เธอฤดูหนาว ผมฤดูฝน

เธอฤดูหนาว ผมฤดูฝน

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

ผมกำลังมองรถเต่าบุโรทั่งสีเหลืองด้วยความห่อเหี่ยวใจกลางสายฝน

ร่มสีขาวที่อยู่ในมือกำลังสั่นระริกด้วยแรงต้านทานของลมที่มาพร้อมกับฝน ผมกำร่มในมือแน่นเพราะกลัวว่ามันจะปลิวหนีไปพร้อมกับลมแรงๆ

ผมไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ ว่าทำไมยังถึงยืนรอเธออยู่ได้ รู้ทั้งรู้ว่าเธอจะไม่มาที่นี่อีกแล้ว…

ผมยื่นมือออกจากร่มเพื่อสำรวจว่าเม็ดฝนที่ตกลงมานั้นมีรูปร่างขนาดเท่าไร ประหนึ่งว่าสิ่งที่ทำเป็นการเตือนสติให้โงหัวขึ้นมามองโลกแห่งความจริงเสียที โลกความจริงที่เปียกชื้นและมันก็ไม่ได้สวยงามอย่างที่คาดหวังเอาไว้

โลกความจริงของผมมันดูว่างเปล่า ว่างจนผมเริ่มกลัว ความกลัวทำให้ผมสั่น สั่นเพราะเสียวสันหลังว่าชีวิตของตัวเองจะไม่มีความหมายต่อใครสักคน ความว่างเปล่าเหล่านั้นเริ่มมีภาพความเดียวดายเข้ามาปรากฏและจับจองโลกของผมเอาไว้… ความเดียวดายที่ไร้ซึ่งความหมายใดๆ ทั้งสิ้น

หลายๆ คนบอกให้ผมเริ่มใหม่กับใครสักคน อย่าติดในวังวนเหล่านี้ให้มากนัก แต่ผมจะเริ่มใหม่ได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้ผมกลัวเกินกว่าที่จะเริ่มต้นกับใครได้ และยิ่งกลัวสุดขั้วหัวใจถ้าผมได้เข้าใกล้คำว่า ‘รัก’ อีกครั้ง

 

ในคืนที่ฝนตกเมื่อสองเดือนที่แล้ว ผมนั่งจับเจ่าอยู่กับโน้ตบุ๊กคู่ใจภายในร้านกาแฟย่านสุขุมวิท เสียงฟ้าคำรามจนทำให้ผู้หญิงโต๊ะข้างๆ สะดุ้งแล้วถอนหายใจแผ่วๆ ออกมา เธอกำลังเปิดหนังสือท่องเที่ยวเล่มหนึ่งค้างเอาไว้ บางครั้งเธอหันไปมองเม็ดฝนที่อยู่ด้านนอกแล้วทำหน้าครุ่นคิดอะไรสักอย่าง จากนั้นทั้งดวงหน้าของเธอคล้ายถูกคลุมด้วยความเศร้าที่เจือด้วยความเหงาเอาไว้

แก้วกระเบื้องเปรอะคราบกาแฟของผมพร่องน้ำสีดำกาเฟอีนลงไปถึงครึ่งแก้วแล้ว ทั้งๆ ที่ผมอัดกาแฟลงท้องไปไม่น้อยกว่าสามแก้วเห็นจะได้ จนตอนนี้หัวใจผมเริ่มเต้นแรงไม่เป็นจังหวะ บางทีมันตึ้บ ตึ้บ บางครั้ง ตับ ตับ จนผมอดส่ายหัวให้กับจังหวะการเต้นแบบพิกลของมันแล้วแอบสบถอยู่ในใจ

ผมฆ่าเวลาด้วยการมองออกไปด้านนอกที่ชุ่มฝนแข่งกับหญิงสาวโต๊ะข้างๆ แต่ในหัวของผมยังวนเวียนคิดไปมาตลอดเวลาว่า ผมจะเขียนอะไรต่อจากบรรทัดที่ทำเครื่องหมายอัศเจรีย์ค้างเอาไว้ ผมจะพูดถึงอะไรดี ฝนที่โปรยลงมาจนทำให้ทั้งกรุงเทพฯ น้ำนองแล้วรถติดเป็นกิโล หรือ หญิงสาวอารมณ์เศร้าที่เหงาหงอยอยู่กับหนังสือที่ไม่ได้อ่าน ผมละสายตากลับมามองหน้าจอคอมพิวเตอร์ขนาดพกพาของตัวเองอีกครั้ง พลางวางนิ้วทั้งสิบลงบนปุ่มคีย์บอร์ดแล้วเริ่มกดอักษรไปทีละตัว ทีละตัว จนมันเป็นประโยคที่ผมก็จับใจความสำคัญของมันไม่ได้ว่าต้องการจะสื่ออะไรออกมากันแน่

‘เธอดูเหงา มองฝนกำลังตก บางครั้งถอนหายใจ บางครั้งมองนาฬิกา บางครั้งมองชายหนุ่มที่ง่วนอยู่กับการทำงานในโต๊ะข้างๆ บางครั้งก็หลับตา เหมือนไม่อยากมองเห็นภาพใดๆ อีกเลยในชีวิต’

ผมหรี่ตาและขมวดคิ้ว พลางสงสัยว่าตัวเองเขียนอะไรออกมา มันไม่ได้เกี่ยวกับความเรียงที่ผมกำลังเขียนอยู่เลยสักนิด ทำไมผมถึงวนเวียนอยู่กับหญิงสาวโต๊ะข้างๆ และฝนที่กำลังตกพรำๆ นักหนอ

 

หรือว่าผมไม่มีใจให้กับงานตรงหน้า หรือว่าเพราะถึงทางตันกับอาชีพนักเขียนของผมแล้ว ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงเศร้า แล้วผมจะหาเงินจากที่ไหน เพี้ยง! ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย

ห้าทุ่มครึ่ง ผมยังไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรต่อ ผมแวะเช็กเมลในยาฮู แล้วสั่งน้ำดื่มอีกขวด พอได้สติผมกลับมาวันเวียนอยู่ท้ายประโยคที่เขียนทิ้งไว้อีกครั้ง… เหมือนไม่อยากมองเห็นภาพใดๆ อีกเลยในชีวิต ผมอยากรู้จริงว่าเธอจะรู้สึกแบบเดียวกับที่ผมเขียนหรือไม่

หญิงสาวโต๊ะข้างๆ เธอยังอยู่ ตอนนี้เธอกำลังคุยโทรศัพท์แล้วย้ายตัวเองไปมุมหนึ่งของร้าน ท่าทางของเธอดูเศร้าสร้อย ขณะขยับปากสีชมพูไปมา ผมมองเธอเหมือนกำลังหาคำตอบ ถ้าเธอเป็นสมการหนึ่งที่ผมต้องแก้ ผมจะเริ่มจากตรงไหน ความเศร้าของเธอจะใช้อะไรหักล้าง ส่วนเกินของฝนผมต้องใช้อะไรหาร แล้วเศษส่วนที่ได้จะใช่ความเหงาหรือเปล่า ผมสงสัย

เธอเดินออกมาจากมุมทึบมุมนั้น แววตาดูฉ่ำคล้ายกับบรรยากาศด้านนอก เธอไม่ได้ร้องไห้ แต่ดูเหมือนความรื้นของน้ำตาติดแน่นอยู่ในดวงตาทั้งคู่ ผมไม่สามารถละสายตาจากเธอได้ ผมคิดว่านั่นเป็นเสน่ห์ของเธอ เธอไม่ได้สวยอะไรมาก แต่เธอก็สามารถทำให้ผมใจสั่น อาจเป็นเพราะความเศร้าของเธอกับความเหงาของผมที่เกิดมันจูนสัญญาณให้ตรงกันก็ได้ เรื่องนี้ผมคงต้องหาคำตอบ

ผมเริ่มสับสนว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของกาเฟอีนหรือสาวโต๊ะข้างๆ กันแน่ที่ทำให้ผม ‘ใจสั่น’

 

“ขอโทษนะคะ ฉันขอใช้อินเทอร์เน็ตของคุณสักครู่ได้ไหม” เธอเดินมาที่โต๊ะผม แล้วถามด้วยน้ำเสียงที่หวานจับใจ ผมไม่ใช่คนใจร้ายอยู่แล้ว ในเมื่อตอนนี้ผมก็เขียนอะไรไม่ออก ก็สมควรที่จะสละให้เธอใช้อินเทอร์เน็ตสักครู่ก็คงไม่เสียหาย

“เอาสิครับ ใช้ได้เลย” ผมบอกเธอขณะลุกขึ้นให้เธอเข้าไปในที่ของผม

“ขอบคุณค่ะ ฉันไม่ชอบฝนตกแบบนี้เลย ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง” เธอว่าพร้อมกับส่งยิ้มพร้อมดวงตาเศร้าๆ มาให้

ผมย้ายตัวเองมานั่งในฝั่งตรงข้าม มือข้างหนึ่งเท้าคางอย่างใจเย็น มองฝนบ้าง แอบมองเธอบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะแอบมองเธอเสียมากกว่า เธอกำลังตั้งอกตั้งใจและดูรีบใช้อินเทอร์เน็ตให้มันเสร็จๆ บางครั้งดวงตาของเธอฉายแววซึ่งความหวัง แต่บ่อยครั้งที่มันยังบ่งบอกว่าเธอสามารถจะร้องไห้ได้ตลอดเวลา

“คุณไม่ชอบหน้าฝนใช่มั้ยครับ” ผมถามเธอขณะที่เธอกำลังพิมพ์อะไรบางอย่าง

เธอเงยหน้ามองผมพลางเม้มริมฝีปาก “อะไรนะคะ คุณถามฉันใช่มั้ย”

ผมพยักหน้าแล้วถามเธอใหม่ “คุณไม่ชอบฝนหรือครับ”

เธอฟังคำถามอย่างตั้งใจ “อ่อ ใช่คะ ฉันว่ามันไปไหนลำบาก และก็เปียกด้วย” เธอพูดจบก็ก้มหน้าก้มใช้อินเทอร์เน็ตต่อ

“คุณถึงติดอยู่ในนี้ใช่ไหม”

“อะไรนะคะ” เธอเงยหน้าอีกครั้ง

“คุณถึงมาติดอยู่ในนี้”

“อ่อ นั่นก็ถูกค่ะ หรือว่าคุณชอบหน้าฝนคะ”

“ผมชอบมันนะ ผมว่ามันเย็นดี”

“ฉันก็ชอบที่มันเย็นค่ะ แต่เวลาฝนตกมันดูเศร้ามากกว่า”

“แล้วคุณชอบฤดูอะไร” ผมถามขณะยิ้มให้เธอ

“หนาวค่ะ เพราะหน้าหนาวสดชื่นดี” เธอบอกโดยไม่ต้องหยุดคิด

“ผมว่าหน้าหนาวดูเศร้ามากกว่า”

“ไม่จริงนะ ความหนาวมันทำให้เราเกิดความคิดถึง” เธอหันมาสบตากับผม “แล้วเลยเถิดทำให้เหงา แต่มันไม่ถึงกับความเศร้าหรอก มันเป็นฤดูที่ฉันชื่นชม”

“แต่เมืองไทยรับรู้ถึงความหนาวได้ไม่กี่วัน แสดงว่าคุณต้องคิดถึงมันมาก” เธอพยักหน้าแทนคำพูด

“ผมรู้สึกเหงาตอนฝนตกมากกว่า ตอนแรกผมคิดว่าคุณรู้สึกแบบเดียวกับผม เพราะตอนที่คุณนั่งอยู่ตรงนั้นแล้วมองออกไปข้างนอก คุณดูเศร้าและก็เหงาในเวลาเดียวกัน”

เธอหยุดชะงัก สายตาตกลงมองถ้วยกาแฟของผม

“นอกจากฝนมันจะเปียกแล้ว มันยังทำให้ฉันคิดถึงใครบางคน…ฉันไม่ได้เศร้าค่ะ” เธอบอกเสียงเศร้าซึ่งขัดกับสิ่งที่เธอพูด

สมการของเธอผมเริ่มจะถอดรากออกมาได้แล้ว จะมีสักกี่ครั้งกันที่เราจะต้องทนกับความรู้สึกคิดถึงใครบางคนเมื่อเห็นสิ่งหนึ่ง ความรู้สึกมันเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ผมพยายามหนีมันเพื่อไม่ให้ตัวเองเข้าไปพัวพันกับห้วงอารมณ์เหล่านั้นมาตลอด จังหวะชีวิตของผมจึงเรียบง่ายไม่หวือหวาแต่แสนเปลี่ยวเหงา ผมมีงานเป็นเพื่อน และมีดินแดนแห่งอินเทอร์เน็ตเป็นสถานที่พักผ่อนสุดโปรด ไม่มีกิจกรรมนัดสาว ไม่มีความหวานหยดย้อยให้ได้เจอ

ผมยอมรับว่าตัวเองตื้นเขินกับเรื่องความรัก ผมมองว่ามันเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะชอบใช้เวลาอยู่กับผม ผมกลัวความรักก็จริงแต่ผมไม่ได้หมายคามว่าผมใจเสาะในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ เรื่องนี้ผมเป็นตัวร้ายเชียวล่ะ

ผมเก่งในเรื่องการหาเรื่องคุยจ้อกับสาวๆ โดยที่ไม่ทำให้เธอไม่รู้สึกเขินอาย และไม่ทำให้เธอรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ผมชอบการคุยกับผู้หญิง แต่จะละเลยในทันทีเมื่อเห็นแววตาที่จริงจังของอีกฝ่าย และเมื่อใดก็ตาม ถ้าความสัมพันธ์ของผมเริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างกับผู้หญิงสักคน แน่นอนว่าผมจะหันหลังให้กับมัน

พวกเธอจะผ่านเข้ามา และผ่านไป ผมได้แค่มอง พูดคุย และสบตา บางครั้งแอบน้อยใจตัวเองที่เป็นคนแบบนั้น

“ฝนมันทำให้ฉันเจ็บ” เธอว่า

ไม่จำเป็นที่ผมจะถามเธอว่าเธอเจ็บจากเรื่องอะไร มันไม่สำคัญหรอก

“ทำไมคุณถึงชอบหน้าหนาวล่ะครับ” ผมเปลี่ยนเรื่อง

“อาจเป็นเพราะฉันเกิดเดือนธันวาคมมั้ง” เธอพูดพลางปัดผมที่เข้าตา “และมันก็เป็นฤดูที่ฉันรู้จักกับความรัก” เธอพูดจบแล้วยิ้ม “ไม่น่าเชื่อว่าฉันจะคุยกับคุณถึงเรื่องนี้”

“ทำไมจะคุยไม่ได้ล่ะครับ”

รอยยิ้มของเธอผุดขึ้น “ฉันใช้อินเทอร์เน็ตเสร็จแล้วค่ะ ขอบคุณมากจริงๆ ที่ให้ฉันรบกวน” เธอพูดพร้อมกับลุกขึ้น

“จะว่าอะไรมั้ย ถ้าผมจะเลี้ยงกาแฟคุณสักแก้ว”

 

“ฉันต่างหากที่ต้องเลี้ยงคุณ อย่าปฏิเสธนะคะ ถ้าคุณอยากคุยกับฉัน” เธอรู้ทันผมนะ

“คุณจะเอาอย่างนั้นเหรอ” เธอพยักหน้าต่อคำถามของผม แล้วถามผมว่าอยากได้กาแฟแบบไหน ผมบอกไปว่าขอเอสเพรสโซ แต่เธอสั่งคาปูชิโนให้ มันน่างงไหม

“คุณยังไม่ได้ตอบผม ว่าทำไมเราถึงคุยกันถึงเรื่องความรักของคุณไม่ได้” ผมถามต่อหลังจากที่เธอเดินกลับมาและนั่งในฝั่งตรงข้าม

“เพราะคุณคือคนแปลกหน้า”

“ตอนนี้ไม่แล้วนี่ครับ”

เธอยิ้มให้ผมอีกครั้ง ไร้ซึ่งแววเขินอาย แต่ดูเธอคุ้นเคยเหมือนเคยได้คุยกับคนแปลกหน้าอยู่บ่อยๆ

“ความรักครั้งนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต และฉันก็คิดถึงมัน” เธอว่าและกะพริบตา “คุณล่ะคะ ทำไมถึงชอบฤดูฝน”

“ผมบอกไปแล้วไง ว่ามันเย็นดี”

เธอส่ายหน้าหน้าเหมือนไม่เชื่อ “ดูเหมือนทุกคนจะมีความหลังกับบางสิ่งบางอย่างนะ”

มันก็จริงของเธอ มันไม่ใช่เพราะความเย็นอย่างเดียวหรอก ฤดูฝนเป็นสิ่งที่ผมต้องจำไปตลอดชีวิต ผมเชื่อเสมอว่ามันเป็นเรื่องของพรหมลิขิต แน่นอนว่ามันเกี่ยวกับความรักของผมแน่ๆ นานมาแล้วผมคบกับผู้หญิงคนหนึ่ง แรกเจอเธอ กำแพงหัวใจของผมทลายลงในทันที

ผมยักคิ้วให้เธอแล้วเริ่มเล่าว่าทำไมผมถึงรักฤดูฝน

ช่วงหัวค่ำในวันที่ฝนตกหนักเช่นเดียวกับวันนี้ ขณะผมขับรถเพื่อกลับบ้าน หญิงสาวคนหนึ่งปรากฏกายอยู่ภายใต้ร่มสีดำและโบกมืออยู่ข้างถนน ข้างกายเธอนั้นมีรถเต่าสีเหลืองซีดเก่าครางเสียงเหมือนใกล้สิ้นชีพ เธอใช้มือขวาโบกมาที่รถของผม ผมรู้ได้เลยว่าเธอต้องการความช่วยเหลือ

“รถเสียเหรอครับ” ผมเลื่อนกระจกลงแล้วตะโกนแข่งกับเสียงฝน หลังจากรถจอดนิ่งสนิท

“ใช่ค่ะ ไอ้เหลืองของฉันมันใกล้ตายแล้ว”

“ผมช่วยอะไรได้บ้าง”

“คุณช่วยไปส่งฉันตรงแยกหน้าได้มั้ยคะ ฉันต้องใช้โทรศัพท์ คือโทรศัพท์ของฉันแบตหมดน่ะคะ” จะแปลกไปไหม ถ้าผมจะบอกว่าผมไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ค่าของความรัก คืนนั้นไม่ว่าฝนจะตกหนักสักแค่ไหนผมกลับมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ผมอยู่กับเธอทั้งคืนเราเริ่มแลกเปลี่ยนเรื่องราวของกันและกัน หลังจากวันนั้นเราเริ่มคุยกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผมรักทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอทำ เธอเป็นอาจารย์สอนศิลปะ เธอรักหมา เธอรักครอบครัว และเธอก็รักผม

แล้ววันหนึ่งเธอก็จากผมไป ทิ้งไว้เพียงความทรงจำที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับผม

 

คืนนี้ช่างคล้ายกับคืนนั้น

“แล้วตอนนี้เธออยู่ไหนคะ”

“นั่นคือส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมชอบฤดูฝน อ่อ ผมชอบกลิ่นของมันด้วย กลิ่นของฝนทำให้ผมรู้สึกดี คุณเคยตั้งใจสูดกลิ่นมันมั้ย”

“อย่าว่าแต่ได้กลิ่นเลย ตอนฝนตก ฉันได้คิดแต่ว่าเมื่อไหร่มันจะหยุด” เธอยิ้มจนเห็นฟัน

“งั้นวันนี้ เราสองคนลองสูดกลิ่นของมันด้วยกันหน่อยมั้ยครับ”

 

เธอพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก แต่ก็เดินตามผมออกมาด้านนอก ผมเลือกระเบียงของร้านที่มีหลังคากันฝน และนั่งตรงเก้าอี้ ส่วนเธอเลือกที่จะยืนเพื่อสูดหายใจได้ถนัด ฝนด้านนอกยังคงตกหนัก เธอถูมือไปมาแล้วบอกผมว่าตรงนี้หนาวจัง

“ต้องเริ่มจากอะไรก่อนคะ”

“หลับตาครับ หลับตาแล้วค่อยๆ ฟังเสียงฝน จากนั้น สูดกลิ่นมันเข้าไป” ผมเริ่มทำ และเธอทำตาม

ความเงียบซึมเข้ามาเกือบสองนาที

“สดชื่นจังค่ะ”

“นั่นสินะ”

“ทำไมฉันถึงไม่เคยได้กลิ่นมันเลยนะ”

“อาจเป็นเพราะคุณไม่ชอบมันไง”

“รู้มั้ยคะว่า อีกไม่กี่วันฉันก็ต้องไปญี่ปุ่นแล้ว ฉันคงไม่มีโอกาสได้สูดกลิ่นฝนที่เมืองไทยอีก”

ผมลืมตาแล้วมองเธอ

“ถ้าคุณคิดถึงฝนที่นี่ ก็กลับมาก็ได้นี่”

เธอทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผม “บางครั้งเราก็ไม่ควรแก้ไขความคิดถึงด้วยการเจอกัน เพราะเราอาจยิ่งคิดถึงหนักเข้าไปอีก ถ้าเราจะต้องจากมันมาอีกครั้ง”

“คุณจะไปนานเท่าไหร่ครับ”

“ฉันย้ายไปอยู่ที่นั่นค่ะ พ่อฉันเป็นชาวญี่ปุ่น”

“คราวนี้คุณจะได้ดื่มด่ำกับความหนาวเต็มที่แล้ว”

เราสองคนยิ้มให้กัน

“ทำไมคุณถึงเลิกกับเธอคะ”

ผมก้มหน้าตั้งใจฟังเสียงฝนที่ตกกระทบต้นหญ้า คำถามที่ผมเลี่ยงตอบวกกลับมาหาผมอีกครั้ง ตั้งแต่เหตุการณ์ครั้งนั้นมันทำให้ผมเชื่อว่า สิ่งที่สุขใจมักมีจะส่วนของความเจ็บปวดแฝงเอาไว้เสมอ ไม่มากก็น้อย แต่มันต้องมี

ผมสูดกลิ่นฝนเข้าไปเข้าปอดลึกๆ แล้วเริ่มรู้สึกถึงความเศร้าที่มันเริ่มกินใจ

“เธอจากผมไปอยู่สวรรค์ครับ”

ผมพูดเสียงแผ่ว คล้ายกับว่าไม่อยากได้ยินสิ่งที่ตัวเองพูด ผมยอมรับความจริงได้แล้ว และรับรู้ว่าร่างกายของเธอไม่ได้อยู่กับผมอีกต่อไป เธอเป็นเพียงอากาศที่ล่องลอยอยู่ที่ไหนสักแห่ง แต่เชื่อไหม ผมจะรู้สึกว่าเธออยู่ข้างๆ เสมอ เมื่อเห็นสายฝนตกลงมา

“ฉันเสียใจด้วยค่ะ”

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องมันนานมาแล้ว”

“คุณสังเกตหรือเปล่า ว่าฉันต้องใช้หูข้างเดียว”

ผมไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ ถึงแม้ว่าเธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว แต่มันก็ทำให้ผมขนลุก ผู้หญิงคนนี้มีพลังเหลือเกิน

 

“หูซ้ายฉันใช้การไม่ได้เมื่อสองปีที่แล้ว วันนั้นฝนตกเหมือนวันนี้ รถที่ฉันนั่งเสียหลักและพลิกคว่ำบนมอเตอร์เวย์ นั่นทำให้ระบบการรับฟังด้านซ้ายสูญเสีย ตอนแรกฉันรู้สึกแปลกๆ เมื่อไม่ได้ยินเสียงชัดเจนเหมือนเคย ต้องคอยตะแคงหูฟังตลอดเวลา แต่ฉันก็ได้เรียนรู้นะคะ ว่าฉันสามารถอยู่บนโลกใบนี้ได้แม้ได้ยินเพียงหูข้างเดียว ถึงแม้ว่าหูขวาของฉันจะขาดคู่ก็ตาม ฉันก็จะไม่ปล่อยให้มันหว้าเหว่ เพราะฉะนั้น ในทุกๆ ครั้งที่มีการพูดคุยกับใครสักคน ฉันจะตั้งใจฟัง เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่อาจจะทำได้”

 

ผมนึกถึงคาปูชิโนที่เธอสั่งให้ แล้วหัวใจเหมือนกำลังฝ่อลีบลง สิ่งที่อยู่ภายใต้ใบหน้าเศร้าๆ ของเธอผมพอจะนึกภาพออกได้รางๆ แต่สิ่งที่แจ่มชัดคือความเข้มแข็งที่เธอกำลังหยิบยื่นมาให้ผม เห็นได้ชัดว่าผมอ่อนแอเกินไป และไม่กล้าที่จะเริ่มใหม่กับใครสักคน แม้แลกมาด้วยความรู้สึกดีๆ ก็ตาม

“ทำไมคุณถึงไม่ชอบฤดูฝน ผมไม่เชื่อว่าเพราะความเปียกอย่างเดียว”

เธอถูมืออีกครั้ง จากนั้นกอดอก

“คนที่ขับรถคันนั้นไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล เขาคือคนที่ฉันจะแต่งงานด้วยถ้าไม่ประสบอุบัติเหตุเสียก่อน ในอีกสามวันข้างหน้า…”

เราสองคนนั่งมองฝนที่โรยตัวลงมาอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ฤดูกาลของมันทำหน้าที่ของมันไป มนุษย์อย่างเราๆ ทำได้เพียงเสพซึ่งสิ่งที่พระเจ้าประทานลงมา มันจะสุขหรือเจ็บปวดแค่ไหนมันก็เป็นเพียงฤดูกาลที่เราจะต้องผ่านไปให้ได้

 

ฝนที่ฮิโรชิมาตกหนักเหลือเกิน เม็ดฝนที่นี่ก็ขนาดใหญ่กว่าที่เมืองไทยตั้งเยอะ ผมอาจจะคิดไปเองหรือเป็นเพียงมุมมองในแง่ร้ายก็ได้ เพราะผมเริ่มไม่ชอบฤดูฝนของที่นี่ เพราะที่รู้ๆ คือร่มคันเล็กๆ คันเดียวไม่สามารถเอาฝนที่นี่อยู่ได้เลย

ตอนนี้ผมเริ่มเข้ากับฤดูหนาวได้ดี เพราะมันมีอะไรให้ผมเล่นได้เยอะ ทั้งสกี และอาบน้ำอุ่นในบ่อ แต่หน้าฝนนี่สิ ผมกลับทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง

เกือบปีกว่าแล้วที่ผมตามเมย์มาที่นี่ ไม่รู้อะไรดลใจผมถึงตกหลุมรักเธอในอีกไม่กี่นาทีหลังจากวันที่เราเจอกันครั้งแรก จิตใจที่แข็งแกร่งของเธอ หรือมุมมองการมองโลกในแง่ดี แต่ทั้งสองสิ่งมันคือสิ่งที่ผมชอบเพราะนั่นทำให้ผมคิดอยากจะเริ่มใหม่ ถึงแม้การเริ่มต้นทางรักของผมครั้งนี้จะมาไกลถึงญี่ปุ่นก็ตาม ผมก็ต้องลองเสี่ยง

 

– ฤดูหนาว –

Don`t copy text!