ปราการแสงจันทร์ บทที่ 18 : อาสาเป็นเหยื่อล่อ

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 18 : อาสาเป็นเหยื่อล่อ

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

วรรณวลีเพิ่งรู้ว่าเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น…  หญิงสาวนั่งนิ่ง มองหน้าเพื่อนที่ไม่ใช่ใบหน้าจริงๆ ของเพื่อนอยู่เป็นพัก ก่อนพูดเสียงเบาหวิว “แกไม่บอกฉันเลย”

เธอเพิ่งรู้ว่าเพื่อนต้องมาอยู่ไกลจากกรุงเทพฯ ขนาดนี้เพราะโดนลอบทำร้าย เพิ่งรู้ว่ารุนแรงขนาดมีคนลอบยิงและนิชฌานก็ได้รับบาดเจ็บ แม้จะเล็กน้อยหากพอคิดว่าเขาโดนยิงแล้วมันก็ทำวรรณวลีใจสั่น เธอเคยทำใจที่เสียเพื่อนรักไปได้แล้ว แต่อยู่ดีๆ ก็เหมือนมีปาฏิหาริย์ทำให้เธอได้เพื่อนกลับคืนมา ถ้าต้องเสียไปอีกครั้งวรรณวลีไม่แน่ใจเลยว่าจะรับมือได้ดีกว่าเดิมหรืออาจรับมันไม่ได้เลย

จิลลาเอื้อมมือไปลูบแขนเพื่อนแผ่วเบา อธิบายหวังให้เพื่อนเข้าใจ “แก แต่เรื่องฉันยังไม่ตายแล้วกลายมาเป็นคุณแคลร์มันก็หนักสำหรับแกมากแล้วนะ แกจะให้ฉันบอกว่ามีคนจะฆ่าคุณแคลร์ ซึ่งตอนนี้ก็คือฉันอีกเหรอ ฉันจะทำได้ไง”

นั่นทำให้วรรณวลีไม่อาจพูดคำใดได้อีก แน่ใจว่าถ้าพ่อเธอไม่ขุดเรื่องเฮลิคอปเตอร์ตกจิลลาก็คงไม่บอกเรื่องนี้ด้วยคงไม่อยากให้เป็นห่วง ตอนนี้นิชฌานกับตุลธรรู้เรื่องที่พ่อเธอสงสัยคริษฐ์กับอลิชาพร้อมมูลเหตุแล้ว ทั้งคู่คิดว่าสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้จึงบอกเรื่องที่มีคนลอบทำร้ายแขดรุณให้ฟัง และเพราะตอนนี้ต้องเก็บตัวอยู่ต่างจังหวัดจึงทำให้ไม่อาจสืบค้นเรื่องใดได้มากนัก ทางทีมข่าวเดอะคอนเทนิกอาจได้ข้อมูลเยอะกว่า หากเดอะคอนเทนิกอยากได้ข้อมูลภายในของทีจีแอลก็สามารถติดต่อนิชฌานกับตุลธรได้ทันที ส่วนคนที่ลอบทำร้ายแขดรุณ ทิวากำลังสืบหาอยู่

ที่สุดแล้วความรู้สึกทั้งหลายทั้งปวงในใจวรรณวลีก็กลั่นออกมาเป็นหนึ่งคำถาม “แกจะไม่ตายอีกรอบใช่ไหม”

หากผู้ที่ตอบอย่างรวดเร็วกลับเป็นนิชฌาน “ผมจะไม่ยอมให้เกิดเรื่องนั้น”

วรรณวลีมองหน้านิชฌาน เห็นคำมั่นสัญญาที่ไม่ใช่กับเธอหรือกับจิลลา แต่เป็นคำสัญญาที่ให้กับตัวเอง เธอรู้สึกเหมือนนิชฌานยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อรักษาคำพูด ซึ่ง… ถ้าดูจากการที่เขารับกระสุนแทนจิลลาเธอก็คงไม่กล้าข้องใจแล้ว

“เราต้องไปกันแล้วครับ เดี๋ยวน้องวันใหม่ตกเครื่อง” ตุลธรบอกแล้วลุกขึ้นยืน เห็นว่าวรรณวลีมีสีหน้าลังเลแล้วยังมองไปทางจิลลา รู้เลยว่าหญิงสาวต้องการอะไรจึงบอกไป “แจ้วปลอดภัยที่สุดที่นี่ ให้กลับกรุงเทพฯ น่ากลัวกว่า”

วรรณวลีมองหน้าตุลธร เม้มปากอย่างไม่คาดคิดว่าเขาจะรู้ทันทั้งๆ ที่เธอไม่ได้พูดอะไรเลย แค่มองเพื่อนตอนกำลังคิดว่าจะชวนเพื่อนกลับไปด้วยกันดีไหมแค่นั้นเอง

“กลับไปก่อนเถอะแก ไว้เราค่อยคุยกัน…” แล้วนึกขึ้นได้ว่าเรื่องเธอมีโทรศัพท์มือถือยังเป็นความลับ จิลลาจึงพูดต่อ “ถ้าอยากคุยกับฉันแกก็โทรหาพี่ตุลแล้วกัน”

วรรณวลีกะพริบตาปริบ มองหน้าจิลลาที่ส่งยิ้มมาให้แล้วรู้สึกได้ หน้าสิ่วหน้าขวานเพื่อนยังอุตส่าห์กรุยทางให้เธอ พอเหลือบไปทางตุลธรก็บอกเสียงเบา “เกรงใจพี่ตุลนะแก เกิดฉันอยากคุยกับแกเช้าเย็นจะทำไง”

“พี่ให้เต็มที่วันละสามครั้ง โทรมาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”

วรรณวลีเพียงยิ้มนิดๆ หันไปทางตุลธร “ขอบคุณนะคะ” แล้วหันไปกอดจิลลาแน่นๆ กระซิบข้างหู “แกมันเพื่อนรักฉัน”

จิลลาแค่หัวเราะ ตบหลังวรรณวลีสองทีแล้วทำได้แค่ยืนมองเพื่อนลับสายตาไป มาชะงักก็ตอนนิชฌานเอ่ยถาม

“คุณใหม่ชอบพี่ตุลเหรอ”

จิลลาหันมองหน้าเขา พยายามทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ทว่านิชฌานกลับส่ายหน้าแทนการบอกว่าไม่มีประโยชน์ที่จะโกหก จิลลาเลยถอนใจเฮือก เอ่ยถาม “ออกนอกหน้าไปเหรอ”

นิชฌานหัวเราะหึ “เปล่า เพิ่งมาเอะใจตอนแจ้วมองคุณใหม่เดินไปกับพี่ตุล สายตามีพิรุธ”

พอเขารู้ทันแน่แล้วจิลลาเลยบอกไปตามตรง “อยากเห็นนางมีแฟนซะที แล้ว… ฉันว่าคุณตุลก็เหมาะกับนางอยู่”

“ยังไง”

“ก็… วันใหม่มีมุมที่เหมือนเด็ก ขี้อ้อน งอแง คุณตุลก็ดูเป็นผู้ใหญ่ ดูแลเก่ง น่าจะแฮปปี้อยู่นะถ้าลงเอยกัน”

นิชฌานพยักหน้าช้าๆ เหมือนกำลังพิจารณาคำบอกนั้น พลางพยักหน้ากับจิลลาเป็นเชิงบอกให้มาด้วยกันแล้วออกเดินนำจนมาถึงห้องกระจกกลางสวนที่ดูออกว่าเป็นคาเฟ่ มีชาวต่างชาติกำลังนั่งเหยียดขาอ่านหนังสือบนโซฟาอยู่อีกมุมหนึ่ง ซึ่งก็เพียงส่งเสียงทักทายเมื่อนิชฌานกับจิลลาเข้าไปแต่สุดท้ายก็กลับไปอยู่ในโลกของตน นิชฌานเดินมาจนถึงเครื่องทำกาแฟ เอ่ยถามจิลลา “กินอะไรดี”

“มีโกโก้ไหม”

“ร้อนหรือเย็น”

“เย็น”

นิชฌานทำเครื่องดื่มให้ตนกับจิลลาเรียบร้อยแล้วก็พากันไปนั่งกันอยู่บนเก้าอี้สูงติดผนังกระจกด้านหนึ่ง มองออกไปก็มีแต่ต้นไม้ดอกไม้ร่มรื่นไปหมด หลังผ่อนคลายตัวเองจนพอใจแล้ว นิชฌานก็กลับมายังเรื่องที่ตนติดใจ “แล้วพวกเรื่องฐานะ สถานะทางสังคมพวกนี้ล่ะ”

จิลลานิ่วหน้า ไม่เข้าใจว่าเขาพูดถึงอะไร เหมือนเขาชวนเธอคุยโดยไม่บอกหัวข้อ กระทั่ง…

“คุณใหม่กับพี่ตุลน่ะ ดูจากภาพรวมแล้วคุณใหม่น่าจะฐานะดีใช่ไหม แล้วหน้าที่การงานก็ดี เป็นผู้บริหารสำนักข่าวที่ใหญ่และดังมาก”

จิลลาเอียงหน้า “แล้วพี่ตุลเป็นไง”

นิชฌานยิ้ม ก้มหน้าให้ใกล้จิลลาอีกนิด “เป็นความลับแค่เรานะ”

จิลลาไม่ตอบ แต่พอไม่ตอบเขาก็ไม่พูดต่อ ที่สุดด้วยความอยากรู้จิลลาจึงต้องพยักหน้า “โอเค”

“จริงๆ พี่ตุลมีเงินเก็บเยอะมากๆ ปู่ให้เงินเดือนพี่ตุลหกหมื่นไม่รวมค่าล่วงเวลาและพวกค่าจ้างพิเศษ แต่รวมๆ แล้วพี่ตุลได้เงินต่อเดือนประมาณแสนต้นๆ ไปจนถึงแสนกลางๆ มีหุ้นของทีจีแอลด้วยนิดหน่อยแต่ก็ได้ปันผลปีหนึ่งเป็นแสนอยู่นะ แถมบ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อ ที่เปลืองหน่อยก็พวกการ์ตูนเล่มนี่แหละ เดือนหนึ่งจ่ายหลายพันอยู่ พ่อพี่ตุลมีที่แถวนี้ตั้งยี่สิบกว่าไร่ปลูกกาแฟเต็มพื้นที่ จำได้ไหมไร่กาแฟที่เราไปดูวันนั้น ที่มีบางส่วนถูกไฟไหม้”

จิลลาพยักหน้า “ฉันนึกว่าของคุณ”

“ของผมมีสิบไร่เอง แต่ก็ให้พ่อพี่ตุลดูแล แบ่งกันครึ่งครึ่ง… สำหรับผมแล้วพี่ตุลถือว่าฐานะดี”

จิลลาขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจข้อหนึ่ง “แล้วทำไมต้องเป็นความลับด้วย”

“เพราะพี่ตุลคงแปลกใจถ้ารู้ว่าผมเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง โยงนั่นโยงนี่เดี๋ยวความแตกนะว่าคุณวันใหม่แอบชอบพี่ตุล”

เออ… ก็มีเหตุผล กลับเข้าประเด็นต่อ ถ้าตุลธรฐานะดี “งั้นก็ไม่น่ามีปัญหานี่”

“แต่ก็ไม่น่ารวยเท่าคุณวันใหม่ใช่ไหมล่ะ”

จิลลาจ้องหน้านิชฌาน กระซิบเสียงเบา “เป็นความลับระหว่างเรานะ”

รอจนเขาพยักหน้ารับปากแล้วจึงบอกไป “ฉันไม่รู้”

“อ้าว” นิชฌานร้องอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ เขานึกว่าจะได้ข้อมูลจากจิลลาเหมือนๆ กับที่เขาให้เจ้าหล่อนไป แต่กลายเป็นแค่คำว่าไม่รู้เนี่ยนะ ยังไม่ทันพูดอะไรมากกว่าคำว่าอ้าว จิลลาก็บอกมายาวเหยียด

“ฉันเป็นเพื่อนไม่ใช่สรรพากร ไม่ได้มีหน้าที่ไปสืบเสาะว่านางมีเงินมากน้อยแค่ไหน มีทรัพย์สมบัติเท่าไร รู้แค่นางไม่ขาด ถ้าจะซื้อรถคันสักเจ็ดแปดแสนนางก็ซื้อเงินสดได้ รวยหรือไม่รวยฉันไม่รู้หรอก ไม่สนใจด้วย มีเพื่อนรวยไม่ได้ทำให้ฉันรวยขึ้นนี่”

นิชฌานหัวเราะเบาๆ กับประโยคของจิลลา ก่อนไปสู่อีกหัวข้อที่ตนเปิดค้างไว้ “แล้วสถานะทางสังคมอีกล่ะ คุณวันใหม่ดูโพรไฟล์ดีนะ ลูกนักข่าวดังระดับตำนาน ตอนนี้ตัวเองก็เป็นผู้บริหารสำนักข่าว ส่วนพี่ตุล… บางคนคิดว่าพี่ตุลเป็นผู้ช่วยส่วนตัว เป็นเลขาฯ แต่มีบางคนคิดว่าเป็นคนขับรถ”

จิลลายักไหล่ “ก็เรื่องของคนอื่น วันใหม่มันไม่แคร์เรื่องพวกนี้หรอก”

“แม้แต่เรื่องพี่ตุลเป็นลูกคนใช้เหรอ”

คราวนี้จิลลาขมวดคิ้ว หน้าตึงใส่นิชฌาน ถามเสียงเย็นอย่างไม่เป็นมิตร ถ้าการที่เขาสนิทกับตุลธรขนาดนั้นแล้วยังคิดเรื่องนี้นิชฌานจะเป็นคนที่แย่มากๆ “คุณคิดแบบนั้นเหรอ”

นิชฌานส่ายหน้า รอยยิ้มน้อยๆ ของเขาทำให้จิลลาใจเย็น เย็นมากพอจะรู้ว่านิชฌานต้องการอะไรกันแน่

“ผมไม่ได้คิด… พี่ตุลคิด”

จริงสินะ ตุลธรมีปมเรื่องนี้ เขาเป็นคนพูดออกมาเอง ตอนนี้นิชฌานกำลังเตือนเธอ

“สำหรับผมต่อให้พี่ตุลลงเอยกับผู้หญิงโพรไฟล์เดียวกับแคลร์ ผมก็คิดว่าเหมาะ แต่ไม่ใช่สำหรับพี่ตุล… ผมแค่อยากให้แจ้วเตือนคุณวันใหม่ว่าอาจต้องพยายามมากหน่อย โพรไฟล์ดีๆ ของคุณใหม่นั่นแหละคือกำแพง พี่ตุลจะไม่คิดอะไรกับคุณวันใหม่เพราะในหัวจะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควร พอคิดแล้วก็ตัดฉับเลย เป็นระบบอัตโนมัติ”

จิลลาคิดตามคำบอกของนิชฌาน เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวั่นๆ “คุณเคยอยู่ในเหตุการณ์จริงมาแล้วใช่ไหม”

นิชฌานพยักหน้าหนักแน่น

“แบบ… พอมีผู้หญิงดีๆ มาชอบ คุณตุลก็เซย์โนเหรอ”

นิชฌานพยักหน้าหนักแน่นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนบอก “ถ้าพี่ตุลลงเอยกับคุณวันใหม่ได้ก็เป็นเรื่องดี”

จิลลาเอามือเท้าคาง หันหน้าไปสบตาเขาตรงๆ “คุณไม่หึงเหรอ”

นิชฌานหัวเราะ ตอบทีเล่นทีจริง “คงมีบ้างแหละมั้ง… แต่มันคงดีกับแจ้วด้วย อย่างน้อยก็จะได้เจอคุณวันใหม่บ่อยๆ”

สารภาพว่าจิลลาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลย เธอคิดแค่ว่าถ้าเพื่อนรักกับตุลธรแล้วมีความสุขเธอก็อยากช่วย แต่ใช่ ในอีกแง่หนึ่งถ้าเพื่อนเป็นคนรักของตุลธรก็ต้องอยู่ด้วยกันบ่อยขึ้น เท่ากับได้อยู่ใกล้เธอบ่อยขึ้นด้วย จิลลาถอนใจยาว บอกไปตามตรง “คุณคิดเยอะไปแล้ว ถ้าคุณตุลแฮปปี้ วันใหม่แฮปปี้ มันก็แค่นั้นแหละ ถ้าวันหนึ่งคุณตุลไม่แฮปปี้คุณจะได้ไม่ต้องไปรั้งวันใหม่ให้อยู่เพราะอยากให้ฉันแฮปปี้”

นิชฌานมองหน้าจิลลา ที่สุดก็เอียงคอแล้วบอกคล้ายจะล้อ “แจ้วไม่คิดมาก แต่คิดไกลกว่าผมเยอะเลยนะ”

จิลลากลอกตา บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าดีหรือไม่ดีที่คล้ายจะสนิทกับนิชฌานมากขึ้นหลังได้เปิดใจเรื่องแขดรุณ บางทีก็รู้สึกดีเพราะมันเหมือนเธอร้องขอเรื่องที่ต้องการกับเขาได้มากขึ้น บางทีก็เหมือนได้เพื่อนเพิ่มอีกคนยิ่งถ้าพูดถึงหนังสือที่เขาเองก็อ่านก็ยิ่งคุยกันสนุก แต่บางทีก็แบบนี้… เขาก็ป่วนประสาทเธอมากขึ้นเช่นกัน ส่วนเธอน่ะป่วนประสาทเขามาแต่แรกแล้วดังนั้นไม่นับ

“ฌาน”

เสียงเรียกชื่อนั้นทำให้ทั้งเจ้าของชื่อและคนที่นั่งข้างๆ เจ้าของชื่อหันไปมอง พอเห็นว่าเป็นใครนิชฌานก็ลงจากเก้าอี้เดินเข้าไปหา เอ่ยถาม “พ่อมาหาพี่ตุลเหรอ”

แดนพยักหน้า ถามเสียงหงุดหงิด “แล้วตุลไปไหน ทำไมไม่อยู่กับฌาน”

นิชฌานรีบบอก กลัวตุลธรจะโดนบ่นอีกตอนพ่อลูกเจอหน้ากัน “พี่ตุลไปส่งเพื่อนผมที่สนามบินครับ ผมกับแคลร์รอพี่ตุลอยู่ที่นี่”

นั่นทำให้จิลลาเห็นผู้อาวุโสเหลือบมามองเธอแวบหนึ่ง แวบเดียวแล้วหันกลับไปคุยกับนิชฌานราวกับไม่อยากเสียสายตามองเธอนานไปกว่านี้

“เดี๋ยวพ่อพาคุณแคลร์ไปส่งที่บ้านให้ไหม แล้วฌานไปไร่กับพ่อ”

นิชฌานหันมองจิลลา ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้าแทนคำบอกว่าไม่มีปัญหาแต่ประการใด ดังนั้นนิชฌานจึงตอบแดน “ได้ครับ”

จบประโยคนั้นทั้งหมดจึงเดินไปยังรถกระบะของแดน ซึ่งเป็นอีกครั้งที่จิลลาเห็นสุนัขหน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นมาแล้วอยู่บนหลังกระบะด้วย พอเข้าใกล้แล้วลองนับดูจึงรู้ว่ามีอยู่ทั้งหมดหกตัว พอสบตาเข้ากับเจ้าตัวที่ขนดำเป็นเงาที่วิ่งมาแลบลิ้นใส่เธอแล้วก็เอ่ยถาม

“นี่ถุงทองใช่ไหมคะ”

แดนหันมองจิลลาแต่ไม่ตอบ เดินไปขึ้นรถประจำตำแหน่งคนขับทิ้งให้จิลลามองหน้ากับนิชฌาน จิลลาถึงกับออกปาก

“เชื่อแล้วว่าเป็นคนโปรดของคุณทิวา ไม่งั้นคงไม่กล้าทำกับคุณแคลร์ขนาดนี้”

นิชฌานแค่ยิ้ม หันไปลูบหัวถุงทองที่พอจิลลาไม่สนใจก็เปลี่ยนเป้าหมายมาทางนี้ ก่อนตบหลังสองทีแล้วดันให้ถุงทองเข้าไปลึกกว่านี้อีกนิด “ห้ามกระโดดลงนะถุงทอง คราวนี้ไม่จอดรอแน่”

เป็นอันว่าใช่ถุงทองจริงๆ จิลลาจึงหันไปพยักหน้าให้มันราวกับเจอคนรู้จัก แล้วผละไปเปิดประตูของที่นั่งแถวหลังก่อนก้าวขึ้นไป เพราะรู้ว่าพ่อของตุลธรคงไม่ชอบใจนักหากเธอพูดอะไรจิลลาจึงนั่งเงียบๆ กระทั่งถึงบ้านของนิชฌานที่คุ้นเคย ขณะกำลังจะลงนิชฌานก็เอ่ยถาม

“ให้ถุงทองอยู่เป็นเพื่อนไหม”

แน่นอนว่าจิลลาส่ายหน้ายิก ก้าวลงจากรถเดินไปยังบ้านโดยไม่ได้หันมาสนใจถุงทองอีก โดยไม่เห็นว่าถุงทองหาได้เคารพการตัดสินใจของเธอไม่ เจ้าสี่ขากระโดดลงจากรถแล้วเดินตามจิลลาไป กว่าจิลลาจะรู้ตัวก็ตอนถุงทองเดินมาเบียดขาขณะกำลังจะเปิดประตู กำลังจะหันไปเรียกด้วยกลัวว่าแดนจะขับรถห่างไปเสียก่อน ทว่าก็ต้องนิ่งอึ้งเมื่อหันไปเจอนิชฌาน ในมือเขามีชามข้าวและถุงอาหารเม็ดของสุนัข ยื่นมาทางเธอ

“เอ้า ฝากให้ตอนสักสี่โมงเย็นนะ”

ตอนรับมาจิลลายังงงอยู่เลยด้วยซ้ำ

“ให้แค่สองถ้วยนะ ถ้วยตักอยู่ในถุงอาหารนั่นแหละ ถุงทองเข้าบ้านได้แต่อย่าให้เข้าห้องนอน ตอนสี่โมงถ้าเขาไม่อยู่ก็แปลว่ากลับบ้านไปแล้ว ไม่เป็นไร”

จิลลาก้มลงมองถุงทองที่ยืนเบียดตัวทิ้งน้ำหนักกับขาเธอเหมือนหมาไม่มีกระดูกแล้วถอนใจเฮือก ทำได้แค่ถาม “เจ้าของเขาไม่ว่าเหรอ”

นิชฌานยิ้มนิดๆ ส่ายหน้าเป็นคำตอบแล้วหมุนตัวทำท่าจะเดินจากไป แต่แล้วกลับชะงัก แล้วหันมาหาจิลลา ให้ข้อมูล “โทรศัพท์ในบ้านมีเบอร์ผมกับพี่ตุลติดอยู่ที่เครื่องเลย ถ้ามีอะไรก็โทร”

พอจิลลาพยักหน้ารับ นิชฌานก็ก้มลงไปขยี้หัวถุงทอง “อย่าซนนะ” แล้วเดินกลับไปขึ้นรถ ก่อนหันไปมองแดนเมื่อรถยังไม่ออกเสียที จึงได้เห็นว่าแดนจับจ้องอยู่ที่จิลลาที่กำลังเปิดประตูบ้าน หญิงสาวให้ถุงทองเข้าบ้านก่อนแล้วตนค่อยเข้าตามไป ค่อนข้างแน่ใจว่าผู้อาวุโสคงรู้สึกแปลกใจมากทีเดียว จึงต้องพูดเพื่อดึงความสนใจเสียหน่อย “ไปกันเลยไหมครับ”

แดนหันไปมองหน้านิชฌาน ส่งยิ้มให้ก่อนออกรถ เงียบอยู่ครู่ก็ตัดสินใจพูด “คุณแคลร์ความจำเสื่อมก็ดีเหมือนกันนะ”

นิชฌานเพียงยิ้ม ไม่ตอบอะไรด้วยไม่อยากโกหกให้มากไปกว่านี้ ก่อนเครียดขึ้นทันทีที่แดนบอกให้รู้อีกเรื่อง

“คุณคริสกับคุณอลิซโทรหาพ่อ ถามว่าพ่อรู้หรือเปล่าว่าฌานกับแคลร์อยู่ไหน”

“พ่อว่ายังไงครับ”

“พ่อว่าไม่รู้ ตีเนียนถามย้อนไปว่าทำไมไม่โทรถามฌานหรือแคลร์เอง วางสายใส่เฉย ไม่น่ารักเลย”

ประโยคท้ายๆ ที่พูดกลั้วหัวเราะนั่นทำให้นิชฌานพลอยหัวเราะได้ไปด้วย “ขอบคุณนะครับที่ไม่บอก”

“อื้อ บอกก็วุ่นวาย ถ้ารู้ว่าฌานมีที่อยู่ตรงนี้จะพวกมาเช็กอีกว่าที่ใครกันแน่ ปู่ซื้อหรือฌานซื้อ ประสาทแท้ พ่อรู้ว่าฌานใช้ตรงนี้เป็นที่ปลีกวิเวก พ่อไม่ยอมให้ใครมาวุ่นวายหรอก… ที่ฌานพาคุณแคลร์มาพ่อยังแปลกใจ”

นิชฌานยิ้มเจื่อน บอกความจริงกับแดน “ปู่อยากให้ผมพาแคลร์ไปพัก ผมเองก็อยากพักด้วยเลยนึกออกแต่ที่นี่”

แดนพยักหน้าช้าๆ เป็นเชิงรับรู้ ก่อนบอกประโยคที่มักบอกนิชฌานเสมอ “พ่ออยากให้ฌานหย่ากับแคลร์ แต่ก็ไม่อยากให้ถึงวันนั้น”

ซึ่งนิชฌานเข้าใจ ถ้าวันนั้นมาถึงย่อมหมายความว่าทิวาเสียชีวิตแล้ว… เขาเองก็อยากและไม่อยากให้วันนั้นมาถึงเช่นกัน

 

แดนพานิชฌานมาส่งบ้านในตอนตะวันคล้อยมากแล้วและกลับบ้านไปเมื่อเห็นว่ารถลูกชายตนจอดอยู่ เจ้าถุงทองกระโดดขึ้นหลังรถของแดนเป็นการบอกว่าครั้งนี้จะไม่เดินกลับบ้านเองแน่ๆ

นิชฌานเดินเข้าบ้านแล้วให้แปลกใจที่บ้านเงียบกริบเหมือนไม่มีคนอยู่… ไม่มีจริงๆ นั่นแหละ นิชฌานเดินเคาะทั้งห้องของตุลธรและห้องของจิลลาแต่ไม่มีใครตอบรับจึงเดินออกจากบ้าน ครู่เดียวก็ได้ยินเสียงแว่วมาเหมือนจะเป็นเสียงหัวเราะ เงี่ยหูฟังอยู่ครู่ก็พอเดาต้นเสียงได้จึงออกเดินไปทางนั้น และพบว่าตนคิดถูก ตุลธรกับจิลลาอยู่ที่ท่าน้ำจริงๆ แล้วไอ้ก้อนสีเหลืองๆ นั่นอะไร… พอเดินเข้าใกล้พอจะรู้ก็ยังพูดไม่ออกอยู่ดี

“มาพอดี มาช่วยหน่อย”

ตุลธรเรียกด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อน ทว่าใบหน้ายังฉายแววขบขัน มองไปอีกทางก็เห็นจิลลานั่งแหมะอยู่บนพื้นหน้าตาเหน็ดเหนื่อยเช่นกัน นิชฌานเห็นแล้วว่าในมือตุลธรมีกระบอกสูบลมซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่เขามีเก็บไว้ที่เดอะซีเคร็ตเคฟ กรณีที่อาจมีการจัดงานรื่นเริงต้องใช้ลูกโป่งประดับประดาสถานที่บ้าง กระบอกสูบตัวนี้สามารถทำให้ลูกโป่งขนาดที่เราเห็นทั่วไปพองแบบใช้งานได้ในการกดครั้งเดียว แต่กับ… เจ้าเป็ดเหลืองยักษ์นี่ กี่ชาติจะพอง

“ความคิดใครเนี่ย” นิชฌานเอ่ยถาม และตุลธรก็โบ้ยทันที “โน่น แจ้วเค้าฝากน้องวันใหม่ซื้อมาให้ ไม่ต้องถามมาก มารับช่วงก่อน คนที่บอกแค่นี้จิ๊บๆ ทำเองก็ได้ตายไปแล้ว”

นิชฌานหัวเราะหึตอนเห็นจิลลาค้อนควักใส่ตุลธร รู้เลยว่าคนอวดเก่งที่ตายไปแล้วก็คงเป็นจิลลานี่แหละ เข้าไปรับเครื่องมือสูบลมมาจากตุลธร กดไปสักพักก็ชักอยากจะนั่งตายเหมือนกันจึงหันไปทางจิลลา “หายเหนื่อยยัง มาทำต่อ”

จิลลาเม้มปาก อุบอิบบอก “ฉันเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ”

“คิดแบบนี้บ้างก็ได้ตอนจะโดดชกผม”

ผู้หญิงตัวเล็กๆ เลยตาพองใส่นิชฌาน ลุกไปฉวยที่สูบลมมาจากมือเขาแล้วเริ่มกดเป่าลมเข้าแพเป็ดเหลืองยักษ์ของตน ทำไปได้ราวสิบทีก็เริ่มกดได้ช้าลงเรื่อยๆ กระทั่งนิชฌานคงสมเพชจึงดึงคืนไป ก่อนให้คำแนะนำ

“ทีหลังถ้าจะซื้อของใหญ่ขนาดนี้ช่วยซื้อที่สูบลมไฟฟ้ามาด้วย”

จิลลาแค่ทำหน้าบู้ ไม่พูดไม่ตอบ ก่อนบอกคล้ายจะแก้ตัว “คนขายควรจะแถมมาให้นะ”

“บางร้านก็คงมีแถมแหละ พี่เคยซื้อแพยางแบบนี้ร้านก็แถมให้ ร้านที่น้องวันใหม่ซื้อคงไม่มีแถม”

เท่านั้นคนฝากซื้อก็ถอนใจเฮือก “ยัยใหม่นี่แย่จริงๆ ไม่รู้จักเลือกร้านให้ดี ไม่จ่ายตังค์ดีกว่า”

คนฟังสองคนเลยพากันหัวเราะ ก่อนจิลลาจะบอกความตั้งใจของตน

“ไม่ได้พูดให้ตลกนะ พูดให้นึกกันได้ แจ้วจะจ่ายยังไง ไม่มีตังค์สักบาท” ว่าแล้วหันไปทางตุลธร “ฝากเคลียร์กับยัยวันใหม่ด้วยนะ”

ตุลธรก็ยังขำอยู่ดี หากก็พยักหน้า “โอเค”

จากนั้นทั้งสามคนก็ช่วยกันเป่าลมเข้าแพเป็ดเหลืองยักษ์ จิลลามีหน้าที่ขยับส่วนต่างๆ ของแพให้เข้ารูปเพื่อให้การเป่าลมเป็นไปได้ง่ายขึ้น ไม่นานแพเป็ดยักษ์ก็ขยายเต็มพื้นที่ มันใหญ่พอให้คนสองคนขึ้นไปนอนบนนั้นได้เลย ขณะนิชฌานกับตุลธรนั่งหมดแรงอยู่ทางจิลลาก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ รีบเข็นแพเป็ดลงน้ำแล้วลงไปนั่งตรงกลาง หันมาบอก

“นี่ ต่อไปแจ้วออกมาเล่นน้ำเป็นเพื่อนได้แล้วนะ”

นิชฌานกับตุลธรเหวออยู่ครู่ก็หันมองหน้ากัน ก่อนเป็นตุลธรที่พูดได้ก่อน “พี่ไม่เก็บ”

นิชฌานก็อยากดีดตัวไปคว้าแพเป็ดที่เริ่มลอยห่างออกไปเหมือนกัน ทว่าก็เหนื่อยเกินกว่าจะทำอะไรเร็วๆ ในตอนนี้ อีกอย่าง… อยากรู้เหมือนกันว่าคนหน้าระรื่นจะทำหน้าอย่างไรตอนรู้ตัวว่าทำอะไรลงไป หลายอึดใจผ่านไปนิชฌานก็ถอนใจเฮือก เอ่ยถาม “วางแผนจะกลับเข้าฝั่งยังไงเหรอแจ้ว”

จิลลาไม่ตอบ แต่สีหน้า ‘ซวยแล้ว’ ของเจ้าหล่อนตอบได้ดีพอ ตอนนี้ตุลธรนอนราบไปกับท่าน้ำแล้วหัวเราะอย่างไม่เกรงอกเกรงใจใคร นิชฌานเองก็หัวเราะก่อนต้องรีบบอกเมื่อจิลลาเริ่มขยับตัวหาทางเข้าฝั่งอย่างร้อนรนทำแพยวบไหวไปมาค่อนข้างน่ากลัว

“อย่า เดี๋ยวแพคว่ำ”

ตุลธรลุกขึ้นมาดูเมื่อได้ยินเสียงนิชฌานบอกดังนั้น เห็นน้องลุกไปหยิบเชือกที่แขวนไว้ตรงเสาสูงที่หัวสะพานอีกด้านจึงนั่งมองอยู่เฉยๆ เพราะแพยังไม่ได้ลอยไปไกลนัก นิชฌานโยนเชือกออกไปครั้งเดียวมันก็ตกลงบนแพให้จิลลาคว้าไว้ได้พอดี ครู่เดียวแพเป็ดก็ลอยกลับมาชนท่าน้ำ นิชฌานจับมันหมุนด้านคอเป็ดมาหาตัวเองแล้วผูกปลายเชือกเป็นบ่วงเอาคล้องไว้ แล้วเอาปลายอีกด้านผูกเข้ากับเสาของท่าน้ำ พอเสร็จก็ได้ยินจิลลาเอ่ยถาม

“แบบนี้คือเอาออกไปไกลๆ ก็ได้แล้วใช่ไหม”

นิชฌานพยักหน้า “พอจะกลับก็ค่อยๆ ลาก ลากเร็วเกินเดี๋ยวมันคว่ำ”

“โอเค” จิลลาตอบรับแล้วตัดสินใจว่าจะอยู่บนแพนานอีกหน่อย เพราะการที่แพโยกไปโยกมาตามกระแสน้ำนี่เพลินดี หากก็ต้องหูผึ่งทันทีที่นิชฌานหันไปคุยกับตุลธร

“พ่อบอกว่าพี่คริสกับพี่อลิซโทรถามพ่อเรื่องที่อยู่ผมกับแคลร์”

“อ้อ… คิดยังไงโทรหาพ่อพี่” ตุลธรบอกพลางส่ายหน้า น่าจะรู้อยู่แล้วว่าหากไม่ใช่เรื่องของตัวเองพ่อเขาไม่พูดเด็ดขาด

“น่าจะแค่โยนหินถามทางว่าพ่อรู้เรื่องไหม”

“หรือจะเป็นอย่างที่ป๊าวันใหม่สงสัย ถ้ามีคนปองร้ายคุณแคลร์ อาจเป็นสองคนนี้ก็ได้” จิลลาเสนอความเห็นของตัวเอง เห็นนิชฌานกับตุลธรมองหน้ากันอย่างเคย ทั้งคู่คล้ายกับกำลังปรึกษาหารือผ่านความเงียบงัน ที่สุดก็เป็นตุลธรที่พูดก่อน “พี่ไม่รู้ นึกเหตุผลไม่ออกเหมือนกันว่าสองคนนั้นจะฆ่าคุณแคลร์ทำไม โครงการของคุณแคลร์ทำกำไรให้ทีจีแอลมหาศาลมาก ถึงมีอะไรไม่พอใจก็ต้องเก็บไว้ก่อนแหละ”

“ใช่ ผมคิดเหมือนพี่ตุล”

“แล้วจะตามหาคุณแคลร์ทำไม”

“น่าจะเรื่องงาน” นิชฌานตอบจิลลาไปตามความเห็นตน “อาจอยากรู้ว่าแคลร์จำอะไรได้หรือยัง โครงการที่ว่าทำร่วมกันน่าจะสำคัญมาก”

จบประโยคนั้นทั้งสามต่างก็เงียบงันไป จนจิลลาทำท่าจะขึ้นจากแพ นิชฌานเห็นจึงยื่นมือไปให้จิลลาจับ แล้วเป็นหลักให้ร่างเล็กก้าวขึ้นมายืนบนท่าน้ำได้อย่างปลอดภัย จิลลานั่งลงรวมกลุ่ม สบตาทั้งนิชฌานและตุลธร ดวงตาบอกชัดว่ามีอะไรสำคัญเกิดขึ้นแล้วในหัว และไม่ลังเลที่จะพูดมันออกมา

“แจ้วเป็นเหยื่อล่อได้นะ”

นิชฌานกับตุลธรได้แต่สบตากันเงียบๆ เหมือนแต่ละคนยังพูดไม่ออก

“แจ้วกลับไปใช้ชีวิตเป็นคุณแคลร์ ถ้ามีคนอยากทำร้ายคุณแคลร์จริงมันก็ต้องออกมา ถ้าโชคดีเราอาจจะจับมันได้ก็ได้นะ”

คราวนี้นิชฌานพูดออกแล้ว “แล้วถ้าโชคร้ายล่ะ”

จิลลาชะงัก ชะงักแล้วชะงักอีกตอนนิชฌานดักทางอย่างรู้ทัน

“ก่อนหน้านี้ยังกลัวอยู่เลย พอเจอเพื่อน พอคิดว่าจะได้ทำข่าวก็กล้าขึ้นมาเลยเหรอ”

แน่ละ จิลลานิ่งเงียบ ไม่รู้จะเถียงอะไร แล้วนิชฌานก็ยังไม่หยุด

“เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ใช่ไหม อย่าคิดอะไรเกินตัว”

“อ้าว หยาม” จิลลาโวยกลับทันทีอย่างคนไม่ยอมแพ้ “เกินตัวยังไง ฉันคิดแล้วเห็นว่าตัวเองทำได้หรอกถึงพูด แน่จริงก็บอกมาว่าคุณไม่กล้าเดินไปไหนมาไหนกับฉันเพราะกลัวลูกหลงใช่ไหมล่ะ”

นิชฌานหัวเราะหึ “รู้ไหมว่าโดนยิงมันเจ็บ”

“ไม่รู้” จิลลาบอกแล้วลอยหน้าใส่นิชฌานด้วย “ไม่เคยโดน”

“พี่มีปืน เอาไหม” ตุลธรขัดหน้าตาเฉย หัวเราะได้ตอนเห็นจิลลาตกใจแล้วเหมือนจะไม่แน่ใจว่าเขามีปืนจริงไหม ส่วนนิชฌานก็อดหัวเราะไม่ได้แม้จะยังหงุดหงิดอยู่ ส่ายหน้าให้จิลลา “เลิกคิดอะไรอันตรายกับตัวเองซะทีจะขอบคุณมาก”

จิลลาก็อยากเถียงต่อ ทว่าโทรศัพท์ของนิชฌานดังขึ้นเสียก่อน ชายหนุ่มหยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดูหน้าจอแล้วบอกทุกคน

“ปู่โทรมา… ครับปู่”

“เป็นไงชาร์ล สบายดีกันไหม”

“สบายดีทุกคนครับ แคลร์กับพี่ตุลก็อยู่ตรงนี้ด้วย”

“อ้อ เหรอ เปิดลำโพงสิ”

นิชฌานทำตามนั้น “เปิดแล้วครับ”

ตุลธรกับจิลลาส่งเสียงสวัสดีทิวา ก่อนทิวาจะบอกความตั้งใจของตน

“ที่หัวใจเต้นผิดจังหวะไปรอบก่อน ตอนนั้นหมอแนะนำให้ปู่หยุดงาน ปู่ก็ยื้อเวลามาเรื่อยๆ จนเคลียร์งานที่ค้างอยู่หมด ปู่ว่าจะพักสักหน่อย”

นิชฌานพอเดาได้แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาเดาว่าทิวาจะมาหาแขดรุณ “ครับ ผมก็ว่าปู่น่าจะหยุดงานบ้าง”

“ปู่ขอหยุดอาทิตย์หนึ่ง… ปู่ไปอยู่กับชาร์ลกับแคลร์ได้ไหม ปู่จะไปคนเดียว ไม่บอกใครทั้งนั้น”

นิชฌานนิ่งคิด ซึ่งไม่นานเลย จริงอยู่ว่าเขาไม่อยากให้ใครรู้ที่อยู่นี้ แต่ถ้าเป็นทิวา… “ขอคีย์เวิร์ดครับ”

ทิวาหัวเราะร่วน ก่อนบอกไป “สับปะรด ดีนะว่าไม่ลืม”

นิชฌานหัวเราะร่วมด้วย แล้วบอก “ปู่จะมาวันไหนครับ เดี๋ยวผมไปรับที่บ้านดีไหม”

“ให้ตุลมาเถอะ ชาร์ลอยู่กับแคลร์ดีกว่า… แคลร์ อยากได้อะไรจากกรุงเทพฯ ไหม เครื่องสำองเครื่องสำอาง เดี๋ยวปู่ให้เลขาฯ เตรียมให้”

จิลลานึกๆ แล้วก็ปฏิเสธไปเพราะของใช้เธอยังเต็มแน่นอยู่ “ไม่เป็นไรค่ะ… อ๊ะ ฝากปู่ซื้อของอย่างหนึ่งได้ไหมคะ”

“ได้สิ อะไรล่ะ”

“ที่สูบลมไฟฟ้าค่ะ”

นิชฌานกับตุลธรถึงกับอึ้ง ขณะทิวาเองก็เงียบไป ก่อนถามย้ำกลับมา “อะไรนะ”

“ที่สูบลมไฟฟ้า แบบที่เอาไว้สูบพวกแพยางน่ะค่ะ”

ตุลธรพยายามจะไม่หัวเราะกับความพยายามของจิลลา รีบบอกทิวาด้วยเกรงชายสูงวัยจะมึนงงมากไปกว่านี้ “เรามีอยู่แล้วครับ เดี๋ยววันที่ไปรับปู่ผมจะหยิบติดมาให้คุณแคลร์”

“อ้อ โอเค ถ้างั้นฝากตุลจัดการเรื่องการเดินทางให้ปู่ทีนะ ปู่เริ่มหยุดตั้งแต่วันศุกร์นี้ อยากออกจากบ้านศุกร์เช้าเลยถ้าเป็นไปได้”

“ได้ครับ ผมจัดการให้” ตุลธรตอบรับทันที ไม่กังวลใดๆ ทั้งสิ้นเพราะเขามีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการบินของคนบ้านกัญจน์ธราทุกคน จากนั้นก็เอ่ยลาทิวาเมื่อทางนั้นขอตัววางสาย แล้วหันไปทางจิลลา “ที่สูบลมไฟฟ้าเนี่ยนะ!”

“ทำไมล่ะ แจ้วทำเพื่อทุกคนนะ ไอ้แพนี่มันต้องแฟบลงเรื่อยๆ เราต้องสูบมันเรื่อยๆ อยู่แล้ว จะมานั่งอัดลมจนปวดแขนอีกทำไม”

ตุลธรส่ายหน้า ทั้งขำทั้งอ่อนใจ ขณะนิชฌานที่แค่ยิ้มๆ บอกไป

“ผมเห็นด้วยกับแจ้วนะ เราควรมีไว้ นอกจากพี่ตุลจะแอบมากรีดแพนี่”

ดูสายตาของตุลธรที่มองกับนิชฌานสิ ดูผู้ชายสองคนนี้มองตาแล้วทำท่ามีลับลมคมในต่อกันสิ จิลลาถึงกับร้องลั่น “ห้ามเด็ดขาด! ห้ามใครรังแกแพเป็ดแจ้ว ไม่ต้องมาทำเป็นชี้โพรงให้กระรอก กระรอกก็ห้ามมากรีดแพแจ้ว ถ้าแพเป็ดแจ้วเป็นอะไรไป แจ้วจะ…”

เออ… เธอควรจะทำอะไรดีล่ะ นอกจากเรื่องที่เธอสวมรอยแขดรุณแล้วก็ไม่มีอะไรให้เอามาขู่ได้อีกเลย แล้วจิลลาก็ไม่อยากเอาเรื่องนั้นมาขู่พร่ำเพรื่อ อยากเก็บไว้ใช้ตอนที่มีสิ่งที่ต้องการมากๆ จริงๆ

“ทำไม จะหาเรื่องใส่ตัวยังไงอีก”

ประโยคนั้นของนิชฌานทำจิลลาฉุนกึก แต่ข้อดีก็คือมันทำให้เธอนึกคำขู่ออก เธอจะหาเรื่องใส่ตัวแต่ไม่ใช่ใส่ตัวเองหรอก จะหาเรื่องใส่ทุกคนนี่แหละ “จะสั่งแพใหม่เอาให้ใหญ่กว่านี้อีก ไม่เอาที่สูบลมไฟฟ้าด้วย”

“พี่เกษียณเลยแล้วกัน” ตุลธรบอกแบบนั้นแล้วลุกเดินห่างไปไม่เหลียวหลังมามอง ส่วนนิชฌานก็ได้แค่บอก “จะเตือนไม่ให้พี่ตุลลืมหยิบที่สูบลมมา”

เพราะคำขู่นั่นมันน่ากลัวมากจริงๆ!



Don`t copy text!