ปราการแสงจันทร์ บทที่ 22 : นางพญา

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 22 : นางพญา

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

“ข่าวว่าข้างในทีจีแอลก็เดือด เหมือนคุณทิวาเพิ่งรู้ว่าโครงการที่หยุดไปมีการก่อสร้างเพิ่มเติม  เมื่อวานมีประชุมกันทั้งวัน ยังสืบไม่ได้เลยว่าเป็นไง… แกพอจะช่วยได้ไหม”

วรรณวลีโทรมาเล่าให้จิลลาฟัง ซึ่งก็อย่างเคย พอจิลลาฟังแล้วก็พิมพ์ตอบกลับไป ‘ฉันคนเดียวช่วยไม่ได้หรอก พรุ่งนี้ฉันจะยืมมือถือคุณฌานโทรหาแก แกเล่าเรื่องนี้นะ เผื่อทางสองคนนั้นจะทำอะไรได้’

“โอเค จะโทรมาประมาณกี่โมง จะได้เคลียร์งานรอ”

‘สักทุ่มแล้วกัน’

“แกจะไม่ให้ฉันกินข้าวเย็นเหรอนังแจ้ว”

เสียงโวยวายจากเพื่อนทำให้จิลลารัวนิ้วถี่ยิบเลยทีเดียว ‘ก็ฉันไม่รู้จะได้อยู่พร้อมหน้ากันกี่โมง บางวันเขาก็ออกกันเช้ามาก บางวันก็ออกบ่าย บางวันเขาแค่ทิ้งข้าวเช้าไว้ให้ฉันแล้วหายหัวกันไป บางวันก็มาส่งข้าวเที่ยงแล้วไปกันต่อ ก็ต้องรอแค่มื้อเย็นนี่แหละที่ได้อยู่ด้วยกันแน่ๆ’

“โอเคๆ ทุ่มก็ทุ่ม ฉันขอแกอย่างหนึ่ง”

ถ้าเป็นคำสั้นๆ จิลลาใช้วิธีพูดตอบ “อะไร”

“ใช้โทรศัพท์พี่ตุลโทรมา”

จิลลาหัวเราะ รู้ว่าเพื่อนมีแผนแน่ “ทำไม”

“วันต่อไปฉันจะได้โทรหาเขาแล้วอ้างว่าโทรผิดเพราะเบอร์อยู่ในรายการแรก”

จิลลาปิดปากหัวเราะ ไม่อยากส่งเสียงดังแม้จะอยากทำมากแค่ไหน ขำกับความเป็นจอมวางแผนของเพื่อน นี่มันระดับเดียวกับการแกล้งเป็นลมให้ผู้ชายช่วยเลย “เออ”

“รักแก แล้วแกเป็นไงบ้าง โอเคไหม”

“โอ”

“แก ถ้าเมื่อไรที่มีอะไรไม่โอเคแกติดต่อฉันทันทีเลยนะ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ฉันจะไปรับแก แกไปอยู่บ้านฉันที่เขาใหญ่ก็ได้ถ้าจำเป็น แค่บอกให้รู้ว่าแกไม่ได้อับจนหนทาง ไม่ต้องติดอยู่กับสองคนนั้น”

จิลลายิ้มรับความรักที่เพื่อนส่งมาให้ ตอบกลับไปด้วยคำที่เคยได้ยินมาแล้ว “รักแก”

พอตัดการติดต่อกับวรรณวลี จิลลาก็กลับมาอยู่กับข้อมูลที่ได้รับ ถ้าให้พิจารณาจากจุดที่จิลลายืนตอนนี้ เธอแน่ใจว่าคงไม่ได้ความอะไรมากแน่ สำหรับทิวามันคงเป็นเรื่องแปลกถ้านิชฌานกับตุลธรไปคุยเรื่องโครงการทั้งๆ ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยทำ ไม่แน่ใจหรอกว่าร้อยวันพันปีหรือเปล่า แต่ถ้าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเธอไม่เคยได้ยินทิวาคุยเรื่องงานของทีจีแอลกับนิชฌานและตุลธรเลย เลยเหมาว่าก่อนหน้านี้ก็ต้องไม่เคย

หญิงสาวถอนใจยืดยาว คิดในใจอย่างมุ่งมั่น… อาจถึงเวลาที่ต้องแยกไป ถึงเวลาที่เธอกับนิชฌานต้องแยกกัน ไม่ใช่เพื่อสืบข่าวเพียงอย่างเดียวแต่เพื่อให้เวลากับเธอและนิชฌานได้ครุ่นคิดถึงความสัมพันธ์อันไม่คาดคิดด้วย

ใช่… จิลลาต้องการเวลา คิดว่านิชฌานเองก็เช่นกัน!

 

จิลลาทำตามที่เพื่อนขอได้สำเร็จ คือใช้โทรศัพท์ตุลธรโทรหา วิธีการไม่ซับซ้อนอะไรเธอแค่เอ่ยปากขอกับตุลธรแค่นั้น แล้วพอวรรณวลีเล่าทุกอย่างให้ฟังเหมือนที่เคยเล่าให้จิลลาฟังแล้ว เพื่อนก็ถามคำถามซ้ำเดิม

“คิดว่าจะพอช่วยสืบได้บ้างไหมคะ ว่าประชุมเรื่องอะไร ผลเป็นยังไง”

นิชฌานมองหน้าตุลธร และจิลลาก็บอกให้เพื่อนรู้ “เขามองหน้ากันอีกแล้วแก”

คล้ายกับวรรณวลีจะกรีดเสียงมาเบาๆ ก่อนตามด้วยเสียงกระแอมกระไอเหมือนต้องการเรียกสติ ดุเพื่อนเสียหนึ่งที “แก อย่ามาทำให้ฉันเสียสมาธิ”

จิลลาหัวเราะ ตั้งใจฟังตุลธรที่บอกด้วยน้ำเสียงกังวล

“อาจให้แจ้วโทรไปถามปู่ในฐานะแคลร์ได้ ถามเรื่องงานทั่วๆ ไป คงเจาะเรื่องประชุมเลยไม่ได้”

นิชฌานเสนอความเห็นตัวเอง “ถ้าที่ประชุมเป็นเรื่องใหญ่จริง ผมว่าปู่ไม่เล่าให้แคลร์ตอนนี้ฟังแน่”

“นั่นสิ” ตุลธรตอบรับอย่างเห็นด้วยแล้วพากันเงียบไป วรรณวลีจึงถามอย่างสงสัย “แล้วพี่ตุลกับคุณฌานล่ะคะ”

ตุลธรตอบให้ทันที “ไม่ได้เลย พี่กับฌานไม่เคยคุยกับปู่เรื่องทีจีแอลเลย”

เป็นอย่างที่จิลลาคิดจริงๆ ด้วย… หญิงสาวนิ่งเงียบ ที่สุดก็โพล่งขึ้นเมื่อทุกคนพากันเงียบไปหมด “ให้แจ้วกลับไป”

“ไม่” นิชฌานตอบทันทีแบบไม่ต้องคิด เข้าใจว่าจิลลาต้องการอะไรจากคำบอกสั้นๆ นั้น ผิดกับวรรณวลีที่ถามมาอย่างงงงัน “อะไรอะแก”

“ฉันจะกลับไปเป็นคุณแคลร์ หาทางไปทำงาน ไปตึกทีจีแอล ไปนั่งงงๆ ในห้องประชุมก็ได้”

“และอาจจะได้ตายอย่างงงๆ ด้วย” นิชฌานบอกเสียงเรียบ ซึ่งจิลลาก็ย้อนทันที “อย่างน้อยก่อนจะตายก็ต้องได้ข้อมูลมาทำให้เรื่องมันคืบหน้า ไม่ใช่งมกันแบบไม่รู้เรื่องอะไรแบบนี้ เผลอๆ ถ้าสะดุดขาตัวเองล้มหัวฟาดพื้นตายตอนนี้วิญญาณแจ้วจะไม่สงบนะ”

“ถ้าขนาดนั้นค่อยไปสืบต่อตอนเป็นผีแล้วกัน”

พอเห็นจิลลาทำท่าจะโวยกับคำพูดของนิชฌาน ตุลธรก็จำต้องห้ามทัพก่อน “ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งเถียงกัน”

จิลลาเลยหันมาทางตุลธรแทน “เถอะคุณตุล เราก็รู้กันอยู่ว่าตอนนี้ทุกอย่างมันตันไปหมด ถ้าจะสืบก็ต้องให้แจ้วนี่แหละไป ไม่อย่างนั้นก็ต้องอยู่แบบกลัวๆ ไปตลอดชีวิต แจ้วไม่เอาด้วยแล้วคนหนึ่ง”

ตุลธรมองหน้าจิลลา แน่นอนว่าลึกๆ แล้วเขาก็อยากให้จิลลาไป แต่รู้ดีว่านั่นจะทำให้นิชฌานเป็นห่วง ยิ่งตอนนี้คงห่วงมากเป็นพิเศษแล้วด้วย

“เอ่อ…” วรรณวลีเรียกร้องความสนใจเมื่อรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องภายในเกินไป “อยากปรึกษากันเองก่อนไหมคะ แล้วเดี๋ยวใหม่โทรหาอีกที”

จิลลาตอบให้เลย “เดี๋ยวฉันโทรหาแกเองว่าสรุปยังไง”

วรรณวลีตอบรับเพื่อนแล้ววางสายไป ทิ้งให้คนสามคนสาดความขัดแย้งกันผ่านความเงียบงัน นาทีต่อมาจิลลาและนิชฌานก็พูดขึ้นเกือบพร้อมกัน

“ผมไม่อยากให้แจ้วไป”

“ให้แจ้วไปเถอะ”

แล้วต่างก็เงียบกันไปอีก… พอเห็นว่าจิลลากับนิชฌานทำท่าจะพูดพร้อมกันอีกตุลธรก็ยกสองมือขึ้นตั้งเป็นการห้ามทั้งคู่ ก่อนหันไปทางนิชฌาน “ให้ฌานพูดก่อน”

นิชฌานมองหน้าจิลลาด้วยสายตาไม่พอใจนัก ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนบอก “มันอันตราย ตอนผมโดนยิงนั่นอาจแค่เตือน แต่ถ้าแจ้วกลับไปรอบนี้มันไม่ได้จะทำแค่เตือนแล้วล่ะ ให้ผมโดนยิงบ่อยๆ ก็ไม่ไหวนะ”

จิลลาส่ายหน้า “ไม่ คุณจะไม่โดนยิง”

“จะรับประกันได้ไง”

“เพราะแจ้วอยากให้คุณอยู่ที่นี่”

นิชฌานเหมือนคนหาปากไม่เจอ แล้วพอเจอก็เจอแบบรุนแรงเสียด้วย ชายหนุ่มระเบิดเสียงดังลั่น “ไม่มีทาง!”

“คุณต้องใจเย็นกว่านี้นะ” จิลลาบอกด้วยท่าทางสงบนิ่งจริงจัง พยายามไม่ให้คำบอกนั้นมีอารมณ์ด้านร้ายเจือปนแม้จะหงุดหงิดที่นิชฌานไม่ฟังกันเลย แล้วพอเห็นว่าเขาดูนิ่งแล้วจิลลาจึงค่อยพูดต่อ “แจ้วอยากให้คุณอยู่นี่ เพราะถ้าคุณไปด้วยคนที่เราตามหาอาจไม่กล้ามาพูดกับแจ้ว ถ้าคุณไปจะยิ่งทำให้ทุกอย่างช้าลง”

นิชฌานเก็บสะกดทุกอารมณ์ของตนลงไปให้ลึกที่สุด จิลลาพูดกับเขาด้วยเหตุผล เขาก็ต้องยันกลับด้วยเหตุผลเช่นกัน “ผมจะปล่อยคุณไปคนเดียวได้ยังไง มันอันตรายนะ”

จิลลาส่ายหน้า หันไปทางตุลธรแวบหนึ่งคล้ายจะส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ ก่อนหันมาพูดกับนิชฌาน “ให้คุณตุลไปกับแจ้วสิ”

“ต้องไปอยู่แล้ว” นิชฌานบอกทันที “แต่ผมต้องไปด้วย”

จิลลาส่ายหน้า “ไม่ คุณต้องอยู่นี่”

นิชฌานไม่พูดอีกแล้ว แต่สีหน้าบอกชัดว่ายังไม่ยินยอม ตุลธรเองหลังจากนั่งกอดอกฟังทั้งคู่เถียงกันอยู่พัก ในที่สุดก็พูดขึ้น

“พี่เห็นด้วยกับแจ้ว”

นิชฌานหันมองตุลธร แววตาบอกว่าผิดหวังที่ตุลธรไม่เข้าข้างตนเหมือนเคย “พี่ตุล…”

หากตุลธรต้องมองข้ามความเสียใจของนิชฌานไปก่อน ย้ำความคิดตน “จริง เราทุกคนอยากให้เรื่องนี้จบเร็วที่สุด อยากหาตัวคนที่ลอบทำร้ายเราวันนั้น ถ้าเรามัวแต่ซ่อนเราก็อาจต้องซ่อนไปตลอด… บอกตรงๆ ตอนนี้พี่ห่วงปู่ด้วย”

นิชฌานนิ่วหน้า ไม่แน่ใจว่าตุลธรห่วงในแง่ไหน

“ก่อนหน้านี้ถ้าต้องคัดค้านอะไรแคลร์จะเป็นคนปะทะ ตอนนี้ไม่มีแคลร์ คนที่ปะทะคือปู่ ถ้ามีคนจะทำร้ายแคลร์เพราะความขัดแย้งจริงพี่กลัวว่าเป้าหมายจะเปลี่ยนมาเป็นปู่”

นั่น… นิชฌานไม่ทันคิดถึงเลย แล้วพอตุลธรทำให้คิดได้ก็รีบบอก “งั้นพี่ตุลกลับไปอยู่กับปู่เลย ไม่ต้องห่วงทางนี้”

“ถ้าพี่กลับไปคนเดียวเรื่องมันก็ไม่จบซะที… ให้แจ้วไปเถอะ พี่สัญญาจะดูแลให้แจ้วปลอดภัย ถ้าแจ้วตายคือพี่ตายแล้ว”

นิชฌานเงียบงัน หลังจำลองสถานการณ์นั้นในหัวแล้วพบว่าตนรู้สึกอย่างไรก็บอกแผ่วเบา ไม่มีตุลธร ไม่มีจิลลา… “ถ้างั้นผมคงตายด้วย”

จิลลาเลยยืดตัวตรง บอกหนักแน่น “แต่ฉันจะไม่ตาย คุณตุลก็ด้วย เลิกคิดทุกอย่างแต่แง่ร้ายได้ไหม ทำไมคุณไม่คิดบ้างว่าฉันไปแค่สองวันอาจจะจับคนร้ายได้แล้วก็ได้นะ”

นิชฌานได้แต่มองหน้าจิลลา ไม่พูดคำใด พอแน่ใจว่าตนค้านเรื่องนี้ไม่ได้แน่ก็ได้แต่บอกไป “ไม่ต้องรีบขนาดนั้น”

จิลลายิ้มได้ ถามกลับทันที “สรุปว่าโอเคนะ”

“ไม่โอเคหรอก แต่รู้ว่าห้ามไม่ได้… ไปเถอะ”

สิ้นคำบอกของนิชฌาน ตุลธรก็ถามจิลลาทันที “แจ้วพร้อมเมื่อไร พรุ่งนี้เลยได้ไหม”

แน่นอนว่าจิลลาตอบกลับทันที “ได้”

จริงๆ จะไปวันนี้ ตอนนี้เลยก็ยังได้ ถ้ามันจะทำให้ความคาใจของจิลลาหายไป เธอพร้อมเสมอ พร้อมตลอดเวลา!

 

นิชฌานไม่พูดเลย… ไม่พูดเลยสักคำตั้งแต่ออกจากบ้านจนถึงสนามบิน ตอนจอดรถแล้วเดินมาส่งภายในตัวอาคารก็ยังเงียบกริบ กระทั่งจิลลากับตุลธรต้องแยกไปนั่นเอง จิลลาจึงหมุนตัวไปเผชิญหน้ากับเขา เอียงหน้ามองแล้วเอ่ยถาม “เราจะลากันแบบนี้เหรอ”

จิลลาเห็นกรามนิชฌานขบจนขึ้นสัน รู้ว่าเขาไม่พอใจ เธอเองก็ไม่ได้พอใจ แต่ใครจะได้สิ่งที่ตัวเองพอใจไปทุกครั้งล่ะ “นี่… ฉันไม่อยากให้คุณเสียใจถ้านี่เป็นการคุยกันครั้งสุดท้ายของเรา”

นั่นยิ่งทำให้นิชฌานหน้านิ่วคิ้วขมวด บอกเสียงสะบัด “ไม่ต้องไปแล้ว”

จิลลาหัวเราะได้ ยกมือลูบแขนเขาเบาๆ “ถ้าทุกอย่างจบไว เราก็ได้กลับมาอยู่ด้วยกันไวขึ้น”

นิชฌานปล่อยลมออกจากปากยืดยาว บอกตัวเองให้ทำใจให้ได้ อย่างไรจิลลาก็ไม่เปลี่ยนใจแน่นอน ชายหนุ่มคว้ามือเล็กที่แตะแขนเขาอยู่ มองตาจิลลา… ถ้าเป็นการคุยกันครั้งสุดท้ายอย่างนั้นหรือ และความคิดนั้นทำให้นิชฌานเอ่ยถาม “กอดได้ไหม”

จิลลายิ้ม เดินเข้าไปยืนแนบชิดเขา ตบอกเขาเบาๆ อย่างจะปลุกปลอบตอนเขากอดแน่น รับรู้ถึงความเป็นห่วงที่ถาโถมใส่เธอผ่านอ้อมกอดนั้น รับรู้ว่าเขาไม่อยากเสียเธอไปต่อให้ไม่ได้รักเธอแบบคนรักก็ตาม ครู่หนึ่งนิชฌานจึงผละออก จากนั้นค่อยหันไปทางตุลธรซึ่งยกมือห้าม

“ไม่ต้องกอดพี่ ไม่อยากเป็นข่าว” ประโยคนั้นทำให้คนสามคนพอจะหัวเราะได้บ้าง ก่อนนิชฌานจะพูดกับตุลธร “ดูแลตัวเองนะ”

ตุลธรพยักหน้า ตบบ่านิชฌานเบาๆ ย้อนกลับไปด้วยประโยคใกล้เคียงกัน “ฌานก็ดูแลตัวเองด้วย”

หลังนิชฌานพยักหน้ารับ ตุลธรก็หันไปมองจิลลาแล้วพากันเดินเข้าด้านใน แม้แน่ใจว่าจิลลาตัดสินใจแล้วแต่ตุลธรก็อดถามไม่ได้ “ไม่เปลี่ยนใจแล้วนะ”

“ไม่” จิลลาตอบได้ทันที ตุลธรจึงส่งเสียงตอบรับก่อนบอกเรื่องหนึ่ง “เรียกพี่ตุลไว้ให้ชินปาก ปกติแคลร์เรียกพี่ว่าพี่ ต่อไปนอกจากตอนเข้าห้องน้ำกับห้องนอน เราจะไม่แยกกันเด็ดขาด”

จิลลามองหน้าตุลธร เห็นความจริงจังของเขาแล้วไม่กล้าแม้แต่จะล้อเล่นด้วยการปฏิเสธ จึงพยักหน้ารับ “โอเค”

“แล้วก็พยายามมีชีวิตอยู่ด้วย พี่ไม่อยากเห็นฌานเสียใจ”

จิลลาถึงกับเบ้ปากใส่ อดหันไปมองทางที่คิดว่านิชฌานน่าจะยังยืนอยู่ไม่ได้ ใบหน้ากับสายตาหญิงสาวอ่อนโยนลงมาก บอกตุลธรเสียงเบา “แจ้วก็ไม่อยากเห็น”

นั่นทำให้ตุลธรสะกิดใจ มองจิลลาแล้วหันไปมองทางที่หญิงสาวเพิ่งมองอยู่เมื่อครู่ พอเดาได้ว่าคงนึกถึงนิชฌาน ตุลธรก็มีรอยยิ้ม เขายังไม่รู้ว่าจิลลาชอบนิชฌานไหม แต่อย่างน้อยเท่าที่สัมผัสได้ตอนนี้ก็ต้องใส่ใจมากพอสมควร เอานะ ถ้าใส่ใจแล้วจะตามมาด้วยการให้ใจคงไม่ยาก น้องเขาคงพอมีหวังอยู่บ้างหรอก

 

หลังพักอยู่เฉยๆ ในคฤหาสน์กัญจน์ธราสองวัน วันนี้จิลลาจะได้เข้าตึกทีจีแอล อดขำไม่ได้ตอนลงมาเห็นตุลธรใส่สูทเนี้ยบยืนนิ่งอยู่ข้างรถ ดูออกว่าเพื่อรอเปิดประตูรถให้ พอเดินเข้าไปใกล้เขาก็ทำแบบนั้นจริงๆ จิลลาพยายามจะไม่หัวเราะเพราะไม่รู้ว่ามีใครอยู่บ้าง กระทั่งขึ้นรถและตุลธรขับออกมาได้สักระยะหนึ่งแล้วจึงขยับยื่นหน้าไปหาเขา บอกกลั้วหัวเราะ “ตลก”

ตุลธรหัวเราะหึ “อารมณ์ดีสินะ”

จิลลาไม่เข้าใจว่าทำไมน้ำเสียงของตุลธรถึงฟังค่อนข้างประชดประชัน ทว่าเข้าใจในวินาทีถัดมาเมื่อเขาจอดรถรอสัญญาณไฟแล้วหยิบมือถือของเขาหันมาส่งให้

“เอ้า คุยกับฌาน พอเมื่อคืนรู้ว่าวันนี้เราจะเข้าตึกฌานเล่นโทรหาพี่ตั้งแต่เช้า สามรอบเข้าไปแล้ว”

ตุลธรเลยหงุดหงิดสินะ จิลลาหัวเราะเบาๆ รับโทรศัพท์ที่มีชื่อ ‘ฌาน’ ปรากฏบนหน้าจออยู่แล้ว พอกดโทรออกจิลลาก็เปิดลำโพงด้วย มันดังแค่แวบเดียวนิชฌานก็รับสาย ส่งเสียงมารวดเร็ว

“อยู่ไหนกันแล้ว”

ตุลธรหัวเราะ พูดเสียงดังหน่อยเพื่อให้นิชฌานได้ยินชัด “ใจคอจะถามแบบนี้ตั้งแต่เจ็ดโมง ไม่ยอมเปลี่ยนคำถามเลยเหรอ”

“อยู่กับแจ้วหรือยัง”

จิลลาเป็นคนตอบเอง “อยู่แล้ว”

เหมือนนิชฌานจะสบถอะไรสักอย่างจิลลาได้ยินไม่ชัดเหมือนกัน แต่ประโยคถัดมานี่ชัดเจน น้ำเสียงเขาร้อนรน

“อย่าเพิ่งได้ไหม อย่าเพิ่งทำแบบนี้ได้ไหม”

ตุลธรกับจิลลาสบตากัน สีหน้าลำบากใจทั้งคู่ รู้ว่านิชฌานเป็นห่วงแล้วยังอึดอัดที่ตนอยู่ในสถานะที่ทำอะไรไม่ได้เลย หากจิลลาก็ต้องบอก “คุณห่วงมากไป”

“ผมไม่ได้ห่วง” นิชฌานตอบกลับทันที แล้วบอกความจริงที่อยู่ในใจตัวเองตอนนี้โดยไม่รอฟังใคร “ผมกลัว อย่างน้อยรอก่อนได้ไหม ผมจะไปกรุงเทพฯ เดี๋ยวนี้เลย”

“เราคุยกันเข้าใจแล้วไง ถ้าคุณมามันจะยิ่งช้า”

นิชฌานไม่พูดอะไร มีเพียงเสียงถอนหายใจที่บอกว่าเขาว้าวุ่นใจแค่ไหน ตุลธรเองก็พลอยถอนใจไปด้วย ออกรถเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวพร้อมกับบอกนิชฌานไปด้วย

“ฌาน เราจะไม่ไปไหนนอกจากบ้านกับตึกทีจีแอล พี่จะไม่แยกกับแจ้วถ้าไม่จำเป็น”

นิชฌานยังคงเงียบ ทุกคนพากันเงียบ จนที่สุดนิชฌานก็ต้องบอกเสียงเบา “ก็คงทำอะไรไม่ได้แล้ว… ผมไม่ชอบแบบนี้เลย”

“แจ้วก็ไม่ชอบ” จิลลาบอกได้ทันที ทั้งเป็นความจริงที่อยู่ในใจและหวังว่าจะทำให้เขาสงบลงด้วย “เอาจริงแจ้วชอบตอนอยู่บ้านคุณมากกว่า ถ้าทำได้ก็อยากกลับไปตอนนี้เลยเหมือนกันแหละ”

“ทำได้สิ บอกให้พี่ตุลขับรถกลับมาเลย”

จิลลาหัวเราะหึ ฟังจากเสียงนิชฌานก็รู้ว่าเขาแค่ให้ข้อมูลกึ่งประชด ใช่ ถ้าเธออยากกลับตอนนี้แค่บอกให้ตุลธรขับรถกลับอีกราวแปดถึงเก้าชั่วโมงเธอก็จะได้กลับไปอยู่บ้านนิชฌาน

“ไปไหมล่ะ รอรับคำสั่งอยู่”

นี่ก็อีกคน จิลลาเอื้อมมือไปทุบเบาะคนขับหนักๆ ผู้ชายสองคนนี้รู้ดีว่าเธอจะยังไม่ยอมไปไหนจนกว่าจะได้เรื่องอะไรสักอย่างให้ตามสืบต่อ และนั่นทำให้ต้องบอกนิชฌาน “แจ้วขอแค่สามวัน ถ้ายังไม่ได้อะไรจะกลับไปก่อน”

“อยากทำอะไรก็ทำเถอะ… พี่ตุล” รอจนตุลธรส่งเสียงตอบรับ นิชฌานจึงบอก “หาโทรศัพท์ให้แจ้วใช้หน่อย”

“ได้ เดี๋ยววันนี้ส่งแจ้วเข้าบ้านตอนเย็นแล้วออกไปดูให้”

“โอเค…” นิชฌานบอกเสียงเบาแล้วเงียบไป เหมือนกระตุ้นให้คนฟังเกิดความรู้สึกผิดจากความว่างเปล่านั้น ก่อนบอกลาแล้วตัดสาย “ดูแลตัวเองกันนะ”

จิลลาวางโทรศัพท์ลงในถาดวางโทรศัพท์ตรงคอนโซลกลางเมื่อเห็นตุลธรเคาะเบาๆ ตรงนั้น ก่อนถอยออกมานั่งพิงเบาะ หันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง รับรู้ภาพไม่งามตาเบื้องนอก รถมอเตอร์ไซค์ย้อนศร รถเข็นขายของบนบาทวิถีที่ควรเป็นที่ให้คนเดิน เศษขยะที่ปลิวไปตามแรงลมแทนที่จะอยู่ในถังเก็บ หมาจรจัดซึ่ง… น่าเก็บไปฝากแดนชะมัด แดนคงขุนจนอ้วนไม่ผอมจนเห็นกระดูกแบบนั้น ให้ตายสิ ไม่มีอะไรเจริญหูเจริญตาเลย

“เดี๋ยวถึงตึกแล้วแจ้วก็วางมาดนางพญาหน่อยนะ ไม่ต้องไหว้ใคร ไม่ต้องขอบคุณใคร เหมือนทุกคนเกิดมาเพื่อเคารพแจ้วและทำทุกอย่างให้แจ้วอยู่แล้ว”

จิลลาคิดตามแล้วถึงกับเลิกคิ้ว “ฟังดูดี”

“ใช่ ไม่พอใจใครบอกเลย อยากให้ใครทำอะไรให้ก็สั่ง แจ้วไม่ต้องเกรงใจใครนอกจากปู่ อ้อ แต่กับลุงป้องก็เคารพพอตัวอยู่”

“กับลุงป้องไม่มีปัญหาหรอก จำไม่ได้เหรอว่าแจ้วเคยหลอกเอารถลุงป้องขับหนีพี่ตุลได้ แจ้วดีลได้อยู่”

ตุลธรหัวเราะหึ พยายามนึกว่าต้องเตือนอะไรจิลลาอีก พลันนึกออกเรื่องหนึ่ง “อ้อ ขอร้องเลยนะ อย่าหาทางไล่พี่ไป เพราะต่อหน้าคนอื่นพี่ขัดแจ้วไม่ได้ แต่ตอนนี้เราทำงานเป็นทีม ห้ามฉายเดี่ยว โอเคไหม”

“โอเค”

“ปู่ว่ากลางวันนี้จะมากินข้าวที่ทีจีแอล คุณคริสกับคุณอลิซคงมาด้วยแน่ๆ ปกติเวลาปู่อยู่ด้วยคุณแคลร์เขาไม่เสวนากับลูกพี่ลูกน้องเขามาก ส่วนใหญ่จะแค่ ค่ะ ไม่ค่ะ เหรอคะ ดีค่ะ ไม่ได้ค่ะ”

“แล้ว… ถ้าปู่ไม่อยู่ล่ะ” ใช่ เหตุผลเดียวกับที่เรียกตุลธรว่าพี่ จิลลาต้องเรียกทิวาว่าปู่ให้ชินเหมือนกัน

“เอาเอกสารมา”

จิลลางงไปหลายวินาที และคงงงต่อไปถ้าไม่ได้ตุลธรอธิบาย

“คุณแคลร์จะฟังคุณคริสหรือคุณอลิซพูดให้จบ แล้วตามด้วย เอาเอกสารมาแล้วกัน”

จบประโยคนั้นทั้งคู่ต่างก็เงียบไปคล้ายกำลังรวบรวมสมาธิให้พร้อมเจอกับสิ่งที่ต้องเจอ พอเลี้ยวเข้าตึกทีจีแอลและวนรถมายังช่องจอดรถส่วนตัวของแขดรุณ ตุลธรก็บอก “พี่จะลงไปเปิดประตูรถให้”

จิลลาที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูรถเลยหดมือกลับ นั่งหลังตรงยืดตัวขึ้นพยายามวางมาดนางพญาเต็มที่ และคงทำได้ไม่สมบูรณ์แบบถ้าตุลธรไม่บอก

“ใส่แว่นกันแดด”

จิลลาหยิบแว่นกันแดดจากกระเป๋าถือมาสวมใส่ให้เรียบร้อย รอจนตุลธรเปิดประตูให้แล้วจึงก้าวลงจากรถ เดินดิ่งตรงไปยังลิฟต์ส่วนตัวโดยมีตุลธรเดินตามมาติดๆ พอลิฟต์เปิดจิลลาก็ได้แต่คิดในใจ… บางทีอาจได้เบาะแสเร็วกว่าที่คิดไว้ก็ได้ เพราะทั้งคริษฐ์และอลิชามายืนรอเธออยู่แล้ว จิลลาไม่ได้อยากไหว้สองคนนี้อยู่แล้วจึงแค่เอ่ยถาม “มีธุระอะไรเหรอคะ”

“เห็นปู่ว่าเธอกลับมาทำงาน”

“ค่ะ”

“แล้วงานที่เราทำค้างไว้ล่ะ จะได้ทำกันต่อไหม”

จิลลานิ่งไป เธอไม่มีทางรู้ว่างานที่ค้างไว้คืออะไร พอดีกับที่ตุลธรช่วยบอก

“คุณแคลร์ยังจำอะไรไม่ค่อยได้ครับ”

พอเขาพูดจบจิลลาจึงเสริมไปตามที่ได้รับคำบอกมา “เอาเอกสารมาแล้วกันค่ะ”

จิลลารู้สึกได้เลยว่าทั้งคริษฐ์และอลิชามองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เหมือนไม่แน่ใจว่าเธอจำอะไรไม่ได้จริงๆ หรือเปล่า จิลลาทำท่าไม่สนใจ หรืออันที่จริงคือเธอไม่สนใจจริงๆ นั่นแหละ แต่เดินเลยทั้งคู่ไปนั่งยังโต๊ะทำงานของตัวเอง หยิบคอมพิวเตอร์พกพาของตนออกจากกระเป๋า ตุลธรบอกแล้วว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะบางทีแขดรุณก็ทำงานกับแล็ปท็อปเพราะเคลื่อนไหวได้ง่ายกว่ากรณีต้องออกไปไหนระหว่างวัน ยังไม่ทันได้เปิดเครื่องก็ได้ยินเสียงอลิชา

“คริสไปเอาเอกสารมาที… แคลร์”

จิลลาเงยหน้ามองอลิชา

“เชิญที่ห้องประชุมหน่อย”

จิลลามองหน้าตุลธร ซึ่งอีกฝ่ายก็เอ่ยถามอลิชา

“จะใช้ห้องไหนครับ จะได้ให้คนเตรียมให้”

อลิชาสะบัดมือด้วยท่าทางรำคาญใจ “ห้องเล็กข้างๆ นี่แหละ”

ตุลธรจึงหันไปมองจิลลา พยักหน้าแทนการบอกให้หญิงสาวลุกมาหา แล้วเดินนำไปยังห้องกระจกเล็กๆ แค่พอให้คนไม่เกินห้าคนประชุมกันได้ ตุลธรหยิบรีโมตเครื่องปรับอากาศมากดเปิด บอกจิลลาเสียงเบา “นั่งหัวโต๊ะ”

อ้อ… ตำแหน่งนางพญาสินะ จิลลาจึงเดินไปนั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะ อลิชาเดินตามเข้ามาติดๆ ไม่นานคริษฐ์ก็มาพร้อมเอกสารปึกบาง คริษฐ์หันไปบอกตุลธรที่ยืนนิ่งอยู่หลังห้อง

“ออกไป”

ตุลธรเพียงเหลือบมองคริษฐ์ ส่งยิ้มให้บางเบา แล้วยืนนิ่ง นั่นทำให้อลิชาขึ้นเสียง

“นายตุล หูหนวกเหรอ บอกให้ออกไป”

ตุลธรมองอลิชา ส่งยิ้มให้เหมือนที่ทำกับคริษฐ์เมื่อครู่ และเช่นเคย ยืนนิ่ง

“นี่จะกวนประสาทกันเหรอวะ บอกให้ออกไปไง”

ตุลธรนิ่ง สีหน้าสายตาไม่หวั่นไหว ไม่สนใจว่าคริษฐ์เริ่มฉุนเฉียวมากขึ้นจนดูพร้อมใช้กำลัง แต่หันไปสบตาจิลลาและหวังว่าเจ้าหล่อนจะเข้าใจ เขาไม่ได้อยากอยู่หรอก รู้ว่าถ้าเขาอยู่ก็คงไม่มีการพูดคุยเกิดขึ้น จิลลาเองก็อยากให้ตุลธรออกไปอยู่แล้ว ไม่อยากให้เขาอยู่แล้วถูกคริษฐ์กับอลิชากดหัว ดังนั้นพอสบตากันจึงบอกทันที

“รอข้างนอกเถอะค่ะ”

นั่นทำให้ตุลธรหมุนตัวเดินออกจากห้องทันที คริษฐ์เดินตามไปทำท่าจะลงล็อกห้อง ทว่าตุลธรใช้แขนกันประตูไว้ มองหน้าคริษฐ์นิ่งแทนการบอกว่าไม่ยอมให้ทำ ยืนนิ่งเป็นหินผาตอนคริษฐ์ผลักอกผ่านช่องเล็กๆ นั้น กลายเป็นคริษฐ์เองเสียอีกที่เซถอยไป จิลลาเห็นดังนั้นแล้วกลัวว่าเรื่องจะไปกันใหญ่จึงรีบพูด

“จะคุยหรือจะไม่คุย แคลร์มีเวลาให้ไม่มากนะคะ”

อลิชาส่งเสียงเรียกน้องชายตน ทว่าอีกฝ่ายยังมีท่าทีไม่พอใจ จิลลาไม่อยากให้เรื่องยืดเยื้อจึงสำทับไป

“คุยเดี๋ยวนี้หรือไม่คุยเลย เลือกเอา”

นั่นทำให้คริษฐ์ส่งสายตาเหยียดให้ตุลธร ยอมปล่อยประตูแล้วเดินไปนั่งข้างพี่สาวตน ส่วนตุลธรก็ลอบถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย หันหลังออกแล้วยืนกอดอกนิ่ง สายตาจับไปที่เงาสะท้อนของห้องกระจกฝั่งตรงข้าม ตุลธรไม่คิดหรอกว่าสองคนนี้จะทำร้ายร่างกายจิลลาเพราะอย่างไรในสายตาของทั้งคู่ก็ยังเป็นแขดรุณ แต่ก็เผื่อไว้ก่อน ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลจะได้เข้าไปช่วยทัน

ตอนเป็นแขดรุณตัวจริงตุลธรทุ่มเทปกป้องหญิงสาวสุดความสามารถด้วยไม่อยากให้ทิวาเสียใจถ้าเกิดเหตุไม่ดีขึ้น พอเป็นจิลลาความทุ่มเทของตุลธรก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย แค่เปลี่ยนคนที่ไม่อยากให้เสียใจจากทิวาเป็นนิชฌาน และถ้าให้พูดตามตรง ตัวเขาเองก็ไม่อยากให้จิลลาเป็นอันตราย จิลลาทำให้เขารู้สึกเหมือนดูแลน้อง กับแขดรุณนั้นเป็นเพียงแค่หน้าที่เท่านั้น

จิลลารอจนทุกอย่างสงบ คริษฐ์อารมณ์เย็นพอจะพูดคุยแล้วจึงบอก “ขอเอกสารค่ะ แต่แคลร์ก็ยังจำอะไรไม่ค่อยได้ ถ้าเล่าให้ฟังอาจจะพอช่วยให้ทุกอย่างเร็วขึ้นค่ะ”

อลิชาเลื่อนเอกสารไปตรงหน้าจิลลา บอกรวดเร็ว “เรากำลังทำเอ็กซ์โพรเจกต์ด้วยกันอยู่ มันอยู่ใกล้ๆ เอกริฟ”

ใกล้เอกริฟ… ใช่จริงด้วย มันคือโครงการที่วิวรณ์เฝ้าระวังจริงๆ ด้วย จิลลาอ่านเอกสารคร่าวๆ เพื่อดูว่าโครงการเอ็กซ์คืออะไรกันแน่ ก็พบว่ามันเหมือนเป็นการสร้างบ้านพักตากอากาศทั่วไป แปลกดี ไม่มีพลังงานสะอาด ไม่มีอะไรที่ดูน่าเชื่อว่าแขดรุณร่วมทำโครงการนี้ด้วยเลย อ่านแล้วออกจะน่าเบื่อไร้ความสร้างสรรค์ ไร้นวัตกรรมอย่างมาก จะบอกว่าเป็นโครงการของทีจีแอลยังเชื่อยาก “แล้ว… มันทำไมเหรอคะ ถ้าไม่มีแคลร์ทั้งสองคนทำต่อไม่ได้เหรอ”

อลิชาส่งเสียงเหอะดังลั่นห้อง บิดปากใส่ด้วยอีกต่างหาก ด้วยความหมั่นไส้จิลลาเลยบอกหน้าตาเฉย

“แปลว่าไม่ต้องใช้แคลร์ งั้นก็แยกย้ายค่ะ”

“นี่ อย่าให้มันมากไป” คริษฐ์บอกด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “เราหยุดโครงการนี้มานานแล้วนะ เอกริฟก็ไม่มีอะไรวุ่นวายแล้วนี่ ข่าวก็ซาแล้ว เราต้องกลับมาทำโครงการนี้”

จิลลาถามทันที “ทำไมเราถึงหยุดล่ะ”

คริษฐ์กับอลิชามองหน้ากัน เป็นอลิชาที่ตอบเลี่ยงๆ “มีปัญหานิดหน่อย รอให้เธอแก้”

รอให้แขดรุณแก้… จิลลาว่ามันประหลาด เมื่อครู่อลิชายังแสดงท่าทีว่าไม่อยากอ่อนข้อ ไม่อยากแสดงออกว่าต้องง้องอนแขดรุณอยู่เลย แต่คราวนี้กลับบอกว่ารอให้แขดรุณแก้เต็มปากเต็มคำ แต่เดี๋ยวก่อนนะ โครงการนั้นกลับมาทำแล้วนี่ ถ้าฟังจากวิวรณ์ว่า “แต่ได้ข่าวว่าโครงการก็เดินหน้าอยู่ไม่ใช่เหรอคะ”

คนฟังทั้งสองมีสีหน้าตกใจอย่างเห็นได้ชัด อลิชาถามทันที “เธอรู้ได้ไง”

จิลลาทำเป็นยิ้มแบบนางพญา ยิ้มแบบมีเลศนัย ยิ้มแบบใครก็มาหลอกฉันไม่ได้ ยิ้มแบบคนถือไพ่เหนือกว่า เธอให้ใครมาจับไต๋ไม่ได้เด็ดขาด ถ้าเป็นโต๊ะโป๊กเกอร์เธอจะกินให้เรียบ “เอาเป็นว่ารู้แล้วกันค่ะ”

“พวกเราก็ทำไปก่อนเท่าที่ทำได้ แต่ตอนนี้ปู่รู้แล้วแล้วปู่ก็กำลังเช็กอยู่ด้วย เราต้องให้เธอช่วย”

“ยังไงล่ะคะ”

“ไปหาคุณวิกรานต์ ให้เขาช่วยเรื่องนี้”

วิกรานต์… จิลลาจดชื่อนี้ไว้ในใจ นิ่งรออยู่อีกพักก็แน่ใจว่าทั้งสองคนคงไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ จึงเป็นฝ่ายบอก “แคลร์ทำอะไรไม่ได้หรอกค่ะ แคลร์จำคนที่ชื่อวิกรานต์ไม่ได้ แคลร์ไม่ได้รู้ด้วยซ้ำว่าถ้าเจอเขาแล้วจะให้ช่วยเรื่องอะไร แคลร์ต้องมีข้อมูลมากกว่านี้ค่ะ”

อลิชาอ้าปากทำท่าจะพูด ทว่าจิลลาเหลือบไปเห็นเสียก่อนว่ามีใครสักคนกำลังเดินมาทางนี้ ตอนนี้ทักทายกับตุลธรที่อยู่หน้าประตู จึงบอกไป “ปู่มา”

นั่นทำให้อลิชาหุบปากสนิท พอดีกับที่ทิวาเปิดประตูเข้ามา

“อะไรกัน ลากน้องมาทำงานแต่หัววันเลยเหรอ”

คริษฐ์ลุกขึ้นยืน หันไปตอบทิวา “เปล่าหรอกครับ แค่มาถามว่าแคลร์เป็นยังไงบ้าง จำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน ผมกำลังจะกลับไปทำงานพอดี”

บอกแล้วเดินออกจากห้องไป อลิชาเองก็ลุกขึ้น หันไปส่งยิ้มให้ทิวา “เจอกันตอนเที่ยงค่ะปู่”

พอเหลือกันอยู่สองคนในห้อง ทิวาก็หันไปทางจิลลาที่ลุกเดินเข้ามาใกล้

“แคลร์อ่านโครงการเก่าๆ ไปก่อนนะ ยังไม่ต้องยุ่งกับโครงการใหม่”

จิลลาพยักหน้า “ค่ะ”

“ปู่ไปทำงานก่อน ถ้าหิวก่อนเที่ยงก็ตามปู่ได้เลยนะ”

จิลลาเดินเคียงกับทิวาไปยังประตูที่ตุลธรเปิดรอไว้ให้อยู่แล้ว พอทิวาแยกไปก็รีบเดินเข้าห้องทำงานของแขดรุณ ประตูปิดสนิทแล้วจึงหันมาทางตุลธร ถามทันที “วิกรานต์คือใคร”

สีหน้าของตุลธรตอบได้ชัดเจนพอว่าเขาไม่รู้จัก จิลลาจึงรีบบอก “โทรถามคุณฌานสิ”

ตุลธรรีบหยิบโทรศัพท์มือถือตนขึ้นมากดโทรหานิชฌาน ทางนั้นรับสายรวดเร็วอย่างที่คิดไว้ บอกไป “พี่จะเปิดลำโพง”

จิลลาไม่รอให้ตุลธรกดปุ่มด้วยซ้ำ หญิงสาวถามทันที “วิกรานต์คือใคร คุณรู้จักคนชื่อวิกรานต์หรือเปล่า”

ปลายสายนิ่งเงียบไปเป็นครู่ กว่าจะตอบ “ไม่เลย ไม่รู้จัก มีอะไร”

“คุณคริสกับคุณอลิซมาบอกให้คุณแคลร์ไปหาคนชื่อวิกรานต์ น่าจะให้ช่วยเรื่องอะไรสักอย่าง ยังคุยกันไม่จบปู่ก็มาก่อน”

“โอเค งั้นกลับมากันได้แล้ว เราจะสืบจากคนที่ชื่อวิกรานต์นี่แหละ”

“ไม่ได้” จิลลาปฏิเสธทันที “ระหว่างที่เรายังไม่รู้ว่าวิกรานต์คือใครก็ต้องขุดข้อมูลให้มากที่สุด”

นิชฌานถอนหายใจ ไม่พูดอะไร และจังหวะนั้นทำให้ตุลธรเพิ่งเอะใจกับเสียงสิ่งแวดล้อมที่ดังให้ได้ยิน

“ฌาน… อยู่ไหน”

“ทายสิ”

นั่นทำให้ตุลธรตั้งใจฟังเสียงที่ลอดเข้ามา จิลลาก็ด้วย ตอนจิลลาเพิ่งประมวลผลได้ตุลธรก็ถามกลับไปแล้ว

“สนามบินเหรอ”

“ใช่ จะถึงกรุงเทพฯ ประมาณบ่ายสอง ไม่ต้องมารับ ไม่ต้องห้าม ไม่ต้องพูด ไม่ต้องสงสัย ไว้คุยกัน”

แล้วเขาก็ตัดสายทิ้งไปเลย… ตุลธรจ้องโทรศัพท์อยู่นิ่งๆ และท้ายสุดก็ทำได้เพียง “โอ้โห…”

ขณะจิลลาพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ให้สีหน้าบอกคนมองว่าเธอกำลังร้องลั่นอยู่ในใจ… อะไรของเขาวะเนี่ย!



Don`t copy text!