นนอนเหมือนเช่นเคย         เมื่อคืนตอนชายหนุ่มกลับเข้าบ้านเป็นเวลาที่คนสูงวัยเข้านอนแล้ว เขาคิดว่าหลังจากรับส่งหญิงสาวเสร็จสิ้นคงมาจัดเตรียมอาหารเช้าให้ผู้เป็นตาได้ทันเวลา รวมทั้งบอกเล่าเรื่องราวของเมื่อวานให้อีกฝ่ายได้ฟัง และวันนี้ไม่ต้องรีบร้อนออกไปทำงานประจำอีกด้วยเพราะเป็นวันหยุด

หลานชายยกชามข้าวต้มวางลงตรงหน้าตาเชิดซึ่งนั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารกำลังให้ความสนใจของที่มีอยู่ต่างจากทุกวัน “ดอกไม้นี้ไปเอามาจากไหน ตาไม่เคยเห็นมานานมากแล้ว ปกติมันมีแค่สีแสดกับสีขาว แปลกมาก แปลกจริงๆ” คนพูดหยิบมันขึ้นมาจ้องมองและลูบคลำอย่างเบามือราวกับกลัวกลีบดอกจะช้ำแล้วไม่น่าชม นอกจากเรื่องรถม้า ก็ยังมีเรื่องต้นไม้ดอกไม้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้เป็นตาชื่นชอบและรอบรู้มากกว่าเรื่องอื่นๆ

“ผู้โดยสารคงทำหล่นไว้ มันคือดอกอะไรครับ” เขาแน่ใจว่าตาต้องรู้จักดอกไม้ช่อนี้

“ทองเผือก มันคือดอกทองเผือก แต่ตาไม่เคยรู้ว่ามันมีสีนี้ด้วย” ตาเชิดขานชื่อเรียกของดอกไม้โดยเน้นย้ำกับหลานชาย แล้วเอ่ยต่อด้วยเสียงค่อย “ทองเผือกสีจุมออน”

“ตาว่าสีอะไรนะครับ ไม่ใช่สีชมพูอย่างที่ผมเห็นหรือครับ” เวียงชัยถามซ้ำ เพราะได้ยินไม่ถนัดนัก

“ทองเผือกสีจุมออน คนสมัยก่อนเรียกสีชมพูว่าสีจุมออน แต่สมัยนี้แทบไม่มีใครเรียกอย่างที่ตาเรียกแล้ว” ตาเชิดเงยหน้าพูดกับชายหนุ่ม

เหมือนคนสูงวัยจะรู้ว่าเขาอยากถามเรื่องใด จึงเอ่ยขัดขึ้นมา “แต่ตายังนึกไม่ออกว่าทางภาคกลางเรียกว่าดอกอะไร” ยามปกติที่ตากล่าวถึงดอกไม้หรือต้นไม้จะมีชื่อเรียกเป็นภาษาถิ่นและภาคกลางอธิบายกับผู้ฟังเสมอเพื่อให้เข้าใจว่าเป็นชนิดเดียวกัน

ระหว่างตาเชิดทานข้าวต้มสลับกับหันหน้ามองช่อดอกไม้สีชมพู เวียงชัยเห็นการกระทำของคนรักต้นไม้ที่สนใจพันธุ์ไม้หายาก เขามอบดอกไม้ให้แก่ผู้เป็นตาได้เชยชมจนสมใจ และไม่คิดนำกลับไปคืนเจ้าของ อาจเป็นดอกไม้ในบ้านหลังนั้นที่เธอหยิบติดมือแล้วเผลอทำตก คงไม่ใช่ของสำคัญที่จะมาทวงคืน

 

ยามอาทิตย์อัสดง ชายหนุ่มเพิ่งได้พักจากการพานักท่องเที่ยวนั่งรถม้าชมรอบเมืองลำปาง เขาค้นพบความสนุกในการพูดคุยกับผู้คนมากหน้าหลายตา และชอบมองภาพสองข้างทางยามบังคับม้าให้ลากรถไปตามเส้นทาง

“คุณไปส่งดิฉันที่บ้านหลังนั้นได้ไหมคะ” เสียงถามจากหญิงสาวคนเดิม เขาจำหน้าตาอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี เธอแต่งชุดพยาบาลเหมือนเคย

หัวใจเต้นระรัวยิ่งกว่าเก่า เวียงชัยบอกตัวเองอย่าไหวหวั่น หากยิ่งมอง ยิ่งรู้สึกว่าพบคนคุ้นเคยที่รู้จักเป็นอย่างดี แต่นึกยังไงก็นึกไม่ออก หัวสมองมืดสนิทคล้ายเปิดสวิตช์ไฟฉายที่ไม่มีถ่าน

เขาขึ้นนั่งตรงที่นั่งคนบังคับม้า จุดไฟตะเกียง สองมือจับสายบังเหียน เตรียมพร้อมพาเธอนั่งรถม้าสู่บ้านไม้หลังนั้น

เสียงย่ำพื้นของม้าซึ่งเดินไปตามทางข้างหน้า นำพารถม้าสี่ล้อเคลื่อนที่ตามอย่างเอื่อยเฉื่อย สายลมโชยอ่อนปะทะใบหน้าและเนื้อตัว เขายังเพ่งสมาธิกับการใช้มือควบคุมสายบังเหียนเพื่อบังคับม้าเดินบนถนน หากความข้องใจที่มีจึงเอ่ยออกมาด้วยเสียงดังพอสมควร เพื่อให้คนที่นั่งอยู่เบื้องหลังได้ยิน “เมื่อเช้าคุณทำดอกไม้หล่นไว้ใช่ไหมครับ”

“ใช่ค่ะ มันเป็นดอกไม้ชื่อเดียวกับชื่อดิฉัน คุณจำได้ไหมคะ” เสียงตอบรับและคำถามทิ้งท้ายที่ฟังแล้วชวนสงสัย

“คุณชื่อทองเผือก ตาของผมบอกว่าดอกไม้ช่อนั้นคือดอกทองเผือกสีจุมออน” เวียงชัยเอ่ยถึงสิ่งที่ได้รู้มาจากตาเชิด

“ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันชื่อปาริชาต ดอกไม้ช่อนั้นคือดอกปาริชาต คุณรู้จักฉันไหมคะ”

พอได้คุยกัน เขายิ่งรู้สึกว่าหญิงสาวผู้นี้เหมือนจะเคยรู้จักเขา ทั้งที่เพิ่งได้เจอกันเมื่อวาน ชายหนุ่มเอ่ยถามต่อด้วยความใคร่รู้ ขณะบังคับม้าไปด้วย “คุณไม่ใช่คนเหนือหรือครับ ทำไมพูดภาษากลางกับผมชัดจัง”

“ดิฉันเป็นคนลำปาง อยู่ที่นี่มานาน แต่ต้องพูดอย่างนี้กับคุณ เพื่อให้คุณเข้าใจสิ่งที่ตัวดิฉันจะสื่อถึงกัน คุณจำฉันได้ไหมคะ”

หากคำตอบของหญิงสาวทำให้เวียงชัยงุนงงมากขึ้น ตกลงว่าเขากับเธอเคยรู้จักกัน แต่ทำไมเขานึกไม่ออก จึงเปลี่ยนประเด็นในการสนทนา “คุณพักอยู่ที่บ้านหลังนั้นหรือครับ”

“ฉันเป็นพยาบาลคอยดูแลสามีที่นอนป่วยในบ้านหลังนั้นค่ะ”

เมื่อได้ยินคำกล่าวจากหญิงสาว มือสองข้างดึงสายบังเหียนอย่างอัตโนมัติ ทำให้ม้าหยุดเดิน หัวใจกระตุกขึ้นมาเพียงแค่รู้ว่าเธอมีครอบครัวแล้ว ชายหนุ่มเจ็บแปลบอยู่ในอก นี่เขาแอบหวั่นไหวกับคนมีเจ้าของโดยไม่รู้ตัว

ชายหนุ่มกระตุกสายบังเหียนเพื่อให้ม้าเดินก้าวขาต่อไป จนเขาตั้งสติได้ค่อยเอ่ยขึ้น “ขอให้สามีคุณหายไวๆ นะครับ”

“คุณอยากรู้เรื่องของดอกปาริชาตไหมคะ” หญิงสาวเปิดประเด็นเกี่ยวกับดอกไม้อีกครั้ง หลังจากทั้งสองคนเงียบกันไปพักใหญ่

“ตาของผมบอกว่ามันเป็นทองเผือกสีจุมออนหรือสีชมพู แต่ตาของผมไม่เคยเห็นมันมีสีนี้” เมื่อมีคนชวนคุย ชายหนุ่มไม่รอช้าจึงเอ่ยถึงเรื่องเดียวกัน

“คงไม่มีใครเคยเห็นดอกปาริชาตมีสีชมพูหรอกค่ะ มันเป็นดอกไม้ที่ดิฉันสร้างขึ้นมาเอง คุณเคยได้ยินไหมคะ ว่าดอกปาริชาตทำให้คนสามารถระลึกชาติได้ และมันมีสีชมพูเพื่อสื่อถึงคนรักหรือความรักแสนหวานที่ชาติหนึ่งหัวใจสองดวงเคยมอบให้แก่กัน คุณพอจะเข้าใจไหมคะ”

ยิ่งได้ฟัง เขายิ่งเจ็บจี๊ดในหัวใจ หญิงผู้นี้คงมีความรักให้แก่สามีอย่างท้วมท้น ลึกๆ เขาแอบอิจฉาชายผู้นั้น อยู่ดีๆ เวียงชัยอยากเป็นชายที่ได้หัวใจเธอมาครอง แต่ชายหนุ่มต้องสลัดความคิดชั่วร้ายนั้นออกไป หญิงสาวเป็นเพียงคนที่เพิ่งเจอกันและยังรักมั่นต่อสามี ขนาดถึงกับสร้างดอกไม้ที่ให้คนรักระลึกชาติได้ เพื่อไม่ให้ลืมคืนวันอันแสนหวานเปรียบดังสีชมพู

“คุณเชื่อหรือครับ ว่าชาติต่อไปคนรักจะมาเกิดเป็นคน แล้วพวกคุณจะกลับมาพบกัน”

“ดิฉันเชื่อค่ะ ไม่ว่าเขาจะเกิดมาเป็นคนอยู่หนใด เขาจะต้องกลับมาที่แห่งนี้ ดิฉันจะรอจนกว่าได้พบกับเขา เพื่อมอบดอกปาริชาตสีชมพูให้เขาจำได้ว่าเคยเป็นสามีของดิฉันในชาติก่อน” วาจาหนักแน่นจากหญิงสาวที่นั่งอยู่ด้านหลัง

เขาต้องข่มความอิจฉาในใจ แอบก่นด่าตัวเองที่เผลอไปรู้สึกดีกับหญิงสาว เมื่อเวียงชัยยังไม่มีคำพูดโต้ตอบออกไป หญิงสาวได้เอ่ยต่อ “เขาเคยบอกกับดิฉันว่า ถ้าเขาตายก่อน เขาจะรีบมาเกิดเป็นคน เพื่อครองคู่กันอีกครั้ง”

“แล้วถ้าคุณตายก่อนสามีล่ะครับ ขอโทษครับ ผมไม่ได้คิดจะแช่งคุณ”

“ดิฉันจะรอเขาอยู่ที่นี่ สักวันเขาจะต้องมาหากัน และคงเป็นอย่างนั้นจริงๆ”

“ผมขอให้คุณสมความปรารถนาในภายภาคหน้าแล้วกันครับ” หากเขาจะบอกว่าในชาติหน้าก็คงจะฟังดูแปร่งๆ คล้ายคนแพ้แล้วชวนพาล

“เขามีชีวิตอยู่กับดิฉันได้ไม่นาน ถึงแม้ดิฉันต้องยอมรับความจริงว่าไม่มีใครหนีโรคภัยไข้เจ็บได้พ้น คนเราต้องเผชิญความเจ็บ ความตายเป็นธรรมดา แต่ดิฉันจะทำให้รู้ว่าไม่อาจมีสิ่งใดมาพรากความรักของเราสองคนได้ ดิฉันขอรอพบกับเขา เพื่อให้จำกันได้ว่าความรักแสนหวานของใจสองดวงในช่วงชีวิตนั้นมันคือสีชมพูเหมือนปาริชาตช่อนี้”

เธอกล่าวถึงความรักที่มีให้ผู้เป็นสามี ไม่ต่างจากเธอใช้ปลายเข็มหมุดสะกิดหัวใจเขา

เวียงชัยข่มความรู้สึกที่ยากจะอธิบายให้ตนเองเข้าใจ จากความรู้สึกดีที่ได้พบหน้าหญิงสาวมันเปลี่ยนเป็นความขมขื่น เมื่อได้รู้ว่าอีกฝ่ายมีความรักแท้จริงให้แก่สามีอย่างมั่นคงไม่เสื่อมคลาย “สามีของคุณคงเป็นผู้ชายโชคดีมากนะครับที่มีคุณเป็นภรรยา”

ชายหนุ่มจบการสนทนาไว้เพียงแค่นั้น ไม่ปริปากเอ่ยถึงสิ่งใดอีกเลย เขาคงกลัวที่จะได้ยินเรื่องที่ทำให้แสลงใจ ถ้าเธอยังจะเล่าถึงคืนวันอันหวานชื่น

เขาจอดรถม้าตรงหน้าประตูบ้าน หากความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้น คือคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้ยังไม่แปรเปลี่ยนไป และยังคุ้นใจกับสาวผู้นี้ทั้งที่เพิ่งจะรู้ว่าเธอนั้นมีสามีเป็นตัวเป็นตนนอนป่วยเพื่อรอรับการดูแล

“พรุ่งนี้ก่อนรุ่งสาง คุณมารับดิฉันที่นี่นะคะ” หญิงสาวก้าวลงจากรถม้า ยืนส่งยิ้มให้แก่เขา

เวียงชัยแค่พยักหน้ารับทราบคำกล่าวนั้น ไม่กล้าเงยหน้ามองคนพูด เพราะกลัวหัวใจตัวเองจะฝังรอยยิ้มของเธอไว้จนยากที่จะถอนมันขึ้นมา เพียงแค่นี้มันลำบากมากกับการห้ามใจ

ชายหนุ่มบังคับม้าให้ลากรถกลับบ้านของตาแต่หัวค่ำ เขาไม่มีกะจิตกะใจจะทำงานเป็นสารถีรถม้าต่อไปได้ เวียงชัยคล้ายคนอกหักโดยเฉียบพลันเมื่อรู้ว่าฝ่ายนั้นมีเจ้าของอยู่ก่อนแล้ว

การรู้สึกดีเพียงข้างเดียว อาจเหมือนความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ไม่มีวันเป็นจริง

ก่อนจะเดินเข้าไปในบ้าน เขาเห็นช่อดอกไม้วางบนเบาะนั่งผู้โดยสาร เวียงชัยปล่อยให้มันอยู่ตรงนั้น ยิ่งมองดอกไม้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงความรักที่หญิงสาวมีให้แก่สามี

“ทำไมวันนี้เวียงกลับเข้าบ้านเร็ว ยังไม่สองทุ่มเลย หรือจะไม่สบาย ตาเห็นสีหน้าไม่ค่อยดีนัก” ตาเชิดนั่งเอนหลังบนเก้าอี้โยกหันมองหลานชาย

“ถ้าผมแอบมีใจให้กับคนมีเจ้าของ ผมต้องตัดใจใช่ไหมครับ” เวียงชัยนั่งบนเก้าอี้ไม้ตรงข้ามกับตา

“รู้แล้วยังจะมาถามทำไม ไปขับรถม้าแค่วันสองวัน แอบไปติดใจสาวที่ไหนล่ะสิ อารมณ์คนหนุ่มก็เป็นอย่างนี้ เห็นแล้วถูกใจ ไม่เคยคิดหน้าคิดหลัง ถ้าตอนนี้ถอนตัวออกมาคงง่ายกว่าจะให้มันถลำลึกไปกว่าเดิม อย่าไปผิดลูกผิดเมียคนอื่นเลย มันไม่ดีหรอกนะเวียง”

เขาถอนใจให้กับคำห้ามปรามของตาเชิด มันไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบที่รู้สึกดีกับหญิงสาวเพียงแค่แรกเห็น แต่เหมือนเจอคนที่เคยผูกพัน เคยรู้จัก แต่เขาไม่รู้เลยทำไมต้องรู้สึกเช่นนั้น

ผู้สูงวัยเปลี่ยนเรื่องคุยทำลายความเงียบ “ตารู้แล้วว่าดอกไม้เมื่อเช้าทางภาคกลางเรียกว่าดอกทองหลาง แต่มันมีแค่สีแสดกับสีขาว ทองเผือกสีจุมออนแบบนั้นมันไม่มีนะ” ตาเชิดยังเรียกดอกไม้สีชมพูช่อนั่นด้วยภาษาถิ่นที่เคยเรียกจนติดปากแล้วเอ่ยต่อ “แต่ตอนนี้มันหายไปแล้ว ไม่รู้ตาวางไว้ที่ไหน”

“มีอีกช่ออยู่บนรถม้า ตาจะเอาไหมครับ”

“ไม่ต้องหรอกเวียง เห็นแค่นั้นก็พอแล้ว จะได้รู้ว่าดอกทองเผือกมันมีสีจุมออนด้วย” ตาเชิดยกมือขึ้นห้าม ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นยืน

“วันนี้ผมเจอกับคนที่ลืมมันไว้ เขาบอกว่ามันคือดอกปาริชาตสีชมพู ดอกไม้ที่ทำให้คนที่เคยรักกันระลึกชาติได้ว่าครั้งหนึ่งเคยรักกันหวานชื่นเพียงใด” เวียงชัยสรุปความที่ได้ฟังจากหญิงสาวตามความเข้าใจตัวเอง

“ดอกปาริชาต ตาเคยได้ยินมาว่า เป็นดอกไม้บนสวรรค์ ถ้าใครได้สูดดมกลิ่นจะสามารถระลึกชาติได้ หรือว่า…” ตาเชิดจ้องหน้าหลานชาย เอ่ยสิ่งที่เพิ่งคิดได้ออกมา “ดอกไม้ช่อนั้นที่มีสีจุมออน เพราะมาจากสวรรค์ เป็นสีที่บนโลกมนุษย์ไม่มี”

“แต่เธออาจจะเพาะพันธุ์ขึ้นมาเองนะครับ เทคโนโลยีสมัยนี้มันล้ำหน้าเกินที่จะคาดถึง” เวียงชัยยังหาข้อโต้แย้ง ไม่คล้อยตามความคิดผู้สูงวัย

“เวียงบอกว่าได้มันมาอีกช่อ ไปเอามาให้ตาได้เห็นเป็นบุญตาอีกสักครั้ง ทองเผือกสีจุมออน อาจจะเป็นดอกปาริชาตบนสวรรค์” ตาเชิดยังเชื่อในสิ่งที่คิด เขาไม่มีความเห็นใดๆ จะไปขัดขวาง

ทั้งคำพูดของตาและเขานั้นไม่มีหลักฐานใดจะใช้พิสูจน์ว่าคำของใครเป็นความจริง

ชายหนุ่มเดินออกไปหยิบช่อดอกไม้สีชมพู แต่ต้องเดินกลับมาหาผู้เป็นตาด้วยมือเปล่า “ไม่มีครับ มันหายไปแล้ว แต่ก่อนเข้าบ้าน เวียงเห็นมันวางไว้บนเบาะจริงๆ นะครับ” คนพูดเชื่อมั่นในสายตาตัวเอง แต่ยากจะหาคำอธิบายว่าเหตุใดมันหายไป

“เพราะโลกมนุษย์ไม่ใช่ที่อยู่ของมัน มันถึงสลายไป ทองเผือกสีจุมออน” ตาเชิดแหงนหน้ามองด้านบน

เวียงชัยยังไม่เชื่อในคำพูดของตา พรุ่งนี้เช้าเขาจะไปหาคำตอบให้แก่ตัวเอง ว่าดอกไม้สีชมพูคือสิ่งที่เกิดจากปัญญาและน้ำมือของมนุษย์

หญิงสาวผู้นั้นคือบุคคลที่จะให้คำตอบกระจ่างใจแก่เขาได้

ชายหนุ่มรู้สึกตัวตื่นเมื่อตอนตีสี่ ดูเวลาแล้วยังเร็วไปที่จะนำรถม้าออกไปรับหญิงสาว เขาจึงของีบต่ออีกสักหน่อย แต่พอรู้สึกตัวอีกครั้ง มันผ่านช่วงรุ่งสางมามากแล้ว ดวงตะวันโผล่พ้นฟ้าจนเห็นเป็นดวงกลมโต แสงส่องสว่างทั่วหล้า ความมืดสลัวหายไปเป็นปลิดทิ้ง เวียงชัยถือสายบังเหียนบังคับม้าให้ลากรถไปตามหนทางมุ่งสู่บ้านไม้หลังนั้นด้วยความกระวนกระวายใจ

หญิงสาวอาจยังรอเขาอยู่ก็ได้ ชายหนุ่มตัดสินใจทำตามคำที่รับปากไว้ แม้ตอนนี้จะล่วงเลยรุ่งสางมามากแล้วก็ตาม

ซุ้มดอกเล็บมือนางที่ยังไม่ร่วงโรยอยู่เหนือประตูไม้ ความสว่างยามนี้ทำให้เขามองเห็นมาแต่ไกล เวียงชัยดึงสายบังเหียนพร้อมกับเอ่ยว่าหยุด เพื่อให้ม้าหยุดเดิน เขาจอดรถม้าก่อนถึงหน้าประตูบ้านไม้หลังใหญ่ แต่ไม่เห็นร่างพยาบาลสาว หรือเธอจะให้ใครพาไปส่งหน้าวัดเสียแล้ว

ชายหนุ่มลงไปยืนมองหากริ่งตรงหน้าบ้าน แต่พอไม่นาน บานประตูไม้ถูกใครบางคนเปิดออก แล้วเดินเข้ามาใกล้เขา แต่ไม่ใช่คนที่อยากพบ เป็นหญิงวัยกลางคน ร่างท้วม ใบหน้ากลม หากยังมีรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเมตตา เวียงชัยเห็นอีกฝ่ายสะดุ้งตัวเล็กน้อยเมื่อได้เห็นหน้าเขา

“มาหาใครรึ พ่อหนุ่ม”

“ผมมารับคุณพยาบาลที่ชื่อปาริชาตครับ” ชายหนุ่มบอกความประสงค์ของตน

“บ้านนี้มีเพียงคนเดียวที่เป็นพยาบาลและชื่อปาริชาต คือแม่ของฉันเอง แต่…” คนพูดหยุดไว้แค่นั้น สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วค่อยๆ ผ่อนลมออกมา

เขาอยากพูดขัดขึ้นว่า เธอยังสาวอยู่นะครับ หากอีกฝ่ายเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน “แต่แม่ของฉันเสียไปเมื่อห้าปีก่อนแล้วนะ”

“ผมคงจำบ้านผิด ขอโทษด้วยครับ” เวียงชัยค้อมศีรษะน้อยๆ แล้วเดินไปขึ้นรถม้าประจำที่ของตัวเอง สองมือรีบคว้าสายบังเหียน นำพายานพาหนะคู่กายออกห่างจากบ้านไม้หลังใหญ่จนไม่ได้ยินบทสนทนาที่ยังเกิดขึ้นตรงใต้ซุ้มเล็บมือนาง

‘แม่คุยกับใครอยู่หรือคะ’ หญิงสาวอีกคนเดินเข้าใกล้

‘คนขับรถม้าน่ะลูก มาถามหาคนชื่อเหมือนคุณย่า แต่หน้าตาคนขับรถม้าคนนี้เหมือนคุณปู่ตอนหนุ่มมากเลยนะ’

‘คุณปู่เสียก่อนหนูเกิด ท่านจากคุณย่าไปก่อนตั้งสามสิบปีด้วยโรคร้าย แต่ยังมีภาพข้างฝาให้เห็น หนูเพิ่งนึกออกนะคะ เมื่อสองวันที่หนูไปทำบุญที่วัดที่เก็บกระดูกคุณย่า หนูเจอผู้ชายนั่งบนรถม้ามีหน้าตาคล้ายภาพคุณปู่ด้วยค่ะ’

‘แม่ว่าคงเป็นคนเดียวกัน เข้าไปในบ้านเรากันเถอะ’ หญิงวัยกลางคนปิดประตูไม้หน้าบ้านจูงมือลูกสาวเดินไปยังตัวบ้าน

ส่วนชายหนุ่มพอนึกถึงหญิงสาวผู้นั้น แม้จะเป็นเรื่องชวนขนหัวลุก แต่ไม่ตื่นตกใจกลัวเมื่อได้รู้ว่าเธออาจไม่ใช่มนุษย์ ยิ่งช่วงเวลาที่ได้พบกันคือรอยต่อระหว่างกลางวันกับกลางคืน ตามที่เคยได้ยินมา มันเป็นช่วงเวลาที่ภูตผีจะมีฤทธิ์แรงกล้า จึงตอกย้ำว่าเธอนั้นอาจเป็นวิญญาณที่สื่อสารกับเขาได้

ตั้งแต่ชายหนุ่มคลุกคลีอยู่กับตาเชิดซึ่งเคยเป็นสารถีรถม้า เขาได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับรถม้า รวมทั้งผู้เป็นตายังพร่ำสอนและฝึกปรือเขา จนอยากสืบทอดเป็นคนขับรถม้าโดยปริยาย

หากเขามาทำงานเป็นสารถีรถม้าวันแรกก็เจอดีสะแล้ว

คงไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าคนมีสัมผัสพิเศษมองเห็นวิญญาณมาตั้งแต่เด็กอย่างเขา จะเจอเรื่องพรรค์นี้

เวียงชัยไม่ได้เจอดี เขาเจอผีต่างหาก

– กุลวีร์ –

Don`t copy text!