ปราการแสงจันทร์ บทที่ 12 : ความเกลียดชัง

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 12 : ความเกลียดชัง

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

ผมเกลียดคุณ”

จิลลาชะงัก เบิกตากว้าง ยังไม่ทันได้แน่ใจว่าตนได้ยินอะไรก็ต้องตกใจจนสติหาย เมื่อมือนิชฌานเอื้อมมาบีบคอเธออย่างรวดเร็วและมันรุนแรงจนทำให้จิลลาหายใจไม่ออกในวินาทีนั้น จากนั้นเขาก็โถมใส่จนจิลลาหงายไปนอนกองกับพื้น นิชฌานพลิกตัวลงจากโซฟามาคร่อมเธอ อีกมือเขายันพื้นไว้ขณะอีกมือยังบีบคอจิลลาแน่น จิลลาได้ยินเขางึมงำอะไรสักอย่าง เหมือนจะเป็น ‘ตายซะ’ หรือ ‘ทำไมไม่ตายซะ’ มองหน้านิชฌานก็เห็นชัดเจนว่าเขาไม่มีสติคล้ายกับนี่คืออาการละเมอ แต่กระนั้นมันกลับเต็มไปด้วยความโกรธเกลียด เคียดแค้น ชิงชัง แต่เธอไม่มีเวลาสงสัยเรื่องนั้นเพราะไม่อย่างนั้นต้องตายแน่ เพราะตอนนี้เขาใช้สองมือบีบคอเธอแล้ว จิลลาขยุ้มผ้าในมือแน่นแล้วฟาดใส่หน้านิชฌานสุดแรง พอมือเขายังไม่ปล่อยจากคอเธอจึงฟาดไปอีกสามทีรวดจนเขาฟุบลงไปกองข้างๆ เสียงครางอย่างเจ็บปวดบอกให้รู้ว่าเขาเริ่มได้สติ

จิลลาพยายามผลักเขาออกจากตัว ทว่าก็ทำได้ยากเต็มที เธอกรีดร้องไม่ได้เพราะแม้แต่หายใจก็ยังทำได้ลำบาก พยายามจะถีบเขาออกทว่าก็ยากเย็น

“คุณ…”

เสียงเรียกแผ่วๆ นั้นทำให้จิลลามองหน้านิชฌาน ความหวาดกลัวทำให้เธอกรีดร้องทว่าก็ออกมาเพียงเสียงลม แขนข้างหนึ่งของเขากดลงมาเหนือเข่าหยุดการเคลื่อนไหวของขาเธอ อีกมือเขาเอื้อมมือมาคว้าแขนไว้ นั่นทำให้จิลลาร้องไม่หยุด ทั้งร้องไห้และกรีดร้องแม้จะแทบไม่มีเสียงเล็ดลอดออกจากคอก็ตามที กลัวเหลือเกินว่าเขาจะคว้าคอเธอไว้ได้อีกครั้งและครั้งนี้เขาอาจไม่ยอมปล่อยจนกว่าเธอจะหมดลมหายใจ อีกมือของจิลลาฟาดใส่นิชฌานไม่ยั้งไม่สนใจว่าจะโดนตรงไหน ไม่สนใจด้วยว่าตอนนี้นิชฌานไม่ได้ต่อต้านหรือตอบโต้ เขาแค่ก้มหน้าหลบเพื่อให้ตนเจ็บน้อยที่สุดเท่านั้น

“อะไรกันน่ะ!”

เสียงนั้นเหมือนเป็นเสียงสวรรค์ของนิชฌานเลยทีเดียว หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีนิชฌานก็รู้สึกถึงแรงดึงให้เขาลุกยืน และแม้เขาจะยืนไม่ไหวหากก็ไม่ได้ล้มคว่ำคะมำหงาย เพราะตุลธรประคองให้เขานั่งลงกับพื้นได้โดยไม่กระแทกแรงเกินไปนัก รู้สึกปลอดภัยขึ้นอีกมากตอนมีตุลธรยืนขวางระหว่างเขากับจิลลาที่กระถดถอยไปจนติดผนังอีกฝั่ง

แววตาตื่นตระหนก สีหน้าหวาดกลัว สองแก้มที่เปรอะไปด้วยน้ำตา และรอยแดงรอบลำคอที่แทบจะเป็นรอยนิ้วมือชัดเจนนั่นทำให้นิชฌานรู้สึกแย่… กระบอกตาเขาร้อนผ่าวขึ้นจากเดิมที่ร้อนอยู่แล้ว ไมเกรนก็ถาโถมเข้าใส่จนต้องหลับตาลงเพื่อระงับความเจ็บปวด

“แจ้ว! หยุด!”

เสียงตวาดของตุลธรทำให้นิชฌานลืมตา เห็นว่าจิลลายืนได้แล้ว ท่าทางจังก้านั่นบอกชัดว่าถ้าตุลธรไม่ห้ามไว้ เจ้าหล่อนคงกระโดดใส่เขาแน่ รีบบอกตุลธร “พี่ตุล ผมผิดเอง”

ฉับพลันที่ตุลธรหันมองนิชฌาน จิลลาก็พุ่งเข้าใส่กะว่าจะกระโดดถีบนิชฌานให้ได้สักที ทว่าก็ทำได้แค่คิด เพราะตุลธรคว้าตัวไว้ได้อย่างรวดเร็ว ปลายเท้าจิลลาเฉียดนิชฌานไปแค่นิดเดียวเท่านั้น

ตุลธรออกแรงรั้งจิลลาไว้เต็มที่ พลางส่งเสียง “ใจเย็นๆ ใจเย็นๆ ก่อนแจ้ว”

แทนที่จะทำตามนั้น จิลลากลับใช้ตุลธรเป็นหลักในการกระโดดเอาเท้าไปยันนิชฌาน จนตุลธรต้องลากจิลลาถอ ยออกจากรัศมีที่จะทำร้ายนิชฌานได้ แต่นิชฌานกลับเดินเข้าหา ตุลธรรู้ว่าหนุ่มรุ่นน้องต้องการคุย ดูจากสีหน้าแล้วน่าจะอยากขอโทษจิลลา ทว่าต้องไม่ใช่ตอนที่จิลลาไม่มีทางฟังอะไรเลยแบบนี้ นอกจากลากจิลลาถอยห่างแล้วจึงต้องดุนิชฌานไปด้วย

“ฌาน! กลับเข้าห้องไปก่อน”

นิชฌานชะงัก มองหน้าตุลธร เห็นแววตาแข็งกร้าวนั่นแล้วรู้ว่าไม่ควรดื้อดึง เพราะคนที่จะเจ็บไม่ใช่เขา แต่เป็นจิลลา ซึ่งตุลธรเองก็ไม่ได้อยากทำ แต่ก็ต้องปกป้องเขา ตอนนี้คนที่ลำบากใจที่สุดคือตุลธรนั่นแหละ นิชฌานหันมองหน้าจิลลาอีกครั้ง เห็นแล้วรู้เลยว่าจิลลาจะไม่หยุดจนกว่าจะได้ทำร้ายเขา… โกรธแล้วบ้าเลือดตลอด

“ฌาน! เดี๋ยวนี้!”

นั่นทำให้นิชฌานตัดสินใจหันหลังเดินกลับเข้าห้องตัวเอง ซึ่งพอปิดประตูลงล็อกได้ปุ๊บ ยังไม่ทันได้ก้าวห่างออกจากประตูเท่าไรก็เกิดเสียงทุบปึงปังเดาได้เลยว่าตุลธรปล่อยจิลลาและเจ้าหล่อนก็มาระบายความโกรธลงกับประตู นิชฌานยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นอีกครู่ใหญ่ ก่อนค่อยๆ เดินถอยหลังช้าๆ จนชนขอบเตียงแล้วนั่งลงไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ทว่าการที่ร่างสูงเอนตัวลงนอน ดึงผ้าขึ้นมาปิดหน้าคล้ายอยากปิดบังความเจ็บปวดของตนจากทุกๆ สายตาบนโลกใบนี้นั้น… เป็นความตั้งใจอย่างที่สุด

 

“พอแล้ว ไม่เจ็บหรือไง” ตุลธรเอ่ยถามหลังจากปล่อยให้จิลลาทุบประตูห้องนิชฌานอยู่สักพัก หลังคำถามนั้นอีกหลายวินาที พอแน่ใจว่าจิลลาไม่หยุดก็เข้าไปรั้งแขนข้างหนึ่งไว้ “พอเถอะ”

จิลลาหยุดเคาะประตูหรืออีกนัยก็คือการหยุดทำร้ายตัวเอง หันขวับมองหน้าตุลธร “ทำไม กลัวประตูพังเหรอ”

“มือแจ้วนั่นแหละจะพัง… ใจเย็นๆ ก่อน”

“ใจเย็นเหรอ ยังมีหน้าบอกให้ฉันใจเย็นเหรอ โน่น ไปบอกคนที่บีบคอฉันเกือบตายสิ”

บีบคอ… ตุลธรขมวดคิ้ว เขาไม่รู้เรื่องนั้น พอเข้ามาก็เห็นว่าจิลลาเอามือฟาดหน้านิชฌานยับแบบนับแต้มไม่ทัน แต่ใจก็คิดว่าคงต้องเกิดเหตุอะไรสักอย่างขึ้น เพราะถ้าทุกอย่างปกตินิชฌานกับจิลลาคงไม่ลงไปนอนกองกันบนพื้นแบบนั้น ตั้งใจว่าจะจับแยกแล้วพูดคุยให้รู้เรื่องแต่จิลลาก็อาละวาดจนไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจเลย แต่เพราะรู้จักนิชฌานมานาน ตุลธรก็ยังคิดแบบเข้าข้าง “ฌานคงไม่ได้ตั้งใจ”

“ใช่! เขาไม่ได้ตั้งใจ แต่เห็นใช่ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” จิลลาพูดพลางชี้ที่คอตัวเอง แล้วพอเห็นสายตาของตุลธรแล้วก็พลันรู้ว่าตัวเองคิดถูก รอยบีบของนิชฌานต้องขึ้นรอย ต้องขึ้นชัดมากๆ ด้วย

“ใจเย็นก่อน ฌานก็คงอยากขอโทษ”

“ไม่ต้องขอโทษ ขอบีบคอคืนสักทีก็พอ”

ตุลธรถอนใจน้อยๆ อดบอกไม่ได้ “ก็ไม่เจ็บเท่าที่ฌานทำแจ้วหรอก”

“แล้วกันให้ทำไม ต้องปกป้องทำไมขนาดนั้น ปล่อยฉันชกเมียคุณสักทีสองทีไม่ได้หรือไง”

ตุลธรไม่รู้จะจัดการอารมณ์ตัวเองอย่างไรในนาทีนั้น มองหน้าเกรี้ยวกราดของจิลลาแล้วที่สุดก็ทำได้เพียงบอกไป “ชกพี่ก็ได้ถ้าจะทำให้รู้สึกดีขึ้น”

จิลลาได้แต่จ้องหน้ากับตุลธรอยู่อย่างนั้น ถึงโกรธแต่ก็ไม่ใช่คนพาลพาโลไม่มีสติ การทำร้ายตุลธรไม่ช่วยอะไร แล้วพอคิดดังนั้นความคิดหนึ่งก็กลับแวบขึ้นมา เธอควรคุยกับเขาเรื่องอื่น อย่างไม่ให้อีกฝ่ายตั้งตัวจิลลาก็เปิดปากเล่า “เขาคิดว่าฉันเป็นคุณแคลร์”

ตุลธรตกใจในแวบแรก ในวินาทีต่อจากนั้นทุกอย่างก็พลันกระจ่างแจ้ง เข้าใจทุกอย่างว่าทำไมนิชฌานถึงบีบคอจิลลา ถ้าคิดว่าจิลลาเป็นแขดรุณได้แปลว่าไม่มีสตินัก เมื่อไม่มีสติ… หลายๆ อย่างก็เป็นไปตามจิตใต้สำนึกสั่งการ

“เขาบอกว่าเกลียดคุณแคลร์”

ต้องแปลกใจเหรอ… ตุลธรนิ่งเงียบแม้รู้สึกว่าจิลลาคาดคั้นกันด้วยสายตาอยู่ พอผ่านไปหลายวินาทีก็ยังโดนจ้องอยู่อย่างนั้นจึงหาทางเลี่ยงไป “เกลียดที่ทิ้งไปก่อนไง”

จิลลาเอียงหน้าเหมือนกำลังครุ่นคิด “เกลียดที่ทิ้งไปก่อน… เกลียดที่ตายก่อน ก็เลยบีบคอจะให้ตายอีกรอบเหรอ”

ตุลธรถอนใจเฮือก ตัดจบบทสนทนาประเด็นนี้ไปถามอีกประเด็นทันที “หายโกรธแล้วใช่ไหม”

“ไม่” จิลลาตอบกลับได้ทันที “ยังโกรธอยู่”

“ให้ฌานขอโทษจะหายโกรธไหม”

จิลลานิ่งเพื่อจำลองสถานการณ์ในหัว แล้วทำได้แค่ส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน”

ไม่โวยวายก็ถือเป็นสัญญาณที่ดี… ดังนั้นตุลธรจึงขยับตัวเข้าไปเคาะประตูห้องของนิชฌาน ไม่ลืมหันมากำชับจิลลา “อย่ามือไวนะแจ้ว”

จิลลาเลยเอามือกอดอกแน่นๆ ทั้งเพื่อบอกตุลธรด้วยว่าเธอเก็บมือเก็บไม้เรียบร้อยแล้ว อีกอย่างก็ไม่ไว้ใจตัวเองเหมือนกัน เห็นหน้าเขาอาจสติหลุดขึ้นมาอีก บอกตรงๆ ว่าไม่ได้กลัวจะทำร้ายนิชฌานหรอก กลัวตุลธรนี่แหละจะยันเธอเข้าให้ถ้าเห็นว่ากันมือเธอให้นิชฌานไม่ทันจริงๆ

ครู่หนึ่งนิชฌานก็เปิดประตูออก… แล้วพอจิลลาเห็นหน้าเขากลับต้องแปลกใจตัวเอง

ทำไมอยู่ๆ คนน่าสงสารกลับกลายเป็นนิชฌานไปได้

ทำไมสีหน้าแววตาของเขาดูน่าสงสารขนาดนั้น

นิชฌานละสายตาจากจิลลา หันมองตุลธร ซึ่งก็บอกทันที

“เผื่อฌานอยากขอโทษแจ้ว”

นิชฌานพยักหน้า หันไปทางจิลลาแล้วบอกทันที “ผมขอโทษ… ยังเจ็บอยู่ไหม”

จิลลานิ่งเงียบ สับสนกับความรู้สึกตัวเองตอนนี้จนไม่อยากเผชิญหน้ากับใคร เลยหันหลังเดินกลับไปยังห้องตนเสียดื้อๆ ไม่พูดไม่จาไม่บอกไม่กล่าวใครทั้งนั้น

ทิ้งให้ผู้ชายสองคนยืนนิ่งในความเงียบงัน กระทั่งประตูห้องจิลลาปิดลงแล้วจึงค่อยหันมองหน้ากัน ตุลธรหันไปมองทางห้องจิลลาเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าหล่อนไม่อยู่แล้ว แต่กระนั้นก็ยังต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้นจึงยกมือขึ้นดันตัวนิชฌานเข้าห้อง ก่อนตัวเองจะตามเข้าไปแล้วปิดประตูลง เอ่ยถามเสียงอ่อนโยน “แจ้วว่า… ฌานคิดว่าแจ้วเป็นคุณแคลร์เหรอ”

นิชฌานพยักหน้า ตอบเสียงแผ่ว “ผมฝัน”

ไม่มีถ้อยคำใดหลังจากคำบอกนั้น ทว่าตุลธรก็อดทนอย่างใจเย็น นิชฌานเองหลังจากยกสองมือลูบหน้าตัวเองไปราวๆ สามสี่รอบ จึงค่อยบอกอีก

“ผมฝันว่าแคลร์กลับมา”

สองมือที่ปิดหน้าตอนนี้ขยับขึ้นไปกุมหัวเอาไว้แล้ว… ตุลธรเห็นดังนั้นจึงขยับเข้าไปกอดนิชฌานไว้ ตบกลางหลังหนักๆ สองสามที บอกเสียงเบาทว่าหนักแน่น “ไม่… แคลร์จะไม่กลับมา”

นิชฌานทำได้เพียงพยักหน้าอยู่กับไหล่ของตุลธร กอบรวมความแหลกสลายของจิตใจให้กลับมารวมกันเป็นกลุ่มก้อนโดยไม่หวังว่ามันจะสมบูรณ์ดังเดิม ตอนนี้เขาขอแค่มันยังเต้นไหว ขอแค่ให้ชีวิตของเขาดำรงอยู่ได้ต่อไปจนถึงวันที่เขาสามารถมีความสุขกับเรื่องราวเลวร้ายที่จบลงพร้อมลมหายใจของแขดรุณ… เขาขอแค่นั้นเอง

 

“เป็นไงบ้าง”

จิลลาที่กำลังจิบน้ำเต้าหู้อยู่ถึงกับชะงักเมื่อได้ยินเสียงนิชฌานถาม หญิงสาวเม้มปาก ไม่มองหน้านิชฌาน ไม่พูดด้วย ไม่มีปฏิกิริยาใดตอบรับ ทำเหมือนเขาเป็นอากาศธาตุแม้แต่ตอนเขานั่งลงข้างตุลธรซึ่งก็คือตรงข้ามเธอ

ตุลธรเลื่อนแก้วที่ใส่น้ำเต้าหู้ไว้ไปให้ “เอ้า นี่ของฌาน ใส่แต่วุ้น ไม่ใส่น้ำตาล”

นิชฌานส่งเสียงตอบรับ แล้วอดถามไม่ได้ “ปาท่องโก๋ไม่มีเหรอ”

คำถามนั้นทำตุลธรหัวเราะเบาๆ เหลือบมองจิลลาแวบหนึ่งก่อนตอบ “เมื่อเช้าไปสาย ปาท่องโก๋เหลือห้าคู่เอง”

“อ้อ ให้พ่อไปเหรอ”

ตุลธรส่ายหน้า พ่อเขาเหรอจะเอาถ้าเหลือน้อยแบบนั้น “ไม่ พ่อรู้ว่าฌานชอบเลยบอกให้เอามาให้ฌาน พี่กินไปคู่หนึ่ง กะว่าให้แจ้วกับฌานแบ่งกันคนละสองคู่”

ประโยคนั้นบวกกับสายตาท่าทางของตุลธรทำให้นิชฌานพอเดาออก เหลือบตาไปมองจิลลาอย่างเกรงใจ ไม่ได้อยากเอาเรื่องเพราะมีความผิดติดตัว แต่ก็อดถามไม่ได้ “กินคนเดียวหมดเลยเหรอ”

คน ‘กินคนเดียวหมด’ ร้อนตัว และตอนนี้หน้าก็ร้อนนิดๆ หันไปพูดกับตุลธร “ไม่บอกก่อนนี่ว่าต้องแบ่งคนอื่น เอาใส่จานมาวางก็นึกว่ากินได้”

ตุลธรหัวเราะ พยักหน้ารับความผิดตน “เออๆ พี่ผิดเองแหละ” แล้วหันไปทางนิชฌาน “พรุ่งนี้ไม่สายแน่ สัญญา เดี๋ยวเอามาให้ฌานคนเดียวสิบคู่เลย… แจ้วเอาด้วยไหม”

จิลลาพยักหน้ารับทันที “เอาห้าคู่ก็พอ”

“ร้านนี้ทำอร่อย”

นิชฌานบอกคล้ายจะให้ข้อมูล จิลลาเองก็เห็นด้วย ปาท่องโก๋แป้งบางทอดแบบกรอบนอกนุ่มในไม่อมน้ำมัน แต่จะให้พูดเหรอ… เธอเกลียดเขาอยู่ตอนนี้ ก็เกลียดเป็นปกตินั่นแหละแค่ตอนนี้เกลียดมากเป็นพิเศษ

ตุลธรอยากจะถอนใจออกมาให้ดังเฮือกกับความอึมครึมที่จิลลาก่อ เป็นคนต่อบทสนทนาให้นิชฌาน “ต้มเลือดหมูก็อร่อย แต่ต้องไปเช้าหน่อย ปาท่องโก๋นี่ไปแปดโมงยังพอทัน แต่ต้มเลือดหมูต้องไปสักเจ็ดโมง”

พอเป็นตุลธร จิลลาก็ยอมพูด “โห… คนแถวนี้ตื่นเช้ากันจัง”

ตุลธรหัวเราะ “เจ็ดโมงนี่สายแล้ว ถ้าจะพูดแบบคนแถวนี้น่ะนะ”

พูดจบก็ต้องหันไปสนใจนิชฌานที่ลุกยืน เอ่ยถามตามความเคยชิน “เอาอะไรเพิ่มไหม ไส้กรอก ไข่ดาว แต่ถ้าจะกินข้าวต้องรอหน่อย ยังไม่สุก”

นิชฌานส่ายหน้า “เดี๋ยวไปกินบ้านพ่อ วันนี้ผมจะไปดูไร่กาแฟ พี่ตุลอยู่บ้านนะ”

ตุลธรไม่ใช่คนชอบอยู่บ้านเฉยๆ แต่ก็เข้าใจว่านิชฌานอยากให้อยู่เป็นเพื่อนจิลลา จึงพยักหน้ารับ นิชฌานเองยืนนิ่งอยู่ครู่อย่างลังเล แต่สุดท้ายก็คิดว่าควรทำอย่างที่อยากทำ จึงหันไปทางจิลลา

“ถ้าต้องไปหาหมอ บอกพี่ตุลนะ”

แน่นอนว่าจิลลาไม่สนใจ จิบน้ำเต้าหู้ของตนต่อเหมือนไม่ได้ยินคำบอกนั้น รู้ว่าเขายังยืนนิ่งอยู่สักพักเหมือนหวังว่าเธอจะใจอ่อนตอบรับสักหน่อย แต่พอรู้ว่าไม่มีหวังก็เดินออกจากบ้านไป จิลลาไม่สนใจนิชฌานสักนิด

แต่กระนั้นก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลง…

นิชฌานดูเหมือนเป็นคนละคนกับตอนอยู่กรุงเทพฯ ตอนอยู่ที่โน่นเขาหวีผมเรียบกริบลมพัดมาไม่มีกระดิกสักเส้น ถ้าออกจากบ้านจะใส่แต่ชุดสูท ถ้าไปสถานที่อื่นทั่วไปก็ใส่แบบลำลองหน่อย แต่ถ้าเข้าทีจีแอลบิลดิ้งคือใส่สูทเป็นทางการให้ภาพลักษณ์ผู้บริหารชัดเจน อยู่บ้านเขาใส่เสื้อคอปกกับกางเกงขายาว จะยกเว้นก็ตอนออกกำลังกายเท่านั้นที่เห็นเขาใส่กางเกงขาสั้นบ้าง

แต่ตอนนี้เขาใส่เสื้อยืดสีพื้น กางเกงยีน และผมที่ไม่ได้ใส่น้ำยาจัดแต่งทรงแต่ปล่อยตกตามธรรมชาติ ปกติเธอเห็นผมเขาแบบนี้ไม่บ่อยเพราะเขาตื่นก่อนนอนทีหลังเป็นส่วนใหญ่ มีเห็นบ้างก็ไม่นานพอจะสังเกตได้อย่างวันนี้ เธอเพิ่งรู้ว่าผมเขาหยักศกนิดๆ และมีความยาวระใบหู ตอนเขาหวีเสยเรียบแปล้เธอเลยพลอยคิดว่าผมเขาสั้นกว่านี้

“นี่ของจริงแล้วใช่ไหม”

คำถามของจิลลาทำให้ตุลธรชะงัก เสียงที่ใช้ถามฟังไม่มั่นคงนัก แล้วเขาก็ไม่แน่ใจว่าจิลลาถามถึงเรื่องใดแม้แวบแรกจะคิดว่าเป็นเรื่องของนิชฌาน ตุลธรเอื้อมไปหยิบแก้วของจิลลานำไปทำความสะอาดที่อ่างล้าง หันไปมองจิลลาที่เดินมายืนข้างตัวเหมือนจะมาทวงคำตอบ มือใหญ่เอื้อมไปคว่ำแก้วบนชั้นวางเสียก่อน ถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “หมายถึงฌานใช่ไหม”

“ใช่… ก่อนหน้านี้ก็คุณแคลร์ แล้วตอนนี้ก็เขา… แล้วคุณล่ะ จะเปลี่ยนไหม”

ตุลธรยิ้มหัว มองจิลลาอย่างเห็นใจ เห็นความสับสนในแววตาหญิงสาวซึ่งเขาเข้าใจว่าทำไม ก่อนหน้านี้รับรู้ว่าแขดรุณเป็นอีกอย่าง ต่อมาก็กลับพบว่าไม่ใช่อย่างที่เคยรู้เลย ตอนนี้เป็นคราวของนิชฌาน แม้จิลลาจะทำเป็นไม่สนใจแต่ตุลธรก็ยังเห็นว่าจิลลาลอบสังเกตนิชฌานอยู่ และคงได้เห็นนิชฌานในแบบที่เป็นตัวของตัวเองแล้วไม่ใช่ตัวตนแบบที่แขดรุณปั้นแต่ง “พี่คงไม่เปลี่ยน จะเปลี่ยนทำไม นี่ก็เท่จะตายอยู่แล้ว”

จิลลามองตุลธร ครู่เดียวก็เบ้ปากอย่างหมั่นไส้ และกิริยานั้นทำให้ตุลธรหัวเราะ ก่อนตัดสินใจจะบอกจิลลา

“ที่นี่เป็นเซฟโซนของฌาน”

จิลลาก็รู้สึกแบบนั้น แต่… “ทำไมที่กัญจน์ธราถึงไม่ใช่ล่ะ”

“ก็… มีหลายอย่างที่ทำให้ฌานเป็นตัวของตัวเองไม่ได้”

“ยังไง”

ตุลธรนิ่งเงียบ พยายามคิดว่าจะตอบอย่างไรดี และจิลลาก็ทำให้ทุกอย่างง่ายเข้าด้วยการคาดเดา

“เพราะคุณแคลร์เหรอ”

“ก็… ด้วย แล้วก็คนอื่นๆ ที่ชอบกดฌาน”

“ฮ่า!” จิลลาร้องเพราะนึกออกทันทีว่าใคร “คุณคริสกับคุณอลิซ”

“ก็แค่ส่วนน้อย… เอาจริงก็คนรอบๆ ตัวคุณแคลร์นั่นแหละ มันก็เหมือนที่แจ้วเคยบอก… อะไรนะ มายาคติเหรอ”

จิลลาพยักหน้า เข้าใจหลายๆ อย่างมากขึ้นเพียงตุลธรพูดถึงเรื่องนั้น ยิ่งแขดรุณเป็นผู้หญิงเก่งมากเท่าไร นิชฌานก็ดูเป็นผู้ชายที่แย่มากขึ้นเท่านั้น

“ฌานเลยต้องปรับเปลี่ยนตัวเองหลายๆ อย่าง แต่ที่นี่ไม่มีอะไรแบบนั้น ฌานเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่”

จิลลาส่งเสียงตอบรับอยู่ในลำคอ ตัดสินใจถามคำถามที่คาใจเธอที่สุด “สรุปคุณฌานกับคุณแคลร์ไม่ได้รักกันเหรอ”

คราวนี้ตุลธรนิ่งเงียบ มองหน้าจิลลาอยู่ครู่ค่อยบอก “ไว้แจ้วถามฌานเองดีกว่า”

“จะถามยังไงไม่ให้ถูกบีบคอ”

“แจ้ว…” ตุลธรเรียกจิลลาคล้ายจะปราม รีบออกตัวแทนนิชฌาน “ปกติฌานไม่ใช่คนใช้ความรุนแรง เมื่อคืนฌานเขาไม่ค่อยสบาย”

“แหม…” จิลลาลากเสียง มองตุลธรคล้ายจะล้อ “แก้ตัวแทน รักกันมากสินะ”

ตุลธรหัวเราะหึ หากก็พยักหน้า “ใช่ พี่กับฌาน… เราผ่านอะไรด้วยกันมาเยอะ ฌานเป็นยิ่งกว่าเมียอีก”

จิลลาเบิกตากว้าง จำได้อยู่ว่าเมื่อคืนประชดตุลธรไปด้วยความโมโห แต่ตอนนี้เขาพูดมันออกมาเอง

“จริงๆ นะแจ้ว ฌานเป็นเหมือนน้อง เหมือนลูก”

ลูก… จิลลานิ่วหน้าอย่างยังไม่แน่ใจว่าตนได้ยินอะไรกันแน่ วัยของตุลธรกับนิชฌานไม่ได้ห่างกันมากเท่าที่เธอรู้ น่าจะไม่ถึงสิบปีด้วยซ้ำ มันไม่น่าเป็นไปได้ที่ตุลธรจะรักนิชฌานเหมือนลูก เป็นตุลธรที่ช่วยยืนยัน

“ถ้าในฐานะพี่ชายพี่ก็คงปล่อยให้แจ้วทำร้ายฌานได้บ้าง แต่ในฐานะพ่อ พี่ยอมไม่ได้ เพราะงั้นแจ้วอย่าหาทางทำร้ายฌานต่อหน้าพี่เลย”

ดวงตาจิลลากลอกไหวอย่างครุ่นคิด ท้ายสุดก็สบตาตุลธร ยิ้มใส่ตาเขา “แสดงว่าลับหลังทำได้ใช่ไหม”

ตุลธรหัวเราะขยับสองมือขึ้นเป็นเชิงอนุญาต “เอาเลย ตามสบาย”

จบคำบอกเสียงสัญญาณจากหม้อหุงข้าวก็จบการพูดคุยในหัวข้อนั้น ตุลธรเองก็เอ่ยปาก

“ข้าวสุกแล้ว แจ้วจะกินเลยไหม”

จิลลาส่ายหน้า น้ำเต้าหู้หนึ่งแก้วโตๆ และปาท่องโก๋ตัวใหญ่สี่คู่ยังกองแน่นอยู่ในท้อง “ยังอิ่มอยู่เลย”

“ก็กินขนาดนั้น”

จิลลาค้อนควัก รู้สึกเหมือนโดนตอกย้ำว่าแย่งปาท่องโก๋ส่วนของนิชฌานกิน แต่ไม่อยากพูดให้เข้าตัว จึงเลี่ยงไป “แจ้วไปอ่านหนังสือต่อในห้อง เดี๋ยวหิวแล้วจะออกมา”

“โอเค หรือถ้าอยากเดินเล่นแถวนี้ก็บอก เดี๋ยวพาไป พี่ดูทีวีอยู่แถวนี้แหละ”

จิลลาตอบรับแล้วเดินกลับเข้าห้อง ปิดประตูลงล็อก เดินไปหยิบหนังสือที่อ่านค้างไว้ นั่งลงบนโซฟาตัวนุ่มที่วางอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปเห็นภาพอันสวยงามจรรโลงใจของทิวทัศน์ด้านนอกจึงพิจารณามันหวังเพียงผ่อนคลายตัวเองเสียหน่อย

นานมากแล้วที่เธอไม่ได้เห็นภาพเหล่านี้ด้วยตาตัวเองแบบที่ไม่ใช่เห็นผ่านทางหน้าจอ นานมากแล้วที่เธอไม่ได้เดินทางท่องเที่ยวไปไหนต่อไหน จิลลาหันมองนาฬิกาแขวนผนัง เห็นว่ายังไม่เก้าโมงจึงตัดสินใจว่าจะยังไม่โทรไปหาป้า ว่าจะอ่านหนังสือต่อแต่อ่านไปได้เพียงสองหน้าก็รู้ว่าตนไม่มีสมาธิเอาเสียเลย จึงปิดหนังสือแล้วทอดสายตามองไปยังนอกหน้าต่าง

บางอย่างคาใจเธอ

นิชฌานเกลียดแขดรุณ จิลลาแน่ใจ จริงอยู่ว่าที่เขาบีบคอเธอเมื่อคืนเขาทำเพราะไม่มีสติ แต่ยิ่งไม่มีสติสิ่งที่แสดงออกยิ่งเป็นความจริง เขาเกลียดแขดรุณมากพอจะลงมือฆ่าได้แน่ ถ้าขาดสติขึ้นมาเมื่อไร

ทำไมถึงเกลียดขนาดนั้นได้ล่ะ

จะบอกว่าเพราะคนรอบข้างกดดัน ดูถูก เหยียดหยาม แต่นั่นไม่ใช่ความผิดของแขดรุณนี่ หรือถ้าเขาไม่รักแขดรุณแล้วก็แค่เดินจากไป ไม่เห็นต้องอดทนอยู่ด้วย นอกเสียจากว่า… เขาหวังประโยชน์บางอย่างจากแขดรุณ เช่นเรื่องเงินทอง

ถ้าแบบนั้นเขาก็ควรปล่อยให้แขดรุณตายเพื่อให้ตัวเองได้รับมรดกก้อนโตสิ ทำไมต้องให้เธอมาสวมรอยต่อ

ความอยากรู้อยากเห็นฆ่าคนได้จริงๆ นะนี่ กรณีถ้าควบคุมมันไม่ได้น่ะนะ… จิลลาถอนใจยืดยาว พยายามนึกถึงคำพูดของตุลธรไว้ เธอยังมีเวลาอยู่กับนิชฌานอีกนาน ไม่ทางใดทางหนึ่งเธอต้องได้รู้เรื่องทั้งหมดในสักวัน

 

จากทำราวกับนิชฌานเป็นอากาศธาตุ กลายเป็นว่าตอนนี้สายตาของจิลลาจับจ้องอยู่ที่นิชฌานแทบตลอดเวลา ยิ่งวันนี้จิลลาโดนลากมาข้างนอกกับเขาแล้วด้วย พอไม่มีอะไรทำจิลลาก็เลยเอาแต่ดูว่านิชฌานทำอะไร แต่เธอก็ได้เพียงยืนมองอยู่ห่างๆ เพราะรอบตัวเขามีสมุนสี่ขารายล้อมเต็มไปหมด และจิลลาไม่ใช่คนรักสัตว์โดยพื้นฐาน พอมีตัวใดตัวหนึ่งแถเข้ามาคงหวังจะนัวเนียเธอได้เหมือนกับที่นัวเนียนิชฌาน จิลลาก็ใช้ขากันมันออกห่าง ทำบ่อยเข้าก็ชักหงุดหงิด… ทำไมหมาแถวนี้เฟรนด์ลี่เกินเหตุ!

เธอเห็นนิชฌานหันมามอง ก่อนเขาจะพูดบางอย่างกับตุลธร บางอย่างนั้นคงทำให้ตุลธรเดินมาทางเธอแล้วเอ่ยถาม

“ไม่ชอบหมาเหรอ”

“เปล่า” จิลลาพูดจริง เธอไม่ได้ไม่ชอบหมา แต่ก็ไม่ได้รักมัน

“ถ้าไม่อยากให้มันยุ่งด้วยก็พูดว่าอย่า หมามันฟังรู้เรื่อง”

คือ… ยังไงดี เธอไม่อยากให้หมายุ่งด้วย ก่อนหน้านี้มีหมาวนเวียนมาดมเธอครั้งละตัวสองตัว แต่ก็มีหมาสามสี่ตัวตามตุลธรที่เดินเข้ามาหาเธอด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่นิชฌานเดินมารวมกลุ่ม เท่าที่นับมีหมาทั้งหมดสิบสี่ตัว เธอว่าทั้งตุลธรทั้งนิชฌานควรไปห่างๆ เธอก่อนเลยเป็นอันดับแรก ถ้าห่วงว่าเธอจะไม่ชอบหมาละก็

“ถ้าคุณไม่ชอบเดี๋ยวผมให้ขนหมาไปที่อื่นก่อน”

นั่นนิชฌานพูด ส่วนจิลลาก็จ้องหน้าเขา หันมองตุลธร แล้วกลับไปพูดกับนิชฌานเสียงเข้ม “อย่า”

เล่นเอานิชฌานงง ถึงกับเอียงหน้าอย่างสงสัย ขณะที่ตุลธรเพียงอึ้งไปในแวบแรก ฉับพลันที่เข้าใจว่าจิลลาทำอะไรก็หัวเราะร่วน กว่าจะหยุดได้ก็น่าจะผ่านไปเกือบนาที หลังเช็ดน้ำตาที่ปริ่มขอบตาอยู่ออกค่อยหันไปบอกนิชฌาน

“เมื่อกี้พี่บอกแจ้วว่าถ้าไม่อยากให้หมายุ่งก็ให้พูดว่าอย่า”

จิลลาต่อเลยทันที “ไม่เห็นจะฟังรู้เรื่องเลย”

นิชฌานซึ่งรู้แล้วว่าตนโดนอะไรเลยตอบกลับทันที “ก็ผมไม่ใช่หมา… ถ้าหมามันกวนก็ขึ้นไปรอบนรถแล้วกัน”

ก่อนนิชฌานจะเดินไปไม่ลืมหันไปทุบคนที่ยังหัวเราะอยู่อย่างหมั่นไส้ด้วย เล่นเอาตุลธรร้องลั่นแถมหัวเราะหนักขึ้นด้วย หลังจากพอจะสงบสติอารมณ์ได้จึงค่อยหันไปบอกจิลลา

“รถไม่ได้ล็อกนะ ขึ้นไปรอบนรถได้ พี่ไปช่วยฌานต่อ”

จิลลาเพียงพยักหน้ารับ ไม่ได้คิดอยากจะไปรอบนรถเพราะอยากเห็นทุกอย่างที่นิชฌานทำ ตอนนี้เธอรู้แค่ว่าไร่กาแฟมีบางส่วนเกิดไฟไหม้ นิชฌานจึงมาดูว่าเกิดความเสียหายแค่ไหน กระทบจำนวนผลผลิตหรือไม่ หน้าดินเป็นอย่างไร เท่าที่ฟังเขาคุยกับตุลธรในรถ จิลลาเลยเพิ่งรู้อีกเรื่องว่านิชฌานไม่ใช่ผู้ชายที่ไม่ทำงานทำการแบบที่อลิชาหรือคริษฐ์หรือแม้กระทั่งคนอื่นๆ ค่อนขอดเลย เพียงแค่งานที่นิชฌานถนัดไม่ได้อยู่ในกิจการของทีจีแอลเท่านั้นเอง

“อย่า…” จิลลาร้องห้ามสุนัขตัวหนึ่งที่อยู่ๆ ก็เอาตัวมาเบียดขาเธอ ทว่าปลายเสียงกลับแผ่วลงเมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างแปลกไป… ทำไมตัวนี้นุ่ม หญิงสาวยืนนิ่งกระทั่งหมาตัวนั้นถูขาจนพอใจแล้วทิ้งตัวลงทับเท้าเธอ จิลลาถึงกับนั่งลงเอานิ้วชี้จิ้มลำตัวสุนัข เพื่อความแน่ใจเลยเปลี่ยนจากนิ้วจิ้มเป็นเอามือกดลงไปแล้วได้แต่กรีดร้องในใจ นุ่มม้ากกกกก ทำไมหมาตัวนี้ตัวนุ่มแบบนี้

“มันชื่อถุงทอง”

จิลลาเงยหน้ามองนิชฌาน ไม่รู้ตัวว่าเขาเดินเข้ามาใกล้ตั้งแต่เมื่อไร คงกำลังเพลินกับการถูตัวหมาดำตัวนี้เกินไป… ถุงทองอย่างนั้นหรือ และสิ่งที่ออกจากปากจิลลาขณะมองหน้านิชฌานก็คือ “อย่า”

นิชฌานทำหน้าหน่าย “พอได้แล้ว… ผมกำลังจะไปอีกที่ คุณจะกลับบ้านไหม”

“ไกลไหม”

“ห่างจากที่นี่น่าจะสองกิโลฯ”

“ไปได้”

จบคำบอกนั้นนิชฌานก็พยักหน้าแล้วเดินจากไป พักหนึ่งก็เป็นตุลธรที่เดินกลับมา เขาพยักหน้ากับเธอแล้วเดินไปประจำตำแหน่งคนขับรถ จิลลาก็ขึ้นไปนั่งเบาะด้านข้างคนขับ อดถามไม่ได้

“แล้วเขาล่ะ”

“ฌานไปรถพ่อพี่”

จิลลาส่งเสียงอ้อตอบรับ คิดๆ แล้วจึงหันไปพูดกับตุลธร “พ่อพี่น่ะไม่มองแจ้วเลยจริงๆ นะ”

ตุลธรหัวเราะ “ก็บอกแล้วว่าพ่อไม่ค่อยชอบแคลร์”

“พูดว่าเกลียดเลยยังได้… งั้นบอกพ่อไหมว่านี่ไม่ใช่แคลร์”

“ไม่ได้” ตุลธรพูดเสียงเข้ม หันมองหน้าจิลลาแวบหนึ่งแล้วพูดต่อ “นี่จริงจังนะแจ้ว บอกพ่อพี่ไม่ได้เด็ดขาด พ่อพี่รักปู่มาก ถ้ารู้ว่าเราโกหกปู่อยู่คนแรกที่คอขาดคือพี่”

จิลลาเงียบไปครู่ แล้วค่อยพึมพำเบาๆ “งั้นบอกดีกว่า”

เป็นอีกครั้งที่ตุลธรหัวเราะร่วน อดเอื้อมมือไปผลักไหล่จิลลาเบาๆ ไม่ได้ พลางเอ่ยสรรเสริญ “กวนประสาท”

จิลลาเฉยๆ คล้ายกับชาชินกับคำนั้นไปแล้ว นั่งเงียบไปกระทั่งรถจอดอีกครั้ง แล้วพอลงจากรถเพื่อไปส่องนิชฌานก็ต้องพบสิ่งที่ทำให้จิลลาประหลาดใจ ตอนรถออกเธอก็เห็นว่าเหล่าสมุนสี่ขาไม่ได้ขึ้นรถไปด้วย แต่ตอนนี้มันกลับล้อมรอบตัวนิชฌานได้อีกครั้งราวกับเป็นวิญญาณที่คอยตามติดเขา “หมามาได้ไง”

ตุลธรหัวเราะหึ ตอบก่อนจะเดินห่างไป “หมาพ่อพี่รู้ทางดีกว่าเราอีก”

จิลลาพยักหน้าอย่างทึ่งๆ พร้อมกับรับรู้ว่าหมาฝูงใหญ่นั้นพ่อของตุลธรเลี้ยงไว้ จากนั้นก็คอยดูว่านิชฌานทำอะไรบ้าง เรียกว่าจับตามองเขาไม่หยุด มาหยุดก็ตอนเกิดสัมผัสเดิมๆ ที่ทำให้ประหลาดใจเกิดขึ้นอีกครั้ง… เจ้าหมาตัวนุ่มมาถูตัวเธอแล้วทิ้งตัวลงทับเท้ากันอีกครั้ง จิลลาก้มลงมองเจ้าสี่ขาที่ดูมีความสุขกับการได้นอนบนเท้าเธอ กระดิกเท้าเล็กน้อยและมากขึ้นเมื่อรู้สึกว่าการได้ถูเท้าไปมาบนขนนุ่มๆ ตัวนุ่มๆ ทำให้เพลิดเพลินอย่างมาก ส่วนเจ้าตัวที่เธอรู้แล้วว่าชื่อถุงทองก็ดูเพลินหนักขึ้นอีก เพราะตอนนี้มันพลิกตัวนอนหงายคล้ายกับหาเหลี่ยมมุมที่จะทำให้เท้าจิลลาโดนจุดฟินของตนมากขึ้น หางปัดไปมาจนดินแถวนั้นปลิวฟุ้ง หนักเข้าจิลลาก็ทรุดตัวลงนั่งเอาสองมือขยี้ขยำลำตัวถุงทอง เพิ่งรู้ว่าการขยำหมาตัวนุ่มๆ มันเพลินได้ขนาดนี้

แค่คราวนี้เธอรู้ตัวตอนนิชฌานเดินเข้ามาใกล้ เขามายืนมองเธอนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ กระทั่งจิลลาเงยหน้าไปมองโต้… ทั้งคู่จ้องมองกันอยู่อย่างนั้น กระทั่งเป็นจิลลาที่ทนไม่ไหว เอ่ยถาม “จะเอาไง”

“เผื่อคุณจะรู้ว่าการโดนจ้องมันไม่โอเค”

จิลลาหัวเราะหึ เธอตั้งใจจ้องเขาดังนั้นถ้าเขารู้สึกไม่ดีก็ถือเป็นความตั้งใจของเธอด้วยเช่นกัน

“ถ้ามีอะไรอยากพูด คุณพูดได้นะ” นิชฌานเปิดช่องให้จิลลา เขาคิดว่าเจ้าหล่อนต้องยังโกรธเคืองเรื่องที่เขาบีบคอจนขึ้นรอยไปหลายวัน เพราะตั้งแต่วันนั้นหลังจากเขาขอโทษไปเพียงครั้งเดียวก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กันอีก ถ้าไม่นับการที่จิลลาเมินเขาแล้วเปลี่ยนกลับมาจ้องแบบเอาเป็นเอาตาย ก็ถือได้ว่าจิลลายังไม่ได้ตอบโต้เขาเรื่องนี้เลย

“คุณคิดว่าฉันอยากพูดเรื่องอะไรล่ะ”

นิชฌานลอบถอนใจเบาๆ บอกไปตามตรง “เรื่องที่ผมทำร้ายคุณคืนนั้น”

“ฉันไม่ได้คิดอะไรเรื่องนั้นแล้ว รู้ว่าคุณไม่ได้ตั้งใจ” พอเห็นสีหน้านิชฌานบอกชัดว่าไม่เชื่อ จิลลาเลยบอกอีก “แต่ฉันมีเรื่องหนึ่งอยากถามคุณ”

นิชฌานตอบกลับทันที “ถามได้”

“ทำไมคุณเกลียดคุณแคลร์”

แต่ตอบไม่ได้… นิชฌานนิ่งงัน ไม่คาดคิดว่าจิลลาจะถามตรงขนาดนี้

“เพราะคุณแคลร์ทำให้คุณไม่เป็นตัวของตัวเองเหรอ”

ไม่เป็นตัวของตัวเอง… นิชฌานทวนวลีนั้นอยู่ในใจแล้วจู่ๆ ก็รู้สึกหดหู่ ถ้าแค่นั้นเขาคงไม่เกลียดแขดรุณ “ทำไมคุณถึงคิดว่าผมไม่เป็นตัวของตัวเอง”

จิลลาทำหน้า ‘ยังต้องถามอีกเหรอ’ ใส่เขา แล้วตามด้วย “ฉันไม่ได้ตาบอดนะคุณ ตอนคุณอยู่กรุงเทพฯ ฉันไม่เคยเห็นคุณเป็นแบบนี้”

“มันไม่ดีใช่ไหม”

จิลลาเงยหน้ามองเขา น้ำเสียงไม่มั่นใจนั่นกระตุ้นความสงสารเธออย่างหาสาเหตุไม่ได้ ไม่ตอบคำถามนั้นตามตรงแต่บอกอีกทางซึ่งเธอคิดว่ามันน่าจะตอบได้ดีกว่า “คุณดูมีความสุขกว่าตอนอยู่กรุงเทพ”

นิชฌานคล้ายจะมีรอยยิ้ม ก่อนมันจะเลือนหายไปเมื่อจิลลายังคงมุ่งมั่นจะเอาคำตอบ

“แล้วสรุปเรื่องนั้นจริงๆ เหรอ… หรือมีเรื่องอื่นอีก”

นิชฌานมองหน้าจิลลา เขาตอบไม่ได้ ตอบคำถามนั้นไม่ได้ แต่เขามั่นใจว่าพูดเรื่องนี้กับจิลลาได้ “มีเรื่องอื่น…”

จิลลาถึงกับลุกขึ้นยืน ซึ่งนิชฌานมองเห็นความอยากรู้อยากเห็นที่เจ้าหล่อนว่าเป็นนิสัยกระจายตัวทั่วแววตา แม้แน่ใจว่าประโยคนี้จะดับฝันจิลลาที่คิดว่าตนกำลังจะได้รู้ความจริง ทว่านิชฌานก็ต้องพูด

“แต่ผมอยากให้มันตายไปพร้อมแคลร์”

จิลลานิ่งงัน ประโยคนั้นบอกอะไรได้หลายอย่าง เขาไม่อยากพูดถึงความขัดแย้งระหว่างตนกับแขดรุณ และความขัดแย้งนั้นต้อง ‘เลวร้าย’ มาก ทั้งๆ ที่แขดรุณเสียชีวิตไปแล้วแต่นิชฌานก็ยังไม่อยากพูดถึง ถ้าให้พูดตามที่จิลลารู้สึก เขาไม่อยากนึกถึงมันด้วยซ้ำ อะไร… มันเรื่องอะไรกัน

หญิงสาวได้แต่มองเขาเดินห่างไปพร้อมถุงทองที่เดินตามเขาต้อยๆ โดยไม่สนใจเธอแม้แต่น้อย เหมือนความสัมพันธ์ดีๆ ตอนที่เธอขยำตัวให้มันไม่เคยเกิดขึ้นจริง แต่จิลลาไม่ได้สนเรื่องนั้นหรอกเพราะในใจยังวนเวียนแต่คำว่า… อะไร เรื่องอะไร นิชฌานเกลียดแขดรุณเพราะอะไร ซ้ำไปซ้ำมาอย่างนั้น

ให้ตายสิ เกลียดพระเจ้าที่สร้างเธอให้เป็นคนอยากรู้อยากเห็นเสียจริง!

Don`t copy text!