ปราการแสงจันทร์ บทที่ 13 : หนี

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 13 : หนี

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

จิลลาฝันร้ายน้อยลง… ถ้าฝันก็ไม่ได้ฝันถึงเหตุการณ์รุนแรง ไม่ได้ตื่นมาพร้อมความหวาดกลัว เหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อท่วมตัวเหมือนเมื่อก่อน อย่างดีก็แค่ฝันถึงเสียงระเบิดและความร้อน ตื่นขึ้นมาก็แค่ อ๋อ… ฝัน เท่านั้นแล้วหลับต่อได้อย่างสงบ

แต่เธอฝันถึงตู้เซฟใบนั้นมากขึ้น

แรกๆ ก็ไม่เท่าไร เธอคิดว่าคงแค่รู้สึกติดค้างแขดรุณที่ยังไม่ได้ทำงานตามที่ได้รับการฝากฝัง แต่พอฝันไปฝันมา อยู่ๆ จิลลาก็คิดว่าบางทีคำตอบที่เธอต้องการอาจอยู่ในนั้น สมองในส่วนที่ผลิตความอยากรู้อยากเห็นของเธอซึ่งแน่นอนว่ามันทำงานด้วยสัญชาตญาณดิบอาจกำลังพยายามบอกใบ้อยู่ ตอนนี้จิลลาอยากได้รหัสเปิดเซฟและอยากได้เซฟด้วย

แต่จะทำอย่างไรล่ะ…

จิลลาวางหนังสือลงบนโต๊ะตัวเล็กข้างตัว ซึ่งจริงๆ เธอก็อ่านอะไรไม่เข้าหัวมาสักพักแล้วตั้งแต่คิดถึงเรื่องฝัน ทอดสายตาเหม่อมองไปยังยอดเขาที่ห่างออกไป ระยะนี้ตุลธรกับนิชฌานให้อิสระเธอมากขึ้น คล้ายกับแน่ใจว่าอย่างไรเธอก็หาทางทำอะไรที่นี่ไม่ได้ รถไม่มี โทรศัพท์มือถือไม่มี โทรศัพท์บ้านไม่มี คอมพิวเตอร์ไม่มี หนำซ้ำแถวบ้านพักก็แทบไม่เจอคนอื่นเลยนอกจากพ่อของตุลธร วันไหนที่มีคนมาทำความสะอาดบ้านเธอจะโดนลากไปกับนิชฌานและตุลธรด้วย แต่ถ้าไม่มีคนมาเขาจะให้เธอเลือกว่าจะไปหรือไม่ วันนี้เธอไม่ได้ไปกับเขา และเลือกออกมานั่งอ่านหนังสือในศาลาเล็กๆ ริมน้ำที่มองเห็นได้จากห้องนอนเธอ

ใช่… มองเห็นได้ บางคืนเธอเห็นนิชฌานว่ายน้ำตรงนี้โดยมีตุลธรเฝ้าเสมอ

ถ้าตุลธรไม่บอกว่านิชฌานเป็นเหมือนน้องเหมือนลูก จิลลาก็คิดเป็นอื่นไม่ได้เลย

ใช่… เธอมันคนบาป

“คุณ!”

จิลลาถึงกับสะดุ้งเฮือกกับเสียงเรียกที่ดังแหวกความเงียบสงบนั้น แวบหนึ่งคิดว่าโดนด่าแน่ที่คิดอกุศลกับความสัมพันธ์ของตุลธรกับนิชฌาน แต่แวบถัดมาก็นึกออกว่านั่นเป็นเพียงความคิดที่อยู่ในหัวเธอ ยังไม่ได้พูดออกไปสักนิด ตั้งสติได้จึงหันไปมองทางต้นเสียง เห็นนิชฌานวิ่งมาหน้าตาตื่นจึงรีบลุกยืน พอเขาเห็นแบบนั้นก็หยุดวิ่ง เปลี่ยนเป็นกวักมือเรียกแทน เห็นท่าทางแล้วแน่ใจว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน จิลลาจึงออกเดินไปหา แต่กว่าจะถึงตัวก็ตอนถึงบ้านแล้วเพราะนิชฌานเองไม่ได้หยุดรอเลย พอเธอเดินทันเขาก็หันมาถาม

“เราต้องขึ้นเครื่องกลับกรุงเทพฯ คุณสะดวกไปเลยไหม ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเปล่า”

พอเข้ามาในบ้าน แน่ใจว่าไม่มีคนอยู่ จิลลาก็ถามย้อน “คุณคิดว่าไงล่ะ คุณแคลร์จะขึ้นเครื่องแบบนี้หรือเปล่า”

นิชฌานนิ่งไปนิด หลังกวาดสายตาขึ้นลงเห็นว่าจิลลาใส่เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นก็รีบบอก “เลือกเบลเซอร์สักตัวสวมทับได้ไหม เร็วหน่อยนะ ปู่เข้าโรงพยาบาล ผมอยากไปให้ทันเที่ยวบินถัดไป”

ทิวาเข้าโรงพยาบาล เรื่องด่วนจริง แล้ว… “มีเวลาแค่ไหน”

“ห้านาที”

จิลลาจึงรีบวิ่งเข้าห้อง หยิบเสื้อคลุมตัวยาวของแขดรุณตัวแรกสุดที่เห็นมาสวม แล้วออกไปสมทบกับนิชฌานที่พร้อมอยู่แล้ว พอออกไปนอกบ้านจึงได้รู้ว่าตุลธรกับพ่อก็อยู่บนรถที่พร้อมออกเดินทางไปสนามบินแล้วเช่นกัน

 

“นายตุลว่าคุณแคลร์จำอะไรไม่ได้”

จิลลาหันไปมองผู้สูงวัยที่พูดกับเธอเป็นประโยคแรกหลังจากเห็นหน้ากันมาหลายวัน หญิงสาวมองตุลธรกับนิชฌานที่ยังวุ่นวายอยู่กับการซื้อตั๋วเครื่องบิน แล้วตัดสินใจว่าจะเล่นไปตามน้ำ “ค่ะ”

“ดีแล้ว…”

จิลลาไม่รู้เลยว่านั่นหมายความว่าอย่างไร รู้แค่น้ำเสียงที่ได้ยินเย็นชาอย่างมาก มันไม่ใช่คำปลอบใจ ไม่ได้ต้องการให้เธอรู้สึกดีขึ้นแน่นอน เพื่อเลี่ยงความอึดอัด จิลลาจึงถามถึงเรื่องอื่น “คุณลุงจะไปด้วยกันไหมคะ”

เงียบ… จิลลารู้แล้วแหละว่าพ่อของตุลธรไม่อยากพูดกับเธอ และเธอก็จะไม่ทู่ซี้ชวนคุยด้วย โชคดีว่าหลังจากนั้นไม่กี่นาทีตุลธรกับนิชฌานก็กลับมาร่วมวง

ตุลธรบอกกับพ่อของตน “เรียบร้อยแล้วพ่อ”

“เจอปู่แล้วส่งข่าวพ่อด้วยนะ”

ตุลธรพยักหน้า พ่อตบบ่าเขา หันไปพยักหน้ากับนิชฌานแล้วหมุนตัวเดินจากไปทันที จากนั้นทั้งสามคนที่เหลือก็รีบทำตามขั้นตอนจนได้นั่งบนเครื่องบิน  จิลลาตัดสินใจพูดเพราะเห็นแล้วว่ารอบตัวไม่มีคนเลย สองแถวหน้าและหลังแถวที่เธอนั่งว่างจนไม่อยากคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ก็ไม่อยากคิดเช่นกันว่ามีการเหมาแถวเกิดขึ้น

“ที่พ่อคุณไม่ไปเยี่ยมคุณทิวา เพราะแจ้วหรือเปล่า”

ตุลธรตอบได้ทันที “เปล่า”

พ่อเขาเห็นแขดรุณได้ เห็นแขดรุณอยู่กับทิวาได้ เห็นนิชฌานอยู่กับแขดรุณ หรือนิชฌานอยู่กับทิวาก็ยิ่งไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเห็นแขดรุณอยู่กับทิวา แล้วมีนิชฌานอยู่ด้วยพร้อมกันสามคนต่างหาก ที่ทำให้พ่อเขาอดทนได้ยากเหลือเกิน

“น่าเชื่อเนอะ”

เสียงพึมพำแผ่วเบานั้นทำให้ตุลธรหันมองจิลลา ก่อนเลยไปสบตากับนิชฌานที่นั่งประกบจิลลาอีกฟาก เห็นอีกฝ่ายกดมุมปากทั้งสองข้างลง คล้ายจะล้อคำของจิลลาผ่านทางหน้าตาตนแล้วอยากกระโดดลงจากเครื่องบินปล่อยให้อยู่กันสองคนเหลือเกิน

ใช่ว่าจิลลาจะไม่เห็นอาการของผู้ชายสองคนที่นั่งขนาบซ้ายขวาเธออยู่ ใจหนึ่งก็อยากถามตุลธรเหมือนกันว่า ‘น้องแน่นะ’ แต่อีกใจก็บอกตัวเองให้หยุดสนใจทุกอย่างแล้วตั้งสมาธิให้ดี… เดี๋ยวๆ มันมีเรื่องหนึ่งกวนสมาธิเธอ จิลลาหันไปทางนิชฌาน “ไหนว่าคุณกลัวความสูง”

ใช่ เขาไม่ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปกับแขดรุณ แขดรุณบอกเธอว่านิชฌานกลัวความสูง แล้วเธอก็หลงเชื่อแบบนั้นมาตลอด

นิชฌานเองก็ส่ายหน้า บอกไปตามตรง “ปกติเวลาบินทำงาน แคลร์จะไม่ให้ผมไปด้วย แคลร์ชอบให้ผมคอยเตรียมอาหารเตรียมเครื่องดื่มให้มากกว่า”

จิลลาพยักหน้า ทว่ากลับมีความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา “คุณทำอะไรกับเฮลิคอปเตอร์หรือเปล่า”

เพราะถ้ารู้ว่าอย่างไรตนก็ไม่ได้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปด้วยกัน ถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นนิชฌานก็ปลอดภัย… นิชฌานรู้ข้อสงสัยนั้นของจิลลา และตอบกลับไปเพียง “เพ้อเจ้อ”

“ที่คิดว่าคนเรียนศิลปะแบบฌานจะทำอะไรกับเฮลิคอปเตอร์ได้” ตุลธรช่วยเสริม เสริมแล้วก็ยังเสริมอีก “แล้วเฮลิคอปเตอร์เขาไม่ค่อยจอดกันข้างทางให้ใครเข้าไปตัดสายเบรกเล่นหรอก”

จิลลาค้อนตุลธร ก่อนตัดสินใจว่าจะไม่โต้เถียง กลับมาทุ่มสมาธิให้สิ่งที่ตั้งใจไว้… เธออยากได้เซฟกับรหัสเซฟ และนี่คงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดแล้ว อย่างน้อยก็ดีกว่าตอนอยู่ห่างจากกรุงเทพแปดชั่วโมงด้วยการเดินทางทางรถยนต์แน่นอน!

 

ป้องเกียรติอยู่ด้วย… จิลลาเห็นผู้อาวุโสทันทีที่ก้าวออกจากลิฟต์ ป้องเกียรติกำลังยืนคุยกับแพทย์ เดาว่าคงเป็นแพทย์ที่รักษาทิวา จิลลาต้องสับฝีเท้าให้เร็วขึ้นเมื่อทั้งนิชฌานกับตุลธรต่างพากันออกวิ่ง เมื่อเธอไปรวมกลุ่มทัน แพทย์ผู้รักษาก็จากไปเสียแล้ว ทำได้แค่ยกมือไหว้เท่านั้น ป้องเกียรติออกเดินนำ แต่พาไปยังมุมสงบไม่ใช่เข้าห้องผู้ป่วย เริ่มพูดเมื่อทุกคนล้อมวงกันแล้ว

“ลุงโดนพ่อด่าหนักเลยที่โทรตามแคลร์มา”

พ่อ… น่าจะหมายถึงทิวา จิลลาพยายามเรียบเรียงสิ่งที่ตนได้ยิน ซึ่งโชคดีที่ป้องเกียรติหันมามองและคงเห็นความสงสัยในแววตาเธอจึงช่วยยืนยัน

“อ้อ ลืมไปว่าคุณแคลร์จำไม่ได้ ลุงกับหลายๆ คนในบริษัทที่รุ่นๆ ลุงเรียกปู่คุณแคลร์ว่าพ่อเกือบทั้งนั้น งั้นต่อไปลุงจะพยายามเรียกปู่คุณแคลร์ว่าปู่นะ คุณแคลร์จะได้ไม่งง”

จิลลาพยักหน้ารับ ฟังป้องเกียรติพูดต่อ

“ลุงไม่รู้จริงๆ ว่ามีเรื่องอะไร เดาว่าปู่คงอยากให้คุณแคลร์พักผ่อน ขอโทษจริงๆ ที่โทรตามมา”

จิลลาส่ายหน้า ได้จังหวะจึงรีบพูด “ไม่เป็นไรค่ะ แคลร์อยากได้เอกสารที่เคยขอจากคุณลุงพอดี”

“เอ้อ!” ป้องเกียรติร้องอย่างนึกขึ้นได้ แล้วรีบบอก “ลุงเอามาด้วย อยู่ในรถพอดี เดี๋ยวลุงเอาขึ้นมาให้”

“แคลร์ลงไปเอาดีกว่าค่ะ คุณลุงจะได้ไม่ต้องย้อนไปย้อนมา” แล้วหันไปทางนิชฌานกับตุลธร “ไปเปิดรถด้วยได้ไหม แคลร์จะได้เอาเอกสารไปเก็บในรถเลย ถ้าปู่เห็นจะคิดว่าทำงานอีก… คุณจะเข้าไปหาปู่ก่อนก็ได้นะ”

ประโยคหลังนั่นหันไปบอกนิชฌาน ซึ่งก็หันมองหน้าตุลธรคล้ายจะปรึกษา ซึ่งตุลธรบอกได้ทันทีเพราะสำหรับเขาตอนนี้ ให้นิชฌานอยู่บนนี้ซึ่งมั่นใจว่าปลอดภัยในระดับหนึ่ง เขาจะได้ทุ่มสมาธิปกป้องจิลลาได้เต็มที่น่าจะดีกว่า

“อยู่กับปู่เถอะ”

นั่นเอง นิชฌานจึงหันไปสวัสดีป้องเกียรติแล้วเดินแยกจากกลุ่มไป ส่วนอีกสามก็เดินตรงไปยังลิฟต์แล้วลงไปยังลานจอดรถ ขณะอยู่ในลิฟต์นั่นเองจิลลาก็หาจังหวะสบตาป้องเกียรติแล้วเหลือบตาไปทางตุลธร ไม่แน่ใจหรอกว่าป้องเกียรติเข้าใจหรือเปล่า ทว่าเมื่อออกจากลิฟต์ ป้องเกียรติก็เอ่ยถาม

“ตุลจอดรถตรงไหน”

ตุลธรส่ายหน้าปฏิเสธ “พวกผมใช้ลิมูซีนจากสนามบินครับ คิดว่าไวกว่ารอคนมารับ”

“อ้อ… ลุงจอดรถตรงนั้น” ป้องเกียรติชี้ไปที่รถตนซึ่งห่างไปราวๆ สามบล็อก “ตุลรอตรงนี้ได้ไหม ขอลุงคุยกับแคลร์แบบส่วนตัวแป๊บนึง”

ตุลธรอ้ำอึ้ง ก่อนแน่ใจว่าคงปฏิเสธไม่ได้ ป้องเกียรติสุภาพมากพอจะเอ่ยปากขอในสิ่งที่ตนต้องได้ ถ้าเขาปฏิเสธก็คงไม่มีใครได้ไปไหนในวันนี้

“แค่ตรงนี้เองค่ะ” จิลลาบอกพลางชี้ไปทางที่ป้องเกียรติชี้ “เดี๋ยวได้เอกสารแล้วจะรีบกลับมา”

ก็คงทำอะไรไม่ได้หรอก ประกอบกับเห็นว่าตรงนี้ก็ยังเห็นจิลลาอยู่ คิดว่าจับตาไว้ไม่น่ามีปัญหา จึงพยักหน้ากับจิลลาแล้วหันไปทางป้องเกียรติ “เชิญลุงป้องครับ ผมรอตรงนี้”

จิลลาลิงโลดใจ แผนขั้นตอนต่อไปผุดขึ้นมาทันที… ที่เหลือก็แค่ต้องกล่อมป้องเกียรติ หลังเดินห่างออกมาในระยะที่แน่ใจว่าตุลธรไม่ได้ยินแล้ว จิลลาก็เอ่ยถาม “คุณลุงมีธุระต่อไหมคะ”

“ไม่มีๆ ลุงยกเลิกทุกงานเลย ตอนแรกตั้งใจว่าจะเฝ้าปู่ แต่พอทุกคนมาลุงเลยว่าจะกลับไปเตรียมของหน่อย ปู่ต้องอยู่โรงพยาบาลอีกสองวัน พรุ่งนี้ลุงจะมาผลัดคุณแคลร์”

โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง จิลลารีบบอก “แคลร์ขอสองชั่วโมงได้ไหมคะ”

“หืม…”

“แคลร์ขอยืมรถคุณลุงสองชั่วโมงค่ะ แคลร์อยากไปจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อย แคลร์จะไปคุยกับคนที่แคลร์อยากให้มาทำงานแทนแจ้วค่ะ แล้วถ้าแคลร์ไม่หนีตอนนี้ ชาร์ลไม่ยอมให้แคลร์ไปไหนตามลำพังแน่ๆ คุณลุงช่วยแคลร์หน่อยได้ไหมคะ”

ป้องเกียรตินิ่งไป ถามด้วยน้ำเสียงลังเล “จะดีเหรอ แคลร์น่าจะบอกฌานหน่อย”

“บอกไม่ได้ค่ะ ช่วงนี้ชาร์ลไม่ปล่อยให้แคลร์คลาดสายตาเลย ช่วยแคลร์นะคะ”

ป้องเกียรติถึงกับเงียบไปเป็นพักใหญ่ กระทั่งถึงรถตนจึงตัดสินใจได้ “โอเค”

“คุณลุงช่วยบอกทั้งชาร์ลทั้งคุณตุลเลยนะคะ ว่าแคลร์ขอแค่สองชั่วโมง จะรีบกลับมาค่ะ เขาจะได้ไม่ต้องตามแคลร์”

ป้องเกียรติพยักหน้ารับ เดินไปหยุดที่ประตูฝั่งคนขับ แล้วบอก “ซองเอกสารอยู่เบาะหลัง กุญแจรถ…”

จิลลาเดินไปซ้อนหลังป้องเกียรติเพื่อปิดมุมมองของตุลธรแล้วรับกุญแจไว้ ก่อนเปลี่ยนใจยื่นกุญแจรถคืนป้องเกียรติ “คุณลุงสตาร์ตรถให้แคลร์หน่อยนะคะ ขอแคลร์ดูเอกสารก่อน”

พอป้องเกียรติเปิดประตูรถ จิลลาก็เดินไปประตูหลัง หยิบเอกสารขึ้นมาแล้วยืดตัวตรง ปลายสายตาเห็นแล้วว่าตุลธรเตรียมขยับตัวมาทางนี้และหยุดเมื่อเห็นเธอ… คงคิดว่าเธอจะขึ้นรถแล้วให้ป้องเกียรติขับรถออกไปสินะ ทว่าสิ่งที่ตุลธรทำนั่นกลายเป็นเรื่องดี เพราะป้องเกียรติที่ลงจากรถมาเห็นเข้าพอดี

“เชื่อแล้วว่าไม่ปล่อยให้คุณแคลร์คลาดสายตา นี่ขนาดแค่ก้มลงไปหยิบเอกสารนะ”

จิลลายิ้มนิดๆ แหวกกองเอกสารดูแล้วเห็นซองเล็กสีขาวปิดผนึกอยู่บนสุดจึงหยิบออกมาด้วยแน่ใจทันทีว่านี่ต้องเป็นสิ่งที่เธอต้องการ

“อันนั้นลุงก็ไม่รู้ว่าอะไร คุณแคลร์เป็นคนเอามาให้ลุงเอง”

ถ้าอย่างนั้นก็ใช่แน่ จิลลาขยับเข้าไปใกล้ประตูฝั่งคนขับที่กำลังเปิดอยู่ มองหน้าป้องเกียรติ “ช่วยแคลร์ทีนะคะ บอกคุณตุลให้หน่อยว่าแคลร์ขอแค่สองชั่วโมงเท่านั้น”

“ได้ รีบไปรีบกลับนะคุณแคลร์… ปู่เห็นหน้าคุณแคลร์น่าจะดีใจ”

ถึงตรงนี้จิลลาก็นึกได้ เธอลืมคิดถึงทิวาไปเลย แต่ไม่แปลกไม่ใช่หรือ เธอไม่ใช่หลานเขาจริงๆ ไม่ได้มีความผูกพันอันใดนอกจากเห็นใจกับการสูญเสีย และคงไม่แปลกเช่นกันถ้าแขดรุณความจำเสื่อม “ค่ะ แคลร์จะรีบ”

พอป้องเกียรติขยับถอยออกจากระยะประตูปิดและถอยออกจากวิถีการเคลื่อนตัวของรถ จิลลาก็รีบสอดตัวเข้าประตูรถแล้วออกรถไป ยังไม่ทันที่เธอจะได้เลี้ยวรถมุ่งหน้าสู่ทางออก มองไปทางกระจกมองหลังก็เห็นตุลธรวิ่งถึงตัวป้องเกียรติแล้ว นี่ถ้าป้องเกียรติไม่ขวางเขาเอาไว้เผลอๆ ตุลธรคงวิ่งมาเกาะท้ายรถได้แล้วแหงๆ… นี่ผ่านการฝึกสายลับรัสเซียมาหรือเปล่า

ออกจากโรงพยาบาลมาได้สักสิบห้านาทีแล้วนั่นแหละ จิลลาจึงแน่ใจ ตุลธรไม่ตามเธอมาแน่ ดังนั้นหญิงสาวจึงตั้งใจขับรถมุ่งหน้าสู่สำนักงานเดอะคอนเทนิก… เธอต้องได้เจอวรรณวลี!

 

“ตุล ไม่เป็นไรๆ ตุล” ป้องเกียรติรีบวิ่งขวางตุลธรเอาไว้พลางบอกแบบนั้น โล่งใจเล็กน้อยที่ชายหนุ่มหยุดทัน ไม่กระแทกเขาจนลงไปกองกับพื้น

“ลุงป้อง คุณแคลร์ไปไหนคนเดียวไม่ได้นะครับ”

ป้องเกียรติโบกมือ พยายามเกลี้ยกล่อม “คุณแคลร์ว่าขอสองชั่วโมงเท่านั้น… ลุงช่วยขอด้วยอีกคน ถ้าสองชั่วโมงแล้วคุณแคลร์ยังไม่กลับมา ลุงจะไปตามกลับด้วยตัวเอง”

ตุลธรมองหน้าป้องเกียรติ คลายใจลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินข้อมูลที่ตนยังไม่ทันนึกถึง

“ตกใจจนลืมเหรอ รถทีจีแอลทุกคันแทร็กตำแหน่งได้หมด… นะตุล ลุงขอสองชั่วโมง แล้วคงต้องขอให้ตุลช่วยพูดกับฌานด้วย ฌานคงโมโหมาก เห็นคุณแคลร์ว่าฌานไม่ปล่อยให้คุณแคลร์คลาดสายตาเลย”

ไม่จริงสักนิด ตั้งแต่ไปอยู่บ้านโน้นนิชฌานแทบไม่เห็นจิลลาอยู่ในสายตาเลย จิลลาต่างหากที่แทบไม่ปล่อยนิชฌานคลาดสายตา เล่นจ้องเอาๆ จนนิชฌานแทบจะเป็นบ้า… แต่ทำอะไรไม่ได้นี่ ใช่ไหม เขาเดาได้เลยว่าจิลลาใช้ป้องเกียรติเป็นเครื่องมือ และถ้าเขาดันทุรังมันต้องดูล้ำเส้นไปแน่ๆ ในสายตาป้องเกียรติ จะอ้างเหตุผลเรื่องลอบทำร้ายที่เพิ่งเกิดก็ไม่ได้ เขาแน่ใจว่าทิวาต้องทำเงียบๆ ไม่บอกใคร ป้องเกียรติก็คงไม่ได้บอกไม่อย่างนั้นผู้อาวุโสคงไม่ปล่อยให้จิลลาลอบหนีไป

ตุลธรถอนใจยาว ตัดสินใจว่าจะลองไว้ใจจิลลา สองชั่วโมง ถ้าเกินนี้จิลลาจะไม่รู้จักคำว่าอิสระอีกเลย ตุลธรสาบาน! “ผมจะบอกปู่กับฌานว่าแคลร์ขอตรวจร่างกายก่อนนะครับ”

ป้องเกียรติพยักหน้า เห็นด้วยในทันที “ดีเลย ปู่จะได้ไม่ห่วงด้วย”

ดังนั้นเมื่อตุลธรกับป้องเกียรติกลับเข้าห้องและบอกเหตุผลที่แขดรุณไม่ปรากฏตัว ทิวาจึงไม่สงสัยอะไร ทว่าไม่ใช่นิชฌาน เพียงสบตากับตุลธรก็แน่ใจว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ถ้าตุลธรไม่โวยวายนิชฌานก็จะนิ่งไว้ก่อนทั้งๆ ที่แน่ใจ… จิลลาก่อเรื่องแน่!

 

จิลลาเลี้ยวรถเข้าสู่ลานจอดสำนักงานเดอะคอนเทนิก ก้าวลงจากรถอย่างเร่งรีบตรงไปยังส่วนต้อนรับ หัวใจเต้นในจังหวะที่แปลกไปเพราะทั้งสามคนนั้นเธอล้วนรู้จัก แต่จะแสดงออกว่ารู้จักไม่ได้ จิลลารีบวางหน้านิ่ง บอกไปเมื่อเดินถึงเคาน์เตอร์ “ขอพบคุณวันใหม่ค่ะ บอกว่าแคลร์จากทีจีแอลขอพบ”

จิลลาเห็นว่าคนรับสารมองพิจารณาเธออยู่ครู่ แล้วคงเห็นเค้าหน้าว่าเป็นแขดรุณจริงถึงจะดูยากหน่อยเพราะตอนนี้เธอไม่ได้แต่งหน้า เรียกว่าหน้าเปลือยเลยจะถูกกว่า เลยรีบยกหูโทรศัพท์ต่อสายภายในหาวรรณวลี หลังอดีตเพื่อนร่วมงานเธอวางสายลงก็หันมาพูดด้วย

“คุณวันใหม่กำลังออกมาค่ะ เชิญคุณแคลร์นั่งรอด้านนั้น…”

ยังไม่ทันที่ประโยคนั้นจะจบลง วรรณวลีก็โผล่หน้าออกมา ซึ่งถ้าวัดระยะห่างจากห้องทำงานของวรรณวลีมาถึงตรงนี้ จิลลาแน่ใจว่าวรรณวลีต้องวิ่งมา หลังเพื่อนสวัสดีเธอ สายตาก็กลับมองไปเบื้องหลังแล้วเอ่ยถาม

“คุณแคลร์มาคนเดียวเหรอคะ…”

จิลลากำลังจะตอบ ทว่ากลับชะงัก แล้วสะกิดใจบางอย่าง… วรรณวลีติดใจไม่นิชฌานก็ตุลธร ทว่าเพื่อนไม่มีประวัติแอบชอบคนมีเจ้าของ จิลลาเลยลองหย่อนระเบิดไป “อยากเจอคุณตุลเหรอคะ”

ใช่! ใช่แน่ สีหน้าวรรณวลีบอกชัดแม้อีกฝ่ายจะพยายามตีหน้านิ่ง แต่อย่าคิดจะมาปิดบังเธอเชียว เห็นแก่ว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย จิลลาจึงไม่ขยี้ประเด็นนี้ต่อ รีบเอ่ยถาม “สะดวกคุยกันในห้องคุณวันใหม่ไหมคะ”

“อะ… ค่ะ ได้ค่ะ เชิญทางนี้เลยค่ะ”

จบคำเชื้อเชิญนั้นสองสาวก็เดินไปยังห้องทำงานของวรรณวลี ซึ่งพอจิลลาเดินเข้าห้องได้ก็ลงล็อก ปิดมู่ลี่ประตูกระจกลงเพื่อบังสายตาคนนอก ไม่แปลกใจเลยที่หันมาแล้วจะเห็นวรรณวลีหน้าเหวอ และจิลลาจะไม่เสียเวลาอีกต่อไป ขับรถจากโรงพยาบาลมาที่นี่ก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงแล้ว เธอจะต้องไปเอาตู้เซฟให้เร็วที่สุด “แก ฉันเอง”

วรรณวลีขมวดคิ้วอย่างมึนงง มองหน้าคนพูด ‘แก ฉันเอง’ อยู่ครู่ก็ยิ้มเฝื่อน “คุณแคลร์… ว่าไงนะคะ”

“ฉันคือแจ้ว” จิลลาบอกแล้วว่าเธอเสียเวลาไม่ได้ แต่พอมองหน้าคนฟัง เห็นความโกรธกรุ่นวับวาบในดวงตาเพื่อนแล้วรู้เลยว่าคำบอกนั้นสั่นสะเทือนอารมณ์คนฟังอย่างมาก

“คุณแคลร์คะ ใหม่ขอให้คุณแคลร์หยุดล้อเล่นเรื่องนี้”

ให้ตายสิ จิลลาสงสารเพื่อน ทว่าก็จำต้องขมวดปมทุกอย่างให้ได้เร็วที่สุด “ตอนปีหนึ่งแกแอบชอบพี่ว่าน ปีสามคณะวิศวฯ ปีสองแกเปลี่ยนมาชอบไอ้เต้ย เด็กแพทย์ปีเดียวกัน ต้องให้ฉันบอกตอนปีสามปีสี่ด้วยไหม”

นั่น… นั่นมันไม่ใช่เรื่องที่แขดรุณควรรู้เลย

“แกแกล้งเป็นลมตอนไปค่ายเพราะอยากให้ไอ้เต้ยดูแลแกด้วย”

นั่น… มันเป็นเรื่องที่เธอกับจิลลารู้กันแค่สองคน เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอเริ่มสนิทกับจิลลามากขึ้นด้วย เพราะจิลลารู้ทันและเอาแต่ขำ เธอกลัวแทบตายว่าจิลลาจะล้อเลียนและเอาไปบอกคนอื่น แต่ก็ไม่… มันยังคงเป็นความลับระหว่างเธอกับจิลลามาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องนี้เรื่องเดียวทำให้วรรณวลีรู้ว่าไว้ใจจิลลาให้เก็บความลับได้ พอมีเรื่องอะไรเธอก็มักเล่าให้จิลลาฟังเสมอ วรรณวลีมีสีหน้าตกตะลึง มองหน้าคนพูดอยู่อีกราวๆ ห้าวินาทีก็ยกสองมือขึ้นปิดปาก ส่ายหน้าไปมาพลางพึมพำ “เป็นไปไม่ได้…”

“เป็นไปแล้วแก นายคุณฌานทำให้ฉันกลายเป็นคุณแคลร์ แต่ตอนนี้ฉันตกลงกับเขาเรียบร้อยแล้ว และฉันอยากได้ตู้เซฟที่อยู่ในรถฉัน”

วรรณวลียังคงพูดอะไรไม่ออก ทว่าดวงตามีน้ำเอ่อคลอ ประโยคแรกที่พูดออกมาได้คือ “ฉัน… นึกว่าเสียแกไปแล้ว”

จิลลาโผเข้ากอดวรรณวลี ซึ่งอีกฝ่ายก็โอบรับกลับมาแนบแน่น วรรณวลีไม่คิดอีกแล้วว่านี่จะเป็นการกลั่นแกล้งจากแขดรุณ แม้ใบหน้าจะไม่ใช่จิลลา ทว่าข้อมูลลับ วิธีการพูด การแสดงสีหน้า สายตา ทุกอย่างบอกชัดว่านี่เพื่อนรักเธอ จิลลาเองอยากให้เวลาเพื่อนมากกว่านี้ อยากพูดคุยถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในช่วงเวลาที่กลายเป็นแขดรุณ ทว่าทำไม่ได้ พอนึกบางอย่างออกก็รีบผละออกแล้วรีบถาม

“แก ฉันขอโทรศัพท์ออฟฟิศสักเครื่องได้ไหม แกจะได้ติดต่อฉันได้”

วรรณวลีรีบหมุนตัวไปเปิดกระเป๋าตัวเอง หยิบมือถือของตนอีกเครื่องมาแล้วรีบเดินกลับไปส่งให้จิลลา “เอาเครื่องสำรองฉันไปดีกว่า รหัสเหมือนเดิม”

ซึ่งจิลลาก็รับมาอย่างรวดเร็ว รู้ดีว่านี่จะดีกว่ามาก ถ้าเอาโทรศัพท์ของสำนักงานไปวรรณวลีก็ต้องตอบคำถามคนอื่น สู้เอาเครื่องส่วนตัวไปแถมยังเป็นเครื่องที่เธอเคยใช้งาน รู้รหัสรู้วิธีการใช้อย่างดี แต่… “แกห้ามบอกเรื่องนี้กับใครนะ แม้แต่กับป๊า”

วรรณวลีนิ่งไป รีบถามอีกเรื่องที่ห่วง “แต่แกโอเคใช่ไหม นี่มันฟัง… ไม่ค่อยโอเค”

“ตอนนี้ฉันโอเค โอเคมากด้วย อย่างน้อยก็ไม่โดนแกตามงานจนต้องปั่นหูตูบไม่ได้หลับไม่ได้นอน”

วรรณวลีหัวเราะได้ทั้งน้ำตา

“แก กุญแจรถ กุญแจบ้าน ฉันต้องรีบใช้” จิลลาย้ำด้วยท่าทางเร่งรีบ เห็นดังนั้นวรรณวลีจึงหันไปหยิบของทั้งสองสิ่งใส่กระเป๋าเป้ของตน “ไป ฉันพาแกไปเอง”

“ขับรถตามกันไปนะ พอได้ของฉันจะกลับไปเลย” เห็นหน้าเพื่อนก็รู้ว่ายังอยากพูดคุยกันต่อ จิลลาจึงบอก “ไว้เราโทรคุยกัน”

วรรณวลีจึงไม่อิดออดใดๆ อีกรีบเดินออกจากห้อง ไม่ลืมแวะบอกพ่อ กัดฟันโกหก “ใหม่จะไปทีจีแอล คุยกับคุณแคลร์นะป๊า เจอกันที่บ้านเลย”

พอพ่อตอบรับ วรรณวลีก็เดินแกมวิ่งไปยังรถตน เห็นจิลลาอยู่บนรถที่จ่อหน้าประตูทางออก ลดกระจกลงเพื่อรอส่งสัญญาณให้ พอเห็นเธอจิลลาก็ยกมือแล้วออกรถไปทันทีซึ่งวรรณวลีรู้ว่านั่นคือการให้ไปเจอกันที่บ้าน หลังจากนั้นราวครึ่งชั่วโมงรถทั้งสองคนก็ถึงบ้านของจิลลา จิลลาหยิบซองเล็กสีขาวขึ้นมาแล้วฉีกออก ปรากฏเลขสี่ตัวซึ่งแน่ใจว่าเป็นรหัสเซฟ รีบลงจากรถเดินเข้าบ้านตน ซึ่งพอเห็นแล้วก็ชะงักไปนิด หันไปพูดกับวรรณวลีที่เดินมายืนข้างๆ

“ขอบคุณนะ แกดูแลบ้านฉันดีมาก”

“อื้อ… กะว่าจะขายได้ราคางามๆ”

จิลลาหัวเราะ แล้วรีบเดินไปเปิดรถตน หยิบเซฟมาเปิดก็เห็นกระดาษแผ่นหนึ่ง หยิบมาดูเห็นชื่อที่เก็บข้อมูลออนไลน์พร้อมชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน วรรณวลีเองก็เห็นจึงบอกไป

“ใช้โทรศัพท์ฉันเข้าได้นะแก เนตไม่อั้นอยู่แล้ว เดี๋ยวฉันจะกลับไปเพิ่มสปีดให้ด้วย”

จิลลาพยักหน้า หันไปมองในบ้าน ซึ่งวรรณวลีก็บอกอย่างรู้ใจ

“นังแคทเธอลีนสบายดี วันก่อนยังเกือบจูบกันอยู่”

จิลลาตาโต “แกไม่สติแตกไปเลยเหรอ”

“กรี๊ดลั่นเลย ดีนะวันนั้นเจอพี่ตุล พี่ตุลเลยมาช่วยดูตรงครัวให้”

ฮ่า… จิลลาได้ที เอียงหน้าส่งยิ้มและสายตากรุ้มกริ่มไปให้วรรณวลี ก่อนนิ่วหน้า… เดี๋ยวนะ “เจอคุณตุลเหรอ ได้ไง”

“เขาว่ามาเช็กรถให้แก รถยกที่ใช้งานทำงานไม่ดี อะไรสักอย่าง เลยอยากมาดูว่ารถแกโอเคไหม”

โกหก… จิลลาเดาได้เลยว่าตุลธรต้องมาสืบแน่ว่ามีอะไรในรถเธอ วันนั้นเธอถามถึงรถด้วยสินะ คงทำให้เขาสงสัย ทว่าการที่ข้อมูลในเซฟยังอยู่ในมือเธอก็ทำให้รู้ว่าเขาไม่ได้อะไรไป ดังนั้นเธอจะเลิกสนเรื่องนั้นไปก่อน “แล้วไง แกชอบเขาเหรอ”

“ก็… เขาดูน่ารักดี”

จิลลานึกถึงตุลธร ตัดอคติที่มีต่อเขาเรื่องที่ร่วมมือกับนิชฌานทำลายตัวตนเธอทิ้งแล้วบอกไป “ก็น่ารักดี น่าจะโสดนะ ไม่เคยเห็นอยู่กับผู้หญิงเลย”

“เห็นต้องตามคุณแคลร์ตลอด น่าจะเป็นเลขาฯ ใช่ไหม”

“คนขับรถพ่วงตำแหน่งบอดี้การ์ด… ฉันต้องไปแล้วแก”

วรรณวลีหน้าเสีย จิลลาเลยพลอยรู้สึกแย่ไปด้วย ทั้งคู่สวมกอดกันอีกครั้ง ก่อนจิลลาจะผละออกแล้วให้คำมั่น “ฉันจะโทรหาแกทันทีที่ทำได้ ถ้าโชคดีเราจะได้คุยกันทั้งคืน”

วรรณวลีพยักหน้าระรัว จับมือจิลลาแน่นๆ ก่อนต้องปล่อยเมื่อเพื่อนเดินห่างไป ยืนส่งจนกระทั่งเพื่อนขับรถลับหายไปจากสายตา ที่สุดก็ยิ้มออกมาแม้มีน้ำกบตา เธอได้เพื่อนคืนมา แม้ในรูปแบบที่เปลี่ยนไปทว่าก็ยังเป็นเพื่อนเธอ และถ้ามีโอกาสเมื่อไรเธอจะถามให้รู้เรื่องราวทั้งหมดทั้งมวล เธออยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้เกี่ยวกับเรื่องที่เพื่อนต้องกลายไปเป็นแขดรุณ

หลังหายตกใจวรรณวลีก็พบว่าตัวเองยิ่งตกใจมากขึ้น… นี่มันเรื่องใหญ่ ใหญ่มากสำหรับจิลลา แล้วเธอก็กังวลอย่างบอกไม่ถูกกลัวว่าเพื่อนจะมีปัญหาในอนาคต และปัญหานั้นอาจใหญ่จนเธอไม่สามารถช่วยเหลือได้เลย แต่กระนั้นเธอก็จะอยู่กับจิลลาไม่ไปไหน เธอจะอยู่แน่นอน…

 

จิลลาเคาะประตูห้องคนป่วย แน่ใจว่าตุลธรต้องเป็นคนมาเปิด… และจริง สายตาเขาที่มองมานั้นมีความโกรธให้เห็นชัดเจน ทว่าจิลลาไม่สน เขาพึมพำถามมาเบาๆ

“ตรวจร่างกายเรียบร้อยดีไหมครับ”

จิลลานิ่วหน้าอย่างงุนงง ก่อนเข้าใจในวินาทีถัดมาว่านี่คงเป็นข้ออ้างที่ตุลธรบอกกับทิวา

“ปู่ใกล้จะหลับแล้ว แต่รอคุณแคลร์อยู่”

นั่นทำให้จิลลารีบเดินเข้าไปในห้อง เห็นทิวายิ้มอย่างดีใจแล้วรู้สึกผิดจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ ยกสองมือขึ้นนวดแขนทิวาเบาๆ

“หมอว่าไงบ้างแคลร์”

“ทุกอย่างปกติค่ะ”

ทิวาถอนใจยาว “เห็นหายไปนาน นึกว่าจะแย่แล้ว”

จิลลายิ้ม บอกให้ทิวาคลายใจ “แคลร์ให้ตรวจละเอียดๆ เลยค่ะ เลยใช้เวลาหน่อย… ปู่เป็นยังไงบ้างคะ”

“ดีแล้ว จริงๆ จะออกจากโรงพยาบาลเลยก็ได้ แต่หมอเขาขอติดตัวมอนิเตอร์หัวใจสักสองวัน เลยอยากให้ปู่พักอยู่โรงพยาบาลไปเลย”

จิลลารู้สึกผิด… เธอไม่ถามไถ่อาการของทิวาสักนิด จนตอนนี้เธอก็ยังไม่รู้ว่าทิวาเป็นอะไร แต่ที่ว่า ‘ติดตัวมอนิเตอร์หัวใจสักสองวัน’ ทำให้รู้สึกว่าต้องเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าถามตอนนี้จิลลาเกรงว่าจะทำให้ทิวารู้ว่าเธอไม่แม้แต่จะสนใจถามไถ่อาการของตน จึงนิ่งไว้ พอดีกับที่ทิวาบอก

“ปู่อยากให้แคลร์กับชาร์ลแล้วก็ตุลกลับกันเลย”

กลับเลย… จิลลาหันมองนิชฌาน ความรู้สึกผิดทำให้อยากเอาใจทิวา อีกอย่างเธอก็ยังไม่ได้เจอป้าเลย “แคลร์อยากเฝ้าปู่ค่ะ… สักคืนก็ได้”

พรุ่งนี้เธอไปหาป้าแต่เช้าแล้วค่อยกลับรังรักของนิชฌานกับตุลธร ทว่าทิวากลับส่ายหน้า

“ไม่ต้อง กลับเลยเถอะ ปู่ไม่ได้เป็นอะไรมากจริงๆ”

นิชฌานเข้ามาช่วยพูดด้วยอีกคน “ให้เราเฝ้าปู่สักคืนเถอะครับ ถึงไปตอนนี้ก็ไม่ทันเที่ยวบินเที่ยวสุดท้ายอยู่ดี”

นั่นทำให้ทิวาหัวเราะ สีหน้าสดชื่นเพราะรับรู้ได้ถึงความรักของลูกหลาน “ก็ได้ๆ งั้นให้นายป้องกลับบ้านไปพักผ่อนก่อนแล้วกันนะ”

ป้องเกียรติจึงลุกยืน หันไปมองจิลลาซึ่งบอกทันที

“เดี๋ยวแคลร์ไปส่งค่ะ”

ป้องเกียรติสวัสดีทิวา รับไหว้นิชฌาน แล้วเดินนำจิลลาซึ่งมีตุลธรเดินตามไปนอกห้อง จิลลาจึงยื่นกุญแจคืนให้ป้องเกียรติ ยกมือไหว้

“ขอบคุณมากนะคะ แคลร์จัดการทุกอย่างเรียบร้อยค่ะ”

ป้องเกียรติพยักหน้าด้วยสีหน้ายินดี รับไหว้จากจิลลาและตุลธร ส่วนจิลลาก็รีบหลบกลับเข้าห้องไม่อยากเผชิญหน้าตุลธรเพียงลำพังตอนนี้ พอเห็นว่ามีเก้าอี้ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้อยู่ในห้องก็เดินไปลากมันไปนั่งข้างเตียงคนป่วย ส่วนนิชฌานก็เดินเอาโบรชัวร์มาส่งให้

“อยากกินอะไรเลือกไว้ เดี๋ยวผมลงไปสั่งให้”

จิลลารับมา ไม่ยอมสบตานิชฌาน แต่สุดท้ายก็ต้องเงยหน้ามองเขาเมื่อมีบางสิ่งยื่นมาให้ตรงหน้า

“เสื้อผ้ากับของใช้ คนที่บ้านเอามาให้แล้ว… ตอนที่คุณไปตรวจร่างกาย”

แหม… บ้านกัญจน์ธราใกล้โรงพยาบาลนี้แค่นิดเดียว เดินทางแค่สักสิบห้านาทีได้ ก็ต้องมาไวไปไวกว่าเธออยู่แล้ว จิลลารับของมา ก่อนหันไปมองทิวาที่หัวเราะให้ได้ยิน

“อย่าเพิ่งทะเลาะกันนะ ขอปู่หลับก่อน”

ทะเลาะ… จิลลาหันมองนิชฌาน ก่อนหันไปตอบทิวา “ไม่ทะเลาะหรอกค่ะ”

“เห็นว่าแคลร์ไม่ได้บอกชาร์ลเรื่องจะไปตรวจร่างกายใช่ไหม”

จิลลาเม้มปาก แล้วพยักหน้ารับ “ค่ะ”

“รู้ตัวไหมว่าผิด ทำไมไม่ให้ชาร์ลไปเป็นเพื่อน ชาร์ลเขาก็เป็นห่วง”

จิลลาเงียบ ไม่พูดไม่สบตากับใคร ที่สุดก็เป็นทิวาที่คล้ายจะแนะแนวให้

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ชาร์ลเขาก็ไม่ได้โกรธมากหรอก แคลร์ก็ขอโทษชาร์ลเขาเสียหน่อย” พอทั้งห้องยังมีเพียงความเงียบ ทิวาก็บอกไปอีก “สิ ไม่งั้นปู่ไม่ได้นอนแน่”

เห็นแก่ทิวา และเห็นแก่ที่เธอสนใจทิวาน้อยเกินไปในเบื้องต้น จิลลาหันไปทางนิชฌาน กลั้นใจบอก “ขอโทษ”

นิชฌานยิ้มให้ วางมือลงบนศีรษะจิลลาแล้วเดินกลับไปนั่งบนโซฟาที่ตนนั่งอยู่เมื่อครู่ ส่วนจิลลาก็หงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก เหมือนจะดี เหมือนจะน่ารัก แต่ไม่รู้ทำไมทั้งรอยยิ้มและการวางมือบนหัวเมื่อกี้กลับทำให้เธอรู้สึกเหมือนนิชฌานประกาศชัยชนะอย่างบอกไม่ถูก นั่นเท่ากับเธอแพ้… และจิลลาไม่ชอบแพ้ ไม่อยากแพ้โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนิชฌานนั่นแหละ!

Don`t copy text!