ก่อนฟ้าสาง บทที่ 9 : เจ้าลัทธิ

ก่อนฟ้าสาง บทที่ 9 : เจ้าลัทธิ

โดย : ม.มธุการี

ก่อนฟ้าสาง นวนิยายออนไลน์ที่อ่านเอาอยากให้คุณได้อ่านออนไลน์ เรื่องราวโดย ม.มธุการี เมื่อ ‘เจียง’ เลือกพาครอบครัวหนีความเดือดร้อนมาพักพิงยังแผ่นดินไทย แต่แผ่นดินแห่งนี้จะเป็นที่พักพิงที่ปลอดภัยให้กับเขาได้จริงๆ หรือ เจียงยังจะต้องฝ่าฟันอะไรอีกมากมาย อาจจะมีเพียง ‘ใกล้รุ่ง’ หญิงสาวผู้อ่อนโยนคนนั้นที่เป็นความหวังของเขา

ข่าวในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นเข้มข้นขึ้นทุกทีเมื่อเข้าหน้าที่เรียกสอบผู้ต้องสงสัยอีกหนึ่งคน

แค่เห็นภาพถ่ายชัดเจนในหน้าหนังสือพิมพ์ใกล้รุ่งก็ถึงกับตะลึงไป ผู้ชายคนนั้นนั่นเอง…คนที่เคยออกมาวิ่งออกกำลังทุกเช้าและเคยแวะซื้อผักที่แผง มันจริงอย่างนั้นหรือ…รีบเอาหนังสือพิมพ์เข้าไปให้น้องชายดูในห้อง พอพลเห็นภาพก็จำได้เช่นกัน

“คนที่เคยแวะมาซื้อผักนี่ ใช่ไหม”

“ใช่ คนเดียวกัน คนนี้หรือที่ไปช่วยพลวันนั้น”

พลลังเลไม่แน่ใจ

“บอกแล้วว่าไม่ทันเห็น”

“มีพยานเห็นเหตุการณ์และจำเขาได้ เลยไปแจ้งความ”

“ก็ค่าหัวเป็นล้านทำไมจะจำไม่ได้ เมื่อก่อนไม่เห็นโผล่ออกมาซักตัว”

“เป็นคนขับรถให้เสี่ยกิจด้วยนี่”

“ซวยเพราะเราแท้ๆ เลย ไม่น่าเข้ามายุ่งนี่น้า แต่หุ่นใหญ่ คงเป็นมวย ถึงได้ซัดพวกมันเสียหมอบ”

“ก็คงไม่เป็นเรื่องขึ้นมาถ้าไม่ใช่ลูกผู้การ แย่จริงๆ นี่เขาจะเป็นไรไหมเนี่ย อาจถึงขั้นติดคุก เห็นมีน้องชายอยู่อีกคน บ้านอยู่แถวๆ นี้”

ประชาได้ยินลูกคุยถึงเรื่องคดีความ เจ้าหน้าที่คงไปได้เบาะแสอะไรมาและตรงกับที่เขาคิดไว้ ลิลิตโทร.มาส่งข่าวคืบหน้าเช่นกัน

“มันใช่คนที่คุณสงสัยไว้จริงๆ ก็คนขับรถเสี่ยกิจนั่นแหละ เห็นว่าตอนนี้กำลังถูกสอบเครียดนี่ ชื่อนายวิทยา พูลผล เพิ่งย้ายมาจากเชียงใหม่ เขาสอบประวัติแล้วไม่เคยมีคดีความอะไรติดตัว ไม่เคยมีประวัติเป็นนักเลงอะไรมาด้วย”

“คนดีแท้ๆ ผมว่าเขาแค่เข้ามาช่วยเจ้าพลเพราะทนเห็นถูกรังแกไม่ได้” ประชาว่า

“มันก็แค่นั้นเอง คนดีกลับต้องมารับกรรม นี่ผมจะติดตามสอบถามเพื่อนฝูงในนั้นดู มีอะไรคืบหน้าจะส่งข่าว”

——–

พลตำรวจโทพิสุทนั่งดูการสอบสวนผู้ต้องสงสัยตั้งแต่ต้นจนจบ ฝ่ายนั้นให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาโดยมีเสี่ยกิจเป็นพยานรู้เห็นว่าวันเกิดเหตุ

ไอ้คนนั้นช่วยขับรถไปถึงแม่ฮ่องสอนและค้างคืนที่นั่น มีหลักฐานพร้อมสรรพไม่ว่าจะเป็นผู้รู้เห็นหรือใบเสร็จการเดินทาง ส่วนพยานเท็จที่อ้างว่าเห็นเหตุการณ์จะมีอะไรมาสู้คนที่มีผู้นับหน้าถือตามานานอย่างเสี่ยกิจ

สรุปคือต้องปล่อยไปหลังคำให้การเนื่องจากหลักฐานยังไม่เพียงพอในตอนนี้ แต่ห้ามออกนอกท้องที่จนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ดูหน่วยก้านของไอ้คนนี้แล้วเขาก็ปลงใจเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่าต้องเป็นมัน ร่างสูงใหญ่ตาคมเฉียบ นิ่งสนิทไม่มีทีท่าว่าจะหวั่นเกรงกับอะไร ยิ่งมีคนอย่างเสี่ยใหญ่ถือหางอยู่อย่างนี้เรื่องจะจับมันเข้าปิ้งคงต้องคว้าน้ำเหลว…

ผิดหวังออกจากที่นั่นและบุุตรชายคนโตก็รอฟังข่าวอยู่ที่บ้าน พอรู้เรื่องทั้งหมดก็ว่า

“เสี่ยกิจเขาจะมายุ่งทำไมเรื่องนี้…ถึงขนาดสร้างหลักฐานเท็จให้มัน ต้องเป็นไอ้คนนี้แหละที่ซ้อมทนาวันนั้น”

“มันปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาเลย หลักฐานทางเราไม่เพียงพอ เพราะของมันแน่นกว่าว่าวันที่เกิดเหตุมันไปค้างที่อื่นกับเสี่ย พยานเราเป็นกุ๊ยนักเลงไม่มีความน่าเชื่อถือ ไปศาลก็หลุดอีก คงต้องรอจนกว่าหลักฐานใหม่จะมัดตัวมันมากกว่านี้ สารวัตรว่างั้น”

ทะนงเงียบ สูญเงินล้านที่จะแบ่งกับเกรียงไปต่อหน้าต่อตา เพราะไอ้เสี่ยนั่นคนเดียว

“เตี่ยลื้อมันเฮงซวย ไปช่วยคนผิด” ใส่เกรียงในทันทีที่เจอหน้า

“กูก็ไม่รู้ทำไมเตี่ยไปช่วยมัน บัตรประชาชนก็ของปลอม ทุกอย่างปลอมหมด พอกูว่าก็ด่ากราดยังกะไอ้นั่นมันเป็นพ่องั้นแหละ”

“มึงน่าจะบอกเจ้าหน้าที่เขานะ”

“มึงคิดว่าตำรวจเขาจะเชื่อใครกันล่ะระหว่างกูกับพ่อกู”

เกรียงไม่เคยโมโหอะไรมากเท่านี้ เขาชวดเงินล้านที่จะได้ เพราะเตี่ยคนเดียวที่เป็นต้นเหตุ…

———–

บ้านเงียบเมื่อเจียงกลับมาถึงบ้านตอนดึก แม่กับน้องคงเข้านอนแล้วตั้งแต่ตอนหัวค่ำ มันเป็นการสอบปากคำที่ยาวนานกว่าตำรวจจะปล่อยตัวเขาออกมาเพราะไม่มีหลักฐาน

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเถ้าแก่ไม่ช่วยเขาเอาไว้ ปากคำอันน่าเชื่อถือของเถ้าแก่นั่นเองที่ช่วยให้เขาหลุด อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง…แน่ใจว่าพวกมันต้องหาทางเล่นงานเขาแน่

บ้านนี้อาจจะไม่ปลอดภัยเช่นเดียวกับแม่และน้อง อะไรกันที่ทำให้เขาประมาทขนาดสร้างเรื่องขึ้นมาได้ ในวาระที่เขาเองก็กำลังหลบลี้หนีภัยมาจากที่อื่น…

เดินสำรวจความปลอดภัยไปทั่วบริเวณ บ้านไม่มีกระทั่งรั้วรอบขอบชิด ใครจะเข้ามาก็ได้ทุกเมื่อ มีแค่หมาขี้เรื้อนตัวเดียวที่ปักหลักเฝ้าอยู่หน้าบ้าน เขาอาจจะต้องหาทางย้ายออกไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุดก่อนที่แม่กับน้องจะมีอันตราย

ที่แห่งนี้ไม่ได้สุขสงบอย่างที่เขาเคยคิดสักนิด มันมีเงามืดครอบงำอยู่ทั่วไปบนความหวาดกลัวของผู้คนในชุมชน แก๊งปล้นจี้ฆ่าข่มขืนระบาดไปทั่งทุกมุมเมืองไม่ต่างอะไรกับเชื้อโรคร้าย การสู้กลับหรือทำความดีอาจจะเป็นความตายเหมือนอย่างที่เขากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้…

เสียงไม้บนเรือนไหวเอี๊ยดและเจียงก็หันไปมอง ร่างผ่ายผอมของแม่นั่งลงที่หัวบันไดและมองมาที่เขา เจียงรีบเดินกลับไปและขึ้นบันไดไปทรุดตัวนั่งข้างแม่ ขณะที่แม่เอื้อมมือมาจับมือของเขาลูบคลำไปมา

“กลับดึก แม่เป็นห่วง” เสียงพูดแหบพร่าแทบไม่ได้ยิน

“ขับรถให้เสี่ย ต้องไปหลายแห่ง” เจียงตอบไป

แม่พลิกมือเขาดูไปมา ไม่มีแสงอะไรมากมายที่นั่นนอกจากแสงจันทร์สลัว

“กลัวจะไปมีเรื่องมีราวกับใคร” แม่ว่า

เจียงกุมมือแม่แน่น ไม่อยากโกหกก็ต้องโกหก แม่จะรู้ไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขาในตอนนี้

“แม่อย่าห่วงเลย ตอนนี้ก็พยายามทำงานเก็บเงิน จะหาที่อยู่ใหม่ให้แม่กับน้อง”

“อย่าทำงานหนักลูก กลับบ้านดึกแม่เป็นห่วง นอนไม่หลับ”

เจียงตื้อในอก ชีวิตมีกันแค่นี้…ชีวิตเขาไม่มีใครอีกแล้วนอกจากแม่และน้อง…

———-

จากโต๊ะอาหารที่ร้านในตลาด ประชาสามารถมองเห็นหน้าบริษัทของเสี่ยได้อย่างถนัดชัดเจน

พนักงานขนของยังทำงานกันอย่างต่อเนื่อง แต่เดิมมันเป็นแค่ร้านขายอุปกรณ์เครื่องก่อสร้างที่เสี่ยก่อตั้งขึ้นมาในสมัยยังหนุ่มๆ ก่อร่างสร้างตัวจากความไม่มีอะไรเลยจนกระทั่งมีเงินหมุนในระดับร้อยล้าน

ส่งลูกไปเรียนนอกทุกคนยกเว้นคนโต ที่เกเรและไม่เอาถ่านที่สุด เขาเคยสอนเจ้านั่นมาตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยม ส่อแววเกเรเกตุงมาตั้งแต่ตอนนั้น ความเครียดจากงานและพฤติกรรมของลูกทำให้เสี่ยต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้ง ไหนจะคดีความเรื่องที่เสี่ยไปค้ำประกันเงินกู้เพื่อนฝูงเอาไว้จนถูกฟ้องร้องเพราะเพื่อนหนี ความที่แกเป็นคนดีจึงได้รับการเชื่อถือรักใคร่จากคนทั้งชุมชน…

เหตุนี้ก็ได้คำพูดของฝ่ายนั้นจึงมีน้ำหนักจนเจ้าหน้าที่ไม่กล้าลงดาบผู้ต้องสงสัยคนนั้นทั้งๆ ที่มีพยานรู้เห็น ประชายังแน่ใจว่าเขาสงสัยคนถูกแน่ การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาของอีกฝ่ายเป็นแค่การเอาตัวรอด มันต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรสักอย่างเสี่ย จึงทุ่มเทให้ความช่วยเหลือบุรุษนั้นอย่างถึงที่สุด เขาไม่รู้เท่านั้นว่ามันคืออะไร…

รอลิลิตอยู่จนเที่ยงจึงโผล่มา รีบกระซิบกระซาบบอก

“มีข่าวใหม่ข่าวใหญ่”

“เรื่องอะไรกัน”

“ก็เกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยรายนั้นของคุณนั่นละ”

สั่งอาหารกลางวันมานั่งกินกันและลิลิตก็เริ่มเล่า

“มีข่าวลับจากวงการภายในนะ เร็วๆ นี้เขาว่ามีพระวัดเส้าหลินคนหนึ่ง หนีข้ามเขตแดนมาจากเมืองจีน เห็นว่าหลบไปอยู่ค่ายลี้ภัยที่แม่สอดได้พักหนึ่ง แต่ถูกไล่ล่าจึงหนีออกจากที่นั่น ขนาดมีการประสานงานกันอย่างดีกับฝ่ายตำรวจไทยยังหลบหนีไปได้”

“เขาไปทำอะไรผิดล่ะ” ประชาสงสัย

“ถูกกล่าวหาว่าซ่องสุมกำลังคนและอาวุธ”

“พระนะ พระไม่ใช่หรือ”

“เคยเห็นพระทิเบตยิงสู้กับเจ้าหน้าที่รัฐไหมล่ะ นั่นแหละเหมือนกัน เขาว่ารายนี้เคยเป็นพระอยู่สำนักวัดเส้าหลิน ต่อมาออกมาตั้งสำนักเอง ตั้งตัวเป็นเจ้าลัทธิสอนวิชาต่อสู้กำลังภายใน พอคนขึ้นกันมากๆ สาวกก็เพิ่มขึ้นมา ถึงได้เจอข้อหากบฏจนต้องหลบหนีข้ามแดนมาอยู่แม่สอด กบดานเงียบหายอยู่จนทุกวันนี้ คุณว่ามันเริ่มเข้าเค้าไหมล่ะ”

ประชานิ่งคิด

“แต่นายคนนี้เป็นคนไทยนี่นะ ชื่อนายวิทยา พูลผลอะไรนี่แหละ ถ้าจำไม่ผิด”

“โอ๊ย มันซื้อขายกันได้…คุณไม่รู้อะไร บัตรประชาชนเนี่ย บอกผมจะเอากี่ใบ ตายไปแล้วยังฟื้นขึ้นมาได้ คนระดับเจ้าสำนักมาก่อนคงไม่ยอมถูกจับง่ายๆ หรอก ดีไม่ดี ผมว่าเสี่ยอาจจะรู้กัน แกถึงยื่นมือเข้าไปให้ความช่วยเหลือไง อยากรู้ความจริงผมว่าคุยกับเสี่ยเป็นดีที่สุด แกกว้างขวางขนาดนั้นจะไม่รู้เรื่องนี้เชียวหรือ”

ประชาเงียบกริบ ภาพที่เห็นคืนนั้นผ่านเข้ามาในมโนภาพอีกครั้ง

“มิน่าพลังถึงได้มากมายนัก ถ้าจริงอย่างที่ผมเห็นนะ”

“พระจากสำนักเส้าหลินนี่ใครอย่าได้ไปกล้าต่อกร ไม่ตายก็คางเหลือง ดูไอ้เด็กทนาเป็นตัวอย่าง พ่อมันถึงได้แค้นนักไง จะเอาตัวคนทำมาลงโทษให้ได้ แต่เชื่อผมเหอะ ไม่ถึงศาลหรอก มันจะเก็บเงียบในคุกนั่นเลย แต่รายนี้คิดว่ายากหน่อยนะ นี่คือศิษย์มีครูมีวิชาขมังเวทล่องหนหายตัว พรางตาคนได้อย่างเราเคยเห็นในหนังนั่นละ”

“ผมก็ยังไม่เชื่ออยู่ดี ไม่เคยเห็นด้วยตา ที่เขาลือกันว่าพระเส้าหลินเดินไต่ผนังไต่

เพดานหรือแม้กระทั่งเดินบนน้ำได้ผมว่ามันเป็นเรื่องฝอยทั้งเพ ต่อให้ฝึกแค่ไหนก็ทำไม่ได้ อาจจะมีพลังมากจริงจากการฝึกจิต แต่ต้องไม่ถึงขนาดนั้น”

“ผมเคยเห็นกะตา ไม่ต้องถึงกับพระเส้าหลินหรอก พระบ้านเรานี่ละ ขมังเวทมาก แค่ยกมือขึ้นเท่านั้นลูกศิษย์กระเด็นติดฝา เพราะจิตคนเราถ้าฝึกกันจริงจังมันจะมีพลังสูงมาก ที่เรียกว่ากำลังภายในนั่นละ”

รถเบนซ์สีดำแล่นมาจอดนิ่งสนิทที่หน้าบริษัทและประชากับลิลิตก็หันมองพร้อมกัน คนขับก้าวลงมาก่อน ทำท่าจะเปิดประตูด้านหลังแต่เสี่ยเปิดประตูรถก้าวลงมาเสียก่อน ร่างสูงใหญ่ของคนขับทำให้เสี่ยดูเตี้ยม่อต้อ ทั้งคู่เดินหายเข้าสำนักงานไปพร้อมๆ กัน

ประชาถอนใจลึก จริงหรือที่เสี่ยรู้พื้นเพความเป็นมาของผู้ชายคนนั้นและหาทางปกป้องจนทุกวิถีทาง…ความรู้ใหม่ที่ได้จากลิลิตทำให้เขาเริ่มปะติดปะต่อภาพจิกซอว์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นทุกที…เสี่ยจะต้องรู้ความลับที่ไม่มีใครรู้…

———

ตลาดจวนจะวายแล้วเมื่อใกล้รุ่งเข้าไปหาซื้อของ จำได้ว่ามันเคยมีแผงลอยมาเปิดขายแน่นขนัดไปหมด มันอาจจะเย็นเกินไปนั่นเอง

มีเสียงเรียกชื่อและหล่อนก็หันไปมอง ร่างอ้อนแอ้นยืนเท้าสะเอวข้างหนึ่งและกวักมือเรียกหล่อน จำได้แม่นยำว่าเป็นเพื่อนเก่าที่เคยเรียนมาด้วยกันนั่นเอง

พิศจบการเรือนรุ่นเดียวมากับหล่อนและไม่เจอกันนานมาก ได้ข่าวมาว่าเพื่อนเข้ากรุงเทพฯและกำลังจะแต่งงาน แล้วกลับมาอยู่ทางนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

รีบเดินไปหาและจับไม้จับมือกันอย่างดีใจ

“กลับมาตั้งเมื่อไหร่ ดีใจจะแย่”

“เพิ่งกลับมา เลิกกับแฟนแม่เลยเรียกตัวกลับบ้าน กลับมาทำขนมขาย” ชี้ให้ดูแผงที่ขนมใส่ถาดวางเรียงกันเป็นตับ “ขายดี มาขายทุกวัน ทำไมรุ่งไม่ทำขนมมาขายที่นี่มั่งล่ะ ตัวเองทำขนมอร่อย”

นั่งคุยกันที่แผงนั่นเอง เพื่อนผ่ายผอมจนดูซูบ ตาโรยแสงตอนคุยเรื่องแฟนที่เพิ่งเลิกรากันไป

“ตบตีเราทุกวัน มันซ้อมเอาเลยละแค่กลับบ้านผิดเวลา หึงหวงสารพัด แม่ทนไม่ไหวเลยไปรับเรากลับบ้าน มาได้หลายอาทิตย์แล้ว ยังคิดจะไปหาที่บ้าน ได้ข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์เรื่องพล”

“ตอนนี้ก็มีเรื่องยุ่งๆ กับพวกแก๊ง”

“แก๊งนี้มันร้ายมากนะรุ่ง ไม่น่าไปมีเรื่องกับมัน” เพื่อนกระซิบ หันหน้าหันหลังเหมือนจะหวาดกลัวใครมาได้ยิน “ทั้งตลาดนี่ใครๆ ก็กลัวพวกมันกันทั้งนั้น วันดีคืนดีมันจะมาเดินเรียกเก็บค่าคุ้มครอง ไม่ให้ก็กลั่นแกล้งสารพัด แม่ก็ยอมๆ พวกมันมาเรื่อย”

“แล้วทำไมไม่แจ้งตำรวจ”

“ก็พวกมันทั้งนั้นแหละ ใครจะกล้าล่ะ”

แยกจากเพื่อนวันนั้น ใกล้รุ่งเริ่มเข้าใจถึงปัญหาที่พ่อกำลังเผชิญอยู่ เหตุนี้เองพ่อถึงได้เครียดและไม่พูดอะไรมาก ไม่มีวันที่เจ้าหน้าที่จะให้ความเป็นธรรมกับน้องชาย ยิ่งผู้การพิสุทมาลุยเรื่องด้วยตัวเองในลักษณะนี้ด้วยแล้ว กลับมาถึงบ้านก็พบว่าพ่อเดินอยู่ในสวน ท่าเดินเอามือไพล่หลังประกาศว่าพ่อกำลังครุ่นคิดหนัก พอเห็นหล่อนก็เรียกไปคุยด้วย

“พ่อคิดจะขายที่นะรุ่ง มีคนเขาถามซื้อ”

“พ่อ” ใกล้รุ่งตกใจคิดไม่ถึง “พ่อคิดยังไง พ่อรักไร่นี้”

“แค่แบ่งขายตรงท้ายๆ ไร่ ว่าจะขายทิ้งสักสามไร่ ส่วนใหญ่ก็รกร้างด้านโน้น เราก็เหลือส่วนที่เราทำกินนี่ยังไม่ได้ถามแม่ อยากคุยกับเราก่อน”

ใกล้รุ่งนิ่งงันพูดไม่ออก มันเหมือนกับว่าแววตาของพ่อได้ตัดสินใจไปแล้ว พ่อคงมีปัญหาเรื่องเงิน คดีความของพลอาจจะใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ…

ประชามองตามร่างของบุตรสาวที่เดินเลี่ยงไปตัดใบตองอีกด้านหนึ่ง แต่เห็นความช็อกในแววตาของลูกเขาก็รู้ถึงความผิดหวังสะเทือนใจของอีกฝ่าย ที่ทางที่มีอยู่เปรียบเสมือนเส้นเลือดแห่งชีวิตอันเนิ่นนาน เก็บรักษามาหลายชั่วอายุวงศ์ตระกูล เคยคิดกระทั่งจะเก็บรักษาเอาไว้ตลอดชั่วลูกหลาน แต่ยามนี้ทุกสิ่งมันเปลี่ยนไปแล้ว เขากำลังต้องการเงินก้อนใหญ่สักก้อนเพื่อสะสางคดีความที่พลกำลังเผชิญอยู่ และต้องการโดยด่วนที่สุดด้วย…

ตัดสินใจแวะไปคุยกับเสี่ยกิจที่บริษัทเพื่อหารือถึงเรื่องนี้ เสี่ยกว้างขวางและอาจจะรู้จักใครบ้างที่ต้องการจะซื้อที่…แค่เขาออกปากเสี่ยก็มองเขางุนงง

“ไปขายทำไม ที่ตรงนั้นนะถ้าคุณเก็บเอาไว้อีกหน่อยจะได้ราคาดีมากเลย”

“ผมมีความจำเป็นต้องขายด่วนน่ะเสี่ย ความจริงแล้วผมไม่เคยคิดที่จะขายมันเลยจริงๆ แต่พักนี้ผมมีคดีความที่ต้องสะสางเกี่ยวกับลูก ผมต้องการใช้เงิน อีกอย่างผมแบ่งขายเพียงส่วนหนึ่ง อาจจะสักสามไร่แค่นั้น”

เสี่ยถอนใจลึกแค่ได้ยิน

“ไอ้ผมเองก็มีคดีความมาเป็นปี ไม่สนุกหรอกครู เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง”

“ก็ครั้งนี้ที่ลูกผมเจอคดีเข้าจังๆ ผู้ต้องสงสัยก็ยังหาตัวไม่ได้” ประชาพูดระแวดระวัง จับตามองอีกฝ่ายอย่างเพ่งพิศ

“นั่นสิ ให้เวลาอีกหน่อยตำรวจคงตามเจอ มันจะหนีไปไหนล่ะ ยังไงๆ ก็น่าจะอยู่ในพื้นที่นี่แหละ” คำพูดนั้นเรียบเฉยไม่ส่อแววพิรุธแต่อย่างใดทั้งสิ้น “ที่สำคัญ คืออย่าไปจับคนผิดตัวเข้า ผมทนไม่ได้เรื่องจะจับคนดีเข้าคุกเข้าตะราง ตำรวจถึงขนาดจะมาเล่นเด็กของผม หลักฐานอะไรก็ไม่มี มีแต่พยานเท็จพูดกลับไปกลับมา แรกๆ ว่าจำไม่ได้ หลังๆ เกิดมาจำได้ มันอะไรกัน ผมมีหลักฐานหมดว่าวันเกิดเหตุเขาอยู่กับผมแน่”

ประชาเงียบ ถ้าโกหกเสี่ยก็โกหกตาใสน่าเชื่อขนาดหาพิรุธไม่เจอเอาเลย แต่อะไรบางอย่างมันบอกเขาว่าเสี่ยไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด…

“คือเสี่ยรู้จักเขามานานแล้ว…” ประชาพูดลอยๆ

“คนขับรถผมนี่น่ะเรอ โอ๊ย นาน นานมาก ตั้งแต่เขายังอยู่ที่เชียงใหม่ เพื่อนฝูงแนะนำให้มาว่าคนดีขยันขันแข็ง แล้วก็อย่างนั้นจริงๆ ผมช่วยคนดีครู…ทนไม่ได้ที่เห็นคนดีถูกกลั่นแกล้งรังแก”

สบตากันนิ่ง นาทีที่ประชาสัมผัสได้ลึกถึงหัวใจของอีกฝ่าย เอื้อมมือไปแตะฝ่ามือของเสี่ยเบาๆ

“ผมเข้าใจเสี่ย มีอะไรค่อยคุยกัน”

เสี่ยเดินมาส่งเขาหน้าสำนักงาน พูดเป็นครั้งสุดท้ายว่า

“ครู เชื่อผมเถอะ ลูกครูต้องปลอดภัย ส่วนเรื่องที่ทางผมจะช่วยหาคนซื้อให้”

ประชาออกจากที่นั่นพร้อมความเชื่อที่เปี่ยมล้นว่าเขาเข้าใจไม่ผิด เสี่ยรู้ รู้เหมือนๆ กับที่เขารู้เกี่ยวกับตัวบุรุษนั้น มีพระเส้าหลินหนีตายมาจากแดนไกลแต่กำลังถูกไล่ล่าจากคนพาลในท้องที่ของเขาเอง อะไรจะเกิดขึ้นถ้าเสี่ยกิจไม่หาทางช่วยเหลือเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที…

 



Don`t copy text!