ก่อนฟ้าสาง บทที่ 11 : ผืนดินที่อาศัย

ก่อนฟ้าสาง บทที่ 11 : ผืนดินที่อาศัย

โดย : ม.มธุการี

ก่อนฟ้าสาง นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวโดย ม.มธุการี เมื่อ ‘เจียง’ เลือกพาครอบครัวหนีความเดือดร้อนมาพักพิงยังแผ่นดินไทย แต่แผ่นดินแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยให้กับเขาได้จริงๆ หรือ เจียงยังจะต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมาย อาจจะมีเพียง ‘ใกล้รุ่ง’ หญิงสาวผู้อ่อนโยนคนนั้นที่เป็นความหวังของเขา

ประชาพาเสี่ยกิจเดินสำรวจท้ายไร่ตรงบริเวณที่เขาจะขาย  แปลกใจที่เสี่ยตัดสินใจ จะซื้อเอาไว้เอง  คงเห็นเขากำลังร้อนเงินนั่นเอง

“ผมจะขายแค่สามไร่  แล้วแต่ว่าเสี่ยจะเอาไปทำอะไร  พืชผักที่ปลูกเอาไว้ก็เป็นไร่ผสมผสาน  เสี่ยเองแทบไม่ต้องทำอะไรเลย  ผลได้เมื่อก่อนผมก็เอาเข้าไปขายในตลาด  รายได้ดี  ก็อยู่กันมาได้หลังผมเกษียณ“

“ผมคงไม่ทำอะไรกับมันมากในตอนนี้  แค่อยากปลูกบ้านให้คนงานมาเฝ้าไร่ไปก่อน ก็คนขับรถของผมนั่นแหละ  ตอนนี้ครอบครัวกำลังร้อนที่อยู่“

ประชาชะงักไปแค่ได้ยิน…

“ครูคงไม่ว่าอะไร  เขาเป็นคนดีและผมก็ไว้วางใจเขามาก“ เสี่ยกิจรีบพูดต่อ “ครูมีอะไรก็ใช้ไหว้วานเขาได้  อีกอย่างเขาเองก็อยากมาตั้งรกรากทางนี้“

เป็นคำอธิบายที่ดูจะมากเกินความจำเป็นและประชาก็รีบตอบไป

“ผมไม่มีปัญหาอะไรหรอก  ผมเชื่อเสี่ยนะ  ผมดูแล้วท่าทางเขาก็เป็นคนดี“

“คนดีที่ผ่านเข้ามามันหาไม่ได้ง่ายๆ หรอกนะครู  ยิ่งในยุคสมัยนี้ด้วยนะ  ผมเคยไว้วางใจให้ใครขับรถให้ผมนั่งมั่ง  ขนาดลูกผมยังไม่อยากจะให้มันแตะ  ถ้าไม่ขับเองแล้วผมก็ไม่เคยไว้วางใจใครเลย  บ้านใกล้กันครูก็ไว้วางใจเรียกใช้เขาได้   คิดเสียว่าเด็กของผมก็เหมือนเด็กของครูนั่นแหละ  เจียงเป็นคนดีมากนะ“

“ผมนึกว่าเขาชื่อวิทยา…”

“นั่นแหละ  เขามีชื่อเล่นว่าเจียง…”

เดินคุยกันเรื่อยไปท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย  ประชาโล่งแค่ได้ยินคำยืนยัน จากเสี่ยซ้ำซากเกี่ยวกับตัวบุรุษนั้น  เสี่ยต้องรู้อะไรมากกว่าเขา…

เล่าให้บุตรสาวฟังหลังจากที่เสี่ยกลับไปแล้ว

“เสี่ยแกคงอยากช่วยซื้อเอาไว้เพราะเห็นเราร้อนเงิน  จะสร้างบ้านให้คนขับรถมาเฝ้าไร่ไปก่อน  เห็นเสี่ยว่าเขาเป็นคนดี“

ใกล้รุ่งอึ้ง  เท่ากับว่าพ่อคงเลิกสงสัยเขาไปแล้ว  ในสายตาของหล่อนเขาเป็นคนดีจริงอย่างที่เสี่ยว่า  เงียบๆ และท่าทางไม่ใช่คนอยากจะหาเรื่องใครเลยเสียด้วยซ้ำ  ก็แค่เป็นคนแปลกหน้าเข้ามาในพื้นที่  และแก๊งวายรายเหล่านั้นก็พร้อมจะรุมกันหาเรื่องเขา…

“รุ่งก็ว่าเขาเฉยๆ นะพ่อ  เคยเข้ามาซื้อผักก็เห็นท่าทางเงียบๆ  มีน้องชายอีกคน“

“คือเขามาบ่อย“ พ่อมองหน้าหล่อน

“แค่ไม่กี่ครั้ง  แต่น้องชายมาบ่อย  วัยรุ่นเด็กกว่าพลอีกมั้ง  เงียบๆ ทั้งพี่ทั้งน้อง“

พ่อพยักหน้ารับรู้  อาจจะกำลังคิดหนักเรื่องที่คนแปลกหน้าจะเข้ามาอยู่ที่ไร่  แต่คำยืนยันรับรองจากเสี่ยกิจก็น่าจะพอเพียง  ทำไมหล่อนจะไม่รู้ว่าพ่อนับถือเสี่ยกิจขนาดไหน…

เดินไปดูท้ายไร่ในส่วนที่พ่อจะขาย  มีพืชผักที่ครอบครัวปลูกเอาไว้มานานวันและเก็บไปขาย  ไร่สวยงามชนิดที่คนมาใหม่แทบไม่ต้องทำอะไรกับมันเลย  พ่อว่าเสี่ยจะปลูกบ้านให้คนขับรถกับครอบครัว  เขาอาจจะมีโครงการกั้นรั้วเป็นสัดส่วนของตนเอง  มีทางเดินตัดไปท้ายไร่และเข้าสู่ป่าที่หล่อนเคยออกไปเก็บดอกไม้เป็นประจำ  ก็คงต้องหาทางเดินใหม่ที่ไม่ต้องรุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของเขาอีก…

เดินออกประตูรั้วท้ายไร่และลัดเลาะเข้าป่าโล่ง  ใครจะรู้  มันอาจจะเป็นการผ่านเข้ามาเป็นครั้งสุดท้ายก็ได้…

เดินเก็บดอกไม้ป่าหลากสีที่กระจายตัวเต็มพรึดไปหมด มีเสียงรถแล่นมาจอดตรงท้ายไร่  คงเป็นรถขนไม้ของเสี่ยกิจนั่นเอง จากที่ไกลๆ หล่อนเห็นคนงานขนไม้มากองทับถมกันเอาไว้ในไร่  มีเสียงพูดคุยกันฟังไม่ได้สรรพ  ก่อนที่จะขับรถจากไป โครงการสร้างบ้านของเสี่ยคงจะเริ่มต้นในเร็ววัน…

 

บ้านไม้หลังนั้นเริ่มเป็นรูปเป็นร่างชนิดที่เจียงแทบไม่เชื่อสายตา  เสี่ยเกณฑ์ให้คนงานมาทำทุกวันจนเกือบแล้วเสร็จ  เป็นครั้งแรกที่เขาแวะมาดูหลังเลิกงาน เดินวนรอบบริเวณบ้านกว้าง  มันไม่ใช่เพิงไม้เล็กๆ หลังที่เขาคุ้นชินกับการอยู่อาศัยมาเนิ่นนาน  ข้างบนกางกั้นเอาไว้หลายห้องและมองเห็นได้ชัดเจนแม้จะยังสร้างไม่เสร็จ

แม่กับน้องจะมีห้องส่วนตัวและไม่ต้องนอนรวมกันเหมือนสัตว์ในคอกอีกต่อไปแล้ว  นี่คือบ้านในฝันของเขา  และเสี่ยก็ทำให้มันกลายเป็นจริงขึ้นมาได้ในที่สุด…

ไม่มีเวลาได้สำรวจอะไรมากมายและออกจากที่นั่นเมื่อความมืดโรยตัว  เดินกลับตามเส้นทางเดิมที่เขาเดินผ่านเข้ามา  มันคือป่าละเมาะท้ายไร่ที่มีทางรถผ่าน  เขายังต้องระวังตัวตลอดเวลาตามคำแนะนำของเสี่ยกิจ  อาจจะมีภัยมืดที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันจะเกิดขึ้นกับเขาเมื่อไหร่…

กลับมาทันกินข้าวเย็นที่แม่กับน้องทำเอาไว้รอท่า  พอรู้เรื่องบ้านที่จวนจะเสร็จ ทุกคนก็ตื่นเต้น

“เราจะย้ายได้เมื่อไหร่พี่เจียง“ ลินถามอย่างดีใจ

“คงเร็วๆ นี้  ตอนนี้เสี่ยสั่งคนงานให้เร่งมือ  น่าจะไม่เกินอาทิตย์หน้า“

“ที่กี่ไร่ลูก“

“สามไร่  คนแบ่งขายเป็นครู  ก็บ้านที่เราเคยไปซื้อผักบ่อยๆ“

เจียงไม่เล่ารายละเอียดอะไรมากไปกว่านั้น  แม่จะรู้ไม่ได้เลยที่เขาไปก่อเรื่องร้อนๆ เมื่อไม่นานมานี่  แม่ห่วงเขา  อาจจะมากกว่าที่เขาห่วงตัวเองเสียอีก…

หลังอาหารเจียงเอาเศษข้าวที่เหลือไปให้หมาขี้เรื้อนตัวเดิมกิน  มันคงนั่งรอที่ทางเข้าหน้าบ้านอย่างภักดี  เขายืนมองมันเงียบๆ  มันอาจจะอดตายถ้าเขาย้ายไปจากที่นี่

เขาจะเอามันไปด้วย  หายาทาขี้เรื้อนให้มันเพื่อที่มันจะได้ไม่น่ารังเกียจ ความมีเมตตาในหัวใจของเจียงที่ฝังรากลึกมาช้านาน  ปลูกฝังมาตั้งแต่ครั้งที่เขาฝึกเป็นพระวัดเส้าหลิน  อาจจะเป็นที่มาของความเดือดร้อนนานัปการที่เขาสร้างขึ้นก็ได้  เพราะเขาเป็นคนชอบช่วยเหลือคน…

ไปทำงานวันรุ่งขึ้นก็ได้ยินเสียงเสี่ยกิจกับลูกชายคนโตเถียงกันดังลั่นมาจากห้องส่วนตัวของเสี่ย  มันเป็นเสียงที่เจียงคุ้นชินมาตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานที่นี่  วันไหนไม่มีเสียงทุ่มเถียงกันวันนั้นส่อถึงความผิดปกติ…

“ก็ไหนลื้อว่าจะบวชตั้งแต่อาอี้ตายก็ไม่เคยบวช  กี่ปีเข้าไปแล้ว  รึว่าจะคอยให้อั๊วตายก่อน“

“ก็มันยังไม่อยากจะบวชนี่หว่า  เตี๋ยจะมาบังคับอะไร  ดีแต่บังคับคนนะเตี่ย  ไม่ใช่คนงานเตี่ยนะบอกไว้ก่อน“

“ลื้อมันก็ยังกินเงินเดือนอั๊วอยู่  จะไม่เรียกคนงานแล้วเรียกอะไรกันล่ะวะ  วันๆ ดีแต่กินเหล้ากับเบิกเงินเกินบัญชี  แล้วเงินเมื่อไหร่จะได้คืน  กี่วันเข้าไปแล้ว“

“โธ่เงินไม่กี่บาททวงอยู่ได้ แล้วจะหามาให้ น่ารำคาญชิบหายเลย“

เกรียงเดินโครมครามจากไปและเจียงก็มองตาม  เพราะเขาคือลูกที่ไม่เคยเถียงพ่อแม่แม้สักคำ  พ่อแม่คือสิ่งที่เขาเคารพบูชา  นี่คือสิ่งใหม่ที่เขาเพิ่งจะเจอะเจอ…

เสี่ยเดินถือกระเป๋าเอกสารออกจากห้อง  หน้าตาบูดไม่แพ้กัน  พยักหน้าให้เขาเดินตามออกไปที่รถ

“พาไปศาลหน่อย“

นั่งเงียบกันมานานตลอดเส้นทาง  กว่าเสี่ยจะหลุดปากพูดออกมา

“มีลูกดีมันก็ดีไปนะ  แต่มีลูกเฮงซวยนี่มันช้ำ  หย่ามันก็ไม่ได้เหมือนหย่าเมีย  จะไล่มันไปก็กลัวว่ามันจะไปปล้นเขากิน  ด่ามันมากๆ มันอาจจะส่งคนมาเก็บเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้  เด็กสมัยนี้มันเหลือจะทน“

เจียงรับฟังไปเรื่อยๆ  รู้ว่าเสี่ยต้องการแค่ระบาย

แต่ก็ไม่ใช่…เพราะคำถามที่ตามมา…

“รึเธอคิดยังไง  ฉันควรจะทำยังไงดีกับไอ้ลูกชั่วคนนี้“

เจียงอึกอัก  เพราะเขาไม่มีคำตอบ  ไม่มีเอาเลยก็ว่าได้  เพราะเขาถูกเลี้ยงมาอีกอย่าง  มีประสบการณ์ชีวิตอีกอย่าง…

ในโลกของเขาพ่อแม่ถูกเสมอ…

“เธอไม่เคยเล่าถึงเรื่องครอบครัวให้ฉันฟังมั่งเลย“ เสี่ยพูดต่อไปเรื่อยๆ

“พ่อผมตายได้หลายปีแล้ว  ชีวิตผมมีแค่แม่กับน้อง“ เจียงตอบเรียบๆ แค่นั้น

“คงมากันไกล…“

เจียงนิ่ง  ไม่แน่ใจว่าเขาควรเล่าความจริงทั้งหมดให้เสี่ยรับรู้ดีหรือไม่  ในสิ่งที่เขาสงสัยว่าเสี่ยอาจจะรู้ดีอยู่แล้ว…

“ที่นี่น่าอยู่  น่าตั้งรกราก  อย่างน้อยก็เคยน่าอยู่เอากันอย่างนั้นดีกว่า“ เสี่ยยังคุยต่อเรื่อยไปเหมือนไม่ใส่ใจจะเอาคำตอบแต่อย่างใด

“มันเพิ่งจะมีปัญหาระยะหลังๆ นี่เอง  จนผู้คนย้ายหนีกันไปครึ่งต่อครึ่ง  อันธพาลเริ่มครองเมืองอยู่เหนือกฎหมาย  นายตำรวจใหญ่อย่างผู้การพิสุททำตัวเป็นมือมืดเสียเองจนผู้คนเกรงกลัว มีลูกชายเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลที่มีพ่อถือหาง  พอลูกถูกมือมืดเล่นงาน มันถึงได้เป็นเรื่องใหญ่  จะตามเอาคนทำมาลงโทษให้ได้  เข้าข่ายคนดีเริ่มอยู่ยากยิ่งขึ้นทุกที…”

ส่งเสี่ยที่ศาลและเจียงก็นั่งรอเช่นทุกครั้ง  เป็นครั้งแรกที่เปิดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอ่าน และไม่เจอข่าวคราวที่เกี่ยวกับเขาเอาเลยแม้แต่น้อย  มันช่างเงียบหายไปไม่ต่างอะไร กับคลื่นกระทบฝั่ง…

แต่สำหรับเจียงมันยังเป็นความเงียบที่น่าหวาดระวัง  คำสั่งเตือนไม่ให้เขาออกนอก พื้นที่เป็นสิ่งประกาศชัดเจนว่า  เรื่องของเขามันไม่น่าจะจบลงง่ายๆ…

ไปนั่งกินข้าวกลางวันกับเสี่ยที่ร้านเดิมและเสี่ยก็เอ่ยไปถึงเรื่องบ้าน

“ฉันกำลังเร่งคนงาน  น่าจะสร้างเสร็จเร็วๆ นี้  ก็รีบพาแม่กับน้องเข้าไปอยู่  มันน่าจะปลอดภัยกว่าที่บ้านเก่า  เพื่อนบ้านก็ดี  ช่วยเป็นหูเป็นตาให้กันได้  ครูประชาเขาเป็นคนดีมากนะ  เป็นคนเก่าแก่ของที่นี่  ส่วนที่ดิน ฉันจะรีบจัดการโอนโฉนดให้  ให้ถือว่าเป็นที่ทางของเธอไป  ที่สามไร่เขาก็ปลูกอะไรไว้แล้ว  คงแทบไม่ต้องทำอะไรเลย“

“ผมต้องขอบคุณเสี่ยที่ช่วยเหลือผมมาตลอด ผมจะพยายามหาเงินมาชดใช้ค่าที่“ เจียงยกมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าและฝ่ายนั้นก็โบกมือห้าม

“บอกแล้วว่าฉันชอบช่วยคน  ยิ่งคนดีอย่างเธอด้วยนะ“

เจียงอึ้งไปอึดใจ  ก่อนจะสารภาพ

“เผื่อเสี่ยยังไม่แน่ใจ  ผมคือคนที่เจ้าหน้าที่กำลังตามตัวครับเสี่ย  ผมคือคนที่เข้าไปช่วยลูกครูคนนั้น  จนลูกผู้การเจ็บหนัก“

“ก็มันสมควรไหมล่ะ  เอาเป็นว่าเรารู้กันแค่สองคน  ไอ้แก๊งเดนตายพวกนั้นน่ะ สมควรจะถูกกำจัดให้มันหมดไปเสียที  แผ่นดินจะได้สูงขึ้น  คนในพื้นที่เดือดร้อนเพราะพวกมันมานานมากแล้ว  เร็วๆ นี้มันก็เผาบ้านลูกหนี้นอกระบบจนตายคาบ้านทั้งครอบครัว ดูไปแล้วไม่มีใครทำอะไรกับมันได้จริงๆ  ฉันรู้ว่าเธอเองก็ยอมรับอะไรไม่ได้  ถึงเกิดเรื่องราวขึ้นมา  แต่เธอจะต้องระวังตัวให้มากที่สุด  เพราะมันมีอิทธิพลมืดคุ้มครองมันอยู่อย่าง ที่เห็นๆ  จะมีอันตราย“

เจียงก้มหน้ากินข้าวเงียบ  เขารู้เช่นกันถึงอันตรายที่ว่า  ห่วงก็แต่แม่กับน้อง…

“ในเมื่อมันรู้ว่ามันเอาผิดเธอไม่ได้  มันก็จะเล่นวิธีสกปรกหละ  ให้ระวังตัวเอาไว้ด้วย“

เสี่ยสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย…

 

ประชาได้ยินเสียงตอกไม้สร้างบ้านดังติดต่อกันเป็นอาทิตย์  จนกระทั่งมันเงียบสงบลงในที่สุด เสี่ยคงเร่งสร้างบ้านเพื่อให้คนขับรถมาอยู่และคงเสร็จเรียบร้อยแล้ว

ตัดสินใจเดินออกไปดูตรงท้ายไร่  บ้านไม้ตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น  ดูมั่นคงถาวรเกินกว่าจะเป็นบ้านคนเฝ้าไร่ธรรมดา  เขาเดินสำรวจไปทั่วบริเวณ  บ้านพร้อมสำหรับการเข้ามาพักอาศัย  และเสี่ยคงจะให้คนงานเข้ามาอยู่ในเร็ววัน  นัยว่ามีแม่กับน้องมาอยู่ด้วย  เสี่ยคงไปรู้เห็นถึงความลำบากของครอบครัวนี้และอยากช่วยเหลือ  เช่นเดียวกับที่ อยากช่วยเหลือเขาเรื่องขาดแคลนเงินทอง

เสียงฝีเท้าเดินเรื่อยมาตามทางเดินแคบๆ และเขาก็หันไปมอง  ภรรยานั่นเอง  ฝ่ายนั้นแหงนหน้ามองบ้านไปด้วย

“เขาสร้างเร็วนี่คุณ  ไม่กี่วันเสร็จแล้ว  ไม่เห็นมีใครย้ายเข้ามาอยู่“

“เสี่ยจะให้คนงานมาอยู่  คงย้ายมาเร็วๆ นี้“ ประชาตอบไป

นารีเดินสำรวจรอบบ้าน  อุทานว่า

“เขาสร้างอย่างดีเลยนะ  มีชั้นบนและห้องพักชั้นล่าง  ห้องน้ำห้องท่าเสร็จสรรพ ยังนึกว่าเสี่ยจะมาอยู่เอง“

“ตอนนี้คงให้คนงานพักดูแลไร่ไปก่อน  ความจริงแกคงจะซื้อไว้อย่างนั้นเอง  เพราะอยากช่วยทางเรา“

“แล้วคุณไปพบผู้การมาแล้ว  เขาตกลงว่าไงมั่ง“ นารีถอนใจ

“ก็คงจะเอานายคนนั้นที่ช่วยลูกเรามาลงโทษให้ได้  สร้างหลักฐานพยานเท็จก็เอา“

“ป่านนี้คงหนีไปแล้ว  ใครจะอยู่รอให้จับ  คนดีอยู่ไม่ได้จริงๆ ด้วยบ้านเรานี่  นี่รุ่งจะเอาขนมไปขายที่ตลาดยังไม่อยากจะให้ไป  นักเลงคุมทั้งนั้น  ขายอยู่บ้านเรายังจะปลอดภัยกว่า  แต่เห็นว่าไปเจอเพื่อนเก่าเข้าที่นั่น  คงห้ามไม่อยู่…”

เสียงภรรยาคุยเรื่อยไป  จนเสียงเงียบหายไปในที่สุด  ประชามองตามร่างบอบบางที่เดินลัดเลาะกลับทางเดิม ไม่ได้เล่าให้นารีฟังทั้งหมดถึงเรื่องราวที่เขาไปรู้มา  เพียงแค่นี้ ฝ่ายนั้นก็ห่วงลูกชายคนเล็กเสียจนนอนไม่หลับ…

นารีเดินกลับมาที่ไร่และเห็นใกล้รุ่งกำลังง่วนอยู่กับการตัดใบตอง  แดดยามสายจับดวงหน้านวลผ่องที่มีคิ้วขมวดยุ่ง  พอเห็นแม่ก็บ่นอุบ

“รุ่งยังคิดไม่ตกเลยแม่ว่าจะเอาขนมไปขายที่ตลาดดีมั้ยดี  แต่พิศว่าขายดีมากตอนนี้เพราะเริ่มมีนักท่องเที่ยว  นี่ว่าน่าจะลองไปดูสักวัน อย่างน้อยยังมีพิศเป็นเพื่อน“

“เห็นว่านักเลงที่นั่นมันเยอะนักนี่ลูก  แม่ไม่อยากให้ไปตอนนี้“

“เห็นท่าไม่ดีก็หยุด พิศยังไปขายได้นี่แม่  คงไม่มีอะไรร้ายแรงมั้ง“

“ตามใจสิลูก  ยังไงเอาน้องไปเป็นเพื่อนด้วย“

“พ่อห้ามขาดไม่ให้พลไปไหนตอนนี้“

“คงกลัวน้องจะถูกรุมทำร้ายอีก  รอบนี้คงไม่มีใครกล้าช่วยแล้ว  นายคนนั้นคงเปิด หนีไปไหนต่อไหนแล้วมั้ง  แม่ไม่เห็นเป็นข่าวกันอีกเลย“

“รุ่งว่าป่านนี้คงเลิกตาม  ว่าแต่แม่เห็นบ้านที่เสี่ยสร้างรึยัง“ ใกล้รุ่งเปลี่ยนเรื่องคุย

“สร้างเสร็จแล้วนี่ลูก  แต่ยังไม่เห็นใครย้ายเข้ามา  อีกหน่อยเสี่ยเขาคงกั้นไร่เป็นสัดส่วน“

และหล่อนก็คงต้องหาเส้นทางเข้าป่าเส้นทางใหม่…

ใกล้รุ่งลอบถอนใจยาว  เสียดายที่ของพ่อใจแทบขาด  หล่อนเติบโตมาพร้อมกับมัน  ปลูกผักผลไม้จนงอกงามไปทั่วก็เพราะใจรัก  คนมาอยู่ใหม่จะช่วยดูแลมันได้ดีเหมือนเดิมหรือไม่…

ใบหน้าขาวที่มีแววตาสงบนิ่งผ่านวับเข้ามาในความคิดคำนึง  ความนิ่งสนิทของแววตาช่างเป็นสิ่งโดดเด่นของบุรุษนั้นแม้ขณะที่พบกันครั้งแรก  ไม่ใช่ทีท่าของคนที่ชอบไปมีเรื่องอะไรกับใครเอาเสียเลย  ไม่แปลกใจที่พ่อว่าเขาหลุดพ้นจากข้อหาที่ถูกโจ๋กลุ่มนั้นใส่ความ…

ก็แล้วใครกันที่เข้ามาช่วยน้องชายของหล่อนในวันนั้นถ้าไม่ใช่เขา…



Don`t copy text!