ปราการแสงจันทร์ บทที่ 24 : เจอตัวจริง

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 24 : เจอตัวจริง

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

“จะบ้าเหรอนังแจ้ว!”

จิลลาถอนใจดังเฮือกให้เพื่อนฟังแทน บ่นกระปอดกระแปด “นี่ถ้าฉันจิตอ่อนฉันคงบ้าไปจริงๆ แล้ว” เล่นโดนด่าบ้าติดๆ กันขนาดนี้

“แล้วสองคนนั้นไปเป็นเพื่อนแกได้หรือเปล่า”

“ไม่ได้”

“นังแจ้ว!”

“โอ๊ย ใจเย็น คุณฌานกับพี่ตุลว่าปกติถ้ามีคนมารับคุณแคลร์ คุณแคลร์จะไปคนเดียว”

“แล้วเขาก็ยอมให้แกไปคนเดียวเหรอ”

จิลลาถอนใจอีกที “ฉันอยากไปเองแหละ จะใช้วิธีแชร์ไลฟ์โลเกชั่นให้สองคนนั้นขับรถตามไป จะแชร์ให้แกด้วย”

“ได้ ฉันจะตามไปด้วย”

“ไม่ได้นะ!” จิลลารีบห้ามทันทีแล้วรีบบอกด้วยกลัวว่าเพื่อนจะค้าน เรื่องดื้อหัวชนฝานี่เธอกับวรรณวลีไม่ต่างกันนักหรอก “ฉันแค่อยากให้แกกับป๊าสืบตรงจุดที่ฉันไปหน่อยว่ามันเป็นอะไรของใครมีไว้ทำอะไร”

ปลายสายถึงกับเงียบไปเป็นพัก ถามกลับด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แกจะเอางี้จริงๆ ใช่ไหม”

“จริง”

“คิดดีแล้วนะ”

แน่นอนว่าจิลลาตอบได้ทันที “ดีแล้ว”

“โอเค ตามนั้น… ระวังตัวนะ”

จิลลาส่งเสียงตอบรับ วางสายลงจังหวะเดียวกับที่มีเสียงคนเข้ามาในห้องทำงานของแขดรุณ เธอหลบมาคุยในห้องน้ำ ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งนิชฌานและตุลธรไม่อยู่ทั้งคู่ ออกไปไหนไม่รู้ตั้งแต่แน่ใจว่าห้ามเธอไม่ได้ แต่เธอก็ไม่อยากเสี่ยงให้ใครมาเห็นว่าเธอคุยโทรศัพท์ หญิงสาวเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง เปิดประตูเดินออกไปเห็นนิชฌานกับตุลธรยืนคุยกันหน้าตาเคร่งเครียด ในมือตุลธรมีกระเป๋าสีดำทรงคล้ายกับที่เอาไว้ใส่อุปกรณ์กีฬา นิชฌานหันมาทางเธอ ส่งเสียงเรียก

“แจ้ว มานี่สิ”

จิลลาเดินเข้าไปหา นิชฌานเปิดกระเป๋าที่ตุลธรถือแล้วหยิบสิ่งหนึ่งออกมา… ปืน จิลลามองมันอย่างไม่ค่อยไว้วางใจนัก เธอไม่เคยเห็นปืนจริงๆ มาก่อนเลยในชีวิต แล้วนี่มายื่นให้เธอทำไมกัน จิลลาก้าวถอยออกมา เปลี่ยนจากมองปืนเป็นมองหน้านิชฌาน

“เบเร็ตต้า เล็ก เบา ใช้ง่าย ไม่ถีบมาก จับแบบนี้ เอานิ้วโป้งปลดเซฟ ยิงได้”

เดี๋ยว… จิลลาทำได้แค่กะพริบตาปริบ คาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะบอกมา

“อะไร ของให้ไว้ป้องกันตัวเนี่ย กลัวเหรอ ตอนหาเรื่องใส่ตัวทำไมไม่กลัว”

“ใจเย็น” ตุลธรบอกเสียงเบา ดึงปืนมาจากมือนิชฌาน อีกมือดึงจิลลาห่างออกมา เริ่มสอนตั้งแต่วิธีจับโดยให้จิลลาได้ลองจับของจริงด้วย สอนปลดเซฟ สอนยิง บอกระยะหวังผล “อันนี้ยิงระยะใกล้นะแจ้ว ชัวร์ๆ เอาไม่เกินสามเมตร”

“สามเมตร…” จิลลาทวน หันไปมองพื้น ก้าวออกห่างจากตุลธรสามก้าว “ประมาณนี้เหรอ”

“อื้อ อาจไกลได้กว่านั้นอีกสักก้าว แต่เอาใกล้ๆ ดีกว่า”

จิลลาถอนใจ เดินกลับเข้าไปหาตุลธร “หวังว่าแจ้วจะไม่ต้องยิงดีกว่า”

“อื้อ หวังเหมือนกัน ไปเอากระเป๋าสะพายมา” ตุลธรบอกแล้วรอจนจิลลากลับมาพร้อมกระเป๋าสะพาย ส่งปืนให้แล้วบอก “เอาปืนเก็บลงกระเป๋า ให้อยู่ตำแหน่งที่ล้วงลงไปแล้วเจอเลย”

จิลลาทำตามนั้น ตุลธรให้ซ้อมหยิบปืนให้ดูอยู่ห้ารอบจนเขาวางใจ ตอนแรกจิลลาก็ว่ามันมากไปอยู่สักหน่อย แต่พอรอบที่ห้าจบลง จิลลาก็ซ้อมเองอยู่อีกสามรอบให้ตัวเองมั่นใจ จากนั้นก็มองผู้ชายสองคนวุ่นวายอยู่กับปืนอีกสี่ถึงห้ากระบอก อดบอกไม่ได้ “มันคงไม่ถึงขนาด…”

ทว่าไม่ทันได้พูดจบ นิชฌานก็หันมา “พอเลย”

จิลลาเหมือนโดนเขาสั่งให้ ‘หุบปาก’ อย่างไรก็อย่างนั้น เถียงไม่ออกตอนเขาบอกมาอีก

“ถ้าแจ้วอยากมองในแง่ดีก็มองไป ผมกับพี่ตุลจะมองโลกในแง่ร้ายให้เอง จะได้ไม่ตายในทุ่งลาเวนเดอร์”

นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนนะ… จิลลาเม้มปากตัวเองแน่นเลยทีเดียว ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนจิลลายังโกรธเกลียดเคียดแค้นนิชฌานอยู่ เธอคงสวนกลับไปแล้วว่าเธอตายอยู่แล้วถ้าตายอีกรอบจะเป็นไรไป แต่นะ ว่าไปเธอก็รู้สึกปลอดภัยขึ้นจริงๆ แหละ ถ้าเกิดเหตุเลวร้ายขึ้นจริงๆ อย่างน้อยปืนก็อาจพอต่อชีวิตได้

“ปกติแคลร์จะลงไปรอที่ลานจอดรถ” ตุลธรให้ข้อมูลจิลลา ยื่นส่งกระเป๋าสีดำไปทางนิชฌาน ซึ่งอีกฝ่ายก็รับไปแล้วทำท่าจะเดินออกจากห้องแบบไม่พูดไม่จา ตอนเขาเดินจะถึงประตูอยู่แล้วนั่นแหละ จิลลาจึงส่งเสียง “นี่”

พอนิชฌานหันมามองจึงถามเขาด้วยคำถามที่เคยถามแล้ว “เราจะลากันแบบนี้เหรอ”

“ก็แบบนี้แหละ” ตอบเสร็จก็ทำท่าจะหันหลังกลับไป หากจิลลาก็เรียกไว้เสียงอ่อน “คุณ…”

นิชฌานหันมากลอกตาให้เห็นเลยทีเดียว จิลลาจึงเดินเข้าไปหา ยื่นมือไปตบแขนเขาเบาๆ “มา กอดหน่อย”

“ไม่!” นิชฌานปฏิเสธเด็ดขาด บอกเงื่อนไขตน “กลับบ้านให้ได้ก่อน”

แล้วเขาก็เดินออกจากห้องไปเลย ทิ้งให้จิลลายืนเคว้งกะพริบตาปริบๆ อยู่ตรงนั้น บ้าบอ เธอไม่เคยขอกอดผู้ชายมาก่อนเลยนะ นิชฌานกล้าดียังไงมาปฏิเสธเธอเนี่ย จิลลาหันไปมองตุลธรตอนเขาเดินมาตบบ่าเธอเบาๆ สองที ออกปาก

“ไปกันเถอะ ปกติพี่จะเป็นคนไปยืนส่งคุณแคลร์ขึ้นรถ”

จิลลาถอนใจเฮือก เดินกลับเข้าห้องเพื่อไปลงลิฟต์ อดถามไม่ได้ “แล้วคุณฌานไปไหน”

“แยกไปเอารถ พอแจ้วออกจากตึกเราจะตามไปทันที”

นั่นทำให้จิลลาตระหนักชัด ทั้งสองคนวางแผนดีและรัดกุมแล้วแหละ ส่วนเธอก็มีหน้าที่แค่เผชิญหน้ากับทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนให้ดีที่สุด ที่สำคัญ กลับบ้านให้ได้ ไม่ได้อยากกอดนิชฌานหรอก เธอแค่อยากมีชีวิตอยู่เสพสุขความเป็นแขดรุณสลับกับไปเยี่ยมป้าอาทิตย์ละครั้งสองครั้งแค่นั้นแหละ!

 

บ่ายสองพอดิบพอดี รถตู้หลังคาสูงจากฝั่งยุโรปก็หมุนเข้ามาจอดตรงจุดที่ตุลธรบอกว่าเป็นจุดจอดประจำ ประตูไฟฟ้าเลื่อนเปิดอย่างนุ่มนวล จิลลาสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่แล้วก้าวขึ้นไป เริ่มรู้แล้วว่าทำไมนิชฌานเอย ตุลธรเอย รวมไปถึงวรรณวลีถึงได้ว่าเธอบ้า พอเหลือตัวคนเดียวบนรถที่เปิดแอร์ไว้เย็นเฉียบ จิลลาก็อยากด่าตัวเองขึ้นมาทันที บ้าเอ๊ย ใครให้แกทำแบบนี้เนี่ยนังแจ้ว!

ตอนนี้จิลลากลัวจนไม่กล้าบอกให้คนขับรถเบาแอร์เลยเนี่ย!

หญิงสาวหยิบโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาดูให้แน่ใจว่าตนแชร์ไลฟ์โลเกชั่นกับผู้ร่วมแผนการทั้งสามคนแล้ว ดูให้แน่ใจว่าเปิดระบบค้นหาโทรศัพท์ไว้แล้ว นี่ถ้าแวะคลินิกสัตว์แล้วให้หมอฝังไมโครชิปไว้ติดตามตัวได้จิลลาจะแวะแล้ว จริงๆ เธอควรเลื่อนนัดไปอีกสักวันสองวัน พอให้มีเวลาได้เตรียมตัวมากกว่านี้อีกสักหน่อย แต่… ถ้ามีเวลามากกว่านี้จิลลาอาจไม่กล้าทำแบบนี้ก็ได้ เอาเถอะ มาถึงขั้นนี้แล้ว จะมาพิรี้พิไรก็เปล่าประโยชน์ เธอต้องเชื่อมั่นไว้สิว่าความสัมพันธ์ระหว่างแขดรุณกับวิกรานต์ต้องดีมากๆ ถ้าถึงขั้นรู้จักกันมาเป็นสิบปีแล้วยังคบหากันอยู่ไม่ว่าในฐานะใดก็ตาม

ชั่วโมงกว่าหลังออกจากทีจีแอลบิลดิ้ง รถตู้ก็จอดอีกครั้ง ประตูด้านข้างเลื่อนเปิด จิลลาก้าวลงจากรถ กลัวยิ่งกว่าตอนนั่งอยู่ในรถอีกตอนรถคันที่นั่งมาขับห่างออกไป หญิงสาวหันมองรอบๆ พบว่ามันเป็นที่ดินกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา เธอมองไม่เห็นรั้วจากจุดที่ยืนอยู่ สิ่งปลูกสร้างที่อยู่ตรงหน้าเป็นอาคารไม้สองชั้น ไม่ได้ดูใหญ่โตหรูหรานักแต่สะอาดสะอ้านและมีการตกแต่งสวยงาม ด้านหน้ามีกรงนกแขวนเรียงรายซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นนกที่เธอไม่รู้จัก อ๊ะ เจ้านกหัวเหลืองนี่นกกระตั้ว เธอรู้จัก

“ทำไมไม่เข้าบ้าน”

จิลลาสะดุ้ง หันไปมองเจ้าของคำถาม เห็นชายสูงวัยหน้าตาใจดี น่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับแดน ซึ่งถ้าคนคนนี้คือวิกรานต์เขาจะอายุห้าสิบสามปี ทว่าลักษณะภายนอกเขายังดูดีอยู่มาก ใบหน้าเรียกได้ว่าหล่อเหลา รูปร่างยังสมส่วนดูไม่มีไขมันส่วนเกินแม้แต่น้อย

“ไม่เคยเห็นดูดำดูดีลูกฉัน นึกยังไงถึงหยุดดูพวกมัน”

ลูก… อ้อ เขาหมายถึงนก

“มา เข้าบ้านก่อน”

จิลลากระชับกระเป๋าแน่นขึ้น ให้บริเวณที่เก็บปืนไว้สัมผัสตัวให้มากที่สุด อยากรู้สึกปลอดภัยขึ้นอีกนิดยามต้องก้าวเข้าบ้านที่ไม่เคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิต อยู่กับคนที่ไม่เคยเจอมาก่อนเลยในชีวิตเช่นกัน

จิลลาได้ยินเสียงประตูบ้านปิดลง จากนั้นก็ได้ยินเสียงกกหูตัวเองลั่นดังเปรี๊ยะ ตัวถลาลงวัดพื้น ความเจ็บจู่โจมจนไม่แน่ใจว่านั่นคือความเจ็บหรือเปล่า เธอเดินชนเข้ากับอะไรบางอย่างหรือ แต่อะไรกันที่มีแรงผลัก… เดี๋ยว เธอถูกตบ หญิงสาวหันมองคนที่เพิ่งคิดไปหยกๆ ว่าหน้าตาใจดี ทว่าตอนนี้ไม่ใช่แล้ว ดวงตาเขาวาวโรจน์ มีความโกรธอัดแน่นเต็มที่

“กล้าดียังไงถึงปฏิเสธฉัน”

ใครกล้า ใครจะไปกล้า แต่เธอไม่รู้ว่าตัวเองปฏิเสธเขาตอนไหนและเมื่อไร จิลลายังกุมแก้มตัวเองอยู่ตอนลุกขึ้นยืน ไม่รู้จะพูดอะไรดี ในหัวคิดแต่ว่าจะควักปืนออกมายิงตอนนี้เลยดีไหม

“โทรไปทำไมไม่มา ที่ส่งคนไปยิงนั่นคิดว่าล้อเล่นเหรอ แล้วหายหัวไปไหนมาตั้งนาน”

เดี๋ยวนะ… เดี๋ยวก่อน ทั้งโทรศัพท์ ทั้งคนที่ลอบทำร้าย สรุปได้ง่ายๆ ว่าเป็นฝีมือของคนคนนี้สินะ

คราวนี้จิลลาถลามาอีกฝั่งเมื่อคนที่ยืนจังก้าอยู่ส่งหลังมือมาหวดแก้มเธออีกที

“ยังเงียบอีก!”

จิลลาต้องยกมือขึ้นเป็นเชิงห้ามกรณีเขาเกิดอยากจะทำร้ายเธออีก เธอเจ็บ และเริ่มโกรธแล้วด้วย โกรธมากเข้าเธอก็คิดถึงปืนบ่อยขึ้นเรื่อยๆ “ฟังก่อนนะคะ”

“รีบพูดมา”

“แคลร์ฮอตก”

“นั่นรู้แล้ว ถึงรอจนออกจากโรงพยาบาลแล้วค่อยติดต่อไปไง”

“แล้วจำอะไรไม่ได้เลย”

อีกฝ่ายนิ่งไปหลายวินาที ก่อนรีบเข้ามานั่งลงประคับประคอง เอ่ยถามเสียงอ่อนโยนราวกับเป็นคนละคนกับเมื่อครู่ “จริงเหรอ… มานี่มา”

บอกแล้วประคองจิลลาไปนั่งบนโซฟาบุผ้ากำมะหยี่ตัวโต ใช้มือดันแตะใบหน้าจิลลาให้หันซ้ายขวา “ดูสิ แดงไปหมดเลย”

จิลลาได้แต่ตะโกนลั่นอยู่ในใจ… แล้วใครทำวะ ทว่าตอนนี้เท่าที่ทำได้คือการบังคับตัวเองไม่ให้สั่นไม่ว่าจะจากความโกรธหรือความกลัว มองเขาหยิบวิทยุคลื่นสั้นออกมาใช้งาน

“เอาผ้ากับน้ำแช่น้ำแข็งเข้ามา ด่วน” สั่งเสร็จแล้วก็หันมาพูดกับจิลลาต่อ “รอก่อนนะ เดี๋ยวเอาน้ำแข็งมาประคบให้”

จิลลาพยักหน้า ตัดสินใจเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา “คุณคือคุณวิกรานต์ใช่ไหมคะ”

อีกฝ่ายยิ้มแล้วตอบรับ “ใช่สิ” ทว่าในวินาทีต่อมากลับขมวดคิ้ว สีหน้าสายตาดุดันขึ้นมาอีกรอบ “ถ้าความจำเสื่อมแล้วทำไมติดต่อฉันได้”

จิลลารีบตอบ กลัวเขาจะมือไวใจเร็วขึ้นมาอีก “พี่อลิซค่ะ”

“ยัยนั่นทำไม”

“พี่อลิซอยากให้ติดต่อคุณ เห็นว่ามีเรื่องให้ช่วย เกี่ยวกับโพรเจกต์เอ็กซ์”

“อ้อ” วิกรานต์มีสีหน้าเข้าใจ “จริงๆ ดีลไว้ให้เรียบร้อยแล้ว รอแค่แคลร์ติดต่อมานี่แหละ”

“ดีลเรื่องอะไรเหรอคะ ถามได้ไหม”

“พื้นที่โครงการมันล้ำเข้าไปในเขตป่าสงวน แคลร์เลยมาขอให้ฉันเคลียร์ให้”

จิลลานิ่งคิด แล้วถามออกไปตามตรง “แคลร์รบกวนคุณแบบนี้บ่อยไหม มีโครงการไหนของแคลร์บ้างเหรอคะที่ต้องให้คุณช่วย”

“ไม่มีโครงการของแคลร์หรอก แคลร์เป็นเด็กดีของฉัน ไม่ทำผิดกฎหมายแบบโง่ๆ อยู่แล้ว มีแต่โครงการแม่นั่นแหละที่คอยกวนใจ คนอะไร จะเลวแล้วยังไม่ฉลาดเอาเลย ถ้าไม่มีแคลร์ป่านนี้แม่นั่นโดนคุณทิวาไล่ออก ไม่ก็ติดคุกหัวโตไปแล้ว”

การสนทนาหยุดลงเมื่อมีคนคนหนึ่งนำของที่วิกรานต์ต้องการมาให้ วิกรานต์เป็นคนรับมาแล้วใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบใบหน้าของจิลลาให้ พลางบอกไปด้วย “นี่โชคดีมากนะที่เราได้คุยกันก่อนวันนี้”

จิลลามองวิกรานต์ เอ่ยถาม “ทำไมเหรอคะ”

“ฉันกำลังจะทำให้เธอหายไปจากโลกนี้”

ประโยคที่ออกมาจากใบหน้ายิ้มๆ แบบนั้นทำจิลลาเสียวสันหลังวูบ รู้สึกเหมือนอากาศร้อนอ้าวจนเหงื่อหยดไหล อยู่ๆ ประโยคหนึ่งที่เคยอ่านในไฟล์ที่แขดรุณทำไว้ให้ก็ผุดวูบขึ้นในหัว แขดรุณเปลี่ยนตัวเองเป็นคนเลือดเย็นโดยมีคนเลือดเย็นกว่าคอยให้คำแนะนำ… หรือว่าอาจเป็นวิกรานต์นี่เอง ความคิดนั้นทำให้จิลลายิ่งหวั่นกลัวเพราะยังจำได้ว่าสิ่งที่แขดรุณทำนั้นโหดร้ายแค่ไหน ได้แต่นั่งตัวเกร็ง จะขยับตัวหลบยังไม่กล้าตอนวิกรานต์หยิบผมที่ตกลงมาทัดหูให้

“ไม่ต้องกลัวนะเด็กดีของฉัน ฉันไม่ทำร้ายเธอหรอก”

หลังจากส่งคนไปเตือนด้วยการยิงน่ะนะ… ถึงตรงนี้จิลลาค่อนข้างแน่ใจแล้วว่าวิกรานต์กับแขดรุณมีความสัมพันธ์ฉันคนรัก แต่ยังสงสัยว่าความบิดเบี้ยวในพฤติกรรมของแขดรุณที่กระทำต่อเพื่อนที่เคยทำร้ายตนนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับวิกรานต์หรือไม่ วิกรานต์ใช่คนเลือดเย็นกว่าที่แขดรุณกล่าวถึงไหม จิลลากำลังคิดว่าจะสวมบทบาทแขดรุณผู้ความจำเสื่อมแล้วหลอกถามเรื่องราวจากวิกรานต์ดีไหม แต่ความเอาแน่เอานอนไม่ได้และอารมณ์อันรุนแรงของวิกรานต์ก็ทำให้ลังเล ซึ่งนั่นส่งผลดี เพราะวินาทีต่อมาวิทยุคลื่นสั้นก็ส่งเสียง

‘มีคนบุกรุกครับบอส น่าจะมากับแขกของบอส’

จิลลาใจหายวับ แน่ใจว่าเป็นนิชฌานกับตุลธร สบตากับวิกรานต์ พอดีกับที่เขาถาม

“ให้คนตามมาเหรอ”

จิลลาพยักหน้าทันที มั่นใจว่าการโกหกไม่ใช่เรื่องดีในตอนนี้

“ทำไม… กลัวเหรอ”

จิลลาพยักหน้าอีก น้ำที่คลอตาอยู่หยดลงเมื่อในหัวเริ่มคิดถึงจุดจบของตัวเอง ของนิชฌาน และของตุลธร ทว่ามือของวิกรานต์กลับเช็ดน้ำตาให้แผ่วเบา บอกด้วยน้ำเสียงและท่าทีปลอบใจ

“ไม่ต้องกลัวเด็กดี” แล้ววิกรานต์ก็บอกผ่านวิทยุคลื่นสั้น “พาเข้ามาในบ้าน”

จากนั้นหันมาพูดกับจิลลา

“จำอะไรไม่ได้แบบนี้ มีใครรังแกบ้างไหม บอกมาเลย ฉันจัดการได้ทุกคน”

จัดการ… เขาหมายถึงลงโทษ สั่งสอน หรือหมายถึงฆ่า ขณะจิลลายังมึนงงกับความหมายของคำคำนั้น วิกรานต์ก็บอกอีก

“หรือถ้าเธออยากจัดการเองก็ได้เหมือนกัน… เหมือนที่เคยทำ”

เหมือนที่เคยทำ… จิลลาคิดไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดกับอดีตคนรักและเพื่อนของแขดรุณ ไม่อยากนึกว่ามีมากกว่าคนกลุ่มนั้นอีกไหม เพราะเท่านั้นเธอก็ขนหัวลุกจะแย่แล้ว ก่อนจิลลาจะยิ่งขนหัวลุกหนักขึ้นไปอีกตอนเห็นสายตาของวิกรานต์มองไปเบื้องหลัง จิลลาหันตามไปมองและเห็นภาพที่คิดไว้ แต่ไม่คิดว่าจะเห็นคนเยอะขนาดนั้น ให้ตายสิ ตั้งแต่เธอเข้ามายังบ้านหลังนี้ เธอไม่เห็นใครเลยนอกจากวิกรานต์กับคนที่เอาผ้ากับน้ำเย็นเข้ามาให้ แต่ตอนนี้มีคนควบคุมตัวนิชฌานกับตุลธรเข้ามาถึงสี่คนด้วยกัน

“อ้อ… สองคนนี้เองหรอกเหรอ”

จิลลาหันขวับมองหน้าวิกรานต์ เห็นได้ชัดว่าเขารู้จักทั้งนิชฌานและตุลธร วิกรานต์ลุกขึ้นยืน ถามคนของตน

“มีอาวุธไหม”

“ไม่มีครับ”

จิลลาเห็นนิชฌานกับตุลธรลอบมองหน้ากัน เดาออกเลยว่าทั้งคู่ตัดสินใจถูกที่ไม่หยิบอาวุธติดตัวมา น่าจะทิ้งไว้ในรถนั่นแหละ

“นายฌานไม่น่ากลัวเท่าไร แต่นายตุลนี่ต้องระวังหน่อย มือเปล่าก็ยังน่ากลัว… ขอค้นตัวอีกรอบได้ไหม”

ประโยคหลังนั้นวิกรานต์หันไปถามตุลธรโดยตรง ซึ่งตุลธรก็พยักหน้ารับ ถอดเสื้อสูทของตนก่อนเป็นอันดับแรก แล้วยกสองมือขึ้นเพื่อให้คนของวิกรานต์สองคนเข้ามาค้นตัว ครู่เดียวทั้งคู่ก็ถอยออกไป สบตาเจ้านายตนแทนการบอกว่าไม่มีอาวุธแล้วจริงๆ

“มา มานั่งคุยกันก่อน”

แน่นอนว่านิชฌานกับตุลธรเดินเข้ามาทันที นิชฌานได้เห็นใบหน้าของจิลลาในระยะใกล้ หน้านิ่วกับรอยแดงที่ปรากฏบนซีกแก้ม หากจิลลาก็ลอบส่ายหน้าให้แทนการบอกว่าไม่เป็นอะไร

วิกรานต์สั่งให้คนของตนคนหนึ่งไปเอาน้ำมาต้อนรับแขก เมื่อได้แล้วก็เดินเข้าไปหาคนที่อยู่ใกล้ที่สุด ดึงปืนมาติดตัวไว้กระบอกเดียวแล้วออกคำสั่ง “ออกไปรอข้างนอก”

หลังคนของตนออกไปหมด วิกรานต์ก็นั่งลงตรงตำแหน่งเดิม ข้างจิลลา มองสลับระหว่างจิลลากับนิชฌานและตุลธร ที่สุดก็เอ่ยขึ้นก่อน “แปลกๆ ดีเหมือนกันนะ มานั่งรวมกันแบบนี้… ปกติแล้วฉันไม่ค่อยใช้ที่นี่ต้อนรับแขก ถ้ามีเหตุการณ์แบบนี้ครั้งที่สองอีก จะไม่มีใครได้กลับออกไป”

วิกรานต์บอกแบบนั้น และเหมือนจะกลัวคนฟังอีกคนจะไม่เข้าใจ จึงหันไปทางผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม ย้ำให้ชัดเจนว่าจะ ‘ไม่มีใคร’ ได้กลับออกไปจริงๆ “เธอด้วย ถ้าพาใครมาที่นี่โดยไม่บอกฉันอีก เธอตายแน่”

คำขู่เอาชีวิตนั้นไม่ใช่การพูดเล่น มันจริงจังจนจิลลารู้สึกเหมือนเขาสามารถเอาปืนในมือยิงเธอได้ตอนนี้ทันที… และเธอกลัว

“ไม่เอาน่า… บอกว่าอย่าร้องไห้ไง” วิกรานต์ปลอบใจพลางเข้าไปเช็ดน้ำตาให้ ก่อนปลายสายตาจะเห็นว่านิชฌานขยับตัว หันไปมองก็พบกับสายตาและท่าทางที่ทำให้วิกรานต์ต้องหยุดคิด นั่นคือสายตาและท่าทางที่พร้อมปกป้อง อาจยังไม่ถึงขั้นหวงแหนแต่ก็ไม่อยากให้เขาแตะตัว วิกรานต์นิ่วหน้า เอ่ยถามนิชฌาน “แคลร์ว่าเธอไม่ได้รักแคลร์”

นิชฌานนิ่ง มองหน้าวิกรานต์อยู่อย่างนั้น ไม่ได้พูดคำใด เขาไม่รู้จักคนคนนี้ ไม่รู้จริงๆ ว่าเกี่ยวข้องกับแขดรุณในแง่มุมไหน ปกติแล้วแขดรุณเล่าทุกอย่างที่ทำให้ฟังโดยไม่ได้ปิดบังแม้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทว่าไม่เคยพูดถึงคนคนนี้ให้ฟังเลย ไม่เคยหลุดชื่อมาเลยแม้สักครั้ง

และสีหน้าของนิชฌานก็ทำให้วิกรานต์เดาได้ แววตาฉายรอยพึงพอใจขณะเอ่ยถาม “แคลร์ไม่เคยพูดถึงฉันให้ฟังเลยเหรอ”

คราวนี้นิชฌานส่ายหน้า และวิกรานต์ก็หันไปยิ้มกับจิลลา เอื้อมมือไปลูบแก้ม เอ่ยชม

“เด็กดีของฉัน”

ปฏิกิริยาของนิชฌานไม่ต่างจากเมื่อครู่ วิกรานต์ที่จับสังเกตอยู่เห็นทันที ชายสูงวัยหันไปหรี่ตามองนิชฌาน ถามตามตรง “เธอชอบแคลร์ขึ้นมาหรือไง”

นิชฌานกับจิลลาเผลอสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ หากนั่นกลับทำให้วิกรานต์ผุดลุกขึ้นยืน ดวงตาแสดงความเกรี้ยวกราด ตวาดเสียงลั่น

“พวกเธอสองคนชอบกันเหรอ!”

พอไม่มีใครตอบ วิกรานต์ก็ชี้ไปทางนิชฌาน เอ่ยถามกับจิลลา “เธอชอบมันเหรอแคลร์”

และจิลลาคงไม่ละล่ำละลักตอบถ้าไม่เพราะวิกรานต์ชี้นิชฌานด้วยปืนในมือเขา “ไม่ค่ะ ไม่ได้ชอบ”

กลับกัน คราวนี้วิกรานต์ชี้ปืนไปทางจิลลา หันมาตะคอกถามนิชฌาน “แล้วเธอล่ะ เธอชอบแคลร์เหรอ”

นิชฌานส่ายหน้า ยกสองมือขึ้นตั้ง ดวงตาจับจ้องอยู่ที่ปืนสลับกับใบหน้าของวิกรานต์ กะว่าถ้าเขามีท่าทีจะลั่นไกได้กระโจนใส่แน่

“แล้วตามมาทำไม เธอตามแคลร์มาทำไม”

จิลลารีบบอก กลัวนิชฌานจะพูดไม่เหมือนตน “ก็แคลร์จำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังจะไปไหนไปเจอใคร แคลร์กลัว”

“ก็ไหนว่ามันไม่ได้รักเธอไง! มันจะแล่นตามเธอมาทำไมกับแค่เธอกลัว!”

เกิดความเงียบสนิทขึ้นชั่วอึดใจหลังประโยคนั้น เป็นตุลธรที่ลุกขึ้นยืนแล้วบอกไป

“ฌานแค่ตามผมมาครับ และที่ผมตามคุณแคลร์มาก็เป็นหน้าที่”

วิกรานต์มองหน้าตุลธรนิ่ง นิ่งจนคนถูกมองขนลุกกระนั้นก็ไม่กล้าแม้แต่จะหลบตา คล้ายกับมุมปากของวิกรานต์ยกขึ้นข้างหนึ่ง แล้วชี้ปืนไปตรงหน้านิชฌาน หันไปถามจิลลา

“งั้นฉันก็ยิงมันได้ใช่ไหม”

จิลลารีบโบกมือด้วยท่าทางตื่นตระหนก เขยิบไปขวางระหว่างปืนกับนิชฌาน ซึ่งนั่นทำให้นิชฌานเฝ้าระวังจนตัวเกร็งไปหมด ได้แต่คิดในใจว่าถ้ารอดกลับไปได้เขาคงต้องขอจิลลาไม่ให้เอาตัวขวางทางปืนแบบนี้อีกไม่ว่าคนข้างหลังจะเป็นเขาหรือไม่ก็ตาม ส่วนตุลธรก็ขยับตัวมายืนข้างๆ นิชฌาน ให้ใกล้กับกระเป๋าของจิลลาที่สุด อย่างน้อยในนั้นก็น่าจะมีอาวุธซ่อนตัวอยู่

นิชฌานสบตากับวิกรานต์แวบหนึ่ง รู้สึกใจหายวับเพราะจู่ๆ ก็แน่ใจว่าวิกรานต์รู้หมด รู้ทุกอย่างหมดแล้วว่าเขารู้สึกอย่างไร ก่อนตระหนกมากขึ้นเมื่อวิกรานต์เอาปลายกระบอกปืนจิ้มลงกลางหน้าผากจิลลา กระชากเสียงถามเขา

“ฉันฆ่านังนี่เลยดีไหม!”

วิกรานต์ต้องรู้ความจริงก่อนพิษรักแรงหึงจะทำทุกคนตายหมด เพราะแม้วิกรานต์จะไม่รู้ว่าแขดรุณไม่อยู่บนโลกใบนี้แล้ว แต่วิกรานต์รู้แล้วว่าผู้หญิงคนที่กำลังโดนปืนจ่อหัวอยู่นี่สำคัญกับเขา ซึ่งทำให้วิกรานต์คิดว่าแขดรุณสำคัญกับเขา นิชฌานตัดสินใจเดิมพันด้วยชีวิตที่อยากให้เป็นชีวิตของเขาเองคนเดียว “แคลร์ตายแล้ว”

จิลลาหันขวับมองหน้านิชฌาน ขณะตุลธรส่งเสียงเรียกเบาๆ คล้ายเพื่อเตือนสติ ทว่านิชฌานจับต้นแขนจิลลาไว้แล้วมองหน้าอย่างต้องการบอกว่านี่คือสิ่งที่เขาตัดสินใจแล้ว และหันไปมองหน้าตุลธรด้วยแววตานั้นเช่นกัน

“หมายความว่ายังไง” วิกรานต์ถามด้วยหน้าตาที่ยังมึนงง นิชฌานจึงบอกไปตามตรง ตรงที่สุดเท่าที่จะตรงได้ “แคลร์ตายแล้วตั้งแต่เฮลิคอปเตอร์ตก ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แคลร์”

วิกรานต์มองหน้าจิลลา สีหน้าสายตาบอกชัดว่าไม่เชื่อคำบอกนั้น เพราะอย่างไรใบหน้านี้ก็คือใบหน้าของแขดรุณที่ตนคุ้นเคย

“ผู้หญิงคนนี้คือจิลลา คนที่ขึ้นฮอไปกับแคลร์วันนั้น ผมเป็นคนบอกทุกคนว่าแจ้วคือแคลร์ หาหมอที่ฝีมือดีที่สุดมาผ่าตัดให้แจ้วหน้าเหมือนแคลร์ที่สุด”

วิกรานต์คล้ายจะเข้าใจขึ้นมากจากคำบอกนั้น ทว่าพลันเกิดความสงสัย “ทำไม เธอควรจะอยากให้แคลร์ตาย”

นิชฌานสะอึก ขณะที่เขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับวิกรานต์เลยหากอีกฝ่ายกลับรู้เรื่องเขาทุกอย่าง คงรู้กระทั่งแขดรุณทำร้ายเขาอย่างไร

“เธอจะอยากให้มีแคลร์อยู่ทำไมถ้าเธอไม่ได้รักแคลร์”

คำตอบนั้นแสนง่ายดาย นิชฌานตอบทันที “เพราะผมไม่อยากให้ปู่เสียใจ”

วิกรานต์มีสีหน้าเข้าใจทุกอย่างขึ้นมาในฉับพลัน มองหน้านิชฌานอยู่ครู่ก็พึมพำ “ที่แคลร์ว่าคนที่รักคุณทิวารองจากแคลร์คือเธอนั่นเรื่องจริงสินะ”

นิชฌานไม่ตอบด้วยคิดว่าไม่จำเป็น จากข้อมูลทั้งหมดที่มีวิกรานต์น่าจะมีคำตอบอยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว แทบจะถอนใจเฮือกออกมาเมื่อวิกรานต์เอาปืนลงจากหน้าผากจิลลา รีบดึงหญิงสาวมาไว้ใกล้ตัวตอนวิกรานต์คล้ายจะเซลงไปนั่งบนโซฟาอย่างไร้เรี่ยวแรง สีหน้าแววตาเหม่อลอย

“แคลร์ตายแล้วจริงเหรอ”

ทุกคนนิ่งเงียบ รู้ว่านั่นไม่ใช่คำถามที่ต้องการคำตอบ มันเหมือนเป็นช่วงที่วิกรานต์กำลังทำใจยอมรับความจริงให้ได้มากกว่า ผ่านไปครู่ใหญ่ วิกรานต์ก็มองหญิงสาวที่ตนรู้แล้วว่าคือใคร พูดเสียงเบา “เธอคือจิลลาเหรอ”

จิลลาพยักหน้า ตอบรับเสียงเบา “ค่ะ”

“เธอคือเด็กคนนั้นเองเหรอ”

เด็กคนนั้น… จิลลาไม่แน่ใจว่าวิกรานต์หมายถึงอะไรจึงทำได้แค่ขมวดคิ้ว ไม่อาจตอบคำใด

“แคลร์ให้ฉันช่วยสืบประวัติเธอ… เธอได้คุยกับแคลร์เรื่องอื่นนอกจากงานของทีจีแอลไหม”

จิลลาพยักหน้า แน่ใจทันทีว่าเรื่องอื่นคืออะไร “ค่ะ เรื่องเขียนหนังสืองานศพใช่ไหมคะ”

“ใช่… ฉันวางแผนจะบินไปส่งแคลร์ด้วยตัวเอง สี่สิบห้า… ฉันเคยคิดว่านั่นเร็วแล้ว ตอนนี้กลายเป็นแคลร์ไปเร็วกว่านั้นอีก” วิกรานต์พูดอย่างเหม่อลอย ก่อนหันไปทางจิลลา ตามด้วยการมองหน้านิชฌาน สุดท้ายก็หันมาทางจิลลาอีกที “ทำไมเธอถึงยอมเป็นแคลร์ล่ะ เท่าที่ฉันสืบ คนแบบเธอไม่น่าทิ้งชีวิตได้”

จิลลาหันมองนิชฌานกับตุลธร ตัดสินใจตอบตามตรง “ตอนแรกไม่ได้เต็มใจค่ะ ตื่นมาก็กลายเป็นคุณแคลร์แล้ว แจ้วนึกว่าตัวเองสลับวิญญาณกลับคุณแคลร์อยู่นาน”

“สลับวิญญาณ…” วิกรานต์ทวนแล้วหัวเราะเบาๆ มองจิลลาสลับกับนิชฌานอยู่ครู่ก็มีสีหน้าไตร่ตรอง พักเดียวก็บอกได้ตรงเผง “เดาว่าเขายื่นเงื่อนไขเกี่ยวกับป้าที่เป็นอัลไซเมอร์ของเธอใช่ไหม”

จิลลาไม่รู้ว่านี่ถือเป็นความสามารถพิเศษของวิกรานต์ได้ไหม ในยามที่เขาไม่มีท่าทีเกรี้ยวกราด เขาเป็นเหมือนผู้ใหญ่ใจดีที่ทำให้คู่สนทนาอย่างเธอวางใจ หรือไม่… ความกลัวที่เกิดในช่วงที่ผ่านมาคงทำให้เธอไม่กล้าโกหกเขาไปแล้ว “ค่ะ เขาพาป้าแจ้วไปอยู่ในศูนย์ดูแลฯ ที่ดีและแพงมาก จ่ายล่วงหน้าให้สิบปี ไหนๆ แจ้วก็หน้าตาเหมือนคุณแคลร์ไปแล้วก็เลยเลยตามเลยค่ะ”

วิกรานต์พยักหน้าขึ้นลงช้าๆ ส่งยิ้มให้จิลลา นิชฌาน และตุลธร ก่อนขึ้นนกปืนแล้วเอ่ยถามเสียงเย็น “ทีนี้บอกมา พวกเธอมาที่นี่ทำไม และถ้าฉันจับได้ว่าโกหก ฉันจะฆ่าพวกเธอเรียงตัว”

คนฟังทั้งสามไม่มีใครสงสัยว่าวิกรานต์จะทำได้ไหม เขาทำได้ และทำจริงแน่!



Don`t copy text!