ปราการแสงจันทร์ บทที่ 23 : ตัวละครลับ

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 23 : ตัวละครลับ

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

วรรณวลีตื่นตัวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นจอประกาศว่าเที่ยวบินของนิชฌานลงจอดแล้ว เธอยังพยายามโทรหาเขาอยู่แต่โทรไม่ติดเดาว่าเขาคงยังไม่เปิดเครื่อง นิชฌานไม่รู้ว่าเธอมารอรับ ดังนั้นจะคลาดกันไม่ได้ และตุลธรบอกว่านิชฌานน่าจะไม่มีสัมภาระใต้ท้องเครื่อง คงออกมาเร็วมาก โชคดีที่เขาสูง ไม่นานวรรณวลีก็เห็นเขา รีบโบกไม้โบกมือและได้แต่จึ้กจั้กอยู่ในลำคอเมื่อนิชฌานไม่เห็นเลย หน้าเขาเคร่งขรึม ไม่มองซ้ายขวา เดินเร็วจนดูเหมือนจะบินได้แล้วตอนนี้ วรรณวลีเลยต้องรอให้เขาเดินเข้ามาใกล้แล้วเรียก “คุณฌาน”

นิชฌานชะงัก หันมองต้นเสียง ประหลาดใจที่เห็นวรรณวลี ประหลาดใจยิ่งกว่าตอนอีกฝ่ายบอกมา

“แจ้วกับพี่ตุลให้ใหม่มารับค่ะ”

นิชฌานส่งเสียงอ้อ บอกด้วยท่าทางเกรงใจ “คุณใหม่จะเสียเวลางานเปล่าๆ ผมนั่งแท็กซี่ไปได้”

วรรณวลีส่ายหน้า “นี่ถือเป็นงานค่ะ ป๊ากำลังหาข้อมูลของคนชื่อวิกรานต์ที่เกี่ยวข้องกับคุณแคลร์ อีกสักชั่วโมงสองชั่วโมงน่าจะได้ค่ะ ใหม่เลยกะว่าจะไปรอคุยที่ทีจีแอลเลย”

นิชฌานค่อยสบายใจขึ้น เอ่ยขอบคุณแล้วเดินเคียงกับวรรณวลีไปกระทั่งถึงรถ หลังรถออกได้สักพักโทรศัพท์วรรณวลีก็ร้องดัง เพราะต่อบลูทูธไว้กับระบบของรถ ชื่อจึงขึ้นบนหน้าจอตรงคอนโซลกลาง และมันใหญ่พอให้นิชฌานพลอยเห็นไปด้วย… ‘เบอร์สำรอง’

ตอนแรกนิชฌานยังไม่ติดใจอะไร แต่เริ่มฉุกใจบางอย่างตอนวรรณวลีรับสาย

“ว่าไงแก”

“เจอหรือยัง”

นั่นเสียงจิลลา… หรือเปล่า นิชฌานยังไม่แน่ใจเหมือนกัน

“เจอแล้วๆ กำลังขับรถไปหาแกที่ตึก”

ปลายสายเงียบไป ก่อนเอ่ยถาม “แกขับรถอยู่เหรอ”

“ใช่สิ”

“แล้ว… ต่อหูฟังใช่ไหม”

“เปล่า ต่อบลูทูธของรถ”

เหมือนปลายสายจะส่งเสียงกรี๊ดมาเบาๆ แล้วรีบวางสายไป วรรณวลีได้แต่ทำหน้างง พึมพำ “อะไรของมัน”

“แจ้วเหรอครับ” นิชฌานถามเพื่อความแน่ใจ ดูทรงแล้ววรรณวลีน่าจะยังไม่รู้ตัว

“ใช่ค่ะ แจ้วคงกลัวว่าใหม่จะคลาดกับคุณฌาน”

“ครับ… คงกลัวด้วยว่าผมจะรู้เรื่องเบอร์สำรอง”

“เบอร์สำรอง…” วรรณวลียังทวนคำอย่างไม่เข้าใจอะไร ทว่าก็เริ่มนึกได้ทีละน้อย… ทีละน้อย แล้วพอรู้ตัวว่าทำอะไรพลาดไปก็ทำหน้าเหมือนอยากกรี๊ด ก่นด่าตัวเองเสียงเบา “นังใหม่ นังบ้าาาา”

“สรุป… เบอร์สำรองที่แจ้วใช้นี่เป็นเบอร์ของคุณวันใหม่ใช่ไหม แจ้วน่าจะมีมือถือใช้ตั้งแต่ไปเจอคุณวันใหม่รอบนั้น”

วรรณวลียิ้มเจื่อน ไม่รู้จะปิดบังไปทำไมแล้วตอนนี้ “ค่ะ… ใหม่ให้เครื่องสำรองแจ้วไปใช้”

นิชฌานส่งเสียงตอบรับอยู่ในลำคอแล้วเงียบไป วรรณวลีรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ บอกไม่ถูก และคงรู้สึกไม่ดีถ้าไม่พูดคำนี้ไป “ขอโทษที่ไม่บอกนะคะ”

นิชฌานหันไปส่งยิ้มให้วรรณวลีที่เหลือบมามองเขาแวบหนึ่งก่อนหันไปมองทางต่อ บอกไป “ไม่เห็นต้องขอโทษเลยครับ เป็นผมก็คงทำเหมือนกัน ผมเองก็ผิดด้วยที่ไม่ยอมให้แจ้วใช้มือถือ ทั้งๆ ที่ควรจะให้ใช้ตั้งนานแล้ว”

รถเริ่มชะลอตัวและจอดสนิทด้วยพิษการจราจร วรรณวลีจึงสามารถหันไปคุยกับนิชฌานได้ “ไม่ได้ทำให้คุณฌานโกรธใช่ไหม”

“ไม่ครับ จริงๆ ผมบอกให้พี่ตุลหามือถือให้แจ้วใช้แล้วด้วย คุณวันใหม่น่าจะได้มือถือคืนเร็วๆ นี้”

และที่นิชฌานไม่ได้พูดคือ อันที่จริงเขาออกจะอารมณ์ดีด้วยซ้ำ การได้รู้ว่าจิลลามีมือถือและอินเทอร์เน็ตใช้มาพักใหญ่แล้ว แต่ไม่มีอะไรที่เขากลัวเกิดขึ้น ไม่มีการกระจายข่าวเรื่องแขดรุณเสียชีวิตแล้วกับใครอื่นอีกนอกจากวรรณวลี ไม่มีการปรากฏตัวของจิลลาผู้เสียชีวิตในโลกโซเชียล นั่นทำให้นิชฌานแน่ใจว่าจิลลารักษาคำพูด รวมถึงแน่ใจมากว่าตอนนี้จิลลาจะเต็มใจช่วยเหลือเขา ต่อให้มีคนมาถามว่าจิลลาเป็นใครหญิงสาวก็จะตอบว่าแขดรุณ

ก่อนหน้านี้เขาเคยกลัวการไว้ใจจิลลา กลัวเหลือเกินว่าถ้าให้ใจไปแล้วจิลลาจะหักหลัง แต่ตอนนี้ความกลัวนั้นอันตรธานหายไปแล้ว เขากับจิลลาเป็นทีมเดียวกันแล้วจริงๆ

 

“เรื่องไม่แย่ขนาดนั้นหรอกแจ้ว” ตุลธรพยายามปลอบใจจิลลาที่ดูสติแตกเพราะเพื่อนตนทำความลับแตก บอกให้จิลลามองโลกในแง่ดี “เผลอๆ ฌานก็ไม่รู้เรื่องหรอก อาจไม่ได้สังเกตสังกาอะไร”

“ไม่มีทาง แจ้วโทรไปแต่หน้าจอไม่ขึ้นเบอร์พี่ตุล พี่ตุลคิดว่าคุณฌานจะไม่รู้เหรอ”

รู้แน่… ตุลธรได้แต่คิดในใจ แต่ก็ยังคิดว่าไม่น่าใช่เรื่องใหญ่ ตอนจิลลาออกมาจากห้องน้ำแล้วเอามือถือมาโชว์หราตรงหน้าแล้วบอกว่าทำยังไงดีวนไปวนมานั่น ตุลธรยังไม่ตกใจเท่าไรเลย “แจ้วเชื่อพี่ ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกลัว”

“แจ้วไม่ได้กลัว” จิลลาบอกเสียงหลง ก่อนเบาเสียงลงเมื่อนึกได้ว่าตนควรจะคุยให้เบากว่านี้หน่อยแม้ห้องนี้จะเก็บเสียงมากแค่ไหนก็ไม่ควรประมาท “แจ้วแค่ขี้เกียจฟังคนบ่น”

ตุลธรหัวเราะ บอกเหตุผลไปอีก “แจ้ว ถ้าฌานมันจะบ่นมันโทรหาพี่แล้ว เผลอๆ ก็โทรเข้าเบอร์ที่แจ้วแอบใช้นั่นแหละ”

“อาจจะรอมาเฉ่งแจ้วทีเดียวตอนเจอหน้าไง”

คนที่รู้จักนิชฌานดีส่ายหน้า “ไม่มีทาง เชื่อพี่ ถ้าฌานมาถึงแล้วบ่นแจ้วเรื่องแอบใช้มือถือพี่ให้แจ้วเตะตูดแรงๆ เลย”

จิลลาทำหน้าหน่าย “แจ้วไม่ชอบใช้กำลัง”

“ฮึ?” เสียงของตุลธรนั้นสูงจัดและบอกชัดว่าไม่เชื่อเอาเสียเลย “จากประสบการณ์พี่… ไม่ได้บอกแบบนั้นนะ”

จิลลาคำรามลั่นในลำคอ เล่นเอาตุลธรหัวเราะ บอกเหตุผลของตัวเองที่ออกจะเข้าข้างตัวเองไป

“พี่ตุล ตอนนั้นแจ้วยอมรับว่าอยากจิกหน้าคุณฌาน แต่พี่ตุลต้องเข้าใจด้วยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับแจ้วมันยอมรับยากนะ ไม่ใช่แค่คุณฌานเหยียบเท้าแจ้วซะเมื่อไร”

“เข้าใจ…” ตุลธรลากเสียงยานคาง แล้วหัวเราะร่วนก้าวถอยห่างออกจากจิลลาเมื่อหญิงสาวเงื้อง่า “ไหน ไหนคนไม่ชอบใช้กำลัง”

และเป็นโชคดีที่ตุลธรถอยห่างจากจิลลาแล้ว เพราะอยู่ดีๆ ประตูห้องทำงานของแขดรุณก็เปิดออก อลิชาก้าวเข้ามาแล้วชะงักเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของตุลธรกับคนที่ตนคิดว่าเป็นแขดรุณ แขดรุณดูหงุดหงิด ส่วนใบหน้าของตุลธรดูเรียบเฉยซึ่งเป็นเพราะตุลธรปรับสีหน้าได้ทันทีที่รู้ว่าประตูถูกเปิด

“คุยต่อได้ไหมแคลร์ แต่ถ้ากำลังจะไล่นายตุลออกพี่รอได้”

จิลลาถอนใจ คนเราก็ตีความอะไรไปตามความเข้าใจของตัวเองแหละนะ หญิงสาวบอกเสียงเรียบ “ยังหรอกค่ะ เก็บไว้ก่อนดีกว่า… จะคุยเรื่องเดิมหรือเปล่าคะ”

“ใช่”

จิลลาตัดสินใจว่าจะยังไม่คุย เธออยากรู้ก่อนว่าวิกรานต์เป็นใครเพื่อให้การพูดคุยครั้งต่อไปสามารถล้วงข้อมูลได้ลึกมากขึ้น “ไม่สะดวกค่ะ ชาร์ลกำลังจะมา เดี๋ยวคุยๆ ไปก็ต้องหยุดอยู่ดี”

อลิชาเบ้ปาก “ว่าอยู่ว่าจะห่างกันได้นานแค่ไหน แล่นตามมาประกบแล้วเหรอ นี่สามีเขารักเขาหลงเธอหรือว่าหลงสมบัติเธอกันแน่นะแคลร์”

จิลลายิ้มเย็น “จะหลงแคลร์หรือหลงสมบัติแคลร์ก็เรื่องของแคลร์ทั้งนั้นค่ะ”

อลิชาหน้าตึงที่โดนหาว่ายุ่งเรื่องของคนอื่น สะบัดหน้าเดินออกจากห้องไปทันที จิลลาได้แต่กลอกตาไปมาอย่างไม่แน่ใจว่าตนทำถูกไหม หันไปมองตุลธรก็เห็นยิ้มกริ่มจึงพอเดาได้ ถ้าเธอทำไม่ดีเขาคงไม่ยิ้มแบบนี้

“แสดงว่าโอเคใช่ไหม”

ตุลธรหัวเราะเบาๆ “โอเค ถ้าเป็นคุณแคลร์จะบอกว่าให้คุณอลิซใส่ใจเรื่องตัวเอง แต่แบบแจ้วก็ดี ความหมายไม่ต่างกัน”

จิลลาหัวเราะตาม อดบอกไม่ได้ “จริงๆ แจ้วกับคุณแคลร์ก็มีอะไรเหมือนกันอยู่นะ”

คนฟังหัวเราะหึ ไม่ตอบอะไร ได้แต่คิดอยู่คนเดียวในใจ ตุลธรค่อนข้างเห็นด้วย จิลลากับแขดรุณมีความเหมือนกันตรงไม่ยอมคน ใครร้ายมาร้ายตอบในแบบของตน แต่ที่แตกต่างคงเป็นระดับในการโต้ตอบ จิลลาจะตอบโต้ซึ่งหน้าและจบ แต่แขดรุณนอกจากตอบโต้ซึ่งหน้าแล้วอาจตามรังควานจนคนที่ร้ายกับตนมอดไหม้เป็นผุยผง ซึ่งหลายครั้งตุลธรก็รู้สึกว่ามันรุนแรงเกินไปมากทีเดียว…

 

ข้อมูลทั้งหมดได้มาในตอนใกล้จะสี่โมงเย็น ถือว่าใช้เวลานานกว่าที่วรรณวลีคาดการณ์ไว้ ทว่าก็ต้องยอมรับว่าการทำงานของวิวรณ์ละเอียดมากจริงๆ และยังระวังตัวมากด้วย วิวรณ์ใช้วิธีโทรศัพท์เพื่อบอกเล่าให้วรรณวลีฟัง ไม่ยอมส่งต่อในรูปแบบเอกสารเพราะไม่อยากเสี่ยงต่อการถูกเปิดเผย ไม่อยากให้ใครรู้ด้วยว่าตนกำลังสืบเรื่องของวิกรานต์อยู่

หลังฟังวิวรณ์อยู่พักหนึ่งก็สรุปคร่าวๆ ได้ว่าวิกรานต์เป็นบุคคลที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักธุรกิจ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาทำธุรกิจอะไร ข้อมูลจะบอกเพียงว่าเขาทำธุรกิจนำเข้าส่งออก ดูแล้วค่อนข้างเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยออกงานสังคม ไม่ค่อยออกสื่อ ถ้าจะมีข่าวเขาลงตามสื่อส่วนมากมักเป็นข่าวสังคมกึ่งบันเทิงเสียมากกว่า โชว์ของสะสมหรูหรา โชว์สัตว์เลี้ยงสายพันธุ์ราคาแพง หรือบางทีจะมาแค่ชื่อกับย่อหน้าเล็กๆ เท่านั้น จะเห็นชื่อเขาปรากฏบ่อยหน่อยตามข่าวการกุศล บริจาคเงิน บริจาคสิ่งของ ซึ่งแต่ละครั้งมูลค่ามักเป็นเจ็ดหลักขึ้นไป แต่กระนั้นเขาก็ยังไม่ค่อยเปิดเผยนัก หาได้ยากมากที่จะเห็นใบหน้า หรือถ้าเห็นก็จะไม่ชัดเอาเสียเลย

“โลว์โพรไฟล์สุด” วรรณวลีพึมพำหลังได้รู้ประวัติส่วนตัวของวิกรานต์ ซึ่งวิวรณ์ก็ส่งเสียงตอบรับ “ใช่ เหมือนไม่ค่อยอยากให้สป็อตไลต์ส่องมาเท่าไร ซึ่งถ้าข้อมูลอีกด้านที่ป๊าได้มาเป็นจริงก็พอเข้าใจได้”

“ข้อมูลอีกด้านเหรอป๊า ยังไง” วรรณวลีถามแทนคนอื่นๆ ที่นั่งฟังอยู่ด้วยกัน และได้คำตอบรวดเร็วทันใจ “บอกก่อนว่านี่เป็นแค่ข่าวลือนะ แค่ลือหึ่งๆ พอจะหาต้นตอก็ไม่เจอ ไม่มีหลักฐานหรือพยานยืนยันได้”

“โอเคป๊า”

“เขาเป็นแหล่งเงินทุนให้พรรคการเมืองหนึ่งอยู่”

“พรรคไหน”

“พรรคที่เราเกลียดนั่นแหละ”

อ้อ วรรณวลีรู้ทันทีด้วยเธอกับพ่อคุยกันทุกเรื่อง ในยุคหนึ่งเธอกับพ่อชอบพรรคการเมืองกันคนละพรรค และในยุคนี้เธอกับพ่อก็ยังชอบพรรคการเมืองต่างกันแต่เกลียดพรรคการเมืองพรรคเดียวกัน รวมหัวกันด่าตลอดเวลาได้ข่าวอะไร เป็นพรรคที่ไม่มีผู้แทนราษฎรคนใดทำผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เข้าประชุมสภาแต่ละทีเหมือนลืมเอาสมองเข้าไปด้วย แต่ละประโยคที่ให้สัมภาษณ์ยิ่งตอกย้ำความไม่มีสมองนั้น แต่ก็ยังได้ที่นั่งในสภาเยอะจนน่าหงุดหงิดข่าวว่าเพราะเงินหนาสามารถทำโฆษณาและซื้อเสียงได้

“ข่าวเบื้องหน้าเขาดูเป็นคนสมถะ ใจบุญสุนทาน แต่ข่าวเบื้องหลังเขาก็ว่าที่รวยขนาดนี้เพราะฟอกเงินจากการค้ายา”

“โห… อย่างกะละคร” วรรณวลีอดบอกไม่ได้ ซึ่งวิวรณ์ก็หัวเราะร่วน “ใช่ ประโยคที่ว่าละครก็มาจากชีวิตจริงบางทีมันก็จริงเหมือนกัน ละครพล๊อตนี้ป๊าเคยดูมาตั้งแต่ยังเด็ก จนโตก็ยังได้ยินอยู่เรื่อยๆ ในชีวิตจริงก็เจออยู่บ่อยๆ เบื้องหน้าดีใจหาย เบื้องหลังร้ายสุดกู่”

“แล้วคุณวิกรานต์นี่เกี่ยวกับทีจีแอลยังไงเหรอป๊า” วรรณวลีถามตรงประเด็นหลังจากรู้ประวัติของวิกรานต์คร่าวๆ แล้ว ซึ่งก็มีเสียงขยับกระดาษกรอบแกรบมาจากทางวิวรณ์ ครู่หนึ่งจึงบอกมา “เกี่ยวแบบลึกสามชั้นด้วยความเชื่อมโยงของป๊าเอง”

“ฮะ… ยังไงอะป๊า”

“สามปีก่อนมันมีโครงการหนึ่งของทีจีแอลที่ตอนแรกมีข่าวว่าก่อสร้างผิดจากแบบที่ยื่นขออนุญาต แล้วก็มีข่าวออกมาว่าไม่ผิด ทุกอย่างถูกต้องตามแบบ คนที่เซ็นอนุมัติเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองนั้น แต่เขาไม่ได้เกี่ยวกับคุณวิกรานต์หรอกนะ เหมือนไม่รู้จักกันเลยด้วยซ้ำแต่ใครจะรู้… ทีนี้ป๊าเลยเช็กว่าโครงการนั้นมันก่อสร้างตามแบบจริงๆ ไหม เลยช้าตรงนี้แหละ”

“แล้วผิดจากแบบจริงไหมป๊า”

“ผิดจริง ก่อสร้างเกินจากแบบไปสองชั้น”

คราวนี้นิชฌานเป็นคนเอ่ยถามเองเลยทีเดียว “ขอโทษนะครับคุณวิวรณ์ ขอทราบชื่อโครงการได้ไหมครับ”

มีเสียงกระดาษกรอบแกรบอีกครั้ง นำคำตอบจากวิวรณ์ “ซีเรนิตี้ แบบที่เขียน เอส อี เอ ซีทะเล แทน เอส อี แบบปกติ”

“โอเคครับ ขอบคุณมากครับ” นิชฌานบอกแล้วหันไปมองหน้าตุลธร ซึ่งก็พยักหน้ารับแล้วเดินออกจากห้องทำงานของแขดรุณไปทันที นิชฌานให้ข้อมูลกับทุกคนรวมถึงวิวรณ์ด้วย “ผมจะดูเอกสารว่าโครงการนี้ใครคุมนะครับ”

วิวรณ์ส่งเสียงตอบรับ บอกไป “ผมจะตีข่าวเรื่องโครงการนี้นะคุณฌาน”

นิชฌานถอนใจยืดยาว คิดดูแล้วน่าจะห้ามไม่ได้แน่ แต่ก็อยากยืดเวลาออกไปก่อน “อีกสักพักได้ไหมครับ”

“ไม่ได้จะเล่นเลยหรอก ผมกลัวแหวกหญ้าให้งูตื่นเหมือนกัน ผมคิดว่าน่าจะมีอะไรที่ซ่อนไว้อีก รอตูมเดียวคงดีกว่า”

แวบหนึ่งที่นิชฌานถามตัวเองเหมือนกันว่าคิดถูกหรือไม่ที่อาศัยวิวรณ์ทำเรื่องนี้ แต่อีกแวบหนึ่งก็บอกมา… ถ้าไม่มีวิวรณ์ก็ไม่รู้ว่าจะขุดได้ลึกและเร็วขนาดนี้ไหม…

วิวรณ์บอกข้อมูลที่ตนรู้อีก “เหมือนคุณวิกรานต์จะรู้จักกับครอบครัวของคุณแคลร์ด้วยนะ เห็นรูปคุณวิกรานต์ในงานศพพ่อกับแม่คุณแคลร์ด้วย แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารู้จักกับใคร สนิทมากน้อยแค่ไหน ทีจีแอลค่อนข้างกว้างขวาง คุณวิกรานต์อาจไปเพื่อแสดงมารยาททางสังคม เพราะนอกเหนือจากงานศพนี้ก็ไม่เห็นคุณวิกรานต์เกี่ยวข้องกับทีจีแอลอีก”

จิลลาเขียนคำถามลงกระดาษส่งให้วรรณวลี เธอทำเหมือนไม่มีตัวตนในการสนทนาครั้งนี้ ให้วิวรณ์เข้าใจว่ากำลังคุยกับวรรณวลีและนิชฌานสองคน เหตุผลสำคัญคือเธอทำงานกับวิวรณ์บ่อย เกรงอยู่ว่าหากคุยกันมากเกินไปอาจทำให้ผู้อาวุโสเอะใจบางอย่าง วรรณวลีเองพอรับไปอ่านก็ถามให้

“แล้วคุณวิกรานต์นี่เกี่ยวข้องกับคุณแคลร์ยังไงเหรอป๊า”

ตามเคย มีเสียงกรอบแกรบดังก่อนวิวรณ์จะตอบ “ป๊าขุดเจอข่าวสังคมข่าวหนึ่ง สิบปีก่อนโน่นเลย เดี๋ยวอ่านให้ฟัง” วิวรณ์กระแอมชุดใหญ่ แล้วอ่านเนื้อหาข่าว “ฤๅรักต่างวัยจะบังเกิด เมื่อมีคนแอบเห็นนักธุรกิจหนุ่มใหญ่วัยสี่สิบสามเดินเคียงคู่กับสาวน้อยทายาทธุรกิจอสังหาฯ วัยยี่สิบสามปี ถ้าจริงชาวเราคงได้ร่วมแสดงความยินดีกันเร็วๆ นี้จ้ะ”

วรรณวลีอดหัวเราะไม่ได้ “เชื่อแล้วว่าสิบปี สำนวนเก่ามากเลย… แล้วไงต่อ ป๊าเจอข่าวเดียวเหรอ”

“ใช่ แปลกใจเหมือนกัน ปกติข่าวแบบนี้ส่วนใหญ่จะเล่นต่ออย่างน้อยก็น่าจะลงสักสองสามครั้ง แต่นี่ข่าวเดียวแล้วเงียบหาย ป๊าเลยหาทางติดต่อคนที่เขียนข่าวนี้”

“ฮะ… ขนาดนั้นเลยเหรอป๊า”

“ใช่สิ นักข่าวรุ่นป๊าขุดกันขนาดนี้แหละ ไม่เน้นเร็ว เน้นถูกต้องแม่นยำ ดูไว้เป็นตัวอย่าง… งานขุดแบบนี้ป๊าคิดถึงไอ้แจ้วเหมือนกันนะ”

ดวงตาจิลลาหม่นซึมลงทันทีหลังได้ยินประโยคนั้น วรรณวลีต้องส่งยิ้มแล้วลูบแขนเพื่อนแทนคำปลอบใจ ส่วนนิชฌานก็ได้แต่ส่งคำขอโทษไปทางแววตา…

“โชคดีว่าป๊ามีเพื่อนที่เขารู้จักนามปากกานี้ ขุดไปขุดมาสรุปได้ใจความว่าเขาโดนให้ออกหลังลงข่าวนั้น แต่เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองโดนไล่ออกเพราะข่าวนั้นนะ เห็นว่าตอนนั้นหนังสือพิมพ์ต้องลดคนอะไรสักอย่าง”

วรรณวลีหน้านิ่ว ถามความเห็นผู้อาวุโสทันที “ป๊าคิดยังไง”

“ป๊าคิดว่าใช่ ถ้าไม่ได้โดนให้ออกเพราะข่าวนั้นจริง ต่อให้นักข่าวคนนั้นไม่อยู่ก็ยังมีคนอื่นทำข่าวนี้ได้อีก แต่นี่ไม่มีอีกเลย แปลว่าหนังสือพิมพ์หัวนี้ไม่กล้าเล่นข่าวนี้อีก… โดนอำนาจมืดครอบงำแน่ๆ”

“ป๊าคิดว่าคุณวิกรานต์กับคุณแคลร์คบกันจริงเหรอ” วรรณวลีถามตามตรง วิวรณ์นิ่งไปพักก่อนเรียกหาใครคนหนึ่ง “คุณฌาน ผมพูดอย่างที่ผมคิดได้ไหม”

นิชฌานแน่ใจ วิวรณ์เกรงใจเขาค่าที่เป็นสามีของแขดรุณ “ได้ครับ ผมไม่มีปัญหา”

“ผมคิดว่าตอนนั้นสองคนนั้นอาจจะคบกันจริง แต่… ความสัมพันธ์แบบคนรักอาจจบลงแล้วก็ได้ เหลือแค่การเอื้อผลประโยชน์ให้กัน”

บอกตรงๆ นิชฌานไม่แน่ใจ มีเหมือนกันที่แขดรุณจะไปไหนต่อไหนโดยไม่ได้ให้เขากับตุลธรไปด้วย ซึ่งก็จะมีรถมารับตลอด แต่นิชฌานเข้าใจไปเองว่าอาจเป็นการพูดคุยเรื่องธุรกิจการงาน หรือนี่จะเกี่ยวข้องกับการพยายามเชิญชวนแขดรุณไปสวรรค์ โทรศัพท์ลึกลับนั่น คนที่ยิงเขาตอนนั้น

“อ๊ะ ป๊าต้องไปทำงานต่อแล้ววันใหม่ จะกลับมากินข้าวเย็นด้วยกันไหม”

“กลับๆ เดี๋ยวใหม่คุยต่อสักพักก็จะกลับแล้ว ไม่อยากกลับหลังห้าโมงเย็นเลย กลัวรถติด”

“โอเค… ไว้คุยกันนะครับคุณฌาน”

นิชฌานจึงตอบรับ “ครับ ขอบคุณมากนะครับ”

หลังวางสายลง คนทั้งสามคนต่างนิ่งไปอย่างครุ่นคิด ตอนนั้นเองที่ตุลธรกลับเข้ามาพร้อมเอกสารสองแผ่น เขาวางกระดาษแผ่นหนึ่งลงกลางวง ชี้ลงไปตรงจุดที่ต้องการให้ทุกคนเห็น… คนที่รับผิดชอบโครงการ Searenity คืออลิชา พอแน่ใจว่าทุกคนเห็นหมดแล้ว จึงวางอีกแผ่นลงไป แผ่นนี้มีตัวปั๊มคำว่ายกเลิกสีแดงเด่นหรา ตุลธรชี้ไปที่ตำแหน่งที่ตั้งโครงการแล้วบอกทุกคน

“นี่ใกล้เอกริฟ”

จิลลาพึมพำแผ่วเบา “เอ็กซ์โพรเจกต์”

ตุลธรพยักหน้า แล้วชี้ให้ดูคนรับผิดชอบโครงการ… อลิชา

ตุลธรกับนิชฌานหันมองหน้ากัน นิชฌานคิดอยู่ครู่ก็ตัดสินใจได้ “ผมจะบอกปู่ ปกติถ้ามีกลิ่นว่าโครงการไหนมีตุกติกปู่สั่งตรวจสอบหมดอยู่แล้ว”

“หวยคงมาออกที่คุณอลิซหมด” ตุลธรออกความเห็น ซึ่งจริงๆ ก็ไม่แปลกใจนัก สองพี่น้องคู่นี้แม้ไม่เป็นมิตรกับคนอื่นทว่าก็ยังรักกันมาก อลิชาผู้เป็นพี่นั้นทำงานเป็นชิ้นเป็นอันและได้เรื่องได้ราวกว่า คริษฐ์เหมือนเป็นผู้ช่วยของพี่สาว เหมือนเป็นเด็กฝึกงานที่ฝึกไม่จบเสียที ดังนั้นไม่สามารถออกหน้าอะไรได้แน่ “ไม่รู้เหมือนกันว่าพอเรื่องแดงคุณคริสจะปกป้องพี่ไหม”

นิชฌานคล้ายจะส่งเสียงหึ “บอกตรงๆ ไม่แน่ใจเลย พี่คริสรักพี่อลิซก็จริงแต่ไม่น่าจะรักมากกว่าตัวเอง”

วรรณวลีรอจนไม่มีใครพูดอะไรแล้ว จึงตบบ่าเพื่อนตัวเองพร้อมลุกขึ้นยืน ใกล้ได้เวลาเลิกงานของบริษัททั่วไปแล้ว เธอต้องรีบเผ่นจากถนนเส้นนี้ “งั้นใหม่ไปก่อนนะคะ มีอะไรจะรีบอัปเดตค่ะ”

นิชฌานจึงหันไปทางจิลลา “คืนโทรศัพท์คุณวันใหม่ไปเถอะ”

แล้วพอเห็นจิลลาเม้มปากแน่น ไม่ขยับไม่หือไม่อือก็บอกไปอีก “ก็บอกแล้วไงว่าจะให้พี่ตุลซื้อให้ใหม่เย็นนี้”

“ก็ให้ได้ก่อนแล้วค่อยคืน”

“เดี๋ยวออกไปซื้อตอนนี้เลยก็ได้”

จิลลามองหน้านิชฌาน เขาพยักหน้ารับแทนการยืนยันคำพูดตน จึงส่งยิ้มให้แล้วหยิบโทรศัพท์มือถือคืนวรรณวลี หันไปทางตุลธร “รบกวนพี่ตุลขับรถให้วันใหม่ได้ไหม ข้อมือนางอักเสบ ไม่ค่อยอยากให้ขับรถเยอะ”

วรรณวลีเกือบย้อนถามไปว่า ‘เหรอ’ เพราะเพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าข้อมือเธออักเสบ จริงๆ เธออาจมีเจ็บหรือล้าบ้างถ้าช่วงไหนต้องทำงานเยอะๆ แต่น่าจะยังไม่เข้าขั้นอักเสบ ดีว่านึกได้ก่อน… เพื่อนคงเปิดโอกาสให้เธอสินะ

“เดี๋ยวแจ้วกับคุณฌานขับรถตามไป ขากลับแวะซื้อมือถือกัน”

ตุลธรหันมองนิชฌาน กำลังคิดว่าจะให้นิชฌานเป็นคนขับรถให้วรรณวลีดีไหม ทว่าการเห็นนิชฌานพยักหน้าเพื่อสนับสนุนคำบอกของจิลลาทำให้นึกได้ว่าน้องอาจต้องการเวลาคุยกับจิลลาตามลำพังบ้าง จึงลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง นิชฌานหันไปหยิบโทรศัพท์พื้นฐานบนโต๊ะทำงานของแขดรุณมากดหมายเลขภายในต่อไปยังห้องของทิวา บอกกล่าวเรื่องจะออกไปข้างนอกโดยให้เหตุผลว่าจะไปหาซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ เรียบร้อยแล้วทั้งสี่คนจึงออกเดินทาง

และตอนได้อยู่กันสองคนในรถนี่เอง นิชฌานจึงเอ่ยถาม “ออกนอกหน้าขนาดนี้ไม่กลัวพี่ตุลจับได้หรือไง”

“อะไร” จิลลาส่งเสียงไม่เห็นด้วยทันที “ออกนอกหน้าอะไร ออกจะเนียน”

คนฟังหัวเราะ “ไม่เลยสักนิด ตอนให้คุณวันใหม่ไปรับผมคุณเสนอไอเดียใช่ไหม”

“ใช่สิ ไหนๆ ยัยวันใหม่ก็ต้องมาทีจีแอลอยู่แล้ว ก็ไปรับคุณแล้วมาทีเดียวเลย สะดวกดี”

“นั่นน่ะสิ สะดวกดี พอขากลับเกิดจะข้อมืออักเสบขึ้นมาซะงั้น”

จิลลานิ่งไป ครู่หนึ่งก็ส่งเสียงจึ้กจั้ก ย้ำออกไปอีกทีเผื่อเขาจะเปลี่ยนใจมาเห็นด้วยกับเธอ “ออกจะเนียน”

“เนียนไม่ได้ครึ่งของเบอร์สำรองหรอก”

พอพูดถึงเรื่องนี้… จิลลาหันไปถามเขา “ไม่โกรธใช่ไหม”

นิชฌานส่ายหน้า “ไม่โกรธ อยากขอโทษด้วยที่ให้ใช้โทรศัพท์ช้าไป ถ้าแจ้วมีโทรศัพท์ใช้ก่อนหน้านี้เรื่องอาจคลี่คลายไปแล้วก็ได้”

“เห็นด้วย” จิลลาบอกทันทีอย่างต้องการตอกย้ำซ้ำเติม ก่อนนิ่วหน้าอย่างไม่แน่ใจว่าเขาชมหรืออะไรกันแน่ เมื่อได้ยินประโยคถัดมา

“นั่นสินะ ขุดเก่งระดับแจ้วแล้ว”

ดูจากสีหน้าสายตาแล้วไม่น่าชม น่าจะเป็นการแซะ… จิลลาเลยตะปบบ่านิชฌานหนักๆ ซึ่งอีกฝ่ายก็หัวเราะแล้วรีบบอก

“คุณวิวรณ์พูด ผมแค่พูดตาม”

จิลลาหัวเราะหึ กดเสียงหนักใส่ “ไม่เนียน”

“งั้นก็หายกัน”

มันหายกันได้ยังไง นี่เขามึนหรือจิลลางงเนี่ย ชักจะวุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว!

 

เอกสารจากวิวรณ์ส่งเข้าอีเมลของนิชฌานในตอนสิบโมงเช้า นิชฌานสั่งพิมพ์และนั่งอ่านจนแน่ใจว่าเอกสารทั้งหมดที่มีนี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าโครงการซีเรนิตี้มีการทุจริตเกิดขึ้นจริง ชายหนุ่มรวบเอกสารทั้งหมดแล้วลุกยืนไปกดโทรศัพท์ต่อสายภายในหาทิวา เอ่ยถามเมื่ออีกฝั่งรับสาย “ปู่พอจะว่างไหมครับ ผมอยากขึ้นไปหา”

“ตอนนี้เลยใช่ไหม”

“ครับ”

“ถ้างั้นว่าง แต่อีกครึ่งชั่วโมงปู่ต้องไปแล้วนะ”

“ครับ ผมน่าจะคุยไม่เกินนั้นครับ จะรีบขึ้นไป” วางสายแล้วเห็นว่าจิลลามองมาพอดีจึงพยักหน้าแทนคำบอกใด จากนั้นก็หันไปทางตุลธร สบตาเป็นอันรู้กันแล้วจึงรีบเดินออกจากห้อง ทว่าพอเปิดประตูไปกลับเจออลิชาอยู่หน้าประตู นั่นทำให้นิชฌานลังเล เปิดประตูห้องออกกว้างเพื่อให้คนในห้องเห็นอลิชาด้วย เอ่ยถาม “พี่อลิซจะมาคุยกับแคลร์เหรอครับ”

“ใช่ ต้องขออนุญาตเธอไหม”

นิชฌานไม่สนใจคำประชดประชันนั้น หันไปมองจิลลาฝ่ายนั้นก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้ามาหา ถามอลิชาด้วยตัวเอง

“ต้องคุยในห้องประชุมเหมือนเดิมไหมคะ”

“ไม่ต้อง ถ้าสองคนนี้ไปอยู่ที่อื่น”

จิลลาหันไปบอกนิชฌาน “รีบไปเถอะ เดี๋ยวปู่ต้องไปข้างนอกไม่ใช่เหรอ”

นั่นทำให้นิชฌานนึกได้ว่าเรื่องนี้ก็เร่งด่วนไม่แพ้กัน เขาไม่รู้จริงๆ ว่าวิวรณ์จะได้ข้อมูลที่ต้องการครบเมื่อไรแล้วจะเล่นข่าวเมื่อไร ดูจากความไวในการเสาะหาข้อมูลของวิวรณ์แล้วเขาไม่อยากวางใจนัก อยากให้ทิวารู้เรื่องนี้จากเขาแทนที่จะรู้จากข่าว

“จะไปหาปู่เหรอ” อลิชาถามนิชฌาน แล้วพอทางนั้นตอบด้วยการพยักหน้าก็บิดปาก “ทำไม จะขออะไรเหรอ”

นิชฌานแค่ยิ้มให้ ไม่ตอบคำใดแล้วเดินห่างไป ส่วนจิลลาเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ของตนตามเดิน อลิชาเดินตามเข้าห้องแล้วหันไปทางตุลธร ออกคำสั่ง

“ออกไปข้างนอกก่อน”

ตุลธรเพียงยิ้ม แล้วนั่งนิ่ง ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมอลิชาถึงไม่มีการเรียนรู้เลยว่าเขาไม่รับคำสั่งจากเจ้าหล่อนและน้องชาย ต่อให้ทิวาอยู่ด้วยก็ตาม ถ้าทิวาไม่สั่งเขาอีกทีเขาก็จะทำเฉยอยู่แบบนี้แหละ

“ไม่ต้องข้างนอกก็ได้มั้งคะ ห้องออกกว้าง… พี่ตุลไปอยู่มุมนั้นก่อนก็ได้”

นั่นเองตุลธรจึงลุกยืนแล้วเดินไปยืนมุมห้องที่ไกลจากโต๊ะทำงานของแขดรุณที่สุด มองอลิชาเข้าไปนั่งเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามกับจิลลา เห็นวางซองเอกสารสีน้ำตาลไว้บนโต๊ะ แต่พูดอะไรนั้นเขาไม่ได้ยิน

อลิชาพูดเสียงเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้หลังวางซองลงเบื้องหน้าคู่สนทนา “นี่เอกสารโครงการที่เราคุยกันเมื่อวาน”

จิลลาพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ หรี่ตาลงเมื่ออีกฝ่ายวางกระดาษแผ่นเล็กลงมาบนซอง

“นี่เบอร์โทรที่ฉันเคยใช้ติดต่อคุณวิกรานต์”

จิลลาถามย้ำเพื่อความแน่ใจ “เบอร์โทรคุณวิกรานต์เหรอคะ”

นั่นทำให้เกิดเสียงจึ้กจั้กในลำคอของอลิชา “ไม่ใช่ เป็นผู้ช่วยสักคนของเขา ระดับฉันก็ติดต่อได้แค่ผู้ช่วยเขานั่นแหละ ไม่ใช่เธอนี่จะได้มีเบอร์โทรคุณวิกรานต์โดยตรง”

นั่นหมายความว่าถ้าวางความสำคัญตามระดับชั้น แขดรุณจะสำคัญกับวิกรานต์มากกว่าอลิชา น่าจะอย่างมากด้วย ถึงขนาดไม่สามารถโทรติดต่อได้โดยตรงขนาดนี้ ว่าแล้วจิลลาก็… “ทำไมพี่อลิซไม่ติดต่อไปเองล่ะคะ”

“ถามมากน่ารำคาญ บอกให้ทำอะไรก็ทำเถอะน่า”

จิลลาเอียงหน้า จ้องมองอลิชา “แคลร์ความจำเสื่อม ไม่ได้เสียพัฒนาการทางสมองไปนะคะ ถ้าจะขอให้แคลร์ช่วยอะไรก็ควรพูดดีๆ ให้แคลร์เข้าใจค่ะ ให้ติดต่อคุณวิกรานต์ไปตอนนี้แคลร์ก็ไม่รู้จะพูดอะไรค่ะ”

“แค่ติดต่อไป ไปเจอเขา แล้วเอาเอกสารนี่ให้เขาดู เดี๋ยวเขาก็เข้าใจเองแหละ ก่อนเธอจะเกือบตายตอนนั้นมันดีลไว้เกือบจะเสร็จแล้ว”

ถ้างั้น… เธอต้องไปเจอวิกรานต์แล้วถามเอาเองสินะว่าแขดรุณเคยติดต่อไว้ให้ช่วยเรื่องอะไร จิลลาเหลือบตาลงมองเบอร์โทรศัพท์ในกระดาษแผ่นเล็ก ลึกๆ แล้วเธอรู้ว่านี่เสี่ยงมาก แต่ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างแขดรุณกับวิกรานต์ดีอยู่แล้ว ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวนี่ เธอแค่ไปหาวิกรานต์แล้วอธิบายว่าอุบัติเหตุทำให้เธอจำอะไรไม่ได้เลย ดังนั้นจิลลาจึงหยิบกระดาษแผ่นเล็กนั้นมาถือไว้ บอกอลิชาไป “จะลองดู”

“ลองให้ไวเลย ฉันอยากให้ทุกอย่างเสร็จภายในเดือนนี้”

บอกเสร็จก็ลุกขึ้นสะบัดหน้าเดินออกจากห้อง เล่นเอาจิลลาเบ้ปากไล่หลังอย่างอดใจไม่อยู่ พออลิชาออกไป ประตูห้องปิดลงตุลธรก็เดินมานั่งแทนที่อลิชา เอ่ยถาม “เป็นไง”

จิลลาชูหมายเลขที่ได้มาจากอลิชาให้ตุลธรดู หยิบโทรศัพท์เครื่องใหม่ของตนแล้วกดโทรหา อีกฝ่ายรับสายรวดเร็ว จิลลากรอกเสียงไป “ต้องการติดต่อคุณวิกรานต์ค่ะ”

“จากไหนครับ”

“แคลร์ค่ะ แขดรุณ”

ปลายสายเงียบไปราวสองอึดใจ ก่อนตอบกลับ “คุณแคลร์โทรหาบอสโดยตรงเลยได้นี่ครับ”

“ไม่ได้ค่ะ ไม่มีเบอร์ โทรศัพท์พัง”

“อ้อ… ถ้างั้น… ใช้เบอร์คุณแคลร์โทรมานะครับ”

แล้ววางสาย… จิลลาอ้าปากค้าง วางโทรศัพท์ลงอย่างหงุดหงิด หันไปมองตุลธรก็เห็นว่าเขายังคงมองมาอย่างรอคอย จึงเล่าให้ฟังคร่าวๆ “เห็นคุณอลิซว่านี่เป็นเบอร์โทรผู้ช่วยคุณวิกรานต์ แจ้วเลยลองโทรหาเผื่อจะนัดเจอคุณวิกรานต์ได้”

ตุลธรถึงกับตาลุกวาว “นัดเจอ! นี่แจ้วคิดไปถึงเรื่องนัดเจอแล้วเหรอ ควรปรึกษาพี่กับฌานก่อนไหม”

จิลลานิ่วหน้า สีหน้าบอกว่าไม่เข้าใจจริงๆ “ทำไมต้องปรึกษา”

“จากโพรไฟล์คุณวิกรานต์ที่รู้มา แจ้วไม่คิดเหรอว่าการดุ่มๆ ไปหาเขามันอันตราย”

“มันจะอันตรายถ้าเป็นแจ้วไป แต่นี่แจ้วไปในสภาพร่างคุณแคลร์ ฟังๆ แล้วเขากับคุณแคลร์ก็ดูเป็นพันธมิตรกันดี ไม่น่ามีอะไรต้องกลัวนี่”

ตุลธรส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ “ถ้าจะไม่แน่ใจ ขอให้ไม่แน่ใจว่าอาจมีอันตรายดีกว่า”

จิลลายังไม่ทันได้ตอบคำใด เสียงโทรศัพท์พื้นฐานบนโต๊ะเธอก็ดังขึ้น เป็นสายภายนอก… จิลลามองมันนิ่งอยู่ครู่ ลางสังหรณ์บอกอย่างรุนแรงว่านี่ต้องเกี่ยวกับที่เธอพยายามติดต่อวิกรานต์เมื่อครู่นี้ หญิงสาวสบตากับตุลธร เอื้อมมือไปรับโทรศัพท์ตัดหน้าเขาเพียงเสี้ยววินาที “สวัสดีค่ะ”

“ได้ข่าวว่าอยากมาสวรรค์เหรอ”

จิลลากัดปาก ตัดสินใจว่าเป็นไงเป็นกัน “ค่ะ”

“บ่ายสองวันนี้ดีไหมล่ะ”

“ดีค่ะ”

“ดี จะส่งคนไปรับเหมือนเดิม”

แล้วสายก็ตัด… จิลลาค่อยๆ วางโทรศัพท์ลง หันมองหน้าตุลธรแล้วยิ้มเจื่อน บอกเสียงเบา “เขานัดบ่ายสอง”

ตุลธรคิ้วขมวด “ใครนัด”

บอกตรงๆ เลยนะ… “ไม่รู้”

“แจ้ว!”

จิลลารีบยกสองมือขึ้นห้าม เสียงตุลธรไม่ได้ดังหรอก แต่ท่าทางเขาอารมณ์ขึ้นมาก ดูโมโหเธออย่างจริงจังจนจิลลาก็ชักหวั่นๆ ถ้าตุลธรโมโหจะไม่มีใครช่วยดึงอารมณ์นิชฌาน จิลลาเดาว่ารายนั้นต้องปรี๊ดหนักกว่านี้แน่ ยังไม่ทันได้เกลี้ยกล่อม นิชฌานก็ดันเปิดประตูห้องเข้ามาพอดี จิลลาเลยรีบถามก่อนที่ตุลธรจะทันได้รายงานอะไร “เป็นไงบ้าง”

“ปู่รับรู้แล้ว ปู่ไม่เคยไปโครงการซีเรนิตี้เลย เลยจะส่งลุงป้องไปดูว่าสร้างเกินมาจากแบบสองชั้นจริงไหม”

“อือ… ก็ดีนะ”

น้ำเสียงและสีหน้าของจิลลาบอกว่ามีอะไรผิดปกติ นิชฌานจึงยืนนิ่ง มองสลับตุลธรกับจิลลาอย่างค้นคว้าหาคำตอบ ตุลธรเองก็กดดันจิลลาด้วยสายตา ที่สุดจิลลาจึงบอกเอง

“วันนี้บ่ายสองจะมีคนมารับแจ้ว”

นิชฌานขมวดคิ้วทันที “ใคร รับไปไหน”

“ก็… ไปไหนไม่รู้เหมือนกัน” จิลลาพูดจบ ตุลธรก็เสริมทันที “ใครมารับก็ไม่รู้เหมือนกัน”

จากนั้นตุลธรก็เล่าเสริมไปจนนิชฌานรู้รายละเอียดทั้งหมด ประโยคแรกที่เขาหันไปพูดกับจิลลาคือ

“จะบ้าเหรอ”

บ้าไม่บ้าไม่รู้ รู้แค่เธอไม่เปลี่ยนใจแน่ ใครอย่าได้ห้ามเชียว!



Don`t copy text!