อรุณรักษ์ บทที่ 18 : บ่วงกรรม

อรุณรักษ์ บทที่ 18 : บ่วงกรรม

โดย : หนูแดง

อรุณรักษ์ โดย หนูแดง เรื่องราวของ ‘กลิ่นหอม’  สาวสมัยใหม่ที่เฉิดฉายย้ายเข้าบ้านใหม่ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง พร้อมกับ ‘ของแถมประจำบ้าน’ เธอจะอยู่ต่อหรือโบกมือลา แล้วเจ้าที่มือใหม่อย่าง ‘ขุนอริญชร์เพียงสวัสดิ์ เกี่ยวพันกับเธอตั้งแต่อดีตชาติยังไงนะ นิยายออนไลน์สนุกๆ ที่ anowl.co มีให้คุณได้อ่านออนไลน์

****************************

– 18 –

ดวงตาของชายหนุ่มเปิดขึ้นมาในความมืดมิด เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองตายไปแล้วหรือยัง เพราะความรู้สึกเจ็บปวดที่พร่างพรายอยู่ทั่วทั้งสรรพางค์กาย บัดนี้ได้อันตรธานหายไปราวกับว่าไม่เคยเกิดขึ้น

เขาดันตัวลุกขึ้นนั่ง มองไปรอบๆ กายเพื่อที่จะสังเกตดูว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนแล้ว

ก่อนหน้านี้เขาอยู่ที่ทุ่งนา คอยดูแลไพร่พลพลเรือนเกี่ยวข้าวและขนเสบียงหนีพวกพม่ารามัญ แต่ตอนนี้เขากลับไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ใด ทุกอย่างมืดมิดไปหมด

มืดเสียจนเขาคิดว่าตัวเองนั้นตาบอดไปแล้ว

เหนือสิ่งอื่นใด เขาไม่คิดว่าตัวเองยังมีชีวิตรอด

ถูกฟันเสียยับเยินขนาดนั้น เขาไม่น่าจะยังมีลมหายใจอยู่

ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะหลังจากที่เขานั่งงุนงงกับบรรยากาศรอบตัวได้ครู่หนึ่ง พลันก็มีแสงสว่างทอประกายขึ้นมาเบื้องหน้า

ขุนอริญชร์ยกแขนขึ้นบังแสงนั้น ก่อนที่จะต้องสะพรึงพร่างไปทั่วร่างเมื่อได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้น

“ขุนอริญชร์เพียงสวัสดิ์ บัดนี้ชะตากรรมของเจ้าได้ขาดแล้ว”

“นะ…นั่นผู้ใดกัน”

เขาถามออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ไม่เคยหวาดเกรงอะไรเช่นนี้มาก่อน และเขาก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดถึงได้หวั่นเกรงเจ้าของน้ำเสียงนี้ขึ้นมา

มันคงเป็นไปด้วยสัญชาตญาณกระมัง?

และทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็ได้คำตอบนั้น

“เราคือท้าวเวสสุวรรณ”

“ท้าวเวสสุวรรณ…”

“ใช่ เรามารับตัวเจ้า เจ้าถึงฆาตแล้ว”

เจ้าของเสียงนั้นย้ำคำมาอีก

ขุนอริญชร์สะพรึงเพริดอยู่ในใจ เขาเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย เชื่อว่าตายแล้วจะต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ แต่ก็หาได้คิดมาก่อนว่าเมื่อความตายมาเยือนแล้ว เขาจะได้พบเจอสิ่งนี้ทันทีที่สิ้นลม

ทว่าสิ่งเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้ขุนอริญชร์สิ้นกังวล เมื่อได้ยินว่าตนเองถึงฆาตแล้ว เขาก็เกิดใจสั่นขึ้นมา

“กระผมถึงฆาตแล้วอย่างนั้นหรือ”

ทวนคำราวกับไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่กังวลสิ่งใดเลย นอกเหนือจากคำสัญญาและสาบานที่ได้ให้ไว้กับหญิงผู้เป็นที่รัก

เขาทำตามคำสัตย์ของตนไม่ได้อย่างนั้นหรือ?

คิดเท่านั้นน้ำตาก็หลั่งไหลออกมาเป็นสาย ก่อนที่มันจะกลายเป็นการปล่อยโฮระลอกใหญ่

ทำไม่ได้

เขาทำไม่ได้แล้ว

“เจ้าเสียใจที่ตายอย่างนั้นหรือ”

การร้องไห้ของเขาทำเอาท้าวเวสสุวรรณต้องเอ่ยปากถาม เท่านั้นขุนหนุ่มก็พยักหน้ารับ

“ขอรับ…”

“เสียใจทำไมกัน”

“เพราะกระผมรักษาสัญญาไม่ได้”

แทนที่จะเสียใจที่ตัวเองถูกฆ่าตาย เขากลับเสียใจด้วยเรื่องนี้

ท้าวเวสสุวรรณรู้อยู่แล้ว ทว่าแสร้งถามไปเช่นนั้นเพื่อดูว่าวิญญาณของชายหนุ่มมีห่วงอะไรอยู่บ้าง

มีเพียงห่วงเดียวเท่านั้น…

ห่วงนั้นมีนามว่าซ่อนกลิ่น…

ไม่ได้ห่วงตนเองเลยว่าจากนี้จะไปใช้กรรมที่ไหน แน่ล่ะ เขาฆ่าคนมามาก ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไปใช้กรรมในนรก แต่ขณะเดียวกัน เขาก็ช่วยเหลือผู้คนไว้มากมายเช่นกัน เมื่อหมดกรรมในนรกแล้ว เขาจะได้ไปอุบัติเป้นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา และนั่นเป็นเหตุที่ทำให้เขาได้พบกับท้าวเวสสุวรรณ

“นั่นเป็นกรรมของเจ้า”

ไร้ซึ่งคำปลอบโยนหรือสิ่งใดๆ ขุนอริญชร์มิอาจยอมรับได้ในกรรมนี้ เขายังคงปล่อยน้ำตาให้ไหลริน ขณะที่ท้าวเวสสุวรรณว่ามาอีก

“เจ้าจะต้องไปใช้กรรมในนรก เมื่อเสร็จสิ้นเมื่อไร จะได้อุบัติเป็นเทวดา ขอให้เจ้าปล่อยวาง อย่าได้เสียใจไป หากได้ทำกรรมร่วมกัน และกรรมนั้นเป็นกรรมดี เจ้าก็จะได้พบพานกับห่วงของเจ้าอีกครั้ง”

นี่นับเป็นคำปลอบโยนได้หรือไม่?

ขุนอริญชร์ไม่แน่ใจนัก แต่พอได้ยินแล้ว เขาก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตา

“ได้พบพานกับแม่ซ่อนกลิ่นอีกครั้งหรือขอรับ?”

“ใช่ หากมีกรรมดีร่วมกัน ก็ย่อมได้พบ”

“แสดงว่ากระผมจะได้พบกับนาง…”

“แต่ก็มีเงื่อนไขอยู่ไม่น้อย”

ได้ยินดังนั้น ขุนอริญชร์ก็เงียบงันไปครู่

“เงื่อนไขกระไรหรือขอรับ”

“เวลาที่ให้กรรมหมุนเวียนมาบรรจบ หากเกิดในชาติใหม่แล้ว เวลาของพวกเจ้าได้ถึงกาลเหมาะสม พวกเจ้าก็จะได้พบพานกันอีกครา”

“แล้วทำอย่างไร เวลาถึงจะมาบรรจบหรือขอรับ”

“ก็สุดแท้แต่บุญกรรมของพวกเจ้า หากเกิดมากันคนละภพละภูมิ บางทีก็มิอาจได้ครองคู่”

ขุนอริญชร์ให้เป็นท้อแท้ยิ่งนัก เขาไม่รู้เลยว่าควรทำอย่างไรเพื่อที่จะให้ตัวเองได้พบพานกับซ่อนกลิ่นอีกครั้ง ยิ่งได้ยินว่า…

“นางทำบุญไว้น้อยกว่าเจ้านัก”

เขาก็ใจไม่ดีขึ้นมา

“หมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ”

“หมายความว่านางอาจจะไม่ได้อุบัติในภูมิเทวดาเช่นเจ้า อาจได้เพียงมนุษย์ภูมิหรือต่ำกว่านั้น”

ถ้าหากว่าไม่ได้พบกันขึ้นมาล่ะ เขาจะทำอย่างไร

ขุนอริญชร์เป็นกังวลเสียยิ่งกว่าเดิม พลันเขาก็พึมพำออกมา

“ทำอย่างไร กระผมถึงจะได้เจอนางอีก”

“ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าอยู่ที่บุญกรรมของพวกเจ้า” ท้าวเวสสุวรรณเอ่ย “แต่กระนั้นก็หาใช่ว่าจะไม่มีทางเลย”

ได้ยินดังนั้น ขุนอริญชร์ก็ยืดตัวขึ้นมาอย่างกระตือรือร้น

“มีทางไหนบ้างหรือขอรับ”

“เจ้าจะยอมไปเป็นพระภูมิเจ้าที่หรือไม่ล่ะ”

ได้ยินอย่างนั้น ขุนอริญชร์ก็ชะงัก

“อย่างไรหรือขอรับ”

“หากเจ้ายินยอมแล้วไซร้ เมื่อเจ้าอุบัติเป็นเทวดา ข้าจะให้เจ้าไปเป็นพระภูมิเจ้าที่ที่เรือนหอของเจ้าที่นอกพระนคร เผื่อว่าบุญกรรมของเจ้าจะทำให้ได้เวียนมาบรรจบกับหญิงอันเป็นที่รักอีกครั้ง”

ได้ยินอย่างนั้น ขุนอริญชร์ก็รีบร้องรับทันควัน

“ได้ขอรับ กระผมจะไปเป็นพระภูมิเจ้าที่ขอรับ”

“แต่จะได้เจอกันอีกหรือไม่ ข้ามิอาจรับประกันได้หนา”

เรื่องนั้นขุนอริญชร์รู้อยู่แล้ว แต่ไม่เป็นไร

ไม่เป็นไรหรอก ไม่ได้เจอก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้เขาได้รอก็พอ

“กระผมยินดีที่จะรอขอรับ”

สิ้นเสียง ท้าวเวสสุวรรณก็ตอบรับออกมา

“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ไปรับกรรมของเจ้าก่อนเถิด เมื่อหมดสิ้นเมื่อไร ข้าจะให้เจ้าไปอุบัติดั่งที่เจ้าต้องการ”

เท่านี้ก็นับว่าเป็นคำมั่นสัญญาระหว่างขุนอริญชร์และท้าวเวสสุวรรณแล้ว

โล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ที่เหลือก็คงขึ้นอยู่กับเวรกับกรรมแล้วล่ะนะ

ฝ่ายของซ่อนกลิ่นนั้น เมื่อหมดศึกก็ถึงได้รู้ว่าคู่หมั้นของตนเองเอาชีวิตไปทิ้งไว้ในสนามรบ นางโศกเศร้าเป็นหนักหนา ถึงขั้นตรอมใจ ข้าวปลาไม่กิน ไม่หลับไม่นอน วันๆ เอาแต่ร้องไห้ไม่เว้นว่าง ทำเอาร่างกายที่อ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้วอ่อนแอลงทุกวันๆ

อ่อนแอเสียจนมิอาจพาตัวเองให้ลุกขึ้นเดินเหินเช่นปกติได้

อาการป่วยของนางเป็นที่กังวลของบิดามารดาเป็นอย่างมาก รวมถึงชมพู่ที่คอยดูแลนางอยู่ด้วย และข่าวการป่วยของนางนั้นก็เข้าหูขุนจันทร์นิกร ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะมาเยี่ยมเยือนอยู่บ่อยครั้ง ด้วยระลึกเอาว่าตัวเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้นางป่วยกระเสาะกระแสะอย่างนี้

เป็นต้นเหตุ…ที่มิอาจช่วยเหลือขุนอริญชร์ให้รอดพ้นจากคมดาบของข้าศึก และเป็นต้นเหตุที่นำข่าวมาบอกกับซ่อนกลิ่นให้ได้รับรู้ว่าต่อจากนี้ งานมงคลสมรสของนางคงจะไม่ได้เกิดขึ้นอีกต่อไปแล้ว

เขาขึ้นเรือนมา ไหว้คหบดีและภรรยาเป็นการทักทาย ก่อนที่จะเอ่ยปากถามหาหญิงสาวด้วยความเป็นห่วง

“แม่ซ่อนกลิ่นเป็นอย่างไรบ้างหรือขอรับ”

“พ่อดูเอาเองเถิด”

ปกติแล้วจะได้รับรู้อาการของนางจากการบอกเล่าของคหบดี หากแต่ครั้งนี้กลับเป็นการบอกให้ไปดูเอาเอง เขาจึงพยักหน้ารับ ขณะที่ภรรยาของคหบดีร้องบอก

“แม่ซ่อนกลิ่นนอนอยู่ที่ชานเรือนน่ะ อาการแย่นัก”

“แย่เพียงใดหรือขอรับ”

“ท่านหมอบอกว่าหมดหนทางจะเยียวยารักษาถ้าหากว่าแม่ซ่อนกลิ่นไม่ให้ความร่วมมือ”

เพียงเท่านั้น ขุนจันทร์นิกรก็ถอนหายใจยาว

นางตรอมใจได้มากถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

เช่นนั้นเขาจะไปดูนางสักหน่อยแล้วกัน

ว่าแล้วเขาก็ยกมือไหว้ผู้ใหญ่ทั้งสอง

“กระผมขออนุญาตเยี่ยมแม่ซ่อนกลิ่นนะขอรับ”

สิ้นเสียง บ่าวผู้หนึ่งก็รีบวิ่งไปบอกกับชมพู่ ทำให้ชมพู่ร้องบอกกับซ่อนกลิ่นซึ่งนอนมองเหม่อเพดานนิ่งๆ แผ่วเบา

“คุณหนูเจ้าคะ ขุนจันทร์มาเยี่ยมเจ้าค่ะ”

ปลายประโยคนั้นดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏกายของชายหนุ่มพอดี ซ่อนกลิ่นเหลือบไปมอง จากนั้นก็พยายามดันตัวขึ้นนั่งโดยมีชมพู่เป็นผู้ช่วยประคอง ก่อนจะพนมมือขึ้นไหว้ ทำให้ขุนจันทร์นิกรรีบทิ้งตัวนั่งลง แล้วยกมือขึ้นโบกน้อยๆ

“นอนลงเถิดแม่ ไม่ต้องฝืนหรอก”

ซ่อนกลิ่นหาได้ทิ้งตัวลงไปนอนเช่นเดิมแต่อย่างใด หากแต่นั่งพับเพียบอยู่เบื้องหน้า รักษากิริยามารยาทอย่างที่สตรีพึงกระทำ

กระนั้นก็สร้างความเป็นห่วงให้กับขุนจันทร์นิกรเหลือเกิน เขาอยากให้เธอนอนลงไปดั่งเดิม แต่ก็พูดสิ่งใดไม่ออก ได้แต่มองสารรูปของคนตรงหน้าด้วยความเวทนา

ตั้งแต่รู้ว่าขุนอริญชร์ตายไปนั้น ซ่อนกลิ่นก็ไม่กินไม่นอน ไม่ดูแลรักษาตัวเองอย่างเคย ได้แต่ตรอมใจเสียจนร่างกายผ่ายผอม ผิวหนังใต้ดวงตาคู่งามนั้นลึกโบ๋ลงไปและมีสีคล้ำคล้ายกับคนป่วยก็ไม่ปาน

แน่ล่ะว่านางป่วย

ป่วยทางใจ จนลามไปถึงทางกาย เห็นเช่นนี้แล้ว ขุนจันทร์นิกรก็อดที่จะพูดขึ้นมาไม่ได้

“แม่ช่างไม่สบายมากนัก รู้ตัวหรือไม่?”

บอกอย่างนี้เพื่อให้ซ่อนกลิ่นได้รู้ตัวและดูแลตัวเองมากขึ้น หากทว่านางทำเพียงคลี่ยิ้มออกมา ดูสิ ริมฝีปากของนางก็แห้งผากซีดเซียว มองอย่างไรก็ป่วยหนักจริงๆ

“ไม่ต้องห่วงหรอกเจ้าค่ะขุนจันทร์ อิฉันไม่เป็นไรมาก เพียงแค่ป่วยตามฤดูเท่านั้น”

นางยังคงว่าราวกับร่างกายของตัวเองนั้นอยู่ยงคงกระพัน และนางก็พูดเช่นนี้ทุกครั้งเมื่อมีคนพูดถึงอาการป่วยของนาง

ขุนจันทร์นิกรรู้เรื่องนี้มาจากผู้หรับผู้ใหญ่แล้ว เขาถอนหายใจยาว อดไม่ได้ที่จะสั่งสอน

“แม่กล่าวอย่างนี้ไม่ดีเลยหนา”

“ไม่ดีอย่างไรหรือเจ้าคะ”

“ไม่ดีตรงที่แม่ไม่สนใจจะดูแลตัวเองอย่างไรเล่า แม่รู้หรือเปล่าว่ากำลังตรอมใจ”

ได้ยินเช่นนั้น ซ่อนกลิ่นก็พูดไม่ออก นางเม้มริมฝีปากไปคำรบหนึ่ง จากนั้นก็ฝืนยิ้มออกมา

“ไม่ได้ตรอมใจใดๆ เลยเจ้าค่ะ”

“อย่าโกหกกันเลย ข้าเป็นผู้ใหญ่กว่า ข้าเห็น ข้ารู้ คนตรอมใจเช่นแม่ ข้าเองก็เห็นมานักต่อนักแล้ว”

“…”

“อย่าปฏิเสธเลยว่าตรอมใจเพราะขุนอริญชร์สหายข้านั้นตายไป แม่ก็รู้ดีว่าทุกอย่างเป็นอย่างไร”

พูดถึงตรงนี้ ดวงตาคู่สวยก็มีน้ำตาคลอหน่วย ซ่อนกลิ่นปกปิดความรู้สึกของตนไว้ไม่ได้แล้ว ปล่อยให้น้ำตาไหลพรากอาบพวงแก้มซูบซีดออกมาเป็นสาย จนทำให้ชมพูต้องรีบคว้าผ้ามาช่วยซับน้ำตา ขณะที่นายของมันเอาแต่สะอึกสะอื้นร่ำไห้โฮ

“อะ…อิฉันตรอมใจจริงๆ เจ้าค่ะ”

แล้วนางก็ต้องยอมรับไปอย่างสัตย์ซื่อ ความรู้สึกนี้มิอาจจะแบกรับได้อีกต่อไปแล้ว

ทำไมกัน ทั้งๆ ที่ขุนอริญชร์ได้ให้คำสัตย์กับนางว่าจะกลับมาแต่งงานด้วย แล้วไฉนถึงได้ละทิ้งคำสัตย์นั้นไป แม้แต่ศพก็มิอาจได้พบเห็น เป็นเช่นนี้แล้วจะไม่ให้นางตรอมใจได้อย่างไรกันเล่า

ขุนจันทร์นิกรเข้าใจลึกซึ้งถึงข้อนี้ดี เขาสูดลมหายใจเข้าปอด พรูออกมาคล้ายกับยากจะพูดเหลือเกิน

“ข้ารู้ว่าแม่ตรอมใจ แต่ข้าขอได้ไหม อย่าทรมานร่างกายตัวเองเช่นนี้”

แต่ก็ต้องพูดจนได้ ใครๆ ต่างก็พูดกันในเรื่องนี้ ไม่มีใครอยากเห็นนางตรอมใจจนตายหรอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…

“นี่ถ้าขุนอริญชร์สหายข้ารู้ว่าแม่ทรมานร่างกายตัวเองเช่นนี้ มันจะทำอย่างไร แม่ไม่รักตัวเองแล้ว แต่มันยังรักแม่อยู่นะ ต่อให้มันกลายเป็นผีเป็นวิญญาณ มันก็ยังรักแม่ อย่าทำเช่นนี้เลยหนาแม่ซ่อนกลิ่น”

เขาเตือนสติ เอาขุนอริญชร์มากล่าวอ้าง นางจะเชื่อหรือไม่นั้นก็สุดแล้วแต่จะคาดคิด

ซ่อนกลิ่นเองก็นั่งนิ่งไป น้ำตาหยุดไหลออกมาอย่างน่าสงสาร นางกลายเป็นหม้ายขันหมาก คิดถึงคนรักจนตรอมใจป่วย ใครพูดสิ่งใดก็ไม่ฟัง ร่างกายที่ไม่แข็งแรงอยู่แล้วก็ยิ่งอ่อนแอหนักขึ้นจนน่ากลัวว่าอีกไม่กี่เพลาคงจะได้ไปเยือนปรโลกหลังจากที่คนรักตาย

หากทว่าดูเหมือนในครั้งนี้ คำพูดของขุนจันทร์นิกรจะทำให้นางฉุกคิดขึ้นมาได้บ้าง

ขุนอริญชร์ไม่อยากเห็นนางเป็นอย่างนี้หรือ?

แน่ล่ะ ก็เขารักนาง รักมากเสียยิ่งกว่าชีวิต เรื่องอะไรที่เขาจะอยากเห็นนางตายกันเล่า

ซ่อนกลิ่นให้เหตุผลกับตัวเอง มือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นปาดน้ำตา

“อิฉันรู้ว่าพี่อริญชร์คงไม่ชอบใจ แต่ให้ทำอย่างไรได้ ก็อิฉันเสียใจ ขุนจันทร์มิเข้าใจหรือ?”

ยังมิวายตัดพ้อ ขุนจันทร์นิกรพยักหน้าน้อยๆ

“เข้าใจ ใครๆ ก็เสียใจกันทั้งนั้น แต่เสียใจก็อย่าให้กระทบกับชีวิต แม่ยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปรู้ไหม อย่าด่วนตายจาก มิเช่นนั้นวิญญาณของขุนอริญชร์จะพานคิดว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้แม่ต้องตาย”

“…”

“อย่าตาย เข้าใจไหม ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าตายเพราะขุนอริญชร์เลย”

ซ่อนกลิ่นไม่พูดอะไรออกมาต่อจากนี้ เธอเอาแต่ร้องไห้เท่านั้น ขุนจันทร์นิกรก็หมดเรื่องคุยด้วยเช่นกัน เพราะเห็นว่านางกำลังเศร้าโศกเสียใจ ดังนั้นจึงไม่พูดสิ่งใดออกไปอีก ได้แต่ขอตัวกลับเท่านั้น

“วันนี้ข้าหมดธุระที่เรือนนี้แล้ว มาเยี่ยมแม่ก็เพราะเป็นห่วง ไว้วันหลังจะมาใหม่”

“ขอบพระคุณขุนจันทร์ที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”

น้ำเสียงสั่นเครือของซ่อนกลิ่นร้องบอก ชมพู่คอยซับน้ำตาให้ไม่ห่าง กระทั่งชายหนุ่มหายลับไปจากสายตา

เมื่อนั้นซ่อนกลิ่นถึงได้ปล่อยโฮออกมาอีกคำรบใหญ่ นางสุดจะกลั้นกับสิ่งที่ได้เจอจริงๆ

อย่าตายอย่างนั้นหรือ?

ขนาดยังหายใจอยู่ นางยังรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นแล้วเลย เป็นเช่นนี้จะบอกว่าไม่ให้นางอย่าตายได้อย่างไรกัน

“คุณหนูเจ้าคะ”

ชมพู่เห็นท่าไม่ดีสักเท่าไรนัก เพราะซ่อนกลิ่นเอาแต่ละล่ำละลักไม่หยุด นางจึงร้องเรียก

ครั้นอีกฝ่ายหันหน้าไปมอง ผ้าเช็ดหน้าก็ถูกยกขึ้นมาซับน้ำตาให้

“อย่าร้องไปเลยเจ้าค่ะคุณหนูของบ่าว อย่าร้องเลยนะเจ้าคะ”

เป็นชมพู่ที่ปลอบประโลม กระนั้นนางก็ร้องออกไปด้วย เพราะสงสารเจ้านายของตนเหลือคณา

“ยะ…อย่าร้องเลยเจ้าค่ะ”

น้ำเสียงของนางก็สั่นเครือ น้ำตาไหลอาบพรากพวงแก้มเหมือนกัน

ซ่อนกลิ่นชำเลืองมอง ยกยิ้มขึ้นมาน้อยๆ หากแต่รอยยิ้มนั้นช่างเป็นรอยยิ้มที่ซีดเซียวนัก

“บอกข้าว่าอย่าร้อง แต่เอ็งร้องไม่หยุดเลยหนา”

น้ำเสียงแผ่วเบาช่างเปี่ยมไปด้วยเมตตา แต่ชมพู่ไม่ต้องการความเมตตาในเพลานี้ นางซับน้ำตาของผู้เป็นนายเสร็จ ก็มาซับน้ำตาตัวเองด้วยหลังมือ

“อิฉันสงสารคุณหนูเจ้าค่ะ”

แล้วนางก็บอกไปตามตรง ซ่อนกลิ่นระบายลมหายใจ ใครต่อใครก็สงสารนาง นางไม่ได้ต้องการให้ใครมาสงสาร นางก็แค่…คิดถึง

คิดถึงคนที่จากไป แม้แต่ศพก็ไม่ได้เห็น เรื่องนี้ช่างน่าอดสูนัก

“ข้าไม่เป็นไรหรอก อีกสักประเดี๋ยวก็คงดีขึ้น”

กลายเป็นว่านายต้องปลอบบ่าวเสียแล้ว ชมพู่ไม่อยากจะขัดคออะไร ได้แต่พยักหน้ารับ

“คุณหนูต้องพักผ่อนให้มากนะเจ้าคะ”

นางบอก ซ่อนกลิ่นส่งเสียงครางดังอืมมาทีหนึ่ง ไม่ได้พูดอะไร ทำให้ชมพู่อยากจะปลอบใจให้มากกว่านี้

“แม้ว่าคุณหนูจะไม่มีขุนอริญชร์คอยดูแลแล้ว แต่อิฉันก็จะดูแลคุณหนูแทน ไม่ว่าคุณหนูจะไปอยู่ชาติภพไหน อิฉันก็จะตามไปรับใช้ ขออย่าได้เป็นห่วงเลยเจ้าค่ะ”

“เอ็งจะตามไปเป็นบ่าวของข้าทุกชาติหรือไร”

น้ำเสียงนั้นติดตลกเล็กน้อย ทว่าชมพู่กลับพยักหน้าอย่างจริงจัง

“เจ้าค่ะ ทุกชาติไป”

คำว่า ‘ทุกชาติไป’ เป็นเสมือนดั่งคำสาบาน กระนั้นซ่อนกลิ่นก็หาได้ใส่ใจ คำสาบานใดๆ นางไม่สนอีกแล้ว เพราะขนาดคนที่ยึดมั่นใจสัจจะอย่างขุนอริญชร์ยังรักษาสัญญาและสาบานไม่ได้เลย แล้วนางจะเอาอะไรกับบ่าวผู้นี้กันเล่า

“ข้าอยากนอนจัง”

ซ่อนกลิ่นเปลี่ยนเรื่อง จากนั้นก็ค่อยๆ เอนกายลงนอนเมื่อชมพู่เข้ามาประคองหมายจะให้นางได้พักผ่อน

หากทว่าในระหว่างที่กำลังเอนกายนั้น จู่ๆ ซ่อนกลิ่นก็ไอออกมาฉับพลัน

“แค่กๆ”

เสียงไอนั้นทำให้ชมพู่ต้องชะงักมือ ก่อนที่จะต้องเบิกตาโพลงเมื่อเห็นว่ามือของซ่อนกลิ่นที่ยกขึ้นป้องปากเต็มไปด้วยคราบเลือด

“นี่มัน…เลือดนี่เจ้าคะ!”

ชมพู่ส่งเสียงสูงด้วยความตกใจ ซ่อนกลิ่นเองก็ตกใจเช่นกัน นางไม่เคยไอออกมาเป็นเลือดอย่างนี้

แต่กว่าจะได้พูดอะไร นางก็ไอออกมาอีกระลอก เลือดนั้นยังคงปะปนออกมากับน้ำลาย ทำให้ชมพู่มิอาจอยู่นิ่งเฉยได้อีกต่อไป รีบร้องบอกเร็วๆ

“ประเดี๋ยวอิฉันจะให้คนไปตามหมอมานะเจ้าคะ”

พลันก็รีบหุนหันออกไปจากตรงนั้น ปล่อยให้ซ่อนกลิ่นมองคราบเลือดในฝ่ามือตัวเองนิ่ง พลันน้ำตาก็ไหลอาบออกมาทั่วใบหน้า

คงอีกไม่นานแล้วล่ะที่นางจะได้ตามคนที่นางรักไป

คงอีกไม่นานแล้ว…

Don`t copy text!