ก่อนฟ้าสาง บทที่ 7 : บนเส้นด้าย

ก่อนฟ้าสาง บทที่ 7 : บนเส้นด้าย

โดย : ม.มธุการี

ก่อนฟ้าสาง นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวโดย ม.มธุการี เมื่อ ‘เจียง’ เลือกพาครอบครัวหนีความเดือดร้อนมาพักพิงยังแผ่นดินไทย แต่แผ่นดินแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยให้กับเขาได้จริงๆ หรือ เจียงยังจะต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมาย อาจจะมีเพียง ‘ใกล้รุ่ง’ หญิงสาวผู้อ่อนโยนคนนั้นที่เป็นความหวังของเขา

ประชาไม่เคยเครียดอะไรมากเท่านี้หลังจากที่พลเจอคดีความทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดอะไรของตัวเองสักนิด เพราะเขาเชื่อลูก เชื่อทุกคำบอกเล่า พลเป็นฝ่ายถูกรังแกโดยแก๊งนี้มาแต่ไหนแต่ไร สมัยตั้งแต่ยังเรียนอยู่นั่นเลย

นัดกินข้าวเย็นที่บ้านลิลิตเพื่อหาแหล่งระบาย ลิลิตอยู่บ้านคนเดียวและลูกชาย แวะไปหาพลที่บ้าน เป็นโอกาสที่เขาจะได้ระเบิดอะไรต่อมิอะไรออกมาโดย ไม่ต้องออมเสียง

“เพราะลูกตัวเองเจ็บขึ้นมาถึงได้ฟ้องร้องจะเอาความกันให้ได้ นี่ถ้าเกิดลูกผมเป็นอะไรไปมั่งมันจะเป็นความกันอย่างนี้มั้ยเนี่ย…พลมันโดนรังแกมาตลอดเลย มันก็สู้มั่งไม่สู้มั่งมาเรื่อย หัวร้างข้างแตกมาก็บ่อยครั้งแต่ผมก็ไม่เคยฟ้องร้องเป็นเรื่องเป็นราว เมื่อเด็กมันอยากจะตีกันเราจะไปทำอะไรได้ ครั้งนี้บังเอิญมีมือที่สาม…”

“ถึงต้องเอาตัวไอ้นี่มาให้ได้ไง ถ้าไม่ได้ลูกคุณอ่วมแน่ จะเจอข้อหาทำร้ายร่างกายคนอื่นเข้าไปคนเดียวเต็มๆ เพราะเท่าที่ผมรู้มานะ ผู้การพิสุทแกเอาตายแน่ อย่าลืมว่าไอ้สองคนที่เหลือก็เป็นพยานเท็จให้เขาสบายๆ”

“แล้วผมจะไปตามหาที่ไหนกัน ป่านนี้มันคงเปิดหนีไปไหนต่อไหนแล้ว ไม่อยู่ให้โดนจับหรอก ที่สำคัญคือก็ไม่ใช่ความผิดอะไรของเขา ก็แค่อยากทำตัวเป็นพลเมืองดี”

“จะดีจะเลวเดี๋ยวก็รู้ ผมว่าตำรวจควานหาตัวได้แน่ ยิ่งมีใบสั่งด่วนมาอย่างนี้ด้วยแล้วนะ”

ประชาถอนใจยาวอย่างกลัดกลุ้ม กินอะไรไม่ลงได้แต่กินเหล้า พลเมืองดีคนหนึ่งกำลังถูกไล่ล่าเพราะมาช่วยลูกของเขา ต้องมาเจอคดีหนักชนิดที่อาจจะติดคุกหัวโตถ้าถูกจับได้

“คนดีๆ จะต้องมาพลอยซวยเพราะเรื่องแค่นี้หรือเปล่า นี่ผมภาวนานะว่าอย่าให้จับมันได้”

“ลูกคุณก็ซวยไปคนเดียว จะเอาอย่างนั้นหรือ…”

“ก็ไปสู้ความกันในชั้นศาล”

“แพ้เขาอยู่ดีเพราะพยานอะไรก็ไม่มี ติดคุกหัวโตมันคุ้มอยู่หรือ ยังไงก็ตามไอ้คนนี้มาให้ได้ อย่างน้อยได้พยานอีกคนไปสู้กัน เพราะจริงๆ แล้วลูกคุณมันไม่ได้ผิดอะไรเลยนะเท่าที่ฟังๆ ดู”

ไม่ผิดแต่ก็กำลังจะติดกับผู้มีอิทธิพลอย่างผู้การคนนั้นชนิดดิ้นไม่หลุด ประชาเริ่มมองเห็นว่าทั้งขึ้นทั้งล่องถ้าไปถึงศาลลูกเขาจะต้องเข้าคุกลูกเดียวเท่านั้น…

———–

วันนั้นเจียงต้องขับรถพาเสี่ยไปธุระหลายแห่ง แห่งสุดท้ายเขาต้องไปนั่งรอในศาลเป็นชั่วโมง ผู้คนเดินเข้าออกหน้าตาเคร่งเครียด ล้วนแล้วแต่เป็นคู่ความไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง เพิ่งรู้ว่าคนดีอย่างเสี่ยก็ยังมีคดีความ…

เสี่ยเดินคุยกันมากับทนาย หน้าตาเคร่งเครียดกว่าเมื่อตอนขามา พอแยกกับทนาย ก็เดินมาพยักหน้าเรียกเขา

“ไป…กลับ…”

มันเป็นความเงียบที่น่ากลัวในช่วงขากลับ เสี่ยนั่งอยู่ตอนหลังและถอนใจยาวเป็นครั้งคราว เงียบอยู่เป็นนานจึงเริ่มชวนเขาคุย

“ที่ทางแถวนี้รกร้างเยอะแยะ เธอคิดจะมีที่ทางเป็นของตัวเองมั่งมั้ยล่ะ”

“ผมยังไม่แน่ใจว่าจะอยู่อีกนานแค่ไหน”

“อ้าว ทำไม…รึว่าอยากจะกลับไป หมายถึงถิ่นที่เธอจากมา…”

“ผมไม่คิดจะกลับไปอีกเหมือนกัน ก็แค่…อยากไปไหนต่อไหนเรื่อยๆ…”

“ฉันไม่รู้หรอกว่าเธอมีปัญหาอะไรมา แต่ทุกอย่างมีทางออก รึไม่จริง”

“ปัญหาบางอย่างมันก็ใหญ่เกินตัวเรา…”

“เธอถึงต้องหนี…”

“ผมแค่เปลี่ยนทิศทาง…มันคือการสู้อย่างหนึ่ง ถ้าผมยอมจำนนนั่นคือความพ่ายแพ้ ผมจะไม่ยอมจำนนให้กับอะไรง่ายๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเลว”

“ก็ถือว่าเธอคือนักสู้ชีวิตที่ดีนี่นะ”

“ผมแค่ไม่ต้องการอยู่ภายใต้อิทธิพลของคนชั่วเท่านั้นเอง ผมจะสู้ก็กับสิ่งนี้”

กลับมาถึงตอนค่ำและเสี่ยก็จ่ายค่าแรงให้เขาสองเท่าจากที่เคยได้ มันไม่ใช่ค่าแรงขั้นต่ำอีกต่อไปแล้ว เจียงได้อาหารจากแม่ครัวที่เตรียมเอาไว้ให้และเดินกลับบ้าน เริ่มอุ่นใจกับความมั่นคงที่เขาสามารถให้กับแม่และน้อง จะให้แม่รู้ไม่ได้เลยถึงปัญหาส่วนตัวที่เขากำลังเผชิญกับมันอยู่ โชคดีอาจจะอยู่เก็บเงินสักพักก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายมากไปกว่านี้ โลกยังกว้างเสียนักหนาและเขาจะอยูุ่ที่ไหนก็ได้ที่เขาสบายใจ…

มีมอเตอร์ไซค์สามสี่คันจอดซุ่มรออยู่ก่อนแล้วตามรายทาง มีแสงไฟจากบุหรี่สว่างวาบเป็นครั้งคราว ต้องเป็นพวกมันนั่นเอง รอบนี้พากันมาเป็นฝูงตั้งหกเจ็ดตัว คงจะยังไม่เข็ด…

หยุดเดินเมื่อใกล้จะถึงและไอ้คนหนึ่งก็ชี้มือมาที่เขา

“นี่แหละมันละ”

“เดี๋ยวกูจัดการเอง”

“ระวังพี่ แรงแมร่งแยะชิบหาย”

มีเสียงพูดกันเซ็งแซ่ก่อนที่คนหนึ่งจะเดินอาดๆ มาที่เขา แต่ก่อนที่มันจะมาถึงตัว

เจียงก็กระโดดถีบทีเดียวลอยละลิ่วไปชนเพื่อนฝูงล้มระเนระนาด เจียงปราดจะเข้าไปอีก แต่ต้องชะงักเพราะเสียงบีบแตรรถกระชั้นชิด มีรถคันหนึ่งกำลังแล่นผ่านมา ไฟหน้ารถคันนั้นส่องสว่างกราดไปทั่วบริเวณ ไอ้พวกนั้นลุกขึ้นมาได้ก็เผ่นขับมอเตอร์ไซค์ผละจากไปจนฝุ่นฟุ้งกระจาย

ประชาเหยียบเบรกจอดรถเมื่อแก๊งมอเตอร์ไซค์แก๊งนั้นหายวับไปกับตา พวกมันคงมารุมปล้นจี้ชาวบ้านนั่นเอง ชะโงกหน้าไปมองคนข้างทางก็เห็นใบหน้าขาวจัดที่มีคิ้วเข้มตัดเฉียง แน่ใจว่าไม่ใช่ชาวบ้านแถวนี้แน่นอนเพราะเขาจำได้แทบทุกคน

“เอ้า ว่าไง อยู่แถวไหนล่ะนั่น”

“ผมเดินไปอีกนิดเดียวครับ”

“ขึ้นมาเถอะ ทางผ่านพอดี”

ร่างสูงใหญ่ก้าวขึ้นรถจนรถไหวยวบ มีกล่องใส่อาหารมาด้วยเพราะส่งกลิ่นหอมฉุย

“ไอ้พวกนั้น…ต้องระวัง” ประชาออกรถและเอ่ยออกมาลอยๆ “ปล้นจี้กันเป็นประจำย่านนี้”

“ครับ” เป็นคำตอบสั้น

ประชาเหลียวมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง ภาพหนึ่งในแก๊งที่ถูกถีบจนลอยละลิ่วยังติดตา ใครบ้างสามารถถีบได้รุนแรงขนาดนั้น…

“ไม่ใช่คนแถวนี้มั้ง…คุณน่ะ”

“ผมเพิ่งย้ายมา”

“อ้อ ทำงานที่ไหนล่ะ”

“ผมขับรถให้เสี่ยกิจ”

“อ๋อ…” ประชาลากเสียงยาว

มาถึงบ้านเล็กๆ ในป่าไผ่และฝ่ายนั้นก็บอกให้เขาจอด

“อยู่นี่เอง ใกล้ๆ กัน” ประชาว่า รับไหว้อีกฝ่ายหนึ่งก่อนจะออกรถ เขาเหลียวมองร่างสูงใหญ่ที่เดินหายเข้าบริเวณบ้านจนลับไปจากสายตาในที่สุด

ใครกัน…แน่ใจว่าเขาไม่เคยเห็นบุรุษนี้มาก่อนเลย บ้านในสวนไผ่หลังนั้นเดิมเป็นที่อยู่ของคนเฝ้าไร่ที่รู้จักกันดีกับที่บ้าน หลังๆ นี่ก็หายหน้าไปจนไม่เจอกันอีก แต่มีคนใหม่มาอยู่แทน…

ใกล้รุ่งได้ยินเสียงพ่อกลับมาจากข้างนอกและเข้าห้องปิดประตูเงียบ นี่คือเรื่องร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวชนิดที่ไม่เคยเกิดมาก่อน ถึงขั้นพลถูกแจ้งความจนพ่อต้องวิ่งพล่าน ที่ผ่านมาพลเคยอยู่ในสภาพผู้เยาว์และไม่เคยต้องโทษ อย่างดีก็ถูกส่งไปอบรมตามเรื่องตามราวและส่งตัวกลับ ที่สำคัญครั้งนี้มันไม่ใช่ความผิดอะไรของน้องชายสักนิด…

แม่โทร.ถึงหล่อนและถามอย่างร้อนใจไปถึงน้องชาย

“พ่อเราโทรมาบอก มันเกิดอะไรขึ้นน่ะรุ่ง น้องเราไปก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก”

“ไม่ใช่ความผิดของพลหรอกแม่ พ่อไม่ได้บอกหรือ”

“บอก แต่น้องมันเคยไปมีเรื่องมาเรื่อย นี่ถึงขั้นอาจต้องไปศาล จะติดคุกติดตะรางรึเปล่า”

“เจ้าหน้าที่เขากำลังสืบเรื่องนี้อยู่ มันมีคนที่ทำร้ายลูกผู้การแต่ตอนนี้หนีไป รุ่งว่าเขาต้องตามจับได้แน่”

“แม่ว่าจะรีบกลับ เป็นห่วงบ้าน ขอให้จับได้เร็วๆ เถอะ ลูกแม่จะได้พ้นผิด”

แต่จะเป็นเมื่อไหร่…ป่านนี้คงนกรู้หนีไปแล้ว มันเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วท้องที่ ใครจะอยู่ให้จับได้ง่ายๆ ที่สำคัญอิทธิพลของผู้การพิสุทใครมั่งที่ไม่รู้กิตติศัพท์…

———-

เจียงติดตามข่าวคืบหน้าเกี่ยวกับคดีนั้นอย่างใกล้ชิด เริ่มมีการประกาศตกรางวัล ให้กับพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์หรือให้เบาะแสที่เกี่ยวข้องกับตัวเขา…

มันกลายเป็นข่าวใหญ่ครึกโครมและเขาก็กลายเป็นคนมีค่าหัวในฉับพลัน หรือว่า ชีวิตเขาจะต้องหลบหนีอีกครั้ง ต้นเหตุมาจากการอยากเป็นพลเมืองดี…โลกอยู่ยากขึ้นทุกวันจริงอย่างว่า…

มีข่าวโหดเพิ่มมาอีก นั่นคือแก๊งเจ้าหนี้นอกระบบเผาบ้านลูกหนี้ ลูกหนี้หนีไม่ทัน โดนเผาโหดตายยกครัว จริงหรือที่มีความเหี้ยมโหดชนิดนี้เกิดขึ้นบนดินแดนที่เขากำลังคิดว่าสุขสงบอย่างที่สุด เริ่มเป็นห่วงแม่กับน้องที่อยู่กันสองคน ลินมีวิชาป้องกันตัวอยู่บ้างแต่คงเอาตัวรอดยากถ้าต้องเจอกับวัยรุ่นทั้งแก๊ง เรื่องร้อนดูจะรุมเร้าเข้ามาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องใกล้ตัวที่สุด อะไรจะเกิดขึ้นถ้าตำรวจสืบรู้เกี่ยวกับตัวเขา…

มีเสียงทุ่มเถียงกันระหว่างเสี่ยกับลูกชายแว่วมาให้เขาได้ยินอีก ซอกมุมที่นั่งอยู่หน้าห้องทำงานของเสี่ยที่จัดให้เขานั่งพักตอนไม่มีงานทำ มันอยู่ลับหูลับตาและมีหน้าต่างกระจกบานเล็กๆ เพียงบานเดียว จากหน้าต่างเขาสามารถมองทะลุถึงตลาดและร้านค้าที่กุ๊ยพวกนั้นชอบมานั่งซ่องสุมกัน มันคงจะเป็นแก๊งเดียวกับที่ไปเผาบ้านลูกหนี้นั่นเองและไม่ใช่ใครอื่น…

“ลื้อเอาเงินคืนมาไม่ได้เป็นต้องเจอดี กี่ครั้งกี่หนแล้ววะกับไอ้เพื่อนคนนี้” เสียงเสี่ยกิจเกรี้ยวกราดเสียงดัง ตามติดมาด้วยเสียงลูกชายตอบโต้

“รวยจะตายห่าอยู่แล้วยังจะขี้เหนียว”

เสียงเปิดปิดประตูปึงปังตามมาด้วยเสียงย่ำเท้าโครมๆ จากไป เจียงถอนใจลึก เขาคงเสียใจถ้าสักวันเขามีลูกที่โต้เถียงเขาเจ็บแสบอย่างนี้ ชีวิตที่เติบใหญ่และถูกสั่งสอนโดยนักบวชทำให้เขาเทิดทูนพ่อแม่เหนือสิ่งอื่นใด เหนือแม้กระทั่งชีวิตของเขาเอง ความกร้าวกระด้างชนิดนั้นมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน ในชีวิตจิตใจของผู้คน…

เกรียงโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกจากที่นั่น อีกครั้งที่เตี่ยทวงเงินก้อนที่เขาเองก็ยังไม่รู้ว่าจะได้คืนมาเมื่อไหร่แน่ ไอ้ทะนงก็เงียบไปเลย ประกาศชัดว่าโอกาสที่จะได้คืนมามันมองแทบไม่เห็น รีบโทร.ไปถามอีกฝ่าย

“ทำไมแกมันช้านักวะ เตี่ยจะเอาเรื่องกูตายห่าอยู่แล้วนะ”

“ซวยว่ะ ปล่อยเงินกู้ไปทวงไม่ได้ เผาบ้านแมร่งเสือกหนีไม่ทัน ตายยกครัวเลยหนี้แมร่งเป็นศูนย์ เคยรวยด้วยไอ้นั่น”

“ที่เป็นข่าวในหนังสือพิมพ์น่ะเหรอ” เกรียงตกใจ

“นั่นแหละ มึงอย่าพูดไปละกัน ตอนนี้สั่งลูกน้องกบดานจนกว่าเรื่องจะเงียบ จับมือใครดมไม่ได้หรอก”

“แล้วเงินเตี่ยกูล่ะ” เกรียงยังเดือดพล่าน

“จะให้กูทำไง ใครคิดว่ามันจะมาตายในบ้าน มึงก็เงียบไว้ก่อนจนกว่ากูจะมีช่องทางอื่น”

“โอ๊ย ตายห่าแน่แล้วกู จะบอกเตี่ยว่าไงเนี่ย”

“เตี่ยมึงน่ะรวยจะตายห่าเงินแค่นี้ เออ กูจะรีบหามาคืน”

ทะนงวางสายอย่างหัวเสีย ยิ่งกลุ้มๆ เรื่องลูกน้องไปก่อเหตุจนลูกหนี้มาตายคาบ้าน เสี่ยกิจก็รวยจนไม่รู้จะรวยยังไงแล้ว แต่เลี้ยงลูกเหมือนลูกแหง่ นี่ถ้าตายไปเมื่อไหร่ ไอ้เกรียงสบายไปร้อยชาติ

พ่อโทร.มาและโวยวายไปถึงคดีความ

“ป่านนี้ยังไปไม่ถึงไหน ตามหาคนคนเดียวมันจะยากเย็นอะไร ไอ้ลูกครูประชาก็ยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าไม่เคยรู้จักกันมาก่อน”

“ใครมันจะยอมรับล่ะพ่อ ผมว่ามันช่วยกันปกปิดแน่นอน”

“สงสัยต้องไปจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด ป่านนี้น้องแกยังลูกผีลูกคน ประสาทเสื่อมจนถึงขั้นโคม่า มันคงกะเล่นถึงตายเลย เจตนามั้ยล่ะยังงี้”

“ผมว่าพ่อมาดีกว่า ตำรวจที่นี่ก็พวกพ่อทุกคน พ่อสั่งได้แน่ไม่ว่าเรื่องอะไร”

บารมีของพ่อนั่นเองที่คุ้มครองเขาและลูกน้องมาจนทุกวันนี้ คดีไม่ว่าเล็กใหญ่ พ่อช่วยทุกคนหลุดได้หมดถ้าถึงเวลา เกิดคดีเผาบ้านเปิดโปงออกมาพ่อคนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเขาได้…

เสียงลูกน้องนั่งจั่วไพ่กินเหล้ากันดังลั่นบ้าน ลูกน้องหลายสิบที่เขาเลี้ยงเอาไว้ใช้งาน แต่ละคนเคยผ่านการติดคุกมาแล้วอย่างโชกโชนและเรียนรู้วิชามิจฉาชีพจากที่นั่นรวมตัวเป็นแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่ชาวบ้านหวั่นเกรง รายได้หลักๆ นอกเหนือไปจากการตีชิงวิ่งราวก็คือแก๊งเงินกู้นอกระบบที่เรียกดอกเบี้ยแพงหูฉี่ คนยิ่งยากไร้รายได้ของเขาก็ยิ่งเพิ่มพูน มีแหล่งไถเงินอีกต่างหากนั่นก็คือลูกเสี่ยกิจเพื่อนซี้ของเขาเอง ทะนงมีเงินหมุนเข้าออกเป็นล้านเพื่อหาเลี้ยงบริวาร พ่อเองก็รู้และสนับสนุนอาชีพของเขาโดยใช้ตำแหน่งเอาไว้ขู่ผู้คน ใครแข็งขืนก็เป็นศพ พ่อจึงโกรธนักโกรธหนาที่น้องชายโดนซ้อมจนสมองเสื่อมและหาทางจะตามตัวไอ้คนนั้นมาให้ได้ และโทษของมันก็คือตายสถานเดียว…



Don`t copy text!