ก่อนฟ้าสาง บทที่ 23 : เผาโหด

ก่อนฟ้าสาง บทที่ 23 : เผาโหด

โดย : ม.มธุการี

ก่อนฟ้าสาง นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวโดย ม.มธุการี เมื่อ ‘เจียง’ เลือกพาครอบครัวหนีความเดือดร้อนมาพักพิงยังแผ่นดินไทย แต่แผ่นดินแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยให้กับเขาได้จริงๆ หรือ เจียงยังจะต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมาย อาจจะมีเพียง ‘ใกล้รุ่ง’ หญิงสาวผู้อ่อนโยนคนนั้นที่เป็นความหวังของเขา

แม่กับลินตื่นตาตื่นใจกับที่อยู่ใหม่ที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม  เตียงสองเตียงหนานุ่ม  มีผ้าคลุมสีชมพูอ่อนเข้าชุดกับผ้าม่านที่เปิดกว้างมองเห็นสวนเขียวขจี

ส่วนห้องพักของเขาตกแต่งเหมือนห้องนักกีฬาเพราะมีโปสเตอร์รูปนักฟุตบอลติดเอาไว้เต็ม  ครูประชาบอกเขาว่าเป็นห้องพักของลูกหลานที่มาเยี่ยมเยียน  ห้องสองห้องบ่งชัดว่าเพิ่งสร้างเสร็จ ต่อจากเรือนใหญ่และมีสัดส่วนของตัวเองแม้กระทั่งห้องน้ำห้องท่า…

เจียงรูดม่านจนสุด  ความเขียวขจีในสวนทำให้หัวใจของเขาสุขสงบอย่างประหลาด แน่ใจว่าเขาจะปลอดภัยที่นี่ อย่างน้อยก็ชั่วขณะหนึ่ง  โลกยังมีคนดีซ่อนเร้นอยู่อย่างเร้นลับ  นอกจากเสี่ยกิจแล้วครูประชาคนนี้ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่พยายามหาทางช่วยเหลือเขามาตลอด

ดีใจที่รู้ข่าวว่าเกรียงปลอดภัยแล้ว  ถ้าเขาไปถึงที่นั่นช้าเพียงนิดเดียวอะไรจะเกิดขึ้น  เสียงหวีดร้องของสตรีนั่นนั่นเองที่ทำให้เขาวิ่งไปถึงที่นั่นจนทันเวลา เกรียงสิ้นใจแล้วเมื่อเขาไปถึง  แต่ก็ยังไม่สายเกินไปสำหรับการเพิ่มต่อพลังชีวิต ให้อีกฝ่ายด้วยวิธีการที่เขาร่ำเรียนมา  มีคำถามในหัวใจของเขาที่ว่าใครเป็นคนสั่งการ  และเพื่ออะไรกัน  คงจะต้นเหตุมาจากการลอบยิงเขากับเสี่ยกิจนั่นเอง…

เกรียงต้องร่วมมือกับหลายคน และอาจจะถูกฆ่าหวังจะปิดปาก  ไม่เคยมีมิตรแท้ใน หมู่โจรฉันใดก็ฉันนั้น…

 

เจียงตื่นแต่เช้ามืดก่อนที่จะเห็นแสงสว่างที่ขอบฟ้า 

บ้านทั้งหลังเงียบเหมือนไม่มีใครอยู่เลย  ย่องออกทางประตูด้านหลังที่มีทางเดินเข้าไปในสวน  เท้าเปล่าเหยียบย่ำลงไปบนหญ้าแห้งที่ชุ่มฉ่ำน้ำค้าง  ไม่มีฝนมาหลายวัน  แต่กระนั้นความชุ่มชื้นก็ยังคงปกคลุมไปทั่วบริเวณ

เจียงสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอด  ไม่เคยผ่อนคลายอย่างแท้จริงมานานมาก  ยามที่ชีวิตต้องหลบหนีระแวดระวังเรื่อยมา  นาทีนี้เขาได้สัมผัสกับความสงบสุขและปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อนเลย…

เดินไปสุดท้ายไร่  เมื่อมีแสงสว่างเรื่อเรืองที่ขอบฟ้า  มากพอที่จะทำให้เขามองเห็นทุกสิ่งรอบกายได้ชัดเจนกว่าเดิม  มีก้อนหินใหญ่เรียงรายกันเป็นที่นั่ง  ล้อมรอบโต๊ะหินอ่อนสีขาวโพลน เจียงทรุดตัวลงนั่งพัก  ทอดสายตามองขุนเขาคดเคี้ยวเหมือนงูเลื้อย  เมื่อวานเกือบ มีการตัดสินใจไปต่อถึงชายแดน  ฟันฝ่าอันตรายรอบตัวไปพร้อมแม่กับน้อง

แม่ป่วยและอ่อนแรงมากเกินไป  ยากลำบากเพราะเขามากเกินไป…

แล้วเขาจะใช้ชีวิตอย่างนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน  ชีวิตที่ไม่เคยยอมจำนนกับคนชั่ว สร้างความลำบากให้กับคนรอบข้าง  เกือบจะได้ชีวิตใหม่ที่เสี่ยให้มา  เกือบเท่านั้น  แล้วก็มีอันเป็นไป…

ใกล้รุ่งตื่นขึ้นมาทำอาหารแต่เช้า  ก่อนอื่นคือข้าวต้มร้อนๆและผัดผักสำหรับสมาชิกใหม่  อาหารเจที่หล่อนไม่ได้ทำบ่อยนัก เพิ่งรู้ว่าที่เคยคิดว่าเป็นน้องชายของเจียง ที่แท้ก็คือน้องสาว  คงมีการปลอมตัวระหว่างเดินทางเพื่อความปลอดภัย รู้จากพ่อว่าเจียงเคยเป็นพระเส้าหลินจากทางตอนเหนือของจีน  ต้องร่อนเร่หนีมาด้วยปัญหาทางการเมือง  ตอนนี้เจ้าหน้าที่ไทยกำลังตามล่าเขาเช่นกัน  หล่อนยังไม่เคยเห็นพ่อช่วยเหลือใครมากเท่านี้มาก่อน…

ทำอาหารเสร็จก็ยกลงไปตั้งโต๊ะในห้องอาหารข้างล่าง  ท่าทางยังไม่มีใครตื่นสักคน ใกล้รุ่งเปิดประตูหลังและดุ่มเดินไปตามเส้นทางแคบๆที่มุ่งตรงสู่ท้ายไร่  แดดสีทองทอแสง สุกอร่ามสะท้อนเงาน้ำค้างวิบวับคล้ายเกร็ดเพชร นี่คือเส้นทางที่หล่อนออกเดินทุกวันเพื่อเก็บผัก  แม่กะจะเปิดแผงขายวันนี้หลังจากปิดมาหลายวัน  โลกภายนอกดูปลอดภัยกว่าเดิมเมื่อไม่มีแก๊งมอเตอร์ไซค์มาเวียนวน เหมือนเมื่อก่อน  พวกมันหายตัวไปอย่างเงียบๆ…

ร่างตะคุ่มที่นั่งผงาดบนโขดหินตรงบริเวณท้ายไร่ทำให้ใกล้รุ่งถึงกับชะงักหยุดเดิน

เจียงนั่นเอง…

เขานั่งหันหลังให้หล่อนและหันหน้าสู้ตะวัน  เห็นได้ชัดว่ากำลังนั่งสมาธิจนไม่สนใจกับทุกสิ่งรอบข้าง  ใกล้รุ่งรีบถอยเท้าเดินกลับ  คงเป็นกิจวัตรประจำวันที่พระอย่างเขาต้องทำ…

แวะเดินเก็บผักใส่ตะกร้าตามรายทาง  แม่จะเปิดแผงวันนี้และคงมีลูกค้าประจำเช่นทุกครั้ง

แม่ออกมาช่วยหล่อนเก็บผัก  เล่าให้ฟังด้วยว่า

“เมื่อกี้แม่ช่วยตรวจความดันแม่ของเจียง  ความดันต่ำน่ากลัว  ท่าทางจะอ่อนแรงมากด้วย  แม่ว่าจะรีบให้น้ำเกลือเอาแรงมาก่อน  กินอาหารอย่างเดียวคงไม่ไหว  แล้วนี่เจียงไปไหนแม่ไม่เห็น“

“นั่งสมาธิอยู่ท้ายไร่  รุ่งผ่านไปเมื่อกี้“

“น่าสงสาร  นี่เขาจะต้องหลบหนีไปอีกนานแค่ไหนกัน  หอบแม่หอบน้องทุลักทุเล พ่อเขาก็ไม่ได้เล่าอะไรมาก  บอกแต่ว่าเราต้องช่วยเขา…”

พ่อชอบช่วยคน…เหตุผลของพ่อคงมีแค่นี้เอง  พ่อไม่เคยแม้กระทั่งจะรู้จักอะไรเขา  และเขาเองก็คงชอบช่วยคนอื่นด้วยเหตุผลเดียวกัน  เขาช่วยพลด้วยเหตุผลง่ายๆแค่นี้เอง  เขาไม่รู้จักอะไรเลยกับน้องชายของหล่อนเสียด้วยซ้ำ…

 

ทะนงมารู้ข่าวที่เกรียงถูกเผาโหดและเขาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นฝีมือของพ่อนั่นเอง

พ่อกะจะฆ่าเกรียงหวังปิดปาก  ลงเอยด้วยการทำไม่สำเร็จ  เกรียงมันจะไม่รู้ทีเดียวหรือว่าอะไรเป็นอะไร  ฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่มีหรือที่มันจะไม่ปูด รีบโทรไปหาพ่อทันทีเพื่อถามถึงเรื่องนี้  และพ่อก็เดือดดาลใส่เขา

“ฉันเก็บมันก็เพื่อแก  ใครคิดว่ามันจะรอดมาได้  ลูกน้องฉันแน่ใจแล้วว่ามันตายก่อนจะโดนเผา“

“ผมซวยแน่พ่อ  มันฟื้นเมื่อไหร่มันซัดทอดผมแน่“

“ฉันจะรีบติดต่อเจ้าหน้าที่  แกเองก็เงียบไว้  แล้วอย่าไปยอมรับสารภาพอะไร เป็นอันขาด“

สั่งลูกชายเสร็จผู้การพิสุทก็รีบติดต่อเจ้าพนักงานทันที  เรื่องมันใกล้ตัวเข้ามาทุกทีแล้ว  ใครคิดว่าลูกน้องของเขาจะทำงานพลาดถึงขนาดนี้…

“จากที่เกิดเหตุเราเห็นรอยเท้าคนไม่ต่ำกว่าห้าหกคน  มีรอยนิ้วมือที่รถบางส่วนที่ยังไม่ไหม้ไฟ  เก็บเข้าแฟ้มเอาไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้ว  เพื่อเทียบกับรอยนิ้วมือและรอยรองเท้าของผู้ต้องสงสัย  ตอนนี้เราเรียกผู้เห็นเหตุการณ์มาสอบปากคำ นายเกรียงคนนี้อยู่ในระหว่างการหลบหนีเพราะเป็นผู้ต้องสงสัยคดีเสี่ยกิจ  คิดว่าเป็นคนบงการอยู่เบื้องหลัง  แต่ที่ถูกเผาโหดนี่น่าจะเป็นการฆ่าปิดปากมากกว่า“

สารวัตรวิชัยนั่งรายงานให้เขาฟังเป็นฉากเป็นตอนและผู้การพิสุทก็รีบขัด

“ผมก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดีว่าลูกจะฆ่าพ่อตัวเองได้  มันมีประเด็นอื่นมั่งมั้ยสารวัตร เพราะไอ้นี่มันก็นักเลงหัวไม้ศัตรูเยอะแยะเต็มไปหมด  หลังๆนี่เห็นว่าไปออกเงินกู้นอกระบบ  น่าจะไปขัดผลประโยชน์นักเลงถิ่นอื่นเลยโดนเล่นเข้าให้“

“ตอนนี้เรากำลังหาหลักฐานเพิ่มเติมครับผู้การ  ถ้าเป็นในแง่นั้นผมแน่ใจว่าท้าย สุดเราจะจับได้ทั้งหมด“

อย่างน้อยเขาก็ยังมีโอกาสได้ซื้อเวลาว่าจะจัดการอย่างไรต่อไป  ทางเดียวที่มองเห็นในตอนนี้คือการหาทางกำจัดไอ้เกรียงโดยเร็วที่สุดก่อนที่มันจะปริปาก…

 

การถูกเผาโหดของเกรียงยังเป็นปริศนาที่ประชายังขบไม่แตก  ในขณะที่ลิลิตดูจะมีคำตอบที่แน่นอน

“ผมว่าไม่มีใครนอกจากผู้การฯ“

“คือคุณคิดว่าผู้การฯเป็นคนทำ“ เขาถามไป

“ไม่ใช่คิด…แต่เชื่อเลยหล่ะว่าไม่มีใคร  เพราะตำรวจกะจับนายเกรียงแน่อยู่แล้ว  ก็เลยกลัวถูกซัดทอดไปถึงลูกชาย  ไอ้นั่นน่ะตัวแสบเลยหละ  คดีเผาบ้านลูกหนี้จนตายยกครัวก็ฝีมือพวกมัน  เผาไอ้เกรียงนี่ก็พวกมันอีก  เพื่อปิดปาก  นี่ขนาดเป็นเพื่อนรักเพื่อนใคร่กันมา“

ไม่มีมิตรแท้ในหมู่โจรฉันใดก็ฉันนั้น…ไม่มีแม้กระทั่งความภักดีในสายเลือด

นี่คือโลกมืดที่กำลังกลืนภาคสว่างที่เขาเคยรู้จักมาเนิ่นนานจนแทบไม่เหลือแสงสว่างใดๆอีก  มันเป็นแก๊งหฤโหดที่อยู่ได้ด้วยความหวาดกลัวของผู้คนรอบข้าง…

เขาถูกเรียกสอบปากคำอีกครั้ง  คราวนี้ผู้การพิสุทเป็นคนสอบเอง

“ทางเราพบรอยเท้าหลายรอยในที่เกิดเหตุ  ที่แน่ๆคือของลูกสาวครูที่เป็นคนเข้าไปเห็นเหตุการณ์  มีคนร้่ายสามคนที่เป็นคนลงมือ  หลบหนีไปด้วยรถกระบะที่ขับตามกันมา ทางเราเก็บรอยเท้าได้แล้วทั้งสามคน  แต่ไม่พบรอยเท้าครูในที่เกิดเหตุ  มีแค่รอยเท้าของใครอีกคนที่ประคองเกรียงเข้าไปในไร่ของครู…”

รอบนี้ผู้การฯมองหน้าเขานิ่งเหมือนจะจับผิด

“ครูคงจะไม่ยืนยันใช่ไหมว่าครูเป็นคนช่วยเกรียงในที่เกิดเหตุ“

ประชาเงียบ  ใครคิดว่ามันจะสืบละเอียดยิบขนาดวัดรอยเท้าคน  ตอบเลี่ยงไปว่า

“นอกจากผมกับลูกแล้วผมก็ไม่เห็นมีใคร“

“เอาเป็นว่าที่ผมถามเพราะมันยังไม่ลงตัวเท่านั้นเองเกี่ยวกับรอยเท้าที่เราไปพบเข้า ตอนนี้เรากำลังติดตามมือสังหารอีกสามคน  ส่วนคนสั่่งการจะเป็นใครเราคงต้องรอจนกว่ารูปคดีจะคลี่คลาย   รายละเอียดปลีกย่อยอาจจะต้องรอจนกว่าเกรียงจะให้การเพิ่มเติมว่า จดจำอะไรได้บ้าง  ที่ผมเชิญครูมาก็เพราะคำให้การของครูมันขัดแย้งกันกับหลักฐานที่ทางเรามี“

“นี่ผมถึงกับจะต้องวิ่งหาทนายอีกรึเปล่าเนี่ยผู้การฯ“

รอบนี้ผู้การฯหัวเราะแปลกๆ

“ครูจะเปลี่ยนตัวเองจากพยานเป็นผู้ต้องหาเพื่ออะไรกัน“

“ก็เพราะผู้การฯทำให้ผมรู้สึกว่าเป็นผู้ต้องหาเสียเอง“

“เอาเป็นว่าผมจะเรียกลูกสาวครูมาสอบปากคำเพิ่มเติมจะดีกว่าจนกว่าเราจะได้ปากคำที่น่าพึงพอใจ  เพราะผมแน่ใจว่าครูไม่ได้บอกอะไรเราทั้งหมด“

ผู้การพิสุทเห็นหน้าอีกฝ่ายก็รู้แล้วว่าเป็นการให้การเท็จตั้งแต่ต้นจนจบ…

ไม่ใช่ครูประชาที่เป็นคนช่วยเหลือเกรียงออกมาจากในรถ  ระยะทางอันยาวนานกว่าจะไปถึงไร่ของฝ่ายนั้นมีใครบางคนประคองเกรียงไปตลอดเส้นทาง  รอยเท้าแต่ละรอยเล่าถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ  อาจจะเป็นไอ้พระเส้าหลินคนนั้นก็ได้ที่มีบทบาทเข้ามาช่วยเหลือเกรียงให้รอดชีวิตมาได้  ลูกน้องเขาสบถสาบานว่าเจ้านั่นมันตายแล้วจริงๆ ก่อนที่จะทำการเผา…

สารวัตรวิชัยมารายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับเจ้านั่นให้เขาฟังอีกครั้ง

“ค่าหัวขึ้นไปเป็นล้านเหรียญแล้วครับผู้การฯ  พระเส้าหลินคนนั้น  ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตาย  ล่าสุดสันนิษฐานว่าจะเดินทางข้ามแดนไปพม่า  มีแม่กับน้องไปด้วย“

สั่งคุมชายแดนให้แน่นหนาในทุกด่านตรวจ  ส่งกำลังปูพรมค้นทุกหมู่บ้านในย่านนั้น

ไม่มีวันที่มันจะหลุดรอดผ่านพ้่นไปได้ไม่ว่ามันจะแน่สักแค่ไหน…

 

งานศพของลูกน้องทั้งห้าคนดูเงียบเหงาและมีแค่ญาติไม่กี่คนที่วัด  เหล่านี้คือลูกน้องที่เขาเลี้ยงมาและต้องมาดับเพราะมือมืด  ทะนงไปในงานแม้พ่อจะห้ามด้วยเหตุผลที่เขาไม่อาจจะเข้าใจ  เท่านั้นยังไม่พอยังสั่งไล่ล่าลูกน้องมือปืนของเขาชนิดไม่ให้ตั้งตัว   พ่อเป็นคนให้ลูกน้องไปเก็บเกรียงอย่างรวดเร็วที่สุดชนิดที่เขาเองก็ไม่คาดฝัน…

ทะนงได้แต่สั่งให้ลูกน้องสามคนกบดานอยู่ที่พม่าและไม่ต้องกลับมาในตอนนี้  รู้ว่าถ้ากลับมาพ่อก็จะเล่นถึงตาย  การฆ่าตัดตอนก่อนที่เรื่องจะมาถึงตัวคือวิธีการที่พ่อจะทำเรื่อยมาด้วยวิธีการที่โหดสุดๆ  มันเป็นความโหดที่เขาเองยังไม่ได้ครึ่ง…

พ่อก้าวมาถึงจุดนี้ก็เพราะพฤติกรรมอย่างนี้เอง  วิธีการที่จะรักษาตำแหน่งและอำนาจของตัวเองเอาไว้ในทุกวิถีทาง  การอุ้มฆ่าจึงเป็นประเพณีที่ทำตามกันมาเรื่อย  สิ่งที่เขากำลังเรียนรู้จากพ่อนั่นเอง…

มอบเงินจำนวนหนึ่งช่วยงานศพจากนั้นก็ออกจากที่นั่น  เสร็จสิ้นภารกิจของการเป็นเจ้านายที่ดี  หนี้สินทั้งหมดถูกล้างด้วยความตาย  มันช่างง่ายดายขนาดนั้น…

ยังไม่รู้ว่าพ่อจะจัดการต่อไปอย่างไรกับเกรียงที่ยังนอนอยู่โรงพยาบาล  นัยว่ายังให้การอะไรไม่ได้  ไอ้เกรียงมันต้องจำลูกน้องของพ่อได้ดีและมันต้องให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  พ่อจะหาทางปิดปากมันยังไง คำพูดของฝ่ายนั้นย่อมมีน้ำหนักและอาจจะพาดพิง มาถึงเขาได้ในที่สุด…

กลับมาถึงบ้านพ่อก็เรียกเขาไปพบในห้องทำงาน  มีมือปืนสองคนคุ้มกันอยู่หน้าห้องแม้จะเป็นบ้านของตนเอง

พ่อยืนอยู่ที่หน้าต่าง  มีลูกกรงเหล็กกางกั้นที่พ่อสั่งทำพิเศษ  พ่อยืนเอามือไพล่หลังและมองเขาด้วยหางตา  ถามห้วนๆว่า

“ไอ้สามคนลูกน้องแก  พวกมันอยู่ไหนตอนนี้“

“เขมรครับ“ ทะนงโกหกเสียงเรียบ

“เอาที่อยู่มาให้หน่อย…”

“ผมไม่รู้แน่  มันกระจัดกระจายกันหนีก็เลยขาดการติดต่อไป“

“ตอนนี้ตำรวจกำลังตามล่าพวกมันอยู่  เราจะต้องเจอมันก่อน  เขาเจอมันเมื่อไหร่ แกจะพังทันที  พลอยให้ลำบากมาถึงฉันด้วย“

ทะนงนิ่ง  เก้าอี้ที่นั่งอยู่เหมือนจะร้อนเป็นไฟ หลุดปากถามไปว่า

“จำเป็นหรือครับพ่อ…”

“ฟังนะ“ พ่อหันมาตวาดเสียงเขียว “แกก่อเรื่องขึ้นมาทำให้ฉันต้องตามล้างตามเช็ด ถ้าแกไม่จัดการกับไอ้สามคนนั่นให้เด็ดขาดแกก็จะโดนโทษหนักในฐานะผู้บงการ  อย่านึกล่ะว่าพวกมันจะไม่พูด  ฉันยังไม่เคยเห็นมือรับจ้างที่ยอมตายคนเดียว  มันไม่มี  ยังไม่เคยปรากฎ  ถ้าแกไม่เก็บพวกมัน  แกนั่นแหละจะเดือดร้อน  ถ้าทำไม่ได้คนของฉันจะไปทำ  เอาที่อยู่มาก็แล้วกัน“

แค่นั้น  ง่ายๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น  พ่อทำได้อย่างไรกัน  เขาชินกับการทำร้าย คนอื่นแต่ไม่ใช่พวกเดียวกันเอง…พวกมันคือลูกน้องที่จงรักภักดี  ความผิดอย่างเดียวคือ ทำทุกสิ่งตามที่เขาสั่ง  ภารกิจที่ล้มเหลวไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีโทษถึงตาย…

 



Don`t copy text!