ยินดี

ยินดี

โดย :

นอกเหนือจากนวนิยายและบทความที่ผ่านการเลือกสรรและผ่านกระบวนการบรรณาธิการพิจารณาเป็นอย่างดี ทีมงานอ่านเอายังริเริ่มโปรเจ็กต์ “Anowl Showcase” พื้นที่ใหม่สำหรับคนชอบเขียนขึ้น เพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ที่จะให้เว็บ www.anowl.co ของพวกเราเป็นชุมชนสำหรับคนรักการอ่านและการเขียนทุกคน

*************************

 

ตรงหน้าห้องบอลรูม ในโรงแรมที่โอ่อ่า  ที่ด้านซ้ายมีซุ้มถ่ายภาพที่ประดับไปด้วยม่านสีชมพูอ่อน และดอกไม้สีขาวและสีชมพูแซมๆกันไป และข้างๆก็มีรูปของชายหญิงคู่หนึ่งกำลังยิ้มแย้มให้กันด้วยความรักอัดกรอบตั้งเอาไว้อยู่ข้างๆกับประตูห้องและซุ้ม ใช่แล้วตอนนี้ฉัน กำลังอยู่ในงานแต่งงาน งานที่อบอวลไปด้วยความรัก และความยินดีมีความสุขของคนที่ร่วมงาน แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่รู้จะรู้สึกยังไงดี เพราะว่ามันเป็นงานแต่งของเขา เขาที่ฉันจนป่านนี้ก็ยังไม่ลืม

ฉันเดินมามองรูปตรงข้างซุ้ม หลังจากที่ต้องมายืนโพสท่าถ่ายรูปตรงซุ้มไปแบบแกนๆ ฉันยืนมองรูปนั้นอยู่แบบนิ่งๆเป็นหลายนาทีจนมีเสียงหนึ่งเรียกฉันจากข้างหลัง

“ส้ม…”

ฉันหันกลับมา เห็นผู้หญิงคนนึงในชุดราตรีสีหวาน แบบเดียวกับสาวๆที่โต๊ะเซ็นชื่อทางด้านขวาใส่อยู่ กำลังยิ้มแฉ่งมาทางฉัน ฉันจำได้ทันที เธอคือเพื่อนที่มหาลัยของฉัน แต่ด้วยความที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน ทำให้ฉันลืมชื่อของเธอไปอย่างสิ้นเชิง แต่ฉันก็ยังยิ้มตอบกลับไปให้อยู่ดี แม้จะแอบแปลกใจนิดนึงที่เธอยังจำชื่อฉันได้

“นึกว่าจะไม่มาซะแล้วนะเนี่ย” เธอทักฉันขึ้นด้วยสีหน้า อารมณ์ร่าเริง

“เพื่อนแต่งงานทั้งที ก็ต้องมาสิ”

“ดีใจกับมันเนอะ ได้แต่งงานเป็นคนแรกๆของรุ่นเลย ยังงี้ฉันต้องหาบ้างแล้วมั้ง จะได้ตามเพื่อนทัน”

เธอพูดแล้วหัวเราะออกมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ฉันก็ยิ้ม… แต่ฉันก็แค่ยิ้ม ยิ้มเหมือนพยายามกลบเกลื่อนอะไรสักอย่าง หรือฉันกำลังยิ้มตามมารยาทไปแค่นั้นเอง

“ก็ ก็ดีใจกับมันด้วย”

ฉันพูดคำว่าดีใจออกมา แต่เหมือนพูดออกมาอย่างแผ่วเบาเหลือเกิน จนเหมือนจะดูขาดห้วงไป แต่ฉันก็พยายามทำตัวให้เป็นปกติ สดใส

“งั้นเดี๋ยวฉันขอเข้าไปในงานก่อนนะ ไว้เจอกัน”

ฉันรีบตัดบททันที เมื่อสังเกตว่าเธอจะพูดอะไรออกมาต่อ เมื่อฉันเอ่ยว่าไว้เจอกันใหม่ เธอก็ปิดปากของเธอลง และกล่าวอย่างสั้นๆว่า ไว้เจอกัน

 

ภายในงานเต็มไปด้วยสำหรับแขก ข้างหน้าเป็นเวที มีแผ่นโฟมตัดเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษติดอยู่สวยงามว่า Chawanun Praewa พร้อมด้วยวันที่วันนี้ข้างท้าย งานนี้เป็นจัดเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ให้แขกได้เลือกทาน แต่ฉันไม่สนใจมันสักนิด และเดินตรงเข้าไปนั่งที่โต๊ะสักตัวที่อยู่แถวหลังสุด ดูเหมือนท่าทางงานยังไม่เริ่มเลย ฉันนั่งลงไปที่เก้าอี้ และพร้อมมองไปยังบรรยากาศรอบๆไปพลาง บรรยากาศของงาน ช่างอบอวลไปด้วยความรักจริงๆเลย

“น้องค่ะ ขอไวน์แก้วนึง”

ฉันโบกมือขึ้น และร้องเรียกบริกรเมื่อเห็นบริกรเดินผ่านมาทางโต๊ะที่ฉันกำลังนั่งอยู่ สักพักนึงก็มีแก้วไวน์แก้วนึงมาวางไว้ตรงหน้าของฉัน ฉันยกแก้วขึ้นมาจิบนิดนึงเพื่อให้หายคอแห้ง ก่อนจะวางมันลงไปที่เดิม ในขณะที่ฉันกำลังจับแก้วไวน์อยู่นั้น ตาของฉันก็เหลือบไปมองแหวนที่สวมอยู่ในนิ้วของฉัน ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าฉันสวมมันมาด้วย สงสัยฉันคงติดแล้วมั้ง ที่จะใส่แหวนวงนี้ไปไหนมาไหน ก็มันเป็นแหวนของเขานี่นา

“อ่ะนี่ สุขสันต์วันเกิดนะ มีความสุขมากๆ”

“ให้แหวนมาทำไม ไม่รู้เหรอ นี่มันคนเป็นแฟนกันเขาให้กัน”

“เราเป็นแฟนกันไม่ใช่หรือไง”

 “บ้า!

“บง บ้าอะไร ก็เราเป็นแฟนกันจริงๆไม่ใช่เหรอ”

“แต่ยังไงก็ขอบคุณน้า”

ช่างเป็นความทรงจำที่สวยงามจริงๆ…

ในขณะที่ฉันกำลังจ้องมองแหวน พร้อมคิดอะไรอยู่นั้น ฉันก็สะดุ้งขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงเสียงทักทายของผู้ชายคนนึง ที่มานั่งตรงโต๊ะเดียวกับฉันตอนไหนไม่รู้ทักทายฉัน

“สวัสดีครับ”

“อ๋อ สวัสดีค่ะ”

ฉันพูดแล้วยิ้มให้เขาแบบเก้อๆ ซึ่งเขาดูจะเป็นมิตรดีมาก

“มางานนี้คนเดียวเหรอครับ”

“อ๋อ ใช่ค่ะ มาคนเดียว มายินดีให้กับเพื่อน”

“งั้นเหรอครับ”

ก่อนที่เขาจะพูดอะไรต่อ เขาก็เงียบไป ฉันสังเกตท่าทางนั้นตลอดเวลา สายตาของเขาจ้องไปที่แหวนบนนิ้วฉัน ก่อนที่จะไม่พูดอะไรต่อ เขาแต่ยิ้มให้ ก่อนจะลุกออกไป ฉันต้องขอบคุณแหวนวงนี้ใช่ไหม นี่ช่วยไล่ผู้ชายคนนั้นไปให้

ในขณะนั้นเองก็มีเสียงปรบมือที่กึกก้อง เมื่อฉันหันไปก็เจอเหล่าแขกในงานยืนออกันตรงหน้าประตูทางเข้า และมีสปอร์ตไลต์สาดลงมา เท่านั้น ฉันก็รู้ได้ทันทีแล้วว่าตอนนี้เจ้าบ่าวเจ้าสาวได้เข้าในห้องบอลรูม และงานแต่งงานงานนี้ก็กำลังจะเริ่มแล้ว

ฉันลุกขึ้นและเดินไปในฝูงชนเพื่อจะได้ดูคู่บ่าวสาว พยายามขอทางจากแขกคนอื่นถึงแม้จะยากเหลือเกิน เพื่อเดินไปหน้าสุดเพื่อดูคู่บ่าวสาวที่เดินเข้ามา แต่เหมือนช้าเกินไป เพราะบ่าวสาวเดินเลยไปแล้ว และกำลังจะขึ้นเวที ฉันจึงได้แค่มองด้านหลังของพวกเขา  แต่ถึงจะเห็นแค่ข้างหลัง แต่พวกเขาดูดีกันมากจริงๆ

ในที่สุดงานก็เริ่มขึ้น พร้อมด้วยพรีเซนเทชั่นบอกเล่าความรักของคนทั้งคู่ มันเต็มไปด้วยภาพความหวานชื่นของคู่รัก ที่เสิร์ฟให้คนดูได้อิ่มหนำกับความรักของพวกเขาอย่างเต็มที กระทั่งภาพหนึ่งโผล่ขึ้นมาระหว่างพรีเซนเทชั่น กับรูปที่เขากำลังยิ้มและยื่นมือมาทางกล้อง ฉันจำได้ดีเลยว่านั้นเป็นรูปทีฉันถ่ายให้

และความทรงจำในภาพนั้นก็ฉายขึ้นมาแบบอัตโนมัติในหัวของฉัน

“วันนี้วันอะไร”

“จำไม่ได้เหรอวันนี้อะไร”

“ก็…”

“ก็อะไร ลืมใช่ไหมล่ะ”

“ลืมอะไรไม่ได้ลืมเลยนะ”

“ไม่ได้ลืม แต่ก็ตอบไม่ได้อยู่ดีนั้นแหละ”

“อย่างอนดิ อ่ะๆ วันครบรอบของเราไง ที่พามาเที่ยวเนี่ย ก็แบบนี้ไง เราไม่ค่อยอยู่ด้วยกัน ยุ่งๆทั้งคู่ด้วยช่วงนี้ เลยเคลียร์งานมาเที่ยวด้วยกัน มาไกลๆเลยต่างจังหวัด งั้นไม่งอนแล้วนะ”

“ใครเขางอนล่ะ เปล่างอนซะหน่อย”

“แน่ะ ยิ้มแล้ว”

จนกระทั่งจอพรีเซนเทชั่นดับลง บ่งบอกว่าพรีเซนเทชั่นแห่งความรักนั้นจบลงสักที และพิธีกล่าวเชิญบ่าวสาวขึ้นมาบนเวที พวกเขา ให้บรรดาแขกได้ยลโฉม

“เหมาะกันเนอะ”

“อิจฉาจังเลยอ่ะ”

“เจ้าบ่าวหล่อว่ะแก”

เสียงซุบซิบของคนรอบข้างลอยเข้ามาในหูฉันอย่างอื้ออึง ..เต็มไปหมด ฉันมองไปยังที่บ่าวสาวบนเวที จะว่าไปฉันก็เห็นด้วยกับเขาพวกนะ ทั้งคู่ก็เหมาะสมกันจริงๆนั้นแหละ และเขาดูดีมากในชุดสีขาวนั้น คนที่ยืนข้างๆเขาก็ด้วย พวกเขาเหมาะกันมาก ฉันก็คิดไปแบบนั้น แม้ตอนนี้ฉันไม่รู้ตัวเลยว่ามือของฉันกำลังกำหมัดแน่นอยู่ตลอดที่เห็นเขาสองคนบนเวที ก็ตามทีเถอะ

พิธีการในงานแต่งก็ดำเนินมาถึงตอนสำคัญ ที่ผู้หญิงในงานต่างรอคอย ช่วงเจ้าสาโยนดอกไม้ สาวโสดทั้งหลายก็จะมายืนออกันเพื่อช่อดอกไม้  เพื่อว่าพวกเธออาจโชคดี ได้คนรักและแต่งงานเป็นคนต่อไป และฉันเองก็มายืนตรงนี้ด้วย แต่ว่าฉันไม่ได้อยากได้ช่อดอกไม้หรอกนะ ก็แค่รู้สึกว่าเป็นเวลาที่เหมาะที่ฉันจะได้เข้าใกล้เวทีเพื่อจะได้เห็นเขาชัดๆเป็นครั้งสุดท้าย ก็เท่านั้น

การได้มาเห็นรอยยิ้มของเขาใกล้ๆแบบนี้ มันทำให้ฉันรู้สึกเหมือนย้อนไปวันเก่าๆ ถึงแม้ว่ารอยยิ้มนั้นจะไม่ใช่รอยยิ้มที่มีให้ฉันอีกแล้วก็ตามที พวกเขาดูมีความสุข และรักกันมากจริงๆ สายตาของเขาดูมีความลึกซึ้งเหลือเกิน อาจจะดูลึกซึ้งกว่าตอนที่เราอยู่ด้วยกัน ซะอีก ฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้นอย่างดี เพราะฉันก็เคยมีความรู้สึกนั้นมาก่อน

ตอนนี้ฉันรู้สึกเหมือนคนหายใจไม่ออก รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ไม่รู้มาจากไหนตันอยู่ในอก ทุกอย่างมันตื้อตันไปหมด ความรู้สึกทั้งหลายมันกดดันจนผลักน้ำตาออกมาให้คลอหน่วยที่ดวงตา แต่ฉันพยายามกลั้นทุกอย่าง และทำตัวให้ปกติที่สุด ฉันอยากจะเดินออก แต่ก็เดินออกไม่ได้ ผู้หญิงหลายคนต่างยืนล้อมฉันอยู่ ฉันคิดผิดจริงๆที่อยู่ในงานนี้จนถึงตอนนี้

ในขณะนั้นเอง ฉันก็รู้สึกเหมือนมีอะไรอยู่ที่เท้าของฉัน เมื่อฉันมองลงไป มันคือช่อดอกไม้วางอยู่ นี่เขาโยนช่อดอกไม้กันไปแล้ว ผู้หญิงทุกคนที่วิ่งไปอออยู่ข้างหน้า ต่างมองมาทางฉันเป็นตาเดียว ฉันค่อยๆหยิบมันขึ้นมาด้วยความเก้อเขิน ทุกสายตามองมาที่ฉัน แม้กระทั่งเขาที่มองมายังฉัน ด้วยท่าทีค่อนข้างแปลกใจ และตกใจ แต่ฉันกลับสังเกตได้ว่าสายตาเขาเบนมาที่มือของฉัน เมื่อฉันยกขึ้นมาดู ก็เจอว่าฉันยังใส่แหวนวงนั้นอยู่  ฉันเอามืออีกข้างปิดแหวนเอาไว้ และพยายามฝืนยิ้มให้กับเขาที่อยู่บนเวที

ถึงฉันจะฝืนยิ้ม แต่ในหัวของฉันมันกลับวกไปคิดถึงความทรงจำของเราที่ยังอยู่ด้วยกัน มันเป็นความทรงจำที่สวยงามสำหรับฉัน แต่ตอนนี้ฉันกลับรู้สึกเจ็บปวด ความรู้สึกปวดในอกนี้ ฉันรู้แล้วว่าเพราะอะไร เจ็บปวดเพราะยังไม่สามารถเดินหน้าได้ ทั้งที่เขาเดินไปไกลแล้ว ฉันพยายามรวบกำลังที่มีแล้วหันหลังออกไป

เมื่อหันหลัง ความรู้สึกที่ฉันพยายามกลั้น ก็เหมือนถูกปล่อยออกมาเหมือนเขื่อนที่โดนน้ำซัดพัง ฉันไม่สามารถควบคุม น้ำตาที่ฉันพยายามเก็บกักเอาไว้ไม่ให้ไหล ก็ร่วงพรูลงมาไม่หยุด ยิ่งเดินก็ก็ยิ่งไหล ฉันไม่สนใจแล้วว่าจะมีใครเห็นไหม แค่เดินออกไปให้ไกลจากตรงนี้พอ เมื่อออกมาจากงานได้แล้ว ฉันพยายามเดินไปที่ห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด เมื่อเข้าห้องน้ำมาได้ นอกจากน้ำตาที่ร่วงพรูออกมา ความรู้สึกที่ถูกกดทับเอาไว้ทุกความรู้สึกก็หลุดโพล้ะออกมาเหมือนเขื่อนแตก

คิดผิดจริงๆที่มางานนี้ ฉันคิดแค่ว่าฉันทำใจได้แล้ว และแค่อยากมายินดีให้กับเขา แต่ฉันกลับทำไม่ได้  …ไม่ได้เลย วันนี้มันคือความผิดพลาดจริงๆสำหรับฉัน

และเมื่อฉันมองไปที่แหวน และตัดสินใจถอดมันออกมา ฉันลุกขึ้นจากชักโครกเพื่อเตรียมทิ้งมันลงถังขยะ และฉันจะได้ลืมทุกอย่างได้สนิทใจสักที แต่เมื่อเห็นคำสลักไว้ข้างในแหวน ก็ไม่สามารถทำให้ฉันตัดใจทิ้งมันลงได้

เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่เหมือนเป็นตัวแทนความทรงจำระหว่างฉันกับเขา

เป็นตัวแทนของความรักที่เราเคยมีให้กัน

‘To love of my life From Prae’  

 

– กฤษญาภรณ์ –

 

Don`t copy text!