ปราการแสงจันทร์ บทที่ 25 : กอดได้หรือยัง

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 25 : กอดได้หรือยัง

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

“เราอยากสืบหาคนที่โทรเข้าห้องทำงานของแคลร์ แล้วก็คนที่ลอบยิงแคลร์ที่ศูนย์ดูแลผู้ป่วย” นิชฌานเป็นคนตอบแทนทุกคน ซึ่งวิกรานต์ก็พยักหน้า “ใช่ ฉันเอง… มีแค่นี้เหรอที่ทำให้ถ่อกันมาถึงนี่”

“มีหลายเรื่องที่แจ้วอยากรู้ค่ะ”

วิกรานต์มองหน้าจิลลานิ่งอยู่เป็นครู่ก็พยักหน้า เอ่ยคล้ายจะอนุญาต “ถามมา”

“คุณแคลร์ให้ข้อมูลแจ้วไว้สำหรับเขียนหนังสืองานศพ คุณแคลร์ว่าที่เปลี่ยนเป็นคนเลือดเย็นได้เพราะมีคน… เลือดเย็นกว่าคอยแนะนำ ใช่คุณไหมคะ”

วิกรานต์พยักหน้ารับทันที ไม่มีทีท่าว่าจะปิดบังสิ่งใด “ใช่ ฉันเอง”

จากนั้นวิกรานต์ก็พาตัวเองตกลงไปในวังวนแห่งความทรงจำ ปล่อยตัวเองไหลเรื่อยไปสู่วันวาน

 

ความสวยของแขดรุณสะดุดตาวิกรานต์ทันทีที่เห็นหน้าชัดเจน ขอบตาและปลายจมูกแดงก่ำ ความโศกเศร้ารุนแรงอย่างคนใจสลายกลายเป็นแรงดึงดูดสำหรับวิกรานต์ เขายกมือไหว้ทิวา กล่าวแสดงความเสียใจ รู้สึกขอบคุณทิวาที่บอกให้แขดรุณเป็นคนพาเขาไปนั่งยังเก้าอี้ด้านหน้า วิกรานต์อาศัยจังหวะที่เดินเคียงกันไปพูดกับแขดรุณ ‘ฉันเสียใจด้วยนะ’

แขดรุณพยักหน้ารับ ไม่มองหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ พูดออกมาเหมือนเป็นคำที่โปรแกรมไว้แล้ว ‘ค่ะ ขอบคุณค่ะ’

พอถึงเก้าอี้ วิกรานต์ก็หยิบนามบัตรของตนส่งให้ ‘เก็บติดตัวไว้ ถ้ามีอะไรให้ช่วยไม่ว่าเรื่องอะไร ติดต่อมาได้เลย’

นั่นเองแขดรุณจึงเงยหน้ามองเขา สุดท้ายก็รับนามบัตรไปแล้วบอกอีกครั้ง คราวนี้พร้อมรอยยิ้ม ‘ขอบคุณค่ะ’

 

จากวันนั้นวิกรานต์ก็ตัดสินใจไปงานศพพ่อแม่ของแขดรุณทุกวัน นึกขอบคุณที่พ่อเขาเคยให้ทิวาเป็นที่ปรึกษาในการลงทุนกว้านซื้อที่ดินจนทำให้พอมีสายสัมพันธ์กันอยู่บ้าง ความที่พ่อไม่ค่อยแข็งแรงแล้วท่านจึงให้เขามาเป็นตัวแทน วิกรานต์มาทุกวัน ได้พูดคุยทักทายกับแขดรุณทุกวัน เขาเห็นบางอย่างในตัวแขดรุณแตกสลาย เห็นความเศร้าเสียใจที่ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องพ่อแม่เท่านั้น เขาสัมผัสได้ว่าความเศร้าจากการสูญเสียพ่อแม่ของแขดรุณมีบางอย่างแทรกแซง บางอย่างที่ไม่อาจบอกใคร

วิกรานต์ชอบมีความลับ ความลับเป็นของหวานของเขา เขาคุ้นเคยกับมันจนแน่ใจว่าแขดรุณมีความลับ

โดยเฉพาะตอนกลุ่มเพื่อนเข้าไปห้อมล้อมกอดแขดรุณตอนร่างพ่อกับแม่กลายเป็นเถ้าถ่าน สายตาของแขดรุณกลับแสดงความชิงชัง รังเกียจ ถ้าเข้าใจไม่ผิด มันมีความเคียดแค้นอยู่ในนั้นด้วย

ให้ตายสิ วิกรานต์อยากได้แขดรุณ เขาอยากเป็นคนสอนให้แขดรุณเรียนรู้หลายๆ สิ่ง หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะการใช้ความเคียดแค้นชิงชังให้เป็นประโยชน์ ก่อนจะลากันไปหลังพิธีฌาปนกิจเสร็จสิ้นลง วิกรานต์ได้โอกาสคุยกับแขดรุณตามลำพังเมื่อเด็กสาวเดินมาส่งเขาที่รถตามคำสั่งของทิวา วิกรานต์หันไปประจันหน้ากับแขดรุณ รอจนอีกฝ่ายเงยหน้ามองจึงจ้องลึกลงไปในดวงตาแล้วบอกไป

‘ถ้ามีเรื่องอะไรที่ไม่อยากบอกใคร ติดต่อฉันได้ตลอด เราคุยกันได้ทุกเรื่อง’

วิกรานต์เห็นความลับในตัวแขดรุณอยากโผเข้าสู่อ้อมกอดของเขา ทว่ามันก็ถูกปิดกั้นเมื่อแขดรุณหลบตาลง

‘ไม่ว่าอะไรที่ทำให้เธอโกรธเกลียดเคียดแค้น… ฉันจัดการให้ได้’

แขดรุณเงยหน้าสบตาวิกรานต์อีกครั้ง ซึ่งวิกรานต์ก็ส่งยิ้มปลอบประโลมให้ แล้วบอกไป ‘หรือเธอจะจัดการเองก็ได้’

วิกรานต์เห็นความสิ้นหวังหลังบอกประโยคนั้น จึงพูดอีกหนึ่งประโยค ‘เธอมีอำนาจมากกว่าที่ตัวเองคิด ใช้มันให้เป็น ถ้าไม่เป็น… ฉันสอนได้’

แขดรุณยังมองหน้าวิกรานต์เหมือนกำลังชั่งใจว่าจะไว้ใจเขาดีหรือไม่ ในตอนนั้นเองที่มีคนหนึ่งส่งเสียงเรียกแขดรุณ

‘แคลร์’

แขดรุณหันไปมอง เห็นกลุ่มเพื่อนตนเดินเข้ามาใกล้ พามาถึงมาธวีก็ออกปาก

‘เดี๋ยวเราไปหาอะไรกินด้วยกันไหม เผื่อแคลร์จะหายเศร้า’

แขดรุณนิ่งเงียบ มองเลยกลุ่มเพื่อนไปก็เห็นว่านิชฌานกับตุลธรช่วยกันส่งแขกอยู่อีกทาง เป็นพอหทัยที่บอก

‘เรากลับก่อนนะ พี่ชายเรารอรับอยู่’

แขดรุณพยักหน้ากับพอหทัย หันไปทางดลยาที่บอกมา

‘แคลร์ไปเถอะนะ เราจะได้ไปคุยกันต่อให้จบ’

ว่าเมื่อไรเธอจะให้สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการสินะ… แขดรุณนิ่งเงียบ ก่อนหันไปทางวิกรานต์ที่ก้าวเข้ามายืนข้างๆ พูดกับเพื่อนๆ ให้แทน

‘เวลาแบบนี้แคลร์คงอยากอยู่กับครอบครัวมากกว่า’

‘พวกเราก็เป็นครอบครัว’ เตโชสวนกลับวิกรานต์ หันไปชี้เพื่อนตนที่ยืนอยู่ข้างกัน ‘นี่ก็แฟนแคลร์ ไม่รู้อะไรก็เงียบไว้ดีกว่า’

ทว่าเพียงวิกรานต์มองจ้อง เด็กหนุ่มที่เคยแสดงท่าทีกร่างกร้าวกลับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่เถียงอีกยามวิกรานต์เอ่ยถาม

‘พวกเธอไม่เห็นเหรอว่าแคลร์ไม่ได้อยากไปด้วย ลองให้พ่อแม่พวกเธอตายดูไหม ฉันอยากรู้ว่าพวกเธอจะอยากไปกินอะไรกับเพื่อนอยู่หรือเปล่า’

ทั้งกลุ่มพากันเงียบไป ก่อนสบตากันไปมาแล้วพากันเดินจากไปโดยไม่ร่ำลา เด็กกลุ่มนั้นลับตาไปแล้ววิกรานต์จึงพูดกับแขดรุณ

‘เลือกคบเพื่อนหน่อยก็ดีนะ’

แขดรุณมองหน้าวิกรานต์ เอ่ยถามหนึ่งประโยคเมื่อเขาก้าวขึ้นรถแล้ว ‘นามบัตรที่คุณอาให้ไว้… แคลร์ติดต่อได้ตลอดจริงไหมคะ’

วิกรานต์มองหน้าแขดรุณ ถามกลับ ‘เอานามบัตรมาไหม’

แขดรุณพยักหน้า เพราะช่วงนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องความสวยความงามนัก จึงใช้กระเป๋าใบเดิมๆ ไม่เปลี่ยน เห็นวิกรานต์กระดิกนิ้วแทนการขอแล้วจึงเปิดกระเป๋าค้นหา ไม่นานก็เจอกระดาษใบเล็กใบเดิม ยื่นส่งกลับไปให้

วิกรานต์รับมาแล้วใช้ปากกาเขียนบางอย่าง เสร็จแล้วยื่นส่งคืนแขดรุณ ‘โทรเบอร์นี้แล้วกัน ขออย่างเดียว’

แขดรุณรับนามบัตรมา มองหน้าวิกรานต์แทนการถามว่าเขาต้องการขออะไร

‘อย่าบอกเบอร์นี้กับใคร มันเป็นเบอร์ส่วนตัวที่ฉันบอกคนไม่เยอะ และฉันเชื่อว่าเรื่องที่เธอจะคุยกับฉันเธอก็ไม่อยากให้คนรู้เยอะ ถูกไหม’

แขดรุณพยักหน้า มองรอยยิ้มของวิกรานต์ที่ส่งมาแล้วราวกับสมองถูกสั่งให้ยิ้มตอบโดยอัตโนมัติ

‘แคลร์’

เสียงเรียกนั้นทำให้แขดรุณหันไปมอง เห็นนิชฌานกับตุลธรเดินเข้ามาใกล้จึงส่งยิ้มให้ วิกรานต์เห็นดังนั้นจึงส่งยิ้มให้เด็กทั้งสองคนด้วย ยกมือขึ้นโบกมือแทนคำลา ปิดประตูรถแล้วสั่งออกเดินทาง ทว่าสายตายังจับจ้องอยู่ตลอด เห็นว่าแขดรุณโผเข้ากอดเด็กหนุ่มทั้งสองคนและร้องไห้

แปลกดี… กับเพื่อนกลุ่มก่อนหน้าแขดรุณมีปฏิกิริยาอีกอย่าง แต่กับสองคนนี้แขดรุณมีปฏิกิริยาอีกอย่างแบบที่ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงคำว่าเพื่อนอย่างแท้จริง ทว่าไม่นานหรอก วิกรานต์แน่ใจ ไม่นานแขดรุณจะติดต่อเขามา ไม่นานเขาจะได้รู้เรื่องทั้งหมดของแขดรุณ อีกไม่นาน…

 

“สามวันหลังงานศพพ่อแม่แคลร์จบ แคลร์ก็โทรหาฉัน”

วิกรานต์จำได้ เขาส่งคนไปรับแขดรุณที่จุดนัดพบแล้วพามาที่บ้านหลังนี้ วันนั้นแขดรุณเล่าทุกอย่างให้เขาฟังทั้งน้ำตา วิกรานต์เตือนให้แขดรุณเห็นอำนาจของตนอีกครั้ง พูดคุยเล่นๆ ถึงวิธีจัดการเพื่อนวายร้ายทีละคน… ทีละคน

แรกๆ แขดรุณยังเป็นเด็กน้อย ใจอ่อน และยังมีเมตตาซึ่งมากเกินไป วิกรานต์คอยช่วยเติมความเกลียดชัง ความแข็งกร้าว ความเลือดเย็นให้เรื่อยๆ จนได้ดังใจเขาในที่สุด ส่วนเรื่องความสัมพันธ์บนเตียง วิกรานต์ไม่เคยเร่งรัดแขดรุณ ทว่าแรงดึงดูดของเขาก็มากพอให้ทุกอย่างเกิดขึ้นหลังรู้จักกันได้เพียงสองเดือน ตอนแขดรุณไปเรียนต่อต่างประเทศเขาไปหาสองสามเดือนครั้งพอให้ความสัมพันธ์ไม่ห่างเหิน ต้องระวังตัวมากขึ้นชนิดไม่เจอกันที่อื่นอีกเลยนอกจากบ้านหลังนี้ตอนนักข่าวบ้านั่นลงข่าว อยู่ดีไม่ว่าดี หาเรื่องให้ตัวเองตกงาน

วิกรานต์ถอนใจยืดยาวเมื่อการนึกถึงอดีตทำให้เขาเสียดายแขดรุณอย่างสุดซึ้ง เขาสอนให้แขดรุณมองข้ามความรัก เขาสอนให้แขดรุณมองมันเป็นจุดอ่อนของมนุษย์ ดังนั้นหากจะพูดว่าแขดรุณไม่มีหัวใจเขาผู้ซึ่งเป็นคนสอนก็เป็นยิ่งกว่านั้น ระหว่างเขากับแขดรุณไม่ใช่ความรัก แต่ก็ยังผูกพันอยู่มาก วิกรานต์รู้สึกเหมือนสูญเสียลูกสุนัขที่ตนเฝ้าเลี้ยงดูสอนสั่งมานานหลายปี จากลูกหมาตัวน้อยๆ เซ่อๆ ซ่าๆ ไม่รู้เรื่องรู้ราวมีแต่ความโง่เง่าและความไร้เดียงสา กลายเป็นสุนัขตัวโตที่สง่างาม กล้าหาญ และเชื่อฟังคำสั่งเจ้านายอย่างยิ่ง แขดรุณเป็นสุนัขที่เขาภูมิใจที่สุดในบรรดาสุนัขทั้งหมดที่มี… แล้วเขาจะหาเด็กดีแบบแขดรุณได้จากที่ไหนอีก

“ฉันช่วยแคลร์แก้แค้นเด็กพวกนั้น ช่วยเคลียร์ทุกๆ อย่างถ้าแคลร์ขอ”

จิลลาถามทันที “รวมโครงการซีเรนิตี้ที่ก่อสร้างผิดจากแบบด้วยใช่ไหมคะ”

วิกรานต์พยักหน้า บอกด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเฉยเมย “มีอีกหลายโครงการ ถ้าคุณทิวารู้คงหัวใจวายตาย”

“คุณทิวาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการที่ทุจริตเลยเหรอคะ”

“ใช่” วิกรานต์ตอบทันที “ฉันต้องระวังไม่ให้เรื่องพวกนี้ถึงหูคุณทิวา… คุณทิวาเป็นหนึ่งในคนดีไม่กี่คนที่ฉันชื่นชมจากใจจริง”

คราวนี้เป็นนิชฌานบ้างที่ถาม “แล้วทำไมแคลร์ต้องขอให้คุณช่วยพี่อลิซด้วยล่ะครับ แคลร์ไม่จำเป็นต้องช่วยเลย”

วิกรานต์หัวเราะ “เธอนี่ใสซื่ออย่างที่แคลร์บอกจริงๆ แคลร์เป็นคนอ่อยเหยื่อยัยนั่นเองด้วยซ้ำ ล่อด้วยความผิดเล็กๆ น้อยๆ แล้วทำให้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ยัยนั่นก็ตกลงหลุมที่ตัวเองขุดลงไปเรื่อยๆ กว่าจะรู้ตัวก็มิดหัว”

นิชฌานนึกได้ในวินาทีนั้น แขดรุณไม่ได้ต้องการช่วยอลิชาเลย แต่ต้องการให้อลิชาทำลายตัวเองต่างหาก แต่… “แคลร์ทำแบบนั้นทำไมครับ ถึงไม่ได้รักกันมากแต่พี่อลิชาก็ไม่เคยทำร้ายแคลร์”

วิกรานต์ส่งยิ้มให้นิชฌาน “แคลร์ทำเพื่อเธอ”

นิชฌานรู้สึกเหมือนโดนทุบอก นึกถึงประโยคของแขดรุณที่บอกว่ายังรักเขาเหมือนน้องชาย บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่พิสูจน์เรื่องนั้น

“พอยัยอลิซกับนายคริสตกลงไปในหลุมที่ตัวเองขุดจนมิดหัว เธอก็เหยียบสองคนนั้นได้ง่ายๆ เหยียบเหมือนที่พวกนั้นเหยียบหัวเธอมาตลอด”

นิชฌานคงไม่ทำ แต่การรู้เรื่องนี้ทำให้เขาเกลียดแขดรุณน้อยลง เขาคงไม่สามารถกลับมารักแขดรุณได้อีกครั้ง ที่ดีที่สุดสำหรับเขาคือวันหนึ่งเขาอาจเลิกเกลียดเลิกโกรธ วันหนึ่งเขาอาจให้อภัย… อย่างน้อยก็เพื่อปลดปล่อยตัวเอง

“เดาว่าเธอคงไม่อยากทำสินะ” วิกรานต์มองนิชฌานแล้วบอกแบบนั้น ไม่แปลกใจที่นิชฌานพยักหน้ารับ ซึ่งวิกรานต์ก็พยักหน้าไปด้วย ก่อนกลับมาสู่หัวข้อที่ตนอยากรู้ต่อ “หมดแล้วเหรอ ที่ทำให้พวกเธอแห่กันมานี่ แค่เพราะอยากรู้เรื่องโทรศัพท์กับคนลอบยิงเหรอ”

จิลลาคิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะโกหกอีกต่อไปแล้ว และถ้ามีเรื่องไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับการตายของแขดรุณ วิกรานต์จะเป็นแหล่งข้อมูลชั้นดี “ตอนโดนลอบยิง มันทำให้เราพลอยสงสัยด้วยค่ะ ว่าที่ฮอตกนั่นอาจไม่ใช่อุบัติเหตุ”

วิกรานต์นิ่วหน้า ถามจิลลา “เธออยากให้ฉันบอกใช่ไหมว่ามีใครอยากทำร้ายแคลร์บ้าง”

จิลลากะพริบตาปริบ ส่ายหน้าไปมา “เปล่าค่ะ ตอนนี้ไม่ได้สงสัยแล้ว เพราะถ้าไม่มีคนต้องการทำร้ายคุณแคลร์ ไม่มีเรื่องการขัดผลประโยชน์ เรื่องฮอตกก็คงเป็นอุบัติเหตุจริงๆ”

อาจเป็นปลายเสียงของจิลลาที่แสดงความไม่แน่ใจ วิกรานต์จึงจับสังเกตได้ เอ่ยถาม “แต่ก็ยังจะสืบต่อใช่ไหม”

แน่ละ จนกว่าจะได้สาเหตุที่เฮลิคอปเตอร์ตก จิลลาน่าจะสืบไปเรื่อยๆ เท่าที่ทำได้ “ค่ะ”

วิกรานต์หันไปหยิบกระดาษปากกาที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กข้างๆ ตัว เขียนหมายเลขโทรศัพท์ของตนลงไปแล้วส่งให้จิลลา “เอ้า นี่เบอร์ฉัน ถ้ามีอะไรคืบหน้าโทรบอกฉันหน่อย ถ้าอยากรู้อะไรเรื่องแคลร์ก็โทรหาฉันได้… และถ้าอยากแก้แค้นคนที่ทำลายชีวิตเธอ ฉันจัดการให้ได้เหมือนกัน”

จิลลามองกระดาษแผ่นเล็กในมือวิกรานต์ หันไปมองนิชฌานกับตุลธร ที่สุดก็ตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาเก็บไว้ เด้งตัวลุกขึ้นทันทีที่วิกรานต์ลุกนำ

“กลับกันไปได้แล้ว หาอะไรกินระหว่างทางให้เรียบร้อย ให้มืดก่อนค่อยเข้าบ้าน จะได้ไม่มีใครเห็นหน้าเธอตอนนี้ พรุ่งนี้น่าจะปกตินะ ดีว่าฉันแค่ตบเบาๆ”

ขนาดแค่ตบเบาๆ จิลลาก็ยังตึงๆ ชาๆ อยู่จนถึงตอนนี้ จิลลาเห็นตุลธรออกเดินนำ มองนิชฌานจึงรู้ว่าเขาต้องการให้เธออยู่ตรงกลางแล้วเขาจะปิดท้าย ทว่าคนทั้งสามกลับชะงักเมื่อเจ้าบ้านส่งเสียงเรียก

“เดี๋ยวก่อน”

นิชฌานหันกลับไป จิลลาเองก็ด้วยแต่ไม่เห็นวิกรานต์เลย เห็นแต่หลังของนิชฌาน ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจบังหรืออย่างไรกันแน่

“แคลร์เคยขอฉันไว้เรื่องคุณทิวา แคลร์คิดว่าลูกพี่ลูกน้องเขาเลวร้ายลงเรื่อยๆ คุณทิวาจะเป็นอุปสรรคของสองคนนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงจุดหนึ่งถ้าหลานจะฆ่าปู่ก็คงไม่ใช่เรื่องเกินจริง”

นิชฌานส่ายหน้า “ผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น”

วิกรานต์หัวเราะหึ มุมปากยกขึ้นอย่างขบขัน มองนิชฌานราวกับเป็นเด็กชายอายุเก้าขวบ “แค่ลมปากกับความตั้งใจมันทำอะไรไม่ได้มากหรอก เห็นแก่ความปลอดภัยของคุณทิวา ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลให้ติดต่อฉันได้ทันที ฉันจะส่งคนไปคอยคุ้มครอง”

นิชฌานหันไปมองหน้าตุลธร ซึ่งก็พยักหน้ารับแทนการบอกนั่นเป็นข้อเสนอที่ฟังดูดี ดังนั้นนิชฌานจึงตอบรับกับวิกรานต์ “ได้ครับ”

“ฉันคงทำให้แคลร์ครั้งสุดท้ายได้แค่นี้… ส่วนเรื่องโพรเจกต์เอ็กซ์ แคลร์ไม่อยู่แล้วฉันคงไม่ช่วยต่อ”

จิลลาถามแทรกอย่างสงสัย ถ้าโครงการนี้ถึงจุดสิ้นสุดแล้วจบไม่สวย มันอาจมีความเป็นไปได้ที่อลิชาจะซัดทอด “ถ้าเรื่องใหญ่ขึ้นมา คุณอลิซอาจจะพูดถึงคุณ”

วิกรานต์หัวเราะ “ยัยนั่นรู้จักฉันดีพอ”

พอเห็นว่าใบหน้าจิลลาฉายแววอยากรู้ชัดเจน วิกรานต์ก็ช่วยสนองให้ “เขาเคยถือวิสาสะอ้างชื่อฉันกับแค่น้องชายตัวเองโดนจับเพราะเมาแล้วขับ ฉันลากมาหักกระดูกแขนขาทีละท่อนทั้งพี่ทั้งน้อง”

นั่นทำให้นิชฌานกับตุลธรหันมองหน้ากัน แน่ใจว่าต่างนึกไปถึงเหตุการณ์ที่ทั้งคู่บอกว่าประสบอุบัติเหตุตกเขาจนต้องเข้าโรงพยาบาลพร้อมกัน ที่แท้ฝีมือวิกรานต์นี่เอง

วิกรานต์เองก็พอรู้ จึงช่วยยืนยัน “ใช่ ตอนนั้นแหละ ฉันเป็นคนให้พาสองคนนั้นไปทิ้งไว้ในป่าเอง โชคดีที่ยังมีสติโทรขอความช่วยเหลือได้ ตอนนั้นฉันบอกไปว่าถ้าพูดชื่อฉันกับคนอื่นที่ไม่ใช่แคลร์อีก ฉันเอาตาย… และฉันไม่ได้ขู่”

จิลลาไม่เคยรู้สึกว่าตนเชื่อคนง่ายขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต ถึงว่าสินะ แม้ต้องการความช่วยเหลือแต่อลิชาก็ยังดูเกรงกลัวที่จะติดต่อวิกรานต์

พอเห็นว่าจิลลาสิ้นสงสัยแล้ว วิกรานต์ก็หันไปทางนิชฌาน “สองคนนั้นกำลังจะตกหลุมลึกมิดหัวแล้ว เธอจะเหยียบซ้ำหรือเปล่าก็เรื่องของเธอ”

นิชฌานมีคำตอบอยู่ในใจอยู่แล้ว เขาจะไม่ทำแบบนั้น ไม่เด็ดขาด…

 

รถคันที่พาจิลลามาที่บ้านของวิกรานต์หลังนี้ คือรถคันที่พาจิลลา ตุลธร และนิชฌานออกไป โดยคนที่เดินออกมาส่งแจ้งง่ายๆ ว่า

“จะไปส่งที่รถครับ”

นั่นทำให้ทั้งสามคนขึ้นรถแต่โดยดี รู้ว่ารถตนโดนเคลื่อนย้ายออกไปนอกพื้นที่แล้ว ระหว่างทางจิลลารู้ว่านิชฌานมีหลายอย่างอยากพูด เขานั่งบีบมือเธอเป็นจังหวะแต่ไม่สบตาเลย ท่าทางยังระแวดระวัง ดูคล้ายกับพร้อมจะพาเธอกระโดดลงจากรถทันทีถ้ามีเหตุไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น

แต่ไม่มี… รถของวิกรานต์พามาจอดข้างทางหลังเดินทางได้สักเกือบยี่สิบนาที พอลงจากรถจึงเห็นว่ารถคันที่คุ้นเคยจอดอยู่ข้างหน้า โดยไม่มีการร่ำลาใดๆ รถคันนั้นก็ออกตัวไป ครู่เดียวทั้งตุลธรและนิชฌานก็ถอนใจออกมาเสียงดังเฮือก

“ไป กลับบ้านกันได้แล้ว” ตุลธรบอกทุกคนแล้วเดินนำไปยังรถ เปิดประตูรถฝั่งคนขับเห็นว่ากุญแจรถวางอยู่บนเบาะเรียบร้อยจึงก้มไปเก็บกุญแจ จิลลาเดินมาถึงรถพอดีจึงขยับไปเปิดประตูให้ เห็นรอยแดงบนหน้าแล้วอดถามไม่ได้ “เจ็บหรือเปล่า”

จิลลาพยักหน้าแล้วสอดตัวเข้ารถไป ตุลธรปิดประตูให้ หันไปเห็นว่านิชฌานกำลังจะเปิดประตูฝั่งคนนั่งข้างคนขับ จึงส่งเสียงบอก “นั่งกับแจ้วก็ได้”

พอนิชฌานพยักหน้าแล้ว ตุลธรจึงเดินไปหลังรถเพื่อเปิดฝากระโปรงหลัง หยิบกระเป๋าขนอาวุธปืนมาตรวจสอบ พบว่าอาวุธทุกชิ้นที่เตรียมมายังอยู่ครบรวมถึงกระสุน ปิดกระโปรงหลังแล้วเดินย้อนกลับไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับ หันไปมองหน้านิชฌานกับจิลลา เห็นทั้งคู่มองหน้ากันพลันเดาได้เลยว่าคงมองกันตั้งแต่ขึ้นรถ ตุลธรเข้าใจทั้งสองคน ตอนนี้มีอารมณ์หลากหลายเหลือเกินวิ่งวนเวียนระหว่างพวกเขา ตัวตุลธรเองตอนอยู่ในบ้านวิกรานต์บอกตรงๆ ว่าเขาไม่มีเวลากลัวเลย ในหัวคิดอยู่แค่ว่าถ้าวิกรานต์ทำเรื่องรุนแรงจะใช้ปืนเพียงกระบอกเดียวในกระเป๋าจิลลาทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด การยิงวิกรานต์ไม่ใช่ตัวเลือก แน่ใจว่าต่อให้วิกรานต์ตายเขาก็พาน้องทั้งสองคนออกไปไม่ได้ เผลอๆ ก็คงตายตามกันไปนั่นแหละ ตุลธรคิดถึงการเสนอตัวทำงานให้วิกรานต์เพื่อแลกกับชีวิตทุกคนแล้วด้วยซ้ำ ประโยคที่วิกรานต์พูดถึงเขาบอกชัดว่าอย่างน้อยก็มีความชื่นชมแฝงอยู่… โชคดีเหลือเกินที่ไม่ต้องทำแบบนั้น เขาไม่อยากหลุดพ้นจากกัญจน์ธราแล้วต้องมาติดกับคนอย่างวิกรานต์ต่อ

ตอนอยู่กับวิกรานต์ นิชฌานกับจิลลาโดนกดดันมากกว่าตุลธร พูดง่ายๆ ว่าวิกรานต์แทบไม่สนใจตุลธรด้วยซ้ำ

ตุลธรถอนใจยืดยาว เอ่ยเพื่อปรึกษา และเพื่อหวังให้สติกับคนสองคนที่คล้ายจะลืมวิธีพูดไปด้วย “พี่จะแวะซื้อน้ำแข็งทันทีที่ทำได้ แจ้วอยากได้ยาแก้ปวดไหม”

“เอามาดีกว่า”

ไม่ใช่จิลลาที่ตอบ แต่เป็นนิชฌาน ตุลธรเห็นว่าทั้งสองคนน่าจะพอมีสติขึ้นมาแล้วจึงบอก

“เรากำลังจะกลับบ้าน ทุกคนปลอดภัยแล้ว โอเคนะ”

ทั้งนิชฌานและจิลลาพยักหน้า ตุลธรจึงเคลื่อนรถออกและมุ่งหน้าไปตามทาง กระทั่งเจอปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งจึงเลี้ยวรถเข้าไป พอจอดสนิทก็หันมาบอกทั้งคู่ “สิบนาทีนะ”

แล้วลงจากรถไป จากนั้นก็โทรศัพท์หาวรรณวลีทันที แน่ใจว่าที่โทรศัพท์เขาสั่นไม่หยุดนี่ต้องเป็นฝีมือเจ้าหล่อนแน่ ทางนั้นรับสายด้วยการละล่ำละลักพูด

“เป็นไงบ้างคะพี่ตุล เป็นไงบ้าง ไลฟ์โลเกชั่นของแจ้วมันตัดไปตอนครบชั่วโมง ใหม่ไม่กล้าโทรหาแจ้ว เลยคิดว่าโทรหาพี่ตุลดีกว่า”

“ตอนนี้ออกมากันแล้วครับ กำลังจะกลับบ้าน เดี๋ยวคืนนี้แจ้วคงโทรคุยกับน้องวันใหม่”

“อะ… ใหม่ไปหาแจ้วที่บ้านได้ไหมคะ”

จริงสินะ ตุลธรเพิ่งนึกได้ว่านั่นน่าจะดีมากจริงๆ อย่างน้อยจิลลาก็จะได้อยู่กับเพื่อนตน แต่ไปบ้านคงไม่เหมาะเพราะเขาต้องเข้าบ้านดึกหน่อย “ไปเจอกันที่ร้านอาหารใกล้ๆ เดอะคอนเทนิกดีไหมครับ เลือกร้านที่แจ้วรู้จักด้วย กินมื้อเย็นด้วยกันดีกว่า”

“ได้ค่ะ เอาร้านแนวไหนดีคะ”

ถ้าเป็นตอนนี้ ตอนที่ผ่านพ้นวิกฤตมาแล้ว ตุลธรคิดว่าเขาล้มวัวได้ทั้งตัว “มีบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างไหม”

“มีค่ะ บอกแจ้วว่าร้านปิ้งย่างหลังออฟฟิศที่กินประจำ แจ้วรู้”

“โอเค ไว้พี่ใกล้ถึงจะโทรบอกอีกทีนะ”

“ได้ค่ะ… พี่ตุลปลอดภัยดีนะคะ”

ด้วยเหตุผลบางอย่าง ตุลธรยิ้มได้กับคำถามนั้น ตอบกลับไปให้อีกฝ่ายอุ่นใจ “ปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนครับ ขอบคุณนะที่เป็นห่วง”

“ดีจังค่ะ… การ์ตูนเล่มหกที่หายไป ใหม่หาเจอแล้วนะคะ”

ตุลธรเลิกคิ้ว วันที่ไปหมกตัวอยู่ในห้องสมุดของสำนักงานเดอะคอนเทนิก เขาอ่านการ์ตูนชุดหนึ่งซึ่งมีทั้งหมดเก้าเล่มจบ แต่เล่มหกมันหายไป เขาพูดติดตลกกับวรรณวลีก็คงต้องไปตามล่าหาเล่มหกแล้วก็ลืมๆ ไป ไม่คิดว่าหญิงสาวจะจำได้ “งั้นถ้าน้องวันใหม่เอามา พี่สัญญาว่าจะอ่านให้จบก่อนเราแยกย้ายกัน”

วรรณวลีหัวเราะ “ได้ค่ะ” และที่ไม่ได้บอกเขาคือถ้าอ่านไม่จบก่อนแยกย้าย อย่างน้อยเธอก็จะได้มีโอกาสชวนเขามาที่สำนักงานอีกครั้ง

“อ้อ… พี่คงต้องบอกก่อน แจ้วโดนทำร้ายนิดหน่อยนะครับ”

ปลายสายนิ่งไปครู่ก็กรีดเสียงกลับมาจนตุลธรต้องเอาโทรศัพท์ออกห่างจากหู

“อะไรนะคะ!”

ตุลธรรีบพูด หยุดความตกอกตกใจของวรรณวลีด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยและพยายามปลอบใจอยู่ในที “ไม่เป็นอะไรมากครับ เลือดไม่ออก ปากไม่แตก แต่น่าจะเจ็บอยู่ ถ้าได้เจอน้องวันใหม่น่าจะดีใจ”

และมันได้ผล วรรณวลีสงบลงมากพอจะตอบตุลธรได้ “โอเคค่ะ ใกล้ถึงแล้วโทรมานะคะ”

“ไว้เจอกันครับ” ตุลธรบอกแล้ววางสาย จากนั้นหาซื้อของสำหรับจิลลา เดินไปยังคาเฟ่ที่อยู่ในบริเวณปั๊ม สั่งเอสเพรสโซ่ช็อตให้ตัวเอง นิชฌาน และจิลลา จากนั้นก็รอเพื่อให้ครบเวลาที่บอกนิชฌานไว้… สิบนาที

 

หลังตุลธรปิดประตูลง นิชฌานก็ขยับเข้าไปหาจิลลา ยกสองมือแตะแก้มที่มีรอยแดงปรากฏอยู่แผ่วเบา ทำได้แค่หายใจเข้าออกแรงๆ พยายามระงับใจไม่ให้พ่นคำหยาบใส่หน้าคนที่นั่งใกล้ตนที่สุดตอนนี้ ทว่าจิลลาก็ยังได้รับผลกระทบ หญิงสาวเอามือดันหน้าเขาออก บ่นพึม

“มาพ่นลมใส่ทำไมเนี่ย ร้อน”

นิชฌานเลยยืดตัวไปลดอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศในรถลงเหลือยี่สิบองศาเซลเซียส หันมาถามจิลลา “เจ็บมากไหม”

“เจ็บ ไม่ได้มากหรอก เจ็บๆ งงๆ ปนกันไปมากกว่า เกิดมาเพิ่งเคยโดนตบเนี่ย”

หากนั่นยิ่งทำให้นิชฌานเสียใจ จนจิลลาต้องบอก

“นี่ ไม่ใช่คุณที่ตบแจ้ว ไม่ได้ทำให้แจ้วโดนตบด้วย แบบที่คุณบอกไง หาเรื่องใส่ตัวเอง”

แม้ยังมีความรู้สึกผิดอยู่บนใบหน้า หากนิชฌานก็พยักหน้า “ใช่ หาเรื่องใส่ตัวมาก ทีหลังไม่เอาแบบนี้แล้วนะ ผมจะไม่ยอมรับความเสี่ยงอะไรแบบนี้อีก”

คราวนี้แทนที่จิลลาจะดื้อ หญิงสาวกลับพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย “อือ ไม่เอาแล้วเหมือนกัน ตอนโดนปืนจ่อหัวนี่หัวใจจะวาย”

มองหน้าจิลลาอยู่ครู่นิชฌานก็หัวเราะหึ ที่ตุลธรเคยบอกว่าจิลลาจะไม่กลัวตายจนกว่าจะเห็นความตายอยู่ตรงหน้านี่จริงสุดๆ แต่พอมองหน้าจ๋อยสนิทนั้นแล้วก็ให้สงสาร จึงยกมือไปลูบผมจิลลาแล้วเตือนให้นึกถึงความจริงข้อนี้ไว้ “ไม่เป็นไรแล้ว เราปลอดภัย กำลังจะกลับบ้าน”

จิลลาพยักหน้า ทว่าในวินาทีถัดมาก็กลับหน้าเบ้ น้ำตาปริ่มแล้วหยดไหล กระชากเสียงถามนิชฌานอย่างคนอารมณ์ไม่ดี “เนี่ย ได้กลับบ้านแล้ว ให้กอดได้หรือยัง”

คำถามของจิลลายังไม่ทันจบด้วยซ้ำ นิชฌานก็รวบตัวจิลลาเข้ามากอดไว้แน่น แน่นกว่าที่เคยกอดที่สนามบินมาก และคราวนี้แทนที่จะอยู่นิ่งๆ ให้เขากอด จิลลาเองก็กอดนิชฌานแน่นเช่นกัน กอดไปโวยวายไปด้วยน้ำเสียงพาลพาโลอย่างมากในความคิดของคนฟัง

“ทีหลังก็ห้ามสิ ทีหลังก็บอกว่ามันน่ากลัว ไม่ใช่ปล่อยให้ทำจนไปเจออะไรแบบนี้”

“จำไม่ได้เหรอว่าทำไมไม่ได้กอดผมก่อนหน้านี้ ผมห้ามจนไม่รู้จะห้ามยังไงแล้ว”

“จำไม่ได้ ไม่อยากจำอะไรทั้งนั้น”

ตอนนี้นิชฌานหัวเราะได้แล้ว เขารู้ว่าจิลลากลัวมาก ตอนนี้นอกจากสะอึกสะอื้นหนักกว่าครั้งไหนที่เขาเคยเห็นแล้ว จิลลากำลังสั่นอยู่นิดๆ ด้วย นิชฌานจึงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น บอกซ้ำๆ ย้ำๆ เผื่อจิลลาจะยอมฟัง “ไม่เป็นไรแล้ว เราไม่เป็นไร”

“แจ้วกลัว กลัวจะไม่ได้กลับบ้าน”

“เราได้กลับแล้ว”

“แล้วก็กลัวมาก ถ้าคุณโดนยิง…”

“ผมไม่โดน”

จบคำบอกนั้นนิชฌานก็ต้องหัวเราะอีกครั้งเมื่อจิลลาที่โอบหลังอยู่ขยับมือตีหลังเบาๆ แล้วบอกมา

“ก็บอกว่าถ้าไง”

“ก็มันไม่โดนไง”

จิลลาผละออกจากอ้อมกอดของนิชฌานเพื่อมาส่งสายตาไม่พอใจของตนให้เขา ยิ่งหน้านิ่วคิ้วขมวดเมื่อเห็นอีกฝ่ายหัวเราะดูอารมณ์ดีเสียเหลือเกิน แปลกใจตัวเองตอนนิชฌานประกบสองมือเขาลงบนแก้มเธอแผ่วเบา สัมผัสนั้นอบอุ่นแล้วยังทำให้ความเจ็บเบาบางจนคล้ายจะจางหายไปด้วย

“ทีหลังก็อย่ามองโลกในแง่ดีนัก เกือบได้ตายในทุ่งลาเวนเดอร์แล้วเห็นไหม”

“แจ้วไม่ตาย”

“ก็บอกว่าเกือบไง”

จิลลาถึงกับฮึบลมหายใจตัวเอง มองนิชฌานตาขวางไม่ลดละ แต่สุดท้ายการที่หัวแม่มือเขาไล้แก้มอย่างอ่อนโยนก็ทำให้น้ำตาเอ่อล้นลงมาอีก และคราวนี้นิชฌานไม่พูด ไม่รอให้จิลลาพูด ชายหนุ่มดึงจิลลาเข้ามากอดไว้อีกครั้ง ปล่อยให้ความเงียบงันโอบคลุมรอบกายเพื่อเยียวยาความหวาดกลัว

กระทั่งได้ยินเสียงเคาะกระจกรถ รู้ว่าตุลธรกลับมาแล้วจึงค่อยผละออกจากกัน ตุลธรเปิดประตูรถเข้ามา ยื่นส่งแก้วเล็กๆ สองใบให้นิชฌานกับจิลลา ให้ข้อมูล “เอสเพรสโซ่”

นิชฌานรับมา แตะๆ แล้วเห็นว่าอุณหภูมิกำลังดีสำหรับตนจึงกรอกรวดเดียวหมดแก้ว จิลลาเห็นแบบนั้นจึงทำตามบ้าง แล้วต้องรีบปิดปากตัวเองไม่อย่างนั้นได้พ่นน้ำดำๆ นั้นออกมาหมดแน่ จนกล้ำกลืนมันลงไปได้แล้วนั่นแหละ ค่อยกรีดเสียงลั่นรถ

“เอาอะไรมาให้กินเนี่ยยยย”

ตุลธรบอกหน้าตาเฉย “อ้าว บอกว่าเอสเพรสโซ่ ไม่ได้ยินเหรอ… น่าจะช่วยเรียกวิญญาณเข้าร่างกันได้นะ”

“กระชากวิญญาณออกจากร่างสิไม่ว่า” จิลลาบอกแบบนั้นแล้วรับของที่ตุลธรส่งมาให้อีก รู้ว่าเป็นผ้าที่ห่อหุ้มน้ำแข็งซึ่งอยู่ในถุงพลาสติกอีกที จึงนำมาประคบแก้มซ้ายขวาของตน ครู่หนึ่งก็พูดออกมา “แจ้วขอโทษนะ แจ้วทำพวกเราเสี่ยงตายมากเลย”

นิชฌานส่งเสียงในลำคอตอบรับ ขณะตุลธรหันมาขยี้ผมจิลลาแล้วถอยรถเตรียมออกเดินทางกลับบ้าน

ครู่หนึ่งจิลลาก็บอกอีก “ช่วยเบาแอร์หน่อย”

ตุลธรหันไปมองอุณหภูมิแอร์ บอกอย่างประหลาดใจ “อ้าว อยู่ยี่สิบได้ไง”

นิชฌานหัวเราะหึ บอกให้อีกฝ่ายหายข้องใจ “มีคนบ่นร้อน”

จิลลาเลยลุกขึ้นยืดตัวไปปรับเพิ่มอุณหภูมิแอร์ด้วยตัวเองเสียเลย คุยอะไรกันอยู่ได้ เธอเป็นคนใช้น้ำแข็งท่ามกลางอุณหภูมิยี่สิบองศาเซลเซียส หนาวจะตายอยู่แล้วเนี่ย!



Don`t copy text!