ปราการแสงจันทร์ บทที่ 20 : ความสุขของหลาน

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 20 : ความสุขของหลาน

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

จิลลาเดินไปรอตรงจุดที่ใกล้รถที่สุด แน่ใจว่าทิวาต้องอยากกอดหลานตัวเอง พอรถจอดสนิทจิลลาก็เดินไปเปิดประตูให้ทิวา ทว่าพอผู้อาวุโสลงมาจากรถแล้วจิลลาก็ต้องแปลกใจ เพราะทิวาคล้ายจะยืนนิ่งจ้องมองจิลลาอยู่อย่างนั้น กระทั่งจิลลาต้องพูดหวังให้ทิวาทำอะไรบ้าง ยืนจ้องแบบนี้จิลลาใจไม่ดีเลย “นึกว่าปู่อยากกอดแคลร์”

ทิวามีสีหน้าเหมือนนึกขึ้นได้ หัวเราะเบาๆ ก่อนดึงตัวจิลลาเข้ามากอด ครู่หนึ่งจึงผละออกทว่ายังโอบไหล่จิลลาไว้ บอกไปตามตรง

“ปู่ตกใจกับแคลร์นิดหน่อย”

จิลลาถึงกับหยุดเดินเพื่อมองหน้าทิวาอย่างต้องการค้นคว้าว่าผู้อาวุโสหมายถึงอะไรกันแน่ ซึ่งอีกฝ่ายก็ส่งยิ้ม ยกมือขึ้นโยกศีรษะจิลลาเบาๆ พูดกลั้วหัวเราะ

“กลายเป็นเด็กกะโปโลไปแล้ว ไม่เหลือมาดควีนแห่งทีจีแอลเลย”

จิลลาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่หันไปมองหน้านิชฌานซึ่งก็หน้าเจื่อนไปไม่แพ้กัน ที่สุดก็ตัดสินใจหันกลับมาพูดกับทิวา “ไม่รู้จะควีนไปทำไมค่ะ มีข้ารับใช้อยู่แค่สองคนเอง”

ทิวาหัวเราะเสียงดัง รู้ว่าคนพูดหมายถึงนิชฌานกับตุลธร ก่อนมองไปรอบๆ บ้านของนิชฌานเพื่อสังเกตสังกาโดยรอบ แล้วหันไปพูดกับเจ้าของบ้าน “น่าอยู่มากเลย ไม่แปลกหรอกที่แคลร์จะดูผ่อนคลายแบบนี้”

นิชฌานยิ้มรับ ดีใจที่ทิวาก็มีท่าทีผ่อนคลายเช่นกัน หวังไม่น้อยว่าที่นี่จะทำให้สุขภาพของทิวาดีขึ้นได้ เดินนำพาทิวาเข้าสู่ภายในตัวบ้าน เห็นทิวาหยุดยืนมองไปรอบๆ ก็หยุดรอ

“บ้านนี้นี่ดูชาร์ลจริงๆ เลยนะ… ยื่นคำขาดกับแคลร์ใช่ไหม ว่าห้ามยุ่งกับที่นี่”

คำถามนั้นนิชฌานฟังออกว่าเพื่อหยอกล้อ นิชฌานทำเพียงแค่ยิ้มรับไม่พูดอะไร ทิวายังคงเข้าใจว่าแขดรุณรู้ว่าเขามีที่ทางอยู่ตรงนี้แค่ไม่ได้ยุ่งกับการตกแต่ง ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วเปล่าเลย ไม่มีคนของกัญจน์ธรารู้จักที่นี่เลยแม้แต่คนเดียวถ้าจะนับว่าแดนกับตุลธรไม่ใช่คนในตระกูลกัญจน์ธรา กระทั่งแดนที่สนิทกับทิวาราวกับพ่อลูกก็ยังไม่ยอมบอกทิวาว่าที่ดินซึ่งติดกับของตนนั่นเป็นของนิชฌาน ไม่บอกด้วยว่าที่ทำไร่กาแฟนั้นทำร่วมกันกับเขา แต่นิชฌานเดาได้ว่าตอนนี้แดนคงบอกหมดแล้ว เพราะพอรู้ว่าเขายินยอมให้ทิวามาหาก็เท่ากับไม่ต้องปิดบังเรื่องนี้

นิชฌานเปิดประตูห้องให้ทิวา ซึ่งเป็นห้องที่อยู่ติดกับห้องของตุลธร พอเข้าไปในห้องทิวาก็เดินไปยังริมหน้าต่าง มองออกไปจ้องมองทิวทัศน์เบื้องนอก ชมแล้วชมอีก

“อากาศดี บรรยากาศดี… แค่เห็นก็ง่วงแล้ว” ทิวาพูดกลั้วหัวเราะแสดงออกว่าพูดเล่น ทว่าตุลธรกลับรีบเดินไปเปิดเครื่องปรับอากาศให้แล้วบอก “ปู่น่าจะนอนสักหน่อย เห็นว่าเมื่อคืนนอนไม่ค่อยหลับ”

“อื้อ หลับๆ ตื่นๆ เรื่อยเลยช่วงนี้”

นิชฌานลอบสะกิดจิลลา จิลลาหันมองหน้าเขาก่อนสบตากับตุลธรอีกคนด้วยความบังเอิญ เข้าใจว่าทั้งคู่อยากให้เธอช่วยพูดเกลี้ยกล่อมทิวาให้นอน จิลลาจึงช่วยพูดด้วย

“ปู่นอนก่อนนะคะ ตื่นมาจะได้มีแรงคุยกับแคลร์ เราไม่ได้คุยกันนานเลย”

ทิวาหัวเราะ “โดนกล่อมขนาดนี้ก็คงต้องนอนแล้วแหละ พอออกจากสนามบินปู่ให้ตุลพาแวะซื้อของสดด้วย เย็นนี้เราทำอะไรกินด้วยกันนะ”

เด็กๆ ทั้งสามพากันตอบรับพร้อมเพรียง จากนั้นก็พากันเดินออกจากห้อง พอถึงโถงกลางตุลธรก็เอ่ยถาม

“พ่อว่าฌานพาแจ้วไปสตูฯ”

นิชฌานชะงัก มองหน้าตุลธรแล้วหันมองหน้าจิลลาที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร หญิงสาวตอบกลับอย่างปกติธรรมดา

“อื้อ มีเด็กอยากอวดของเล่น ดูออก”

ตุลธรเลิกคิ้ว มองจิลลาที่เดินตรงไปยังตู้เย็นแล้วหันมองนิชฌาน ถามเสียงเบา “อยากอวดของเล่นเหรอเด็ก”

นิชฌานส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่าย ตอบกลับเสียงเบาพอกัน “เขาบ่นเบื่อ แต่ถ้าผมพาไปเที่ยวที่อื่นพี่ตุลจะโกรธ”

คราวนี้นอกจากเลิกคิ้วแล้วตุลธรกดมุมปากของตนให้ตกลงส่งสีหน้า ‘อ๋อ อย่างนั้นเองเหรอ’ ไปให้นิชฌานดู ก่อนเลิกซักไซ้เรื่องนี้เมื่อจิลลาที่ก้มๆ เงยๆ อยู่แถวตู้เย็นหันมาถาม

“ใครจะกินไอติมบ้าง”

“กินๆ แต่เดี๋ยวพี่ไปเอากล้วยหอมที่บ้านพ่อก่อน อยากกิน แจ้วจะรอไหม”

“รอ” จิลลาตอบทันทีอย่างรวดเร็ว ถามนิชฌาน “คุณล่ะ กินเลยหรือจะรอ”

“เดี๋ยวผมไปช่วยพี่ตุล”

ตุลธรหัวเราะหึ เขาแค่จะขับรถไปบ้านพ่อเพื่อเอากล้วยหอมสักสองสามลูก ใช้เวลาไปกลับอย่างมากก็แค่สิบนาที ไม่ได้ไปถางพงเข้าป่าตามล่าหาต้นกล้วยเสียเมื่อไร เดาได้ว่านิชฌานน่าจะอยากมาอธิบายเรื่องพาจิลลาไปสตูดิโอให้เคลียร์มากกว่า แต่นั่นไม่จำเป็นหรอก ตุลธรจึงบอกนิชฌาน “ทำช็อกโแลตซอสราดไอติมดีกว่า อยากกิน”

นิชฌานมองหน้าตุลธรเหมือนจะถามว่าเอาแบบนี้จริงใช่ไหม ทว่าอีกฝ่ายเพียงยื่นหลังมือมาตบอก สายตารู้ทันนั่นอะไร แล้วเสียงหัวเราะหึๆ ตอนหมุนตัวเดินจากไปนั่นอะไร… ให้ตายสิ พ่อลูกคู่นี้ แค่เขาพาจิลลาไปสตูดิโอทำไมต้องทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่โตด้วย เขาไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าอยากทำให้จิลลารู้สึกเบื่อน้อยลง ก็ถ้าจิลลาไม่ติดอยู่กับความเป็นแขดรุณจนไปไหนมาไหนไม่ได้เขาก็คงไม่พาไปที่สตูดิโอหรอก

ไม่ได้อยากอวดของเล่นด้วย จริงๆ!

 

ระหว่างนิชฌานทำอะไรวุ่นวายอยู่หน้าเตา จิลลาก็ยึดโทรศัพท์เขามาเพื่อโทรคุยกับวรรณวลี บอกน้ำเสียงคาดคั้นเมื่ออีกฝั่งรับสาย “เล่ามาให้หมดนะแก”

วรรณวลีหัวเราะ “ไม่เล่า แกรู้จักคำว่าเรื่องส่วนตัวไหมนังแจ้ว”

“อ๊ะๆ” จิลลาร้องทันที ก่อนหันไปทำตาขวางใส่นิชฌานที่หัวเราะคงเพราะได้ยินวรรณวลีพูดด้วย เนื่องจากตอนนี้เธอก็ยืนอยู่ข้างๆ เขานี่เอง หญิงสาวเดินออกห่างเขาอีกนิดเพื่อความเป็นส่วนตัวของวรรณวลี บอกน้ำเสียงยียวน “ให้โอกาสพูดกับนางฟ้าอุ้มสมใหม่อีกรอบค่ะคุณวรรณวลี”

“แหม…” วรรณวลีลากเสียงยาว ตามด้วยการหัวเราะคิกคักๆ แล้วค่อยบอก “ก็ได้ค่ะคุณจิลลา ดิฉันจะสนองความอยากรู้อยากเห็นของคุณให้นะคะ… เริ่มจากดิฉันก็ไปรับเขาที่สนามบิน พาไปที่ออฟฟิศ พาไปอยู่ห้องสมุด พอเที่ยงก็พาไปกินข้าวตอนกลางวัน แล้วก็… แยกย้าย”

จิลลาเงียบเพื่อเรียงไทม์ไลน์ที่เพื่อนว่าอยู่อีกพัก ก่อนถามน้ำเสียงไม่แน่ใจนัก “เอาจริงเหรอ”

“ใช่สิ แกอย่าทำเหมือนไม่รู้ว่าพอไม่มีแกแล้วฉันยุ่งขนาดไหนนะนังแจ้ว จะให้ฉันตามพลีสผู้ชายทั้งวันได้ยังไง คนเรามันก็ต้องทำงานทำการนะยะ ตอนเย็นฉันนี่อยากไปส่งเขาตัวสั่นแต่ดันติดประชุม จะขอให้ผู้รอสักยี่สิบนาทีผู้ก็เรียกแท็กซี่ไวมากกก กลัวฉันจะลักพาตัวหรือไงก็ไม่รู้”

พอได้ฟังดังนั้นจิลลาก็หัวเราะและได้แต่คิดในใจ นั่นสินะ… พอไม่ได้ทำงานนานก็ชักลืมๆ ไปว่าทั้งเธอและเพื่อนต่างให้ความสำคัญกับงานขนาดไหน พอไม่ติดใจเรื่องตุลธรแล้วจิลลาก็ถามอีกเรื่องหนึ่ง “แกยังไม่รับคนมาแทนฉันอีกเหรอ”

วรรณวลีไม่ได้ตอบทันที จิลลาเองก็เงียบ คล้ายกับทั้งจะส่งผ่านคำเยียวยาซึ่งกันและกันผ่านความเงียบงัน บทจะถอนใจก็ถอนใจเสียพร้อมกัน วรรณวลีหัวเราะในความพร้อมเพรียงก่อนตอบ “จะหาใครมาแทนแกไม่ใช่ง่ายๆ นะ”

จิลลาเลยตอบไปอย่างถ่อมตัว “ใช่สิ เก่งขนาดนี้ไม่มีมาเกิดบ่อยๆ หรอก”

วรรณวลีหัวเราะร่วน ช่วยเสริมความมั่นใจให้เพื่อน “ใช่สิ อยากรู้อยากเห็นยิ่งกว่าลิง จิกเก่งยิ่งกว่าไก่ อึดถึกยิ่งกว่าควาย นรกไม่น่าปล่อยมาง่ายๆ หรอก”

คนที่ได้รับคำเยินยอชุดใหญ่ขำไม่หยุด ถามอย่างต้องการย้ำความมั่นใจ “นั่นชมเนอะ”

“ช้มมมม… งานมาแล้ว ฉันทำงานก่อน”

จิลลาส่งเสียงตอบรับแล้ววางสาย เดินกลับไปหานิชฌาน ส่งโทรศัพท์มือถือคืนเขา

“เป็นไงบ้าง”

คำถามจากนิชฌานทำให้จิลลาเอียงหน้ามอง “อะไรเป็นไง”

“ก็… เรื่องส่วนตัวของคุณวันใหม่”

จิลลาหรี่ตามองนิชฌาน เห็นเขาเพียงยิ้มขำอยู่อย่างนั้นก็หัวเราะหึ บอกไปตามตรง “ยัง เพื่อนแจ้วยังล่อลวงพี่คุณไม่ได้… ยัยวันใหม่บ้างานไปหน่อย แค่ไปรับพี่ตุล ไปส่งห้องสมุดแล้วแยกตัวไปทำงาน ได้กินข้าวกลางวันด้วยกันมื้อหนึ่งแล้วก็แยกย้ายยาว ตอนเย็นวันใหม่ติดประชุมอีกต่างหาก คุณตุลนั่งแท็กซี่กลับเอง”

นิชฌานหัวเราะเบาๆ “ไม่รีบแหละดีแล้ว… เท่านี้จะพอไหม แจ้วกินเยอะหรือเปล่า”

จิลลาชะโงกหน้าไปดูของเหลวในหม้อใบเล็กที่กำลังส่งกลิ่นหอมหวน ให้ข้อมูลไป “แจ้วกินพวกนี้ไม่เยอะหรอก เน้นไอติม”

นิชฌานส่งเสียงตอบรับ ปิดเตาแก๊สแล้วหาภาชนะมาใส่ซอสช็อกโกแลตที่ตนทำ เสร็จแล้วไปตระเตรียมภาชนะและอุปกรณ์การกินต่อ จนมานั่งรอตุลธรที่โต๊ะอาหารจึงค่อยบอกจิลลา “ถ้าคุณวันใหม่รอจนถึงตอนที่พี่ตุลย้ายมาอยู่ที่นี่ได้เรื่องน่าจะง่ายขึ้น”

“จะง่ายยังไง ไกลกรุงเทพฯ จะตาย”

นิชฌานยกมุมปาก เอ่ยถาม “ไม่เคยได้ยินเหรอ ไกลตัวดีกว่าไกลใจ”

จิลลาส่ายหน้าทันที บอกหน้าตาเฉย “หึ ไม่เคยได้ยิน”

“ได้ยินแล้วเมื่อกี้ไง”

เอางี้เลยเหรอ… จิลลาหน้าเหวอ ก่อนขำร่วมไปกับนิชฌานที่หัวเราะเบาๆ คงเพราะสีหน้าของเธอ ถามอย่างต้องการข้อมูลจริงๆ “ทำไมต้องรอตอนนั้น”

“ปมลูกคนใช้น่าจะไม่ค่อยมีผลอะไรแล้ว ถ้ามาอยู่นี่ถาวรก็เท่ากับพี่ตุลจะมีชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องคอยตามดูแลใคร… รับใช้ใคร”

จิลลาจ้องมองนิชฌาน ถามย้อนไปเมื่อฟังจบ “เหมือนคุณเหรอ”

นิชฌานนิ่งงัน ไม่คิดว่าเรื่องจะย้อนเข้าหาตัว และยิ่งพูดไม่ออกไปกันใหญ่ตอนจิลลาบอกมาอีก

“ถ้าคุณได้มาอยู่นี่คุณก็จะมีชีวิตของตัวเอง… ไม่ต้องรับใช้ใคร”

นิชฌานปฏิเสธแทบจะทันที “ผมไม่ได้รับใช้ใคร”

“คุณรับใช้ตัวเอง” พูดไปแล้วคิดว่าประโยคนั้นออกจะสื่อความหมายตรงกันข้ามกับสิ่งที่คิด มันฟังเห็นแก่ตัวไปหน่อย จิลลาจึงพูดใหม่ “คุณรับใช้ความกตัญญูของตัวเอง คุณตุลก็ด้วย พวกคุณทิ้งชีวิตตัวเองเพราะอยากตอบแทนคุณทิวา ใช่ไหม”

คล้ายกับนิชฌานอยากใช้เวลาพิจารณาถ้อยคำจำนรรจาของจิลลาให้ถี่ถ้วน ชายหนุ่มจึงกอดอกไล่เรียงความหมายไปทีละคำทีละประโยค ที่สุดก็หัวเราะหึ “เหมือนจะเป็นอย่างนั้น แต่ทำไมฟังแจ้วพูดแล้วเหมือนเป็นโศกนาฏกรรม”

จิลลาหัวเราะ “ไม่ขนาดนั้น… วันหนึ่งคุณจะคิดไหมว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่คุ้มเลย”

“ไม่” นิชฌานตอบได้ทันที “ผมไม่อยากให้ปู่คิดเหมือนกันนะว่าสิ่งที่ปู่ทำให้ผมไม่คุ้มเลย ปู่ทุ่มเทให้ผมเหมือนเป็นหลานแท้ๆ คนหนึ่ง ผมแค่อยากตอบแทนสิ่งที่ปู่เคยทำให้ สำหรับผมมันไม่ใช่ความกตัญญู… มันคือความรัก”

“สำหรับแจ้วมันคือสิ่งที่ต้องมาด้วยกัน และมันเหมือนกันด้วย แจ้วว่าความกตัญญูกับความรักมันบังคับกันไม่ได้ มันต้องเกิดจากตัวคนให้เอง ไม่ได้เกิดจากตัวคนรับ”

นิชฌานยิ้ม บอกไปทันที “ความกตัญญูถ้าเรียกร้องมันคือการเอาเปรียบ ความรักถ้าเรียกร้องมันคือความเห็นแก่ตัว”

จิลลาถึงกับเอนหลังถอยไปมองหน้านิชฌาน สีหน้าแสดงความคาดไม่ถึง และท่าทางแบบนั้นทำให้นิชฌานหัวเราะได้อีกครั้ง ช่วยให้จิลลาเข้าใจอะไรมากขึ้น

“ก็บอกว่าผมอ่านงานคุณ”

ใช่ ประโยคที่นิชฌานพูดเป็นประโยคที่จิลลาเคยเขียนไว้ในบทความหนึ่งที่เคยเขียนถึงกระแสต่อต้านการกตัญญูต่อพ่อแม่และผู้มีพระคุณในเด็กรุ่นใหม่ จิลลาค้นคว้าข้อมูลด้วยการพูดคุยกับเด็กที่มาจากหลายๆ ครอบครัว รวมถึงใช้ประสบการณ์จริงจากตัวเองด้วย สำหรับจิลลาเองถ้าวันหนึ่งพ่อกับแม่โผล่มาประกาศว่าเป็นพ่อแม่ เรียกร้องให้เธอดูแลหรือขอให้เธอให้ค่าใช้จ่ายรายเดือน จิลลาคงได้แต่ยิ้มสวยๆ แล้วบอกให้ไปคุยกับศาลเอา จะศาลพระภูมิ ศาลเพียงตา หรือศาลไหนก็เรียนเชิญเถอะ แต่ถ้าป้าเป็นฝ่ายมาบอกให้เธอดูแลพ่อแม่หรือให้เธอจ่ายเงินพ่อแม่ เธอจะทำ แต่ทำแค่ตอนนลินยังอยู่กับเธอเท่านั้นเพราะเธอทำให้ป้าไม่ได้ทำให้พ่อแม่

แต่ถ้าอ่านแล้วจำได้ขนาดนี้… “คุณเป็นแฟนแจ้วนะเนี่ย”

นิชฌานเลิกคิ้ว มองหน้าจิลลาแล้วแน่ใจว่าพูดโดยไม่มีความหมายอื่นแอบแฝง หญิงสาวหมายถึงเขาเป็นแฟนนักอ่านของเจ้าหล่อน คนที่คิดไปไกลกับประโยคนั้นได้แต่หัวเราะหึและคิดอยู่ในใจ ถ้าเขาพูดไปว่าตอนนี้เป็นสามี ไม่ใช่แฟน จิลลาจะด่าเขากลับอย่างไรนะ ไม่รู้หรอกว่าด่าอะไรแต่ด่าแน่ๆ แหละ ที่สุดเลยตัดสินใจไม่พาบทสนทนาออกนอกลู่นอกทาง “งานแจ้วที่ออนไลน์อยู่ผมอ่านครบหมด อันที่ชอบมากก็มี ชอบน้อยก็มี เฉยๆ ก็มี จะเรียกว่าเป็นแฟนได้ไหม”

“เรียกตั้งแต่อ่านงานแจ้วครบหมดแล้ว… จริงๆ อ่านเกินสามชิ้นแจ้วก็เรียกว่าแฟนแล้ว แจ้วไม่เรื่องมากหรอก”

นิชฌานยิ้ม ไม่พูดอะไรอีก ไม่ว่าอะไรตอนจิลลาหยิบโทรศัพท์ไปปลดล็อกด้วยการลากนิ้วเป็นรูปแบบที่เขาเคยบอกแล้วเล่นเกมที่ขอดาวน์โหลดติดเครื่องไว้ ขณะจิลลากำลังเพลินกับเกมนิชฌานก็ได้แต่มองหน้าจิลลา… แล้วนึกถึงใบหน้าที่แท้จริงที่เคยเห็น

หน้าหมวย อาจไม่สวยสะดุดตาแต่ก็พูดได้เต็มปากว่าน่ารัก

เขาทำอะไรลงไป…

นิชฌานผุดลุกขึ้นยืน ไม่รู้จะพูดอะไรตอนจิลลาเงยหน้ามองอย่างตกใจ แต่โชคดีที่ได้ยินเสียงรถของตุลธรจึงรีบเดินออกไปหาด้วยอยากสลัดความรู้สึกตนเมื่อสักครู่นี้ มันมีมากกว่าความรู้สึกผิดที่เคยมีมา มันเกิดบางอย่างเพิ่มเติมและบางอย่างนั้นทำใจเขาสั่นคลอนอย่างประหลาด

และสีหน้าของนิชฌานทำให้ตุลธรที่เพิ่งลงจากรถถึงกับชะงัก รีบเดินเข้าไปหาแล้วเอ่ยถามเสียงเบาอย่างเกรงคนอื่นจะได้ยิน “เกิดอะไรขึ้น”

นิชฌานส่ายหน้า ส่งยิ้มให้อย่างต้องการให้ตุลธรหายเป็นห่วง ทว่าเรื่องกลับตรงข้ามเมื่อตุลธรถามอีก

“แจ้วทำอะไร”

นั่นทำให้นิชฌานรีบยกสองมือขึ้นตั้ง บอกให้ชัดเจน “เปล่า ผมแค่สับสน”

“เรื่องอะไร”

เรียบเรียงความคิดตัวเองอยู่ครู่นิชฌานก็ยังไม่พบคำตอบที่ตัวเองแน่ใจว่าถูกต้อง จึงเลือกตอบไปอย่างลังเล “อาจเป็นเรื่องเดียวกับที่ผม… พาแจ้วไปสตูดิโอ”

ตุลธรอยากพูดมากกว่านี้ ทว่าสายตาเหลือบไปเห็นเสียก่อนว่าจิลลาเดินออกมาเมียงมอง คงสงสัยว่าทำไมถึงยังไม่เข้าบ้านเสียที จึงพยักหน้ากับนิชฌาน บอกก่อนจะพากันเดินเข้าบ้าน “ไว้เราคุยกันเรื่องนี้อีกที”

เพราะไม่ว่าเรื่องที่ทำให้นิชฌานสับสนจะเป็นเรื่องอะไร แต่ปฏิกิริยาของนิชฌานต่อเรื่องนี้ไม่ดีเลย… ไม่ดีจริงๆ

 

แดนมาช่วยทิวาทำมื้อเย็นด้วย… พอเห็นแดนอยู่กับทิวา จิลลาก็รู้สึกเหมือนเห็นนิชฌานกับตุลธรตอนแก่ ทั้งคู่พูดคุยและหัวเราะกันด้วยเรื่องไร้สาระอย่างกับเด็กๆ ผิดกันก็แต่อายุทิวานั้นพอจะเป็นพ่อของแดนได้ แต่ตุลธรแค่ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นพ่อแต่อายุไม่ได้เลย

จิลลารู้สึกดีที่การพูดคุยกันในวงอาหารเน้นไปที่ทิวากับแดนผลัดกันเล่าเรื่องสมัยก่อนมากกว่า ทั้งเรื่องของตัวเอง ประวัติวัยเด็กของตุลธรกับนิชฌาน อาจมีเล่าเรื่องของแขดรุณบ้างแต่ก็เพียงประปรายเท่านั้น เหมือนทิวาเองก็เลี่ยงไม่พูดถึงซึ่งจิลลาเดาว่าคงกลัวว่าหลานสุดที่รักจะเครียดที่ยังจำอะไรไม่ได้เลย

จิลลาทำเหมือนเดิมอย่างที่ทำเสมอถ้าต้องอยู่ในวงสนทนาที่มีผู้คนมากหน้าหลายตา เธอสวมบทเป็นผู้ฟัง เป็นฟองน้ำ ซึมซับคำพูดรวมไปถึงอารมณ์ของผู้พูด ซึมซับประสบการณ์ที่มาพร้อมคำบอกเล่า คิดๆ แล้วก็อยากให้นลินอยู่ตรงนี้ด้วยกัน นลินต้องคุยกับทิวาและแดนสนุกแน่ๆ

จิลลาคิดถึงป้า…

หญิงสาวถอนใจยาว เอื้อมไปหยิบกระติกน้ำแข็งซึ่งใสจนมองเห็นว่าน้ำแข็งละลายหมดแล้ว ลุกเดินไปในครัวซึ่งมีถังน้ำแข็งขนาดยี่สิบลิตรวางอยู่ ไม่ได้คาดคิดว่าตนทำให้วงสนทนาถึงกับชะงัก พากันเงียบไปหมด ด้วยทิวากับแดนนึกไม่ถึงว่าจะเป็นแขดรุณที่ลุกไปตักน้ำแข็งให้ทุกคน

นิชฌานรับรู้ถึงความประหลาดใจนั้น จึงได้แต่ยิ้มให้แล้วบอกไป “ที่นี่ไม่มีคนช่วยงานเท่าไรครับ แคลร์คงชินกับการทำอะไรด้วยตัวเองแล้ว”

บอกไปแล้วก็ลุกขึ้นยืน เดินไปหาจิลลาที่กำลังตักน้ำแข็งจากถังใหญ่ลงถังเล็ก นั่งลงไปข้างๆ แล้วยึดถังเล็กไว้แทนการบอกว่าเดี๋ยวเขาจะหิ้วมันไปเอง กระซิบบอกเสียงเบา “ปกติแคลร์ไม่ทำอะไรแบบนี้”

จิลลาชะงักการตักน้ำแข็ง มองหน้านิชฌาน นึกออกในวินาทีนั้น แขดรุณเกิดมาพร้อมคนที่คอยทำอะไรให้ทุกอย่าง ขนาดเสื้อผ้ายังมีคนคอยหยิบให้เลย นั่นทำให้จิลลาหน้าเสียด้วยรู้สึกว่านี่อาจทำให้อะไรแย่ลง “ขอโทษ”

นิชฌานยิ้ม คว้าที่ตักน้ำแข็งออกจากมือจิลลามาตักอีกครั้งจนเต็มกระติก บอกจิลลา “มีน้ำใจไม่ใช่ความผิด”

ก่อนลุกไปนิชฌานเอามือวางกลางศีรษะจิลลาด้วย… และสิ่งที่ทำให้จิลลาดีดตัวตามไปตีหลังเขาดังเผียะจนตุลธรหันขวับมามองก็คือความเย็นเยียบแถมเปียกด้วยนิดๆ จากการที่มือนิชฌานจับที่ตักน้ำแข็งเมื่อกี้

นิชฌานหัวเราะที่โดนจิลลาเอาคืนอย่างรวดเร็ว ก่อนชะงักไปเมื่อสบตากับตุลธรและได้แต่คิดในใจ ถ้าจิลลาทำให้ทุกคนสงสัย เขาก็เป็นคนทำให้ความสงสัยนั้นเบ่งบานราวกับดอกไม้ต้องแสงแดดเลยทีเดียว ทว่าก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องฝืนเดินกลับมานั่งที่เดิมด้วยสีหน้าปกติที่สุด

หลังรอจนจิลลากลับมานั่งที่เดิม ทิวาก็เอ่ยถาม

“เล่นอะไรกันสองคนนี้”

จิลลาเหวี่ยงสายตาไปทางนิชฌาน ซึ่งก็เป็นคนสารภาพกับทิวา

“ผมแกล้งแคลร์เองแหละครับ”

ทิวามองสลับระหว่างนิชฌานกับคนที่ตนคิดว่าเป็นแขดรุณอยู่เป็นพัก ก็หันไปถามทางนิชฌานด้วยน้ำเสียงและท่าทางหยอกล้ออยู่ในที “ฉวยโอกาสนี้เอาคืนแคลร์เหรอชาร์ล”

นิชฌานหัวเราะ ตอบกลับไปอย่างต้องการล้อเล่นด้วยเช่นกัน “ลืมไปว่าปู่มาครับ”

ทิวาหัวเราะร่วน หันไปสบตากับแดนซึ่งก็ยิ้มอยู่ในใบหน้า แล้วพยักหน้าให้แดน ส่วนแดนเองก็เพียงยิ้มรับไม่พูดคำใด เหมือนทั้งคู่เข้าใจกันโดยไม่ต้องใช้คำพูด

เป็นอีกครั้งที่จิลลารู้สึก… แก่ตัวไปนิชฌานกับตุลธรต้องเป็นแบบนี้แน่ ดูสิ ตอนนี้ผู้ชายสองคนนี้ก็สบตากันอยู่

สาเหตุที่ทั้งคู่สบตากันนั้นจิลลาคงไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะเห็นทิวาสบตาพยักหน้ากับแดนนั่นแหละ ท่าทางนั้นบอกชัดว่าต้องมีอะไรแน่ๆ และกว่าตุลธรจะได้รู้ก็ตอนวงสนทนาอันยาวนานซึ่งลากยาวตั้งแต่ห้าโมงเย็นจนถึงสี่ทุ่มกว่าอย่างในตอนนี้จบลง แดนขอตัวลากลับและนัดหมายกับทิวาว่าจะมาหาแต่เช้าเพื่อเอาต้มเลือดหมูเจ้าอร่อยมากินด้วยกัน

ระหว่างขับรถกลับบ้าน ได้อยู่ลำพังกับพ่อสองคนนั่นเอง ตุลธรจึงเอ่ยถาม “พ่อคุยกับปู่เรื่องฌานกับคุณแคลร์บ้างไหม”

แดนพยักหน้า “ก็วันที่ตุลไปรับปู่นั่นแหละ พ่อก็โทรคุยหลายเรื่อง ต้องเริ่มตั้งแต่เรื่องที่ดินของฌานเลย ไม่อยากให้ปู่รู้เองว่าพ่อรู้ที่อยู่ฌานมาตลอด”

“แล้ว…”

“แล้วพ่อก็บอกว่าทุกอย่างมันเปลี่ยนไปหมด คุณแคลร์ ฌาน โดยเฉพาะตอนฌานอยู่กับคุณแคลร์ เมื่อก่อนฌานอย่างกับหุ่นยนต์ คุณแคลร์กดรีโมตบังคับฌานหันซ้ายหันขวาตามสั่งได้ดั่งใจคุณแคลร์ทุกอย่าง เป็นหุ่นยนต์ ไม่มีวิญญาณไม่มีหัวใจ แล้วดูตอนนี้สิ ตุลก็ต้องรู้สึกแหละ ใช่ไหม”

ตุลธรยิ้มแห้ง เขารู้สึกแต่อาจไม่รู้สึกอย่างเดียวกับพ่อเพราะรู้ความจริงว่าอะไรเป็นอะไร ทุกอย่างต้องเปลี่ยนแน่เพราะไม่มีแขดรุณอีกแล้ว ตัวแปรหลักหายไปทำไมผลจะไม่เปลี่ยน ตุลธรช่วยนิชฌานเลี่ยงไป “คงเพราะมาอยู่ที่นี่ด้วย”

“พ่อก็คิดว่าแบบนั้น… แต่ก็อยากให้มันดีขึ้นจริงๆ ถ้าคุณแคลร์จำอะไรไม่ได้ไปตลอดก็คงดี ให้ฌานอยู่ที่นี่ไปตลอด ไม่ต้องกลับกรุงเทพฯ แล้วจะดีมาก”

ถ้านิชฌานไม่ต้องกลับกรุงเทพฯ ทุกอย่างต้องดีมากอย่างที่พ่อว่านั่นแหละ แต่แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้าตามหาคนที่ลอบยิงจิลลาได้เมื่อไรทุกอย่างก็คงต้องเป็นเหมือนเดิม นิชฌานกับจิลลาต้องกลับกัญจน์ธรา ไปเผชิญความไม่น่าอภิรมย์ของสิ่งแวดล้อมและผู้คนรอบตัวเหมือนเดิม ตุลธรยังไม่อยากคิดถึงวันนั้น เลยดึงตัวเองออกด้วยการถามพ่อทีเล่นทีจริง “แล้วถ้าฌานอยู่นี่ ปู่อยู่กรุงเทพฯ พ่อจะให้ผมอยู่ไหน”

แดนเงียบไปจนตุลธรต้องละสายตาจากถนนหันมองว่าพ่อหลับไปหรือเปล่า เห็นพ่อมองมาอยู่แล้วจึงเดาได้ว่าพ่อคงรอให้หันไปมองก่อนตอบ

“พ่ออยากให้ตุลอยู่กับพ่อ”

ตุลธรยิ้ม เดาออกเลยว่าจะมีประโยคไหนตามมา

“แต่ก็รู้ว่าตุลจะดูแลปู่กับฌานได้ดีที่สุด”

ตุลธรหัวเราะ “ผมแยกร่างไม่ได้นะพ่อถ้าสองคนนี้แยกกันอยู่”

แดนครุ่นคิดแล้วถอนใจยืดยาว บอกสิ่งที่ตนคิด “ถ้าคุณแคลร์เป็นแบบนี้ พ่อก็อยากให้ตุลอยู่กับปู่มากกว่า ถึงพ่อจะไม่ชอบที่คุณแคลร์ทำกับฌาน แต่คงไม่มีใครรักปู่เท่าคุณแคลร์แล้ว ถ้าคุณแคลร์ไม่อยู่กับปู่พ่อก็อยากให้ตุลอยู่… หรือถ้าคุณแคลร์อยู่นี่พ่อไปอยู่กับตุลที่กรุงเทพฯ ก็ได้”

“แล้วใครจะดูไร่กาแฟกับสวนผัก”

“ฌานก็อยู่”

ตุลธรหัวเราะพลางส่ายหน้า “จะได้แจกเขาหมด ไม่ได้ขายหรอกถ้าให้ฌานดู”

นั่นพลอยทำให้แดนหัวเราะไปด้วย เอ่ยสนับสนุนลูก “ก็จริง… แล้วตุลล่ะ อยากอยู่ไหน”

ตุลธรตอบได้ทันที “อยากอยู่กับพ่อ”

จบคำบอกนั้นทั้งรถก็มีเพียงความเงียบงัน กระทั่งตุลธรต้องพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงคล้ายจะแซว รู้ว่าพ่อต้องกำลังเสียใจเพราะคิดว่าบังคับเขาอยู่ “ไม่ดราม่าสิพ่อ ผมอยากอยู่กับพ่อจริงๆ แต่ก็อยากดูแลปู่ด้วย ไว้เราค่อยกลับมาอยู่ด้วยกันก็ได้”

ก็เหมือนวันที่แขดรุณจะหย่ากับนิชฌานนั่นแหละ แดนอยากให้ถึงวันที่ลูกกลับมาอยู่ด้วยกัน แต่ก็ไม่อยากให้มาถึงเพราะมันเกี่ยวเนื่องกับชีวิตของทิวา อันที่จริงแดนทำใจแล้วว่าวันหนึ่งทิวาจะจากไป ทว่าก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้นเลย…

 

คืนนี้ตุลธรยึดแพเป็ดยักษ์ของเธอไปเล่น… ส่วนจิลลาก็สมัครใจจะอยู่บนฝั่งมากกว่าเพราะอยากทำงาน หลังเห็นเธอนั่งก้มหลังเพราะต้องวางแล็ปท็อปไว้บนพื้นของสะพาน ตุลธรก็ไปหากล่องไม้ขนาดกำลังดีมาให้ พอเอาเครื่องมือทำงานวางไว้บนนั้นจิลลาก็พิมพ์งานได้สบายขึ้นอีกเยอะ จิลลากำลังเพิ่มเติมข้อมูลของโครงการเอกริฟ พยายามทบทวนความจำ อ่านเนื้อหาที่มีอยู่ในไฟล์ ตรวจสอบว่ามีอะไรขาดตกบกพร่องไปบ้าง

“ทำงานเหรอแคลร์”

จิลลาสะดุ้งเฮือก หันไปมองคนถาม เห็นว่าเป็นทิวาก็รีบปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ลง ซึ่งทิวาก็หัวเราะ นั่งลงข้างจิลลา

“ไม่ต้องปิด ปู่รู้แล้วว่าแคลร์แอบทำงาน… เอกริฟเหรอ ไม่ต้องห่วง ปู่ให้คนทำตามแผนของแคลร์ตลอด ตอนนี้วางระบบท่อสำหรับการเกษตรเรียบร้อย”

จิลลาส่งยิ้มเจื่อนให้ทิวา หาทางนอกเรื่องไป “ปู่น่าจะนอนพัก วันนี้ออกไปข้างนอกทั้งวันเลยนี่คะ”

ทิวาพยักหน้า วันนี้เขาติดรถไปกับนิชฌานด้วย ว่ากันตามตรงเขาก็แค่อยากรู้เท่านั้นแหละว่าความเป็นอยู่ของนิชฌานที่นี่เป็นอย่างไรจะร้ายหรือดีแค่ไหน มีอะไรที่เขาสามารถทำให้นิชฌานได้บ้าง… สายตาของทิวามองไปยังนิชฌานที่ว่ายน้ำอยู่ในบ่อ ยังไม่เห็นว่าทิวาอยู่ตรงนี้

สายตาของทิวาทำให้จิลลามองตามไป พอรู้ว่าผู้อาวุโสจับจ้องนิชฌาน หันมองอีกทีก็เห็นทิวามีรอยยิ้มบนใบหน้า แววตาสื่อถึงความรักความเอ็นดูเต็มเปี่ยม พอทิวาหันมาเห็นว่าจิลลามองอยู่ก็ส่งยิ้มให้ บอกความคิดของตน

“ชาร์ลดูมีความสุขกับที่นี่มาก”

จิลลายิ้ม พยักหน้าอย่างเห็นด้วย ฟังทิวาพูดต่อ

“ก่อนหน้านี้ปู่ก็คิดว่าชาร์ลมีความสุขดี แต่พอมาเห็นชาร์ลที่นี่ เห็นตอนชาร์ลอยู่กับพืชผักผลไม้ของเขาถึงได้รู้ปู่คิดผิดมาตลอดเลย”

จิลลาลอบถอนใจ จะว่าทิวาไม่รักไม่ใส่ใจนิชฌานก็คงไม่ได้แล้ว ขนาดมาอยู่ด้วยแค่วันสองวันยังเห็นขนาดนี้ กระนั้นจิลลาก็เลือกจะบอกความจริง “แต่ชาร์ลก็มีความสุขที่ได้อยู่กับปู่นะคะ”

ทิวายิ้มรับ มองใบหน้าของแขดรุณอยู่เป็นครู่ก่อนเอ่ยถาม “แล้วแคลร์ล่ะ”

“คะ?”

“แคลร์มีความสุขที่ได้อยู่กับชาร์ลไหม”

จิลลาไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เธอไม่รู้จริงๆ ว่าถ้าเป็นแขดรุณจะมีความสุขกับนิชฌานที่นี่ไหม ไม่รู้ว่าหากแขดรุณยังอยู่จะวางทุกอย่างที่ตนเคยแบกมา จะวางอาวุธที่เคยใช้ทิ่มแทงนิชฌานลงได้ไหม จิลลาหยุดความคิดสับสนเมื่อทิวาวางมือลงบนศีรษะเธอ เอ่ยถามเสียงอ่อนโยน

“ถ้าไม่มี… แคลร์จะปล่อยชาร์ลไปก็ได้นะ”

จิลลานิ่วหน้า กลายเป็นความสับสนถาโถมเข้าใส่อย่างหนักหลังได้ฟังประโยคนั้นของทิวา ยิ่งทิวาพูดมาก็ยิ่งไม่เข้าใจสิ่งใดเลย

“พอจับคนที่ยิงแคลร์ได้ แคลร์ก็กลับไปอยู่กับปู่ ปล่อยชาร์ลไว้ที่นี่”

ทิวาหมายถึงอยากให้แขดรุณแยกกันอยู่กับนิชฌานแบบไปมาหาสู่กันสักเดือนละครั้งสองครั้ง หรือหมายถึง… “ปู่อยากให้แคลร์หย่ากับชาร์ลเหรอคะ”

“ปู่ต้องการสิ่งที่แคลร์ต้องการ จะหย่าหรือจะอยู่กับชาร์ล แบบไหนก็ได้ที่ทำให้แคลร์มีความสุข”

จิลลามองหน้าทิวาอย่างค้นคว้าอยู่ครู่ “แต่ปู่อยากให้ชาร์ลมีความสุขด้วย”

ทิวายิ้มหัว “ก็หลานปู่ทั้งคู่”

“ทำไมแคลร์ถึงแต่งงานกับชาร์ลเหรอคะ” จิลลาตัดสินใจถามทันที เธออยากรู้ว่าทิวารู้เรื่องมากน้อยแค่ไหน และสีหน้าของทิวาก็ทำจิลลาใจหาย… ถ้าทิวารู้เรื่องทั้งหมดแล้วยังยอมให้นิชฌานแต่งงานกับแขดรุณ ที่เคยคิดว่าเขารักนิชฌานเหมือนหลานแท้ๆ ก็อาจต้องคิดดูใหม่

ผ่านไปครู่ใหญ่ทิวาก็ส่ายหน้า “ปู่ไม่รู้ แคลร์อาจจะอยากเอาใจปู่ หรือมีเหตุผลอื่น”

“แคลร์อาจจะรักชาร์ลก็ได้นี่คะ”

“ปู่ก็เคยคิดแบบนั้น…”

“ปู่จะบอกว่าแคลร์ไม่ได้รักชาร์ลเหรอคะ”

ทิวามีสีหน้าครุ่นคิดคล้ายกำลังหาคำตอบ ก่อนบอกตามตรง “ปู่คิดว่าแคลร์รักชาร์ล แต่ไม่ใช่ความรักแบบคนรัก แบบสามีภรรยา ปู่คิดว่าแคลร์คงสับสน แต่งงานไปสักสองสามปีแคลร์อาจจะได้คำตอบ”

สองสามปี… “แต่เราก็แต่งงานกันมาหกปีแล้ว”

ทิวามองหน้าคนพูด ก่อนหันไปทางนิชฌาน พูดเสียงเบา “ตอนนี้ปู่ถึงได้หวังอีกครั้ง ถ้าแคลร์กับชาร์ลรักกันจริงๆ ปู่คงนอนตายตาหลับ”

หลังทิวาพูดจบ นิชฌานก็หันมาและเห็นทิวาแล้ว ชายสูงวัยจึงยกมือโบกให้ ครู่เดียวนิชฌานก็ว่ายน้ำตรงมาหา มาเกาะขอบท่าแล้วเอ่ยถาม

“ปู่นอนไม่หลับเหรอครับ”

ทิวาหัวเราะเบาๆ “นิดหน่อย ออกมาจากห้องได้ยินเสียงหัวเราะกัน เลยเดินมาหา”

น่าจะเป็นตอนที่นิชฌานพยายามคว่ำแพเป็ด และตุลธรก็พยายามรักษาสมดุลของตัวเองเอาไว้สุดตัว

“แต่ตอนนี้เริ่มง่วงแล้ว ปู่ไปนอนก่อน เด็กๆ เล่นกันไปเถอะ”

กระทั่งทิวาเดินห่างไปแล้ว นิชฌานจึงหันมาทางจิลลา “ปู่คุยอะไรกับแจ้วเหรอ”

จิลลามองหน้านิชฌาน ไม่รู้เลยว่าตนควรรู้สึกอย่างไร เธอค่อนข้างแน่ใจว่าทิวาไม่รู้เรื่องเลวร้ายที่เกิดกับแขดรุณ รวมถึงเรื่องเลวร้ายที่เกิดจากแขดรุณด้วย แต่ที่เคยคิดว่าทิวาไม่รู้เรื่องรู้ราวใดๆ นั้นไม่น่าใช่ จิลลาคิดว่าทิวาน่าจะเหมือนแดน คืออย่างน้อยก็รู้ว่าการแต่งงานของแขดรุณกับนิชฌานเป็นความผิดพลาด

ทิวารู้… แต่ไม่ได้พยายามยับยั้ง ทิวารักนิชฌานเรื่องนั้นจิลลาไม่สงสัย ทว่าก็ไม่มากไปกว่าแขดรุณ

ในความคิดจิลลาทิวาไม่ได้ปกป้องนิชฌานเท่าที่ควรทำเลย และถ้านิชฌานรู้เรื่องนี้ไม่รู้เขาจะเสียใจมากแค่ไหน

จิลลาถอนใจยาว แล้วตอบด้วยข้อความที่อาจเรียกได้ว่าเป็นความจริง “ถ้าจับคนที่ยิงคุณได้แล้ว ปู่ชวนแจ้วกลับกรุงเทพฯ”

นิชฌานขมวดคิ้ว “ก็ต้องกลับอยู่แล้ว”

“แล้วปล่อยคุณอยู่ที่นี่”

คราวนี้นิชฌานนิ่งเงียบ มองหน้าจิลลาก็พอรู้ว่าเจ้าหล่อนกำลังถามความเห็นเขาผ่านสายตาที่มองมา แน่นอนว่านิชฌานมีคำตอบในเรื่องนี้ “เราจะไม่แยกกัน”

เพราะเขาก็คงไม่อยากเสี่ยงให้เธอทำความแตกในทางใดทางหนึ่ง จิลลาส่งยิ้มให้เขา… ในหัวเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ เธอคิดว่าถ้าอยากให้เรื่องวุ่นวายหลายอย่างรอบตัวแขดรุณจบลงเธอต้องกลับไป บอกตามตรง เธอเห็นด้วยกับทิวา เธออยากให้นิชฌานอยู่ที่นี่ อยู่ที่ที่เขาจะมีความสุข แต่จิลลายังไม่กล่อมเขาตอนนี้หรอก ไว้โอกาสและจังหวะเหมาะกว่านี้ค่อยว่ากัน



Don`t copy text!