อรุณรักษ์ บทที่ 17 : นิมิตรัก

อรุณรักษ์ บทที่ 17 : นิมิตรัก

โดย : หนูแดง

อรุณรักษ์ โดย หนูแดง เรื่องราวของ ‘กลิ่นหอม’  สาวสมัยใหม่ที่เฉิดฉายย้ายเข้าบ้านใหม่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง พร้อมกับ ‘ของแถมประจำบ้าน’ เธอจะอยู่ต่อหรือโบกมือลา แล้วเจ้าที่มือใหม่อย่าง ‘ขุนอริญชร์เพียงสวัสดิ์ เกี่ยวพันกับเธอตั้งแต่อดีตชาติยังไงนะ นิยายออนไลน์สนุกๆ ที่ anowl.co มีให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 17 –

หลังจากที่ฝันอย่างนั้นในเมื่อคืนวาน กลิ่นหอมก็ไม่อยากจะฝันต่ออีกเลย เพราะเธอพอจะเดาได้ว่าเธอจะฝันเห็นอะไรต่อ

ฝันเห็นว่าขุนอริญชร์ตายอย่างไร…

นี่ล่ะที่เธอไม่อยากรับรู้แล้ว

ความอยากรู้อยากเห็นทั้งหมดมลายสิ้นเมื่อต้องมารับรู้ว่าคนที่เธอรักตายอย่างไรในชาติก่อน ต่อให้เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เธอก็ไม่อยากจะรับรู้

วันนี้เมื่อตื่นนอน เธอจึงตั้งใจที่จะพูดคุยกับขุนอริญชร์อย่างจริงจัง

เขายังคงนอนข้างๆ เธอดังเดิม ตะแคงข้างมองหน้าหญิงสาว ขณะที่สีหน้าของเธอดูไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไรนัก

‘เป็นอะไรหรือคะ วันนี้หนูดูไม่สดชื่นเลย’

เป็นเขาที่เอ่ยปากถามก่อน สีหน้าของกลิ่นหอมดูไม่ดีจริงๆ เธอดูซีดเซียว อีกทั้งยังดูปริวิตกบางสิ่ง สีหน้าอย่างนั้นทำเอาขุนอริญชร์อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้

“หนูมีเรื่องอยากจะถามพี่น่ะค่ะ”

เธอเปิดปาก เท่านั้นคนฟังก็เลิกคิ้วสูง

‘เรื่องอะไรคะ’

“หนูไม่ขอฝันแล้วได้ไหมคะ”

พูดมาอย่างนี้ ขุนอริญชร์ก็ชะงัก คิ้วที่เลิกสูงอยู่แล้วคาไว้อย่างนั้น

‘ทำไมหรือคะ มีอะไร’

“ไม่มีอะไรค่ะ แค่หนูไม่อยากฝันแล้ว”

กลิ่นหอมยืนยันคำเดิม สีหน้าดูแย่ยิ่งกว่าเดิมเล็กน้อย

ขุนอริญชร์ถอนหายใจ เขาพอจะเดาได้ว่าตคนตรงหน้าคิดอะไรอยู่ แต่ก็ไม่พูดอะไรออกมา และความเงียบของเขาก็ทำให้เธอต้องพูดออกมาแทนเสียเอง

“หนูกลัว”

‘หนูกลัวอะไร’

“กลัวที่ต้องมารับรู้ว่าพี่ตายยังไง”

นี่ล่ะความกลัวของเธอ

แววตาของกลิ่นหอมบ่งบอกชัดเจนว่าเธอกังวลมากเพียงใด หากทว่าขุนอริญชร์กลับแย้มยิ้มออกมา

‘อย่างไรเสีย หนูก็รู้อยู่แล้วว่าพี่ตายไปแล้วและมาเกิดเป็นเทวดา หนูจะรู้สักหน่อยว่าชาติก่อนพี่ตายอย่างไร มันจะเป็นอะไรกัน’

เขาพูดราวกับว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องเล็กๆ โดยลืมนึกถึงใจเธอไปสนิท

เธอรักเขาแล้ว ไม่อยากเห็นเขาต้องตาย แม้ว่าจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องของชาติก่อนก็เถอะ ทว่าการที่เธอต้องมาเห็น ต้องมารับรู้อย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายมากเลยนะ

“หนูไม่อยากเห็นเลย”

เธอครางแผ่ว ทำเอาขุนอริญชร์ต้องดึงร่างบางเข้ามากอด

‘มันเป็นกรรม’ เขาว่า ‘พี่ขอโทษนะที่ทำอะไรดีกว่านี้ไม่ได้’

เขาพูดเรื่องจริง และนั่นก็ทำให้คนฟังสงสัย

“ทำไมถึงทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ให้หนูไม่ต้องฝันต่อ ทำไม่ได้เหรอคะ”

‘ถ้าพี่ทำได้พี่ก็อยากทำ แต่พี่บอกหนูแล้วอย่างไรล่ะคะว่ามันเป็นกรรมของพี่กับหหนู เพราะฉะนั้น กรรมก็ต้องทำหน้าที่ของมัน หนูอย่าคิดมากเลย ปล่อยให้ทุกอย่างมันดำเนินไปเถอะ’

“แต่ว่า…”

‘ถึงพี่จะตาย แต่ตอนนี้พี่ก็อยู่กับหนูแล้วนี่ไง ไม่ต้องคิดมากนะคะ’

สิ้นเสียง ก็จรดจูบแผ่วเบาบนหน้าผากมน

กลิ่นหอมเงียบนิ่ง เธอไม่พูดอะไรต่อ ด้วยรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้น ขุนอริญชร์ทำอะไรไม่ได้ คงจะมีแต่เธอเท่านั้นล่ะที่ต้องทำใจให้เข้มแข็งกว่านี้

ทำใจให้เข้มแข็ง…เพื่อที่จะรับรู้ว่าความทรมานของขุนอริญชร์เป็นอย่างไร

เป็นความรู้สึกที่เธอไม่อยากจะรับรู้เอาเสียเลย

ทว่าเธอก็พูดสิ่งใดต่อไม่ออก ได้แต่ซุกตัวเข้าหาแผงอกอุ่น ปล่อยให้น้ำตาไหลรินออกมาเมื่อขุนอริญชร์บอกให้เธอต้องทำใจรับกรรมอย่างนั้น

“พี่อริญชร์ใจร้ายมากเลยนะคะที่ทำให้หนูเป็นแบบนี้”

เป็นแบบนี้…เป็นแบบไหน?

ขุนอริญชร์ไม่เดาหรอก เขาถือว่ามันเป็นความผิดของเขาตั้งแต่ชาติที่แล้ว ตั้งแต่ที่เขาทำตามสัญญาไม่ได้ กลับมาแต่งงานกับเธอไม่ได้ รวมถึงทำให้เธอต้องระลึกชาติได้เพื่อที่จะอยู่ดูแลเธอ

เขาโทษว่าเป็นความผิดของเขาคนเดียว

กระนั้นก็พูดสิ่งใดไม่ออก ได้แต่กระชับอ้อมกอดมากกว่าเดิมเท่านั้น

‘พี่ขอโทษนะคะ’

และคำขอโทษก็คงจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

กลิ่นหอมร้องไห้ออกมาเป็นสาย โผเข้ากอดแน่นกว่าเดิม

“ใจร้าย…ทำไมต้องให้หนูมารับรู้ด้วย”

‘…’

“ใจร้ายที่สุด”

‘พี่ไม่ได้ตั้งใจจะใจร้าย’

“…”

‘อย่าขุ่นเคืองพี่เลยหนา’

ทำอะไรไม่ได้ก็ได้แต่วิงวอน หญิงสาวไม่พูดอะไร ซับน้ำตากับแผงอกของคนตรงหน้า ก่อนที่จะปล่อยให้ความเงียบงันเข้าครอบงำอย่างนั้นจนกระทั่งเวลาผ่านล่วงเลยไปเนิ่นนาน

ความฝันเป็นการบอกเล่าเรื่องราวในอดีตที่กลิ่นหอมมิอาจเลี่ยง เธอแทบไม่อยากเข้านอนเลยเพราะกลัวว่าจะได้พบกับเรื่องที่ไม่สามารถรับมือได้ แต่ร่างกายของเธอก็ไม่ได้อึดถึงขนาดที่จะอดนอนหลายๆ วันได้ ต่อให้เธอตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนัก เพื่อที่จะลืมเรื่องในอดีตชาติ ถึงจะลืมได้ไม่หมด แต่ก็ขอพักสมอง ไม่คิดเรื่องนั้นสักพักก็ยังดี

ซึ่งการทำงานก็ได้ผล มันช่วยให้หยุดคิดไปได้บ้าง ทว่าการที่ได้เห็นใบหน้าของขุนอริญชร์ที่อยู่เคียงข้างเธอตลอดเวลา ก็ยอมรับว่ารบกวนการทำงานของเธอเหมือนกัน เพราะพอเห็นหน้าเขาทีไร เธอก็อดไม่ได้ที่จะสงสารเขาทุกที

และสงสารที่สุดก็คือตัวเธอนี่ล่ะ อดนอนมาเป็นวันแล้ว เห็นทีคงจะอดนอนต่อไปไม่ไหวแล้วล่ะ

‘กลิ่นหอม พี่ว่าถ้าหนูไม่ไหว ก็หยุดทำงานแล้วพักผ่อนก่อนเถิดค่ะ’

แม้แต่ขุนอริญชร์ก็ยังเป็นห่วง เธอนั่งอยู่หน้าจอโน้ตบุ๊กตัวเก่งมาหลายชั่วโมงติดกันแล้ว ขืนฝืนไปมากกว่านี้ ก็เกรงว่าเธอจะไม่สบายเอาได้ง่ายๆ

หากทว่ากลิ่นหอมกลับส่ายหน้า มือที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนแป้นพิมพ์ชะงักไปเล็กน้อย

“ไม่เอาค่ะ”

‘ทำไมล่ะคะ’

“เพราะถ้าหนูหยุดทำงาน หนูก็จะหลับ”

‘แล้วหลับมันไม่ดีตรงไหน เป็นมนุษย์ ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนสิถึงจะถูก’

ก็นั่นล่ะ เหตุผลที่เธอไม่อยากหลับล่ะ

“ถ้าหนูหลับ หนูก็จะฝัน”

เธอบอกออกมาตามตรง

“พอฝันแล้ว หนูก็จะเห็นพี่ตาย”

‘กลิ่นหอม…’

“หนูไม่อยากเห็น”

ขุนอริญชร์เม้มริมฝีปาก เธอยังคงยืนยันคำเดิมหนักแน่น แล้วอย่างนี้เขาจะทำอะไรได้

‘แต่อย่างไรเสีย หนูก็ต้องนอน นอนสักหน่อยก็ยังดี’

ก็คงได้แต่เปราะกระมัง

กลิ่นหอมส่ายหน้าพรืดอีกที ทำให้ขุนอริญชร์ต้องดุ

‘อย่าดื้อกับพี่นะ รู้ใช่ไหมว่าพี่ทำให้หนูหลับได้’

อิทธิฤทธิ์ก็มี เรื่องแค่นี้ไม่ยากสำหรับเขาหรอก และกลิ่นหอมเองก็รู้ ได้ยินเขาพูดอย่างนี้ก็อดไม่ได้ที่จะมุ่ยหน้า

“พี่อริญชร์จะบังคับหนูเหรอ”

‘ถ้ามันจำเป็น พี่ก็จะทำ’

เป็นกลิ่นหอมที่ศิโรราบ เธอรู้ว่าสู้เขาไม่ได้

เอาเถอะ นอนก็นอน ร่างกายเธอก็อ่อนล้าจนแทบฝืนทนไม่ให้เปลือกตาปิดไม่ไหวแล้วเหมือนกัน

“ก็ได้ค่ะ หนูยอมแพ้แล้ว นอนก็ได้”

หญิงสาวว่าพลางเอื้อมมือไปปิดฝาพับโน้ตบุ๊ก แต่เธอไม่ลุกจากโซฟาที่นั่งอยู่ กลับเอนตัวลงนอนราบลงมา และใช้ศีรษะหนุนตักของขุนอริญชร์โดยไม่ได้ขออนุญาตก่อน

ขุนอริญชร์เห็นเธอทำอย่างนั้นก็หัวเราะ มือหยาบกร้านลูบเส้นผมนุ่ม พลางถาม

‘นอนแบบนี้ถนัดหรือคะ’

ถนัดไม่ถนัดก็ช่างมันเถอะ เธออยากนอนหนุนตักเขาอย่างนี้นี่นา

“หนูอยากนอนแบบนี้ พี่อย่าบังคับหนูนะ”

เรื่องนี้เขาไม่บังคับหรอก เขาเองก็ชอบให้กลิ่นหอมมาออเซาะออดอ้อนเหมือนกัน

‘ไม่บังคับค่ะ นอนเสียนะ’

เขาลูบเรือนผมนุ่มอย่างเบามือ เพลิดเพลินไปกับการกล่อมหญิงสาวให้หลับเสียแล้ว ก่อนจะโน้มใบหน้าลงไปจูบจรดที่หน้าผากมนเมื่อเธอหลับตาพริ้ม

‘ขอให้หนูฝันดีนะคะ’

เขาอวยพรทั้งที่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะฝันถึงอะไร กลิ่นหอมระบายลมหายใจออกมา ก่อนจะว่า

“ถ้าเป็นฝันร้ายล่ะก็ หนูงอนพี่แน่”

คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะของขุนอริญชร์ออกมา เขาไม่พูดอะไร ได้แต่ปล่อยให้หญิงสาวนอนหลับตาอยู่อย่างนั้น ไม่นานนัก เธอก็เข้าสู่ห้วงนิทรารมย์

ฝันดีอย่างนั้นหรือ?

ไม่หรอก เธอไม่ได้ฝันดีแน่

แต่หลังจากตื่นนอน นั่นล่ะฝันร้ายถึงจะกลายเป็นดีเมื่อเห็นว่าเขาอยู่ข้างๆ ไม่ไปไหน

ขอให้ผ่านไปให้ได้…แม่กลิ่นหอมของพี่

 

เมื่อถึงกาลศึก เหล่าทหารกล้าก็ต้องไปออกรบ

เพราะกรุงศรีอโยธยารู้ตัวช้าว่าพม่ายกทัพมาหมายจะทำให้ปราชัย ทำให้ไม่มีเวลาที่จะต้อนผู้คนเข้าพระนครดังคราวก่อนๆ สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงเห็นว่าจะคอยต่อสู้อยู่ในกรุงอาจจะไม่เป็นผลดี จึงเสด็จยกกองทัพหลวงออกกับสมเด็จพระเอกาทศรถเพื่อไปประจันหน้ากับพม่า

แต่ระหว่างนั้น ทางกองทัพก็ต้องการเสบียง

ขุนอริญชร์และขุนจันทร์นิกรได้รับมอบหมายหน้าที่ร่วมกับพระยาผู้หนึ่งให้ไปคุมไพร่พลเก็บเกี่ยวข้าว

เรื่องนี้หาใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลาให้สั้นเท่านั้น ด้วยเกรงว่าระหว่างที่กำลังควบคุมไพร่พลอยู่นั้น พวกพม่ารามัญจะส่งกองทัพโจรมาปล้นแย่งชิงข้าวไป

และนั่นคือสิ่งที่พระยาและเหล่าขุนหวาดเกรงมากที่สุด

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเร่งรีบ เสียงของขุนอริญชร์ตะโกนดังลั่นเป็นเชิงให้ไพร่พลรีบเร่งมือกัน

“อย่ามัวชักช้า รีบเกี่ยวเร็วเข้า ประเดี๋ยวพวกพม่ารามัญมาจะเสียการ!”

ว่าพลางควบม้าดูสถานการณ์ไปด้วย ใกล้กันนั้นมีขุนจันทร์นิกรคอยดูแลไพร่พลอีกแรงหนึ่งอยู่ไม่ห่าง

“ข้าว่าวันนี้ก็ไม่น่าจะเสร็จทันการหรอก ขุนอริญชร์”

แล้วก็อดไม่ได้ที่จะพูดเมื่อเห็นว่านาข้าวที่รอการเก็บเกี่ยว ยังมีอีกหลายแปลงที่ยังเก็บเกี่ยวไม่สิ้น

ขุนอริญชร์เห็นดีด้วย แต่ทว่า…

“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้เสร็จวันนี้ มิเช่นนั้น ข้ากับเอ็งได้หัวขาดแน่”

เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่น่าหวาดเกรงกว่าพม่ารามัญไม่น้อย ทหารที่ทำหน้าที่ไม่สำเร็จล้วนแล้วต้องอาญาแผ่นดิน

ขุนจันทร์นิกรถอนหายใจ เขากังวลใจเหมือนกัน ทำเอาขุนอริญชร์ที่มองอยู่ต้องเอ่ยปากถาม

“เป็นกระไร เอ็งกลัวถูกฟันคอริบเรือนรึ”

“หาใช่เช่นนั้น” ขุนจันทร์นิกรว่าเสียงขุ่น “ข้าเกรงว่าพม่ารามัญมันจะมาเสียมากกว่า เมื่อนั้นจะเสียการเอาได้”

สิ่งที่ขุนอริญชร์กลัวก็คืออย่างเดียวกัน เขาเป็นทหารหาญ ไม่กลัวตายหรอก กลัวก็เพียงแต่ทำภารกิจไม่สำเร็จเท่านั้น

“อย่าคิดสิ่งใดมาก ทำหน้าที่ให้ดีที่สุดก็พอ”

ขุนอริญชร์ปลอบใจสหาย ทั้งๆ ที่เขาเองก็หวั่นเกรงเหมือนกัน

และเหมือนความหวั่นเกรงนั้นจะอุบัติขึ้นมาในอีกไม่กี่เพลาให้หลังเมื่อจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงของใครบางคนตะโกนขึ้นมา

“พวกพม่ารามัญมันบุกมาแล้ว!”

“อ๊าก!”

ไม่เพียงแต่เสียงตะโกน ยังมีเสียงหวีดร้องของบรรดาไพร่พลและพลเรือน มิหนำซ้ำยังมีเสียงร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด ครั้นหันไปดูก็พบว่าเป็นเสียงของใครหลายคนที่ถูกลูกธนูปักตามร่างกาย

พวกเขาถูกซุ่มโจมตี!

“ถอย! พวกเราถอย!”

พระยาผู้ที่นำทัพมาดูแลการเกี่ยวข้าวตะโกนบอกกับทุกคนลั่น พลันเหล่าทหารขุนนางก็ร้องบอกต่อๆ กัน ไม่เว้นแม้แต่ขุนอริญชร์และขุนจันทร์นิกรที่ดึงดาบออกจากฝักที่สะพายอยู่ทางด้านหลัง พลางตะโกนให้วุ่นไปหมด

“ถอย! รีบไป!”

“อย่าทิ้งข้าวไว้ เอาไปด้วย!”

ณ เพลานั้นช่างวุ่นวายอุตลุดยิ่งนัก บรรดาไพร่พลที่มีสติทำตามคำสั่งอย่างร้อนรน ก่อนที่ทั้งหมดจะต้องตะลึงงันเมื่อพบว่าพวกพม่ารามัญที่บุกมาปล้นชิงเสบียงในคราวนี้มีจำนวนมากกว่าอยู่หลายเท่าตัว

นี่น่ะหรือทหารกองโจร มากมายถึงเพียงนี้แล้วจะต้านทานไว้ได้อย่างไร

เป็นคำถามที่ทุกชีวิตกังวลนัก โดยเฉพาะเมื่ออีกไม่กี่อึดใจหนึ่ง พวกเขาก็ถูกล้อมด้วยพวกข้าศึก

ไร้ซึ่งทางหนีแล้ว!

“จะเอาอย่างไรกันดีท่าน พวกมันล้อมไว้อย่างนี้ เห็นทีคงถูกชิงเสบียงไปแน่”

ขุนจันทร์นิกรที่ถอยร่นไปรวมตัวกับเหล่าทหารขุนนางคนอื่นๆ ร้องถาม ขุนอริญชร์เหลือบมอง ขณะที่พระยาผู้นำทัพขมวดคิ้วมุ่น

“เห็นทีคงจะต้องตีฝ่าวงล้อมออกไป”

“แต่พวกมันมีมากมายถึงเพียงนี้ ต่อให้ฝ่าออกไปได้ แต่เสบียงคงมิอาจเอาไปได้ด้วยแน่”

ขุนอริญชร์ว่า และก็ดูท่าทางจะเป็นเช่นนั้น กระนั้นพวกเขาก็ไม่มีทางเลือก

“หากเป็นเช่นนั้น อย่างไรเสียก็ต้องตายอยู่แล้ว ไม่ตายเพราะพวกพม่า ก็ต้องตายเพราะถูกฟันคอริบเรือน ข้าเลือกถูกฟันคอริบเรือนดีกว่าตายอยู่ใต้ฝ่าเท้าพวกพม่รารามัญ”

ท่านพระยาว่า เรียกกำลังใจให้กับเหล่าทหารหาญเป็นอย่างมาก

หากทว่าขุนอริญชร์กลับไม่คิดเช่นนั้น ไม่ว่าจะตายอย่างไร เขาก็มิยอมตายหรอก

ไม่ยอม…

ไม่ยอมแน่ๆ!

เขาจะไม่ยอมให้ภารกิจครั้งนี้ผิดพลาด!

“กระผมไม่ยอมตายหรอกขอรับใต้เท้า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาเสบียงออกจากวงล้อมนี้ไปด้วยให้ได้”

เท่านั้นเขาก็ว่าขึ้นมา ท่านพระยาหันมองใบหน้าคร้ามคมที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ก่อนที่เขาจะพ่นลมหายใจเต็มแรง

“ดี ในเมื่อใต้เท้ามั่นใจเพียงนี้ เราก็จะรอดไปด้วยกัน!” พลันก็หันไปหาขุนจันทร์นิกร “ประเดี๋ยวท่านควบคุมพลเรือนให้ขนเสบียงหนีไปทางนั้นกับขุนอริญชร์ พวกข้าที่เหลือจะคุ้มกันให้”

“ขอรับ!”

สองขุนรับคำมั่น ก่อนจะไปช่วยกันต้อนไพร่พลให้มารวมกันเป็นกลุ่มเดียว

พม่รารามัญล้อมไว้หมดแล้วก็จริง แต่เมื่อถูกทหารของกรุงศรีไล่ฆ่าฟันเป็นผักปลาเพื่อให้เปิดทาง พวกข้าศึกก็พากันแตกฮือเป็นวงกว้าง

เมื่อนั้นขุนจันร์นิกรและขุนอริญชร์เห็นว่าสบโอกาส จึงรีบนำไพร่พลหรีออกไปทางด้านนั้นตามที่ได้วางแผนกันไว้เมื่อครู่

ขุนจันทร์นิกรนำไปก่อนเป็นผู้แรก ขณะที่ขุนอริญชร์อยู่คอยก่อนเพื่อระวังท้ายให้

เหล่าไพร่พลพากันขับเกวียนนำเสบียงออกไป ถึงจะทำได้แต่ก็หาได้เป็นไปโดยง่ายนัก ความชักช้านั้นทำให้ขุนอริญชร์ซึ่งคอยระวังหลังอยู่ต้องหัวเสียขึ้นมาน้อยๆ

“ไป! รีบไป! อย่าชักช้า!”

เขาตะโกนก้อง มือก็ฆ่าฟันอริศัตรูที่พุ่งเข้ามาหมายจะสังหารเขาด้วย

ขุนจันทร์นิกรเห็นเพื่อนรั้งรอ ไม่ยอมตามมาสักทีก็เป็นที่กังวลนัก

“ขุนอริญชร์! รีบตามมา เอ็งนั่นล่ะอย่ามัวชักช้า!”

เสียงตะโกนดังแว่วมาให้ได้ยิน ขุนอริญชร์ยังคงรั้งรออยู่เพราะเห็นว่ายังพอมีเวลาให้ไพร่พลได้ขนเสบียงหนีไปมากกว่านี้ โดยหาได้ดูเลยว่าทหารที่ช่วยต้านอริศัตร์ไว้นั้นก็เริ่มจะต้านทานไว้ไม่ไหวแล้ว

“ขุนอริญชร์! รีบไป! ทางนี้จะต้านไว้ไม่ไหวแล้ว!”

เสียงของพระยาดังลอยมาให้ได้ยิน ขุนอริญชร์ส่งเสียงจึ๊ในปากอย่างไม่พอใจ แต่ก็ต้องทำตามเพราะเขามิอาจรั้งรอได้อีกต่อไป

เท่านั้นก็ควบม้าปิดท้ายขบวนตามไป มือกวัดแกว่งดาบ ฆ่าฟันพวกพม่าที่หมายจะมาขัดขวาง แต่เพราะมัวรั้งรอไม่ยอมไปสักที ทำให้แผนการในตอนแรกผิดพลาดไปสักหน่อย แทนที่จะได้หลบหนีอย่างง่ายดาย กลายเป็นว่าเขาถูกเหล่าพม่าล้อมหน้าล้อมหลัง ไล่ฆ่าฟันเขาอุตลุต

ขุนอริญชร์เห็นว่าตนเสียท่าก็พยายามที่จะหลบหนีออกจากวงล้อมของศัตรู

หากแต่…ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด

เมื่อเขาสู้สุดใจเพื่อที่จะมีชีวิตรอดกลับไป คมดาบหนึ่งของอริศัตรูก็พุ่งพรวดเข้ามาที่แผ่นหลังของเขา

ความเจ็บแปลบแล่นพล่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย ขุนอริญชร์กระอักของเหลวสีแดงออกมากองใหญ่ เขาเอี้ยวตัว พยายามที่จะสังหารเจ้าของดาบเล่มนั้น แต่ก็มิอาจทำได้ง่ายเมื่อทหารพม่ารุมล้อมและพากันยกดาบขึ้นแทงร่างกายของเขา

ขุนอริญชร์แทงสวน พอจะสู้กลับไปได้บ้าง ทว่าร่างกายที่บาดเจ็บก็มิอาจสู้ได้อย่างสุดฝีมือ ก่อนที่ความเจ็บปวดนั้นจะทำให้เขามิอาจทรงตัวบนหลังม้าได้ไหว ทำเอาเขาร่วงหล่นลงสู่ปฐพี ท่ามกลางเสียงเฮโลของพวกพม่าที่โห่ร้องไปทั่วทุ่งนาแห่งนั้น

ดวงตาของขุนอริญชร์พร่าเลือนในตอนนี้ ภาพตรงหน้าของเขานั้นมองไม่เห็นเลยว่าผู้ใดรบอยู่กับผู้ใดบ้าง มีแต่ภาพใบหน้าของหญิงสาวอันเป็นที่รักเท่านั้นที่ปรากฎพรายขึ้นมา

เขากำลังจะทำผิดสัญญา…

“มะ…แม่ซ่อนกลิ่น…”

เขาครางเสียงแผ่ว กระอักโลหิตออกมาจนเปรอะเปื้อนใบหน้า

เขาผิดสัญญา…

ทำผิดสัญญาเสียแล้ว…

‘พี่ขอสาบาน…ว่าจะรักและดูแลแม่ซ่อนกลิ่นตลอดไปตราบเท่าชีวิตจะหาไม่ และขอสัญญาว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาแต่งงานกับแม่ซ่อนกลิ่น หากไม่เป็นตามคำสัญญาแล้วไซร้ ต่อให้ตายเป็นผีหรืออย่างไร ก็จะตามติดดูแลและรักแม่ทุกชาติภพไป ขอหลวงพ่อจงเมตตาเป็นพยาน…’

คำสัตย์สาบานที่ได้เคยกล่าวไว้ปรากฏพร่างพรายในหัว เขาพยายามกระเสือกกระสนที่จะมีชีวิตรอดให้ได้ หากแต่มือที่จับดาบอยู่มิอาจจะยกดาบขึ้นได้ไหว ในโสตได้ยินเพียงเสียงของพวกพม่าที่ร้องดังว่า ‘ฆ่าให้ตาย’ ก่อนที่นั่นจะกลายเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขารับรู้ ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะถูกพรากไปตลอดกาลด้วยคมดาบของใครผู้หนึ่ง

สูญสิ้นทั้งชีวิตและถูกพรากวิญญาณ

คำสัตย์สาบานของเขา…มิอาจเป็นจริงได้อีกแล้ว

Don`t copy text!