ปราการแสงจันทร์ บทที่ 27 : แยกตัว

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 27 : แยกตัว

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

“พ่อมานอนบ้านผมดีกว่า” แดนเสนอทันทีเมื่อรู้ว่าทิวาจะมาอยู่ใกล้ตนถึงสามเดือน ซึ่งทิวาก็หันไปทางนิชฌานเหมือนอยากถามความคิดเห็น “เอาไงดี ชาร์ลจะงอนไหม”

นิชฌานหัวเราะ บอกไป “ไม่งอนครับ ปู่จะไปๆ มาๆ ก็ได้ บ้านผมกับบ้านพ่อไม่ได้ไกลกันมาก นอนบ้านพ่อก็สะดวกครับ มีคนช่วยงานเยอะ”

เพราะบ้านของแดนอยู่ใกล้กับบ้านของคนงานหลายคนซึ่งเกาะกลุ่มกันอยู่อีกฟาก บ้านเขาแม้ไม่ได้ห่างนักแต่ก็มีกำแพงต้นไม้ขวางทาง โดยมีบ้านของแดนเหมือนเป็นป้อมปราการชั้นนอกอีกที ตั้งแต่อยู่มาไม่เคยมีคนอื่นบุกรุกเข้ามาได้เลยนอกเสียจากผู้บุกรุกสี่ขาอย่างเช่นเจ้าถุงทองเท่านั้น

พอนิชฌานไม่มีปัญหา ทิวาก็หันไปทางใครอีกคน “แล้วแคลร์ล่ะ จะงอนไหม”

จิลลายิ้มกว้างขวาง ตอบไปอย่างจริงใจที่สุด “ไม่งอนหรอกค่ะ เอาที่ปู่แฮปปี้ดีกว่า อุตส่าห์มาพักผ่อนทั้งที”

แหงละ ถ้าทิวาไม่นอนบ้านนิชฌาน เธอก็ไม่ต้องนอนห้องเดียวกับเขา ไม่มีเหตุผลที่เธอต้องเหนี่ยวรั้งทิวาเลย

“โอเค งั้นปู่พักบ้านแดนสลับๆ กับบ้านชาร์ลแล้วกัน ค่ำไหนนอนนั่นน่าจะดี”

นั่นเรียกรอยยิ้มจากคนฟังได้ หลังจากนั้นทั้งแดนและทิวาก็พูดคุยกันไปเรื่อยกระทั่งตุลธรจอดรถตอนถึงบ้านพ่อตน ช่วยเอากระเป๋าของทิวาไปเก็บในห้องรับแขก

ทิวาที่ตามตุลธรเข้ามาในห้องรีบพูดกับตุลธรตอนมีโอกาสอยู่กันสองคน “แล้วตุลนอนบ้านนี้ไหม”

ตุลธรตอบให้ชัดเจนไม่ได้ ถ้าวันไหนนิชฌานไม่ว่ายน้ำเขาจะกลับมานอนกับพ่อ แต่ถ้าวันไหนนิชฌานว่ายน้ำเขาก็ต้องอยู่เฝ้าและขี้เกียจกลับบ้านแล้ว เพราะบางครั้งกว่านิชฌานจะเลิกก็สี่ทุ่ม ห้าทุ่มโน่นเลย จึงเลือกตอบไปกลางๆ “ก็คงสลับๆ เหมือนปู่ครับ”

ทิวาพยักหน้า “วันไหนปู่ไปนอนบ้านชาร์ลก็ค่อยไปด้วยกันดีไหม”

ตุลธรยังตอบไม่ได้อยู่ดี แต่ถึงกับนิ่งไปเมื่อทิวาบอกเหตุผล

“ปู่อยากให้ชาร์ลกับแคลร์อยู่กันตามลำพังเยอะๆ บรรยากาศดีๆ ไม่มีเรื่องเครียดจากการทำงาน ปู่ก็มีหวังว่าจะได้เหลน”

หลังกะพริบตาปริบอยู่ชั่วอึดใจ ตุลธรก็ต้องพยายามกลั้นหัวเราะ ไม่อยากนึกหน้าสองคนนั้นถ้ารู้ว่าทิวาต้องการอะไร โดยเฉพาะหน้าจิลลา มันต้องทำให้เขาขำมากแน่ๆ ว่าไปตุลธรก็นึกได้ ต่อให้เขาไม่อยู่ก็จะมีจิลลาอยู่เป็นเพื่อนนิชฌานตอนว่ายน้ำอยู่ดี เพียงแต่… เขาไม่แน่ใจเลยว่าถ้าเกิดอุบัติเหตุใดขึ้นจิลลาจะพอช่วยเหลือนิชฌานได้ไหม

“เอาตามนี้นะตุล”

ย้ำถึงขนาดนี้ตุลธรแน่ใจว่าคงปฏิเสธไม่ได้ ไว้ค่อยหาทางแก้ปัญหาทีหลังแล้วกัน “ได้ครับ”

“แล้วตุลล่ะ มีวี่แววบ้างไหม”

ตุลธรเลิกคิ้วอย่างงุนงง ก่อนนึกออกในแวบถัดมาว่าทิวาถามถึงเรื่องการมีครอบครัว จึงหัวเราะแล้วบอกไป “ยังครับ น่าจะอีกหลายปี”

ทิวาถอนใจยืดยาว “มีก่อนปู่ไปก็ดีนะ อย่างน้อยปู่ก็จะได้สบายใจ”

ตุลธรส่งยิ้มให้ทิวา รับรู้ถึงความห่วงใยอาทร พูดความเห็นตนหวังว่าจะทำให้อีกฝ่ายสบายใจ “ทุกวันนี้ผมมีความสุขมากอยู่แล้วครับ ถ้าจะมีครอบครัว ผมอยากเจอคนที่ทำให้ผมมีความสุขมากขึ้น”

“ปู่ก็หวังแบบนั้นแหละ… เอานะ อย่างน้อยปู่ก็สบายใจที่รู้ว่าตุลมีความสุขดีแล้ว ไปกันเถอะ เดี๋ยวชาร์ลกับแคลร์จะรอ”

ตุลธรกับทิวาจึงเดินเคียงกันออกจากห้อง และออกมาเจอกับภาพที่ทำให้ยืนนิ่งกันไปเสียทั้งคู่ ตอนนี้จิลลานั่งอยู่บนบันไดบ้านขั้นแรก โดยมีถุงทองตะกายเอาขาหน้าทั้งสองข้างขึ้นมาวางบนไหล่ หญิงสาวขยำลำตัวของถุงทองอย่างเมามัน ส่วนถุงทองนั้นหรือก็กระดิกหางจนก้นส่าย

“อย่าขวางบันได”

คำบอกจากนิชฌานทำให้จิลลาหันหลังไปมอง เห็นว่าตุลธรกับทิวาเดินออกมาแล้วจึงจะลุกขึ้นยืน ทว่าน้ำหนักของถุงทองที่กดลงมาคล้ายยังไม่อยากให้เธอลุกก็ทำให้นั่งลงไปอีกรอบ ที่สุดก็รวบรวมกำลังรวบตัวถุงทองขึ้นพร้อมกันเสียเลยแล้วขยับลุกจากบันได ซึ่งไม่ได้ง่ายนักเพราะถุงทองเป็นหมาไทยวัยสามขวบน้ำหนักรวมยี่สิบกิโลกรัม… จิลลาเซจนนิชฌานต้องเข้าไปช่วยดันหลังไว้

นั่นยิ่งทำให้ทิวาตาค้าง… ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยเห็นหลานตัวเองอุ้มอย่างอื่นนอกเหนือจากตุ๊กตาก็ตอนนี้เอง

“แคลร์ วางก่อน” นิชฌานกระซิบแฝงการเตือนอยู่ในที จิลลาเองก็เพิ่งนึกได้เหมือนกัน คล้ายๆ จะมีคนเคยบอกว่าแขดรุณไม่ชอบสัตว์เลี้ยง แต่แล้วไง ถ้าคิดจะอ้างว่าความจำเสื่อมจะต้องกลัวอะไรอีก

“วาง ไม่หนักหรือไง”

เออ อันนี้สิ เหตุผลที่ต้องวาง จิลลาวางถุงทองลง ทว่าที่สุดถุงทองก็ยืนสองขา เอาขาหน้ามาตะกายตัวเธออยู่ดี

ตุลธรเห็นว่าอยู่ต่อก็รังแต่จะสร้างความประหลาดใจให้มีมากขึ้น จึงบอกกับทิวาและพ่อตน “ผมไปส่งชาร์ลกับแคลร์ที่บ้านก่อนครับ”

นั่นทำให้แดนหันไปทางทิวา “พ่อเข้าไร่กับผมไหม หรืออยากพักก่อน”

“ไปกับแดนดีกว่า… วันนี้กินข้าวเย็นด้วยกันนะ ทุกคนเลย เดี๋ยวปู่กับพ่อทำกับข้าวให้ทุกคนกินเอง”

จิลลาไม่ตอบ ได้แต่เหลือบมองไปทางแดนเพราะไม่แน่ใจว่าเขาเต็มใจกินข้าวเย็นกับเธอไหม ซึ่งแดนก็เหลือบมาทางเธอพอดี คงเพราะรู้ว่าเธอคิดอะไร แดนจึงตัดปัญหาด้วยการถาม

“คุณแคลร์อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”

จิลลาส่งยิ้มให้ ส่ายหน้านำคำตอบ “อะไรก็ได้ค่ะ”

จากนั้นกลุ่มเด็กและผู้ใหญ่ก็แยกย้าย ตุลธรเองระหว่างขับรถไปส่งนิชฌานกับจิลลาก็มีเรื่องต้องตัดสินใจ… ใจหนึ่งก็อยากบอกให้รู้ว่าทิวาหวังอะไรจากสองคนนี้ อีกใจก็คิดหนักเพราะเกรงว่าจะทำให้ทั้งคู่มองหน้ากันไม่ติด ใจหนึ่งก็อยากแซวเรื่องทิวาอยากได้เหลน แต่อีกใจก็เกรงว่าทั้งสองคนจะไม่ขำ และโดยเฉพาะจิลลา… เอาวะ ไม่บอกตอนอยู่พร้อมหน้าแบบนี้ดีกว่า แต่คงต้องบอกให้นิชฌานรู้ไว้ไม่ใช่เพื่อความขบขันเพียงอย่างเดียวแต่เพื่อให้เตรียมรับมือกับความต้องการของทิวาด้วย เกิดทิวาเป็นคนพูดเองอย่างน้อยนิชฌานจะได้ไม่ทำหน้าประหลาดให้ทิวาสงสัย

“มีอะไรหรือเปล่าพี่ตุล” นิชฌานเป็นคนถามเอง หลังสังเกตเห็นว่าตุลธรเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ และบางขณะก็คล้ายจะมีเสียงหึๆ ออกจากลำคอด้วย ตุลธรเองถึงกับหลุดหัวเราะตอนได้ยินคำถามนั้น นี่ดีนะว่านิชฌานถามตอนตัดสินใจได้แล้ว ถ้าเป็นตอนยังลังเลแล้วเจอคำถามนี้คงได้บอกไปแน่ “เปล่า แค่นึกถึงตอนเย็นที่จะได้กินข้าวด้วยกัน”

จิลลาขยับมาจากเบาะหลัง ยื่นหน้าไปพูดกับตุลธร “พ่อพี่ตุลดูใจอ่อนกับแจ้วอยู่นะ”

ตุลธรส่งเสียงเหอะ “ใจอ่อนกับปู่จ้า อย่าสำคัญตัวผิด”

จิลลาเบ้ปากใส่ตุลธร ไม่ได้พูดอะไรเพราะแน่ใจว่าถึงไม่พูดตุลธรก็คงพอเดาได้ ถึงแดนไม่ใจอ่อนกับเธอก็ไม่เป็นไร ใช่ว่าจะสน!

พอถึงบ้านนิชฌาน สิ่งแรกที่จิลลาทำคือวิ่งไปดูแพเป็ด นั่นเปิดโอกาสให้ตุลธรได้อยู่กับนิชฌานลำพังตอนเดินตามจิลลาไป ดูแล้วน่าจะมีเวลาไม่เยอะตุลธรจึงเปิดประเด็นทันที

“ปู่อยากให้พี่อยู่ด้วยกันที่บ้านพ่อ”

นิชฌานยังไม่แปลกใจอะไร และเห็นว่านั่นดีกับตุลธรด้วยเหมือนกันจะได้อยู่ใกล้กับแดน “อื้อ ดีแล้ว”

“วันไหนพี่ไม่อยู่ฌานอย่าเพิ่งลงน้ำได้ไหม”

“ไม่เป็นไรหรอก แจ้วอยู่ ให้แจ้วเฝ้าก็ได้”

ตุลธรหัวเราะเบาๆ บอกสิ่งที่ทิวาต้องการโดยไม่ยอมเปิดโอกาสให้นิชฌานตั้งตัว “ปู่อยากได้เหลน”

“ฮะ…” นิชฌานส่งเสียงแบบนั้น เพราะแวบแรกที่ได้ยินยังไม่เข้าใจถ้วนถี่นัก เหมือนไม่แน่ใจว่าตนได้ยินอะไรกันแน่ แล้วพอเรียบเรียงได้ก็มีสีหน้าประหนึ่งกำลังตะโกน ‘อะไรนะ!’ ใส่ตุลธร จากนั้นก็นิ่งเงียบ สีหน้าเป็นกังวล ตุลธรเห็นดังนั้นจึงบอกรายละเอียด “ที่ปู่อยู่บ้านพ่อ แล้วชวนให้พี่อยู่ด้วยกัน เพราะอยากให้ฌานอยู่กับคุณแคลร์สองคน เผื่อจะได้เหลน”

นิชฌานมองไปทางจิลลาที่กำลังนั่งลงเอื้อมมือไปบีบแพเป็ด ที่สุดก็ถอนใจเฮือก “ปู่คงผิดหวัง”

ตุลธรยังไม่ทันได้ตอบ เพราะทั้งคู่เดินเข้าใกล้จิลลามาแล้ว หญิงสาวเงยหน้ามองแล้วส่งเสียงบอก

“ต้องสูบลมเพิ่มแล้วแหละ”

นิชฌานส่งเสียงตอบรับอยู่ในลำคอ หันไปทางตุลธรที่พูดกับจิลลา

“แจ้ว ช่วงนี้พี่คงอยู่ดูแลพ่อกับปู่ อาจจะไม่ค่อยได้มาค้างด้วยนะ” พอจิลลาพยักหน้าเป็นการตอบรับแล้ว จึงเอ่ยขอต่อ “เล่นน้ำเป็นเพื่อนฌานหน่อยนะ”

จิลลามองหน้านิชฌาน ส่งยิ้มให้แล้วพูด “อย่าเล่นน้ำดึกเลยเนอะ เดี๋ยวจะมีคนไม่สบาย”

นิชฌานหัวเราะหึ จนกว่าจิลลาจะไม่สบายจากการเล่นน้ำบ้างเขาคงโดนเจ้าหล่อนแซวเรื่องนี้ไปเรื่อยๆ

“ไปละ มีอะไรโทรหานะ” ตุลธรบอกพลางตบบ่านิชฌาน หันไปโบกมือให้จิลลาแล้วหันหลังเดินกลับไปที่รถ จิลลาลุกขึ้นยืน เอ่ยถามทันทีที่เห็นว่าตุลธรไปไกลมากพอแล้ว “มีอะไรหรือเปล่า”

หืม… นิชฌานทำหน้างงใส่จิลลา ไม่แน่ใจว่าประโยคคำถามนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร กระทั่งได้คำอธิบายตามมา

“เห็นหน้าคุณตอนคุยกับพี่ตุลตะกี้… ไม่ค่อยดี”

อ้อ… นิชฌานมองหน้าจิลลาแล้วได้แต่คิด ถ้าเจ้าหล่อนรู้เรื่องที่เขารู้ก็คงทำหน้าไม่ค่อยดีเหมือนกัน “เปล่าหรอก คุยกันเรื่องพี่ตุลต้องห่างๆ ไปดูแลพ่อกับปู่นี่แหละ”

จิลลากลับขมวดคิ้ว “ไม่เห็นเมกเซนส์ สีหน้าคุณบอกว่าไม่ใช่เรื่องนั้น”

นิชฌานกอดอกมองหน้าจิลลาอย่างอ่อนใจ “หน้าผม เชื่อผมเถอะ”

นั่นยิ่งทำให้จิลลาส่ายหน้า “แบบนี้ยิ่งเหมือนโกหก”

นิชฌานเลยถอนใจเฮือก หมุนตัวเดินกลับเข้าบ้าน ไม่คิดว่าจิลลาจะรีบเดินมาเคียงแล้วคาดคั้น

“ทำไม คุยอะไรกัน มีเรื่องอะไรที่แจ้วต้องรู้หรือเปล่า”

“ถ้าแจ้วต้องรู้แจ้วก็รู้ไปแล้วสิ”

“ก็อาจเป็นเรื่องที่แจ้วไม่ควรรู้ไง”

ถึงตรงนี้นิชฌานก็หัวเราะ “นี่ได้ฟังตัวเองพูดบ้างไหมเนี่ย เดี๋ยวต้องรู้ เดี๋ยวไม่ควรรู้ คืออะไร”

จิลลาส่งเสียงจึ้กจั้กอย่างหงุดหงิด บอกไป “ก็เช่น… พ่อพี่ตุลสงสัยอะไรแจ้วอีกหรือเปล่า หรือปู่สงสัย เรื่องแจ้วไม่ใช่คุณแคลร์กำลังจะแดงหรือเปล่า”

“ไม่…” นิชฌานปฏิเสธรวดเร็ว รู้ว่าจิลลาเป็นกังวล และปวดหัวมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อจิลลายังรบเร้า “ถ้างั้นอะไรล่ะ บอกไม่ได้เลยเหรอ ไหนว่าเราคุยกันได้ทุกเรื่องไง”

พูดเองนะ… นิชฌานไขประตูเข้าบ้าน หันไปเผชิญหน้ากับจิลลาที่เดินตามมาติดๆ “ที่ปู่อยู่บ้านพ่อ ที่พี่ตุลต้องห่างไปมันมีเหตุผล”

จิลลาดูกระตือรือร้น รู้แล้วว่าตนกำลังจะได้รู้ความจริง “อะไร”

“ปู่เป็นคนอยากให้พี่ตุลไปอยู่ด้วย”

ถึงตรงนี้จิลลาก็ขมวดคิ้ว เอียงหน้าอย่างงุนงง “ทำไมไม่เป็นคุณ ไม่ก็แจ้วล่ะ”

“เพราะปู่อยากให้เราได้อยู่ด้วยกันสองคนเยอะๆ ไง”

จิลลาหน้านิ่วขึ้นอีก สีหน้าเริ่มกังวล “ทำไม แจ้วทำอะไรให้ปู่คิดว่าเราสองคนทะเลาะกันหรือเปล่า”

นิชฌานหัวเราะ โบกมือพร้อมปฏิเสธ “เปล่า”

“อ้าว แล้วทำไมล่ะ”

“ปู่หวังว่าเราจะ… มีเหลนให้” บอกแล้วมองหน้าจิลลานิ่ง เห็นดวงตาเจ้าหล่อนกลอกไหวไปมาเหมือนกำลังครุ่นคิด มองหน้าเขาแล้วหลบตาอยู่สามรอบแล้วอยู่ดีๆ ก็เดินเข้าห้องตัวเองไปเลยไม่พูดไม่จาไม่ตอบรับใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งนิชฌานไม่แปลกใจ… ชายหนุ่มถอนใจยืดยาว มองไปทางประตูห้องที่ปิดลง นึกไปถึงคนที่อยู่ภายในห้อง ตกใจกับความรู้สึกที่พลุ่งพล่านอยู่ในตัวตอนนี้ ตกใจกับการรู้ว่าถ้าเป็นจิลลาเขาไม่ขัดข้องเรื่องการมีลูกแน่ ทว่าพอนึกถึงใบหน้าของแขดรุณแล้วนิชฌานกลับรู้สึกเหมือนถูกทุบเข้ากลางอก ชายหนุ่มยืนสับสนกับความรู้สึกตัวเองอยู่พักใหญ่ กว่าจะตัดสินใจได้

เขาน่าจะแยกตัวจากจิลลาสักพัก…

 

ว่าไป… ก็เหมือนที่นี่มีเวทมนตร์ จิลลาคิดอย่างนั้นตอนเห็นทิวาอยู่ในชุดเสื้อกล้ามกับผ้าขาวม้า นี่ถ้าคนในทีจีแอลมาเห็นก็ไม่รู้ว่าจะเชื่อไหมว่าคนคนนี้คือทิวา แล้วดูอาหารที่ทิวากับแดนช่วยกันทำสิ เป็นจิ้มจุ่มหมู เนื้อ ทะเล แล้วยังมีน้ำตกคอหมูย่าง ปีกไก่ทอด ประหนึ่งกำลังนั่งอยู่ในร้านอาหารอีสานก็ไม่ปาน ตอนนี้แดนที่ไปจำกัดบริเวณสุนัขของตนไม่ให้มากวนตอนกินอาหารได้เดินกลับมารวมกลุ่มแล้ว ถึงเวลาที่ทุกคนจะได้ลงมือกินเสียที

“แคลร์กินได้ไหม” ทิวาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง อาจเพราะจิลลายังไม่ยอมกินอะไรเสียที เอาแต่นั่งมองคนนั้นคนนี้ อาหารจานนั้นจานนี้ไปเรื่อย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของจิลลาเวลาเจออะไรที่สร้างความรู้สึกแปลกใหม่หรือทำให้ประหลาดใจ เธอจะใช้เวลาซึมซับมันสักพัก ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเห็นชายชราใส่เสื้อกล้ามกับผ้าขาวม้า และไม่ใช่ว่าไม่เคยกินจิ้มจุ่ม แต่ไม่เคยเจอทั้งสองอย่างในบรรยากาศแบบนี้ จิลลาส่งยิ้มให้ทิวา “กินได้ค่ะ”

ทิวามีสีหน้ายินดี “แคลร์ไม่เคยกินอาหารแนวนี้ ปู่ก็แอบห่วง แต่เห็นตุลว่าแคลร์กินง่ายขึ้นเยอะ”

จิลลาตอบกลับทันที “ค่ะ ตอนนี้แคลร์กินอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่โจ๊ก ข้าวต้ม น้ำเกลือ และอาหารทางสายยาง”

นั่นทำให้เหล่าคนฟังมองหน้ากันไปมา จนจิลลารู้สึกตัวว่าความซื่อตรงของเธอคงกระทบใจคนฟังเกินไป จึงรีบหัวเราะแล้วบอกให้เข้าใจ “พูดเล่นนะคะ”

จากนั้นหยิบปีกไก่มาลองฉีกกิน ตาโตเมื่อพบว่าปีกไก่ทอดที่ดูธรรมดาไม่มีแป้งใดๆ เคลือบหนังเลยนี่ หมักรสไว้ได้ดีมาก “อร่อยจังค่ะ”

“ตอนเด็กๆ แดนทำปีกไก่ทอดให้แคลร์กินบ่อยมากนะ ของโปรดแคลร์เลยแหละ” ทิวาให้ข้อมูล นั่นทำให้จิลลาหันไปทางแดน ส่งยิ้มให้แล้วพูดคล้ายจะแซว “โตมาด้วยปีกไก่ลุงแดนนี่เอง”

แดนคล้ายจะหัวเราะ หากก็เป็นหัวเราะแบบเฝื่อนๆ ไม่ได้พูดอะไร จากนั้นก็เฝ้าดูเด็กๆ แต่ละคนทุ่มเทสมาธิกับการกินของตน เลิกคิ้วอย่างแปลกใจตอนหญิงสาวคนเดียวในกลุ่มชิมน้ำตกคอหมูย่างแล้วชมออกมาอีกว่าอร่อย… นั่นทำให้แดนคิดถึงตอนแขดรุณยังเป็นเด็กหญิงเหมือนกัน เด็กน้อยคนนั้นร่าเริง ยิ้มเก่ง กินอะไรก็อร่อยไปหมด ทว่าหลังจากเติบโตเป็นสาวเต็มตัว แดนไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมแขดรุณจึงวางตัวเป็นราชินีกับคนอื่นทั้งที่ไม่จำเป็นเลย ไม่ว่าจะกินอะไรอร่อยแค่ไหน อาหารมาจากเชฟมากฝีมืออย่างไรแขดรุณก็กินด้วยสีหน้าเฉยๆ ไม่เคยเอ่ยชื่นชมให้กำลังใจใครให้เห็นอีกเลย

“จิ้มจุ่มก็แซ่บมากเลยค่ะ ทั้งน้ำทั้งน้ำจิ้ม หมูกับเนื้อก็นุ่ม อร่อยไปหมดเลย”

แดนเลิกคิ้วสูงขึ้นไปอีก รอยยิ้มเริ่มเฝื่อนน้อยลง และถึงกับหัวเราะเมื่อคนชมหันไปพูดกับลูกชายตน

“ถึงว่า ไม่เคยชวนมากินข้าวที่บ้าน กลัวโดนแย่งกินเหรอ”

ตุลธรแค่สบตาจิลลา แต่นั่นก็ทำให้จิลลารู้สึกตัว… เธอผู้ซึ่งสวมบทบาทแขดรุณอยู่ไม่ควรพูดหยอกล้อกับตุลธรเหมือนเป็นเพื่อนเล่นสินะ เป็นทิวาที่เข้ามาช่วยจิลลาไว้ ผู้สูงวัยเอ่ยทันที

“งั้นต่อไปเราก็มากินข้าวเย็นด้วยกันทุกวันเลยดีไหม… ไง ทำอาหารเลี้ยงเด็กพวกนี้ไหวไหมแดน”

แดนหัวเราะ ยังไม่ทันพูดอะไรทิวาก็พูดต่อ

“ทำข้าวเลี้ยงหมาได้ตั้งสิบกว่าตัว แบ่งๆ มาให้เด็กๆ กินบ้างน่าจะได้เนอะ”

“ผมสบายมากพ่อ ไม่รู้ฌานกับคุณแคลร์จะอยากมาไหม”

โดยไม่ปรึกษาใคร จิลลาตอบทันที “อยากค่ะ” แล้วหันไปทางนิชฌาน “มานะ”

นิชฌานส่งยิ้มให้จิลลา หันไปทางทิวา “ผมว่าจะเริ่มทำงานครับ สตูดิโอผมไกลจากที่นี่เหมือนกัน ถ้าทำงานติดพันบางวันอาจจะนอนสตูดิโอเลย ถ้าวันไหนออกจากสตูดิโอจะมากินข้าวด้วยนะครับ”

ทิวาพยักหน้าถี่รัวด้วยท่าทางตื่นเต้น “เหรอ จะเริ่มทำงานเหรอ ถ้าทำงานเสร็จแล้วให้ปู่เลือกก่อนคนอื่นเหมือนเดิมนะ”

แน่นอนว่านิชฌานพยักหน้ารับทันที ก่อนนิ่งไปเมื่อทิวาถามอย่างคนเพิ่งนึกได้

“แบบนี้แคลร์ก็ต้องไปอยู่สตูดิโอกับชาร์ลใช่ไหม”

นิชฌานกับจิลลาตอบพร้อมกัน ทว่าตอบกันไปคนละทาง ด้วยนิชฌานตอบ “ไม่ครับ” ขณะจิลลาตอบ “ค่ะ”

ทั้งคู่หันมองหน้ากัน นิชฌานบอกเหตุผลที่ตนคิดไว้ “เดี๋ยวแคลร์เบื่อเปล่าๆ”

มันมีอะไรมากกว่านั้น… จิลลามองหน้านิชฌาน ไม่ชอบใจที่เขาหลบตาไปแต่ให้ออกฤทธิ์ตอนนี้มากก็คงไม่ดี แต่ขนาดว่าควบคุมพฤติกรรมได้ หากสีหน้าจิลลาแสดงออกชัดเจน นั่นทำให้ทิวารีบพูดด้วยไม่อยากให้เด็กทั้งสองมีปัญหากัน “ไม่เป็นไรๆ ไว้ค่อยตกลงกันอีกที ตอนนี้กินก่อนเถอะ”

จิลลาส่งยิ้มให้ทิวา ควบคุมตัวเองให้มากขึ้น จิลลารู้ว่าตั้งแต่มื้อนี้เริ่มต้นขึ้นทั้งตุลธรและนิชฌานค่อนข้างระวังตัว ไม่พยายามมีปฏิสัมพันธ์กับเธอมาก มีแต่เธอนี่แหละที่ลืมตัวบ่อยกว่าคนอื่น เอาเข้าจริงจิลลาเริ่มไม่ชอบการรวมตัวกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้เท่าไรเพราะว่าไปก็อึดอัดอยู่เหมือนกัน

เพราะงั้นตุลธรกับนิชฌานไม่ต้องอยู่ด้วยหรอก เธอมากินข้าวกับแดนและทิวาเอง เพื่อของอร่อย เธอทำได้อยู่แล้ว!

 

“ทำไมแจ้วไปสตูดิโอกับคุณไม่ได้” จิลลาถามทันทีที่อยู่ในรถด้วยกันสองคน นิชฌานฟังคำถามแล้วลอบถอนใจเบาๆ เคลื่อนรถไปให้พ้นบ้านของแดนก่อนกันมีคนมองอยู่ แล้วค่อยตอบ “ไม่ใช่ไปไม่ได้ ไปได้ แต่แจ้วไม่จำเป็นต้องอยู่ แจ้วได้ยินคำถามปู่ใช่ไหม”

จิลลานึกย้อนไป จำได้คร่าวๆ แหละว่าทิวาถามว่าเธอไปอยู่ที่สตูดิโอกับนิชฌานด้วยใช่ไหม แต่ถ้าเป็นก่อนหน้านี้จิลลาแน่ใจว่าเขาจะลากเธอไปด้วย ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นแน่นอนว่าจิลลาไม่พอใจหรอก ทำไมต้องไปติดแหง็กอยู่กับเขาด้วย แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าอะไรทำให้จิลลาถามรวนไป “แล้วทำไมแจ้วจะไปอยู่ไม่ได้”

นิชฌานหันมองจิลลา หน้านิ่วใส่ “แจ้วอยากไปอยู่จริงๆ เหรอ”

“ก็บอกว่าไม่ไง”

“ยังไม่ได้บอก” นิชฌานเตือนสติจิลลา ซึ่งจิลลาก็พอนึกออกเหมือนกัน เธอแค่คิดในใจยังไม่ได้บอกเขา แต่นั่นก็ทำให้นึกออกว่าเธอติดใจเรื่องอะไรอยู่ “คุณทำเหมือนไม่อยากให้แจ้วไปอยู่ คือทั้งไปที่สตูดิโอและไปอยู่”

“ผมไม่ได้พูด”

“คุณแสดงออก”

นิชฌานหัวเราะเหอะ สีหน้ามีแต่ความอ่อนใจ ไม่พูดอะไรกระทั่งจอดรถในที่ของมันเตรียมพร้อมจะเดินเข้าบ้าน

“ทำไมล่ะ”

คำถามนั้นทำให้นิชฌานหันมองหน้าจิลลาอีกที ว่าจะโวยกลับบ้างว่าเจ้าหล่อนจะงอแงทำไม แต่สีหน้ากับสายตาที่มองทำให้นิชฌานพูดไม่ออก เขาเห็นความกังวลค่อนไปทางสับสนและดูจะมีความเสียใจปะปนอยู่

“คุณจะกันแจ้วออกเหรอ แจ้วเป็นคุณแคลร์ได้ไม่ดีใช่ไหม พอปู่มาคุณเลยคิดว่าเราควรจะแยกกันเหรอ ถ้าแบบนั้นคุณบอกแจ้วตรงๆ ก็ได้”

มันไม่ควรเป็นแบบนี้เลย… นิชฌานส่ายหน้าไปมา บอกเสียงเบาอย่างต้องการปลอบโยนคนที่คิดไปไกลเหลือเกิน “มันไม่ใช่แบบนั้น”

“แล้วมันแบบไหน…” ถามไปแล้วมองหน้านิชฌานอยู่ครู่ก็พอเดาได้ว่าเขาคิดถึงเรื่องใด “คุณคิดมากเรื่องปู่อยากได้เหลนเหรอ”

“แจ้วไม่คิดมากเหรอ”

“ต้องคิดด้วยเหรอ ก็แจ้วไม่ใช่คุณแคลร์”

จริงสินะ… เรื่องมันก็ง่ายๆ แบบนั้น จิลลาไม่ใช่แขดรุณ และ… มันคงง่ายกว่าสำหรับเขาถ้าผู้หญิงตรงหน้าเป็นแขดรุณ เขาจะไม่คิดมากเรื่องมีลูกเลยเพราะไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อยากมี ไม่มีทางมี แขดรุณก็ไม่อยากมี ก่อนหน้านี้นิชฌานเคยสงสัยว่าแขดรุณจะอยากมีลูกบ้างไหม แต่พอรู้ว่าหญิงสาววางแผนจะตายตอนอายุสี่สิบห้าก็แน่ใจว่าการมีทายาทไม่อยู่ในแผนแน่

“ถ้าคุณคิดมากจะให้แจ้วไปพูดกับปู่ก็ได้นะ ว่าไม่อยากมีลูก เดาจากหลายๆ อย่างแจ้วคิดว่าคุณแคลร์ไม่ได้วางแผนจะมีลูกแน่”

“ไม่เป็นไร”

“กลัวปู่จะเสียใจใช่ไหม อย่างน้อยให้แจ้วบอกว่ายังไม่อยากมีลูกจนกว่าจำได้ก็ได้ ปู่น่าจะเข้าใจ”

“ไม่เป็นไร ถ้าปู่ยังไม่พูดเรื่องนี้กับเรา เราเฉยไว้ดีกว่า แต่ถ้าปู่พูด จะบอกแบบที่แจ้วว่าตะกี้ก็ได้”

จิลลาส่งเสียงในลำคอตอบรับ ถามทันทีพร้อมกับจับสังเกต “แปลว่าแจ้วไปสตูดิโอได้แล้วใช่ไหม”

นั่นไง! เขาก็ยังอยากกันเธอออกอยู่ดี จิลลาตะปบไหล่เขา บีบหนักๆ แล้วเอ่ยถามเสียงเข้ม “บอกมานะ เกิดอะไรขึ้น”

นิชฌานมองหน้าจิลลา จับมือเล็กที่อยู่บนไหล่ตนออกมากุมไว้ ผ่านไปพักใหญ่โดยเขายังไม่ต้องพูดอะไร แววตาของจิลลาก็ทอประกายบางอย่างบอกว่ารู้ความนัย หญิงสาวยืดตัวตรง แต่ยังสบตากับเขาไม่ลดละ นิชฌานเอ่ยขอร้อง “ให้ผมห่างแจ้วสักพักเถอะ”

หากจิลลากลับขยับเข้าใกล้เขาเข้าไปอีก เธอไม่รู้ตัวเองแล้วว่าคิดหรือรู้สึกอย่างไรกับเขา เธอยังมีสติจำทุกอย่างได้อย่างดีว่าใครเป็นคนฉีกทึ้งตัวตนของเธอแล้วเผามันทิ้งไป เธอไม่รู้หรอกว่าชอบหรือรักเขาไหม ตอนนี้เธอแค่ไม่อยากอยู่ห่างจากเขา “เราไม่ต้องห่างกันก็ได้”

นิชฌานใช้อีกมือของตนแตะแก้มจิลลา ขณะอีกมือที่กุมมือจิลลาไว้บีบมันแน่นขึ้น โน้มหน้าเข้าไปใกล้ เอ่ยถามอย่างต้องการความแน่ใจ “จริงเหรอ”

จิลลาพยักหน้า ไม่หลบหลีกหนีหายตอนใบหน้านิชฌานใกล้เข้ามาเรื่อยๆ รู้ว่าเขากำลังจะจูบและเธอเต็มใจ ทว่าเขากลับเลยผ่านปากเธอไป ทิ้งศีรษะลงบนไหล่ มือที่เคยแตะใบหน้าก็หล่นลงบนไหล่อีกข้าง วินาทีนั้นจิลลารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ยิ่งแน่ใจตอนเขาบอกเสียงเครือ

“ผมทำไม่ได้”

จิลลาให้เวลาเขาซบไหล่เธออยู่ครู่ใหญ่ ให้เวลาตัวเองทำใจยอมรับเรื่องนี้… ใครจะไปยอมรับได้ จิลลาใช้มือดันอกนิชฌานให้เขาถอยออกไป ให้มองหน้ากันได้ ให้ตาสบตา มือจิลลาขยับไปบีบคางนิชฌาน บอกความรู้สึกตัวเองตอนนี้ออกไป “แจ้วไม่ได้เลือก… คุณเลือกเอง”

จิลลาปล่อยมือจากหน้าเขาพร้อมกับดึงมือตัวเองออก เปิดประตูเดินลงจากรถแล้วเข้าไปขังตัวเองอยู่ในห้อง

ถ้าเขารักเธอไม่ได้เพราะเธอหน้าเหมือนแขดรุณ… นั่นความผิดเขา ไม่ใช่เธอ!

 

เขาไปว่ายน้ำ… จิลลาได้ยินเสียงเปิดปิดประตู ครู่หนึ่งจึงเดินไปเปิดม่านหน้าต่างออก เห็นร่างของนิชฌานเดินไปยังท่าน้ำยืนยันว่าตนคิดถูก หญิงสาวปิดม่าน เดินมาทิ้งตัวลงบนเตียง ดวงตามองจ้องเพดานห้อง มือปัดสะเปะสะปะไปจนเจอโทรศัพท์มือถือ พอเจอแล้วก็หยิบมากดโทรออกหาเพื่อน

“ว่าจะโทรหาแกอยู่พอดี” วรรณวลีตอบแบบนั้น ซึ่งนั่นทำให้จิลลาถามไปก่อน “มีอะไรเหรอ”

วรรณวลีหัวเราะคิกคัก แล้วเล่าให้ฟัง “ฉันโทรหาพี่ตุล”

“แหม…” จิลลาลากเสียงยาว “เดี๋ยวนี้ไม่ต้องหาข้ออ้างแล้วเหรอ”

“ก็ยังต้องมีแหละ… โทรไปถามว่าเขาอยากได้การ์ตูนออกใหม่เล่มไหนบ้าง ฉันอยู่ร้านหนังสือพอดี”

จิลลาถึงหัวเราะ ย้อนถามอย่างรู้ทัน “แกอยู่?”

แค่เสียงหัวเราะของวรรณวลีก็ตอบคำถามได้ดีพอ ไม่มีทางอยู่แน่นอน แต่ก็ว่าไม่ได้ ในหนึ่งเดือนเพื่อนจะต้องมีวันที่ไปเลือกซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดที่ร้านหนังสืออยู่แล้ว

“แล้วแกโทรมามีอะไร”

จิลลาถอนใจเฮือก และแค่นั้นก็ทำให้วรรณวลีรู้

“เกิดอะไรขึ้นแก มีใครจับได้เหรอว่าแกให้ข่าวฉัน”

“เรื่องนั้นพี่ตุลของแกกับคุณฌานเขารู้อยู่แล้ว แต่คนอื่นยังไม่รู้หรอก… ฉันคิดว่าฉันอาจจะป่วย”

“หืมมม” วรรณวลีถึงกับเสียงสูง แล้วรัวถามทันทีอย่างเป็นห่วง “แล้วแกไปหาหมอหรือยัง นี่เป็นอะไรมากไหม แล้วตอนนี้แกอยู่กับใคร”

“ใจเย็น” จิลลาบอกเพื่อนเสียงเบา ถอนใจอีกยืดยาว บอกชื่อโรคที่คิดว่าตัวเองเป็นไป “ฉันว่าฉันเป็นสต๊อกโฮล์มซินโดรม”

คราวนี้ปลายสายเงียบไปหลายวินาที ที่สุดก็เอ่ยถามตามตรง “แกชอบคุณฌานเหรอ”

“คิดว่านะ”

“อาจไม่ถึงกับสต๊อกโฮล์มหรอก ดูแล้วคุณฌานเขาไม่ได้ทำร้ายแก เขาดูแลแกดีออก”

จิลลาเลยย้ำไปคำหนึ่งเผื่อเพื่อนจะลืม “เขาฆ่าฉัน”

“จะว่าแบบนั้นก็ได้ ฉันยังโกรธทุกครั้งที่คิดถึงสิ่งที่เขาทำกับแก แต่ถ้าตอนนี้แกมีความสุขดี แล้วแกก้าวข้ามเรื่องนี้ไปได้ แกจะรักเขาฉันก็ว่าไม่แปลก”

“ก็ยังไม่แน่ใจว่ารักหรือเปล่า ฉันแค่อาจจะสงสารเขาก็ได้ ชีวิตเขาในกัญจน์ธราไม่ได้มีความสุขเท่าไรหรอกในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง”

“ก็… พอเข้าใจได้ ใครจะไปมีความสุขที่ถูกมองว่าเกาะภรรยากิน แล้วพอแกได้ไปอยู่ใกล้เขาแกก็สงสาร พอสงสารก็เข้าใจ คนเราถ้าเข้าใจกันแล้วจะรักกันมันไม่แปลก เขาถึงได้ชอบพูดกันไงว่าความสงสารเป็นบ่อเกิดแห่งความรัก”

จิลลาหัวเราะหึ สมน้ำหน้าตัวเองไปด้วยในที ถามย้อนไป “แล้วของแกกับพี่ตุลนี่เริ่มด้วยอะไร”

วรรณวลีหัวเราะร่วน “ความหื่นของฉันล้วนๆ”

สองสาวหัวเราะไปด้วยกัน กระทั่งวรรณวลีดึงทุกอย่างกลับเข้าสู่บทสนทนา “แล้ว… แกกลัวคุณฌานจะไม่โอเคกับเรื่องนี้เหรอ”

“เปล่า… เขาก็ชอบฉัน”

เท่านั้นวรรณวลีก็กรีดเสียงอย่างลืมตัวด้วยความดีใจ รีบบอกไป “งั้นแกจะป่วยเป็นอะไรก็ช่างแกเถอะ ถ้าแกกับเขาใจตรงกันแล้วความสัมพันธ์ระหว่างแกกับเขาไม่ได้เป็นพิษแบบเขาตบแก แกเตะเขาอะไรแบบนั้น หรือมีเรื่องอื่นที่แกกังวล”

เธอบอกความจริงกับเพื่อนไม่ได้ ต่อให้บอกว่ามีเรื่องระหว่างนิชฌานกับแขดรุณทำให้นิชฌานเกลียดภรรยาตัวเอง วรรณวลีก็ต้องเอะใจแน่ว่าเรื่องต้องเลวร้ายถึงขนาดไหนผู้ชายคนหนึ่งถึงได้เกลียดผู้หญิงคนหนึ่งแบบที่ทำให้แค่มองหน้าก็เป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะตอนใบหน้าที่ตัวเองเกลียดชังกลายเป็นคนที่ตัวเองรัก…

“ก็… สับสนหลายเรื่อง ฉันอาจไม่ควรชอบเขา”

“แจ้ว ฉันตอบไม่ได้ว่าแกควรหรือไม่ควรชอบเขา แต่ถ้าแกชอบเขา ฉันก็จะสนับสนุนแกให้ทำตามใจตัวเอง”

จิลลาก็อยากทำแบบนั้นแหละ อยากทำตามใจตัวเอง แต่บางเรื่องมันก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเธอเพียงฝ่ายเดียว “ขอบใจนะ รักแก”

พออีกฝ่ายตอบรับแล้ววางสาย จิลลาก็เดินออกจากห้อง ตรงไปยังท่าน้ำ พอเห็นแพเป็ดก็เดาได้ว่าเขาต้องสูบลมให้แล้วแน่ๆ เพราะมันดูไม่เหี่ยวเหมือนเดิมแล้ว จิลลาก้าวลงไปนั่งบนแพเป็ดโดยไม่แกะเชือกที่ผูกไว้ออก วันนี้เธอไม่ได้ต้องการเล่นน้ำ แค่ต้องการนั่งมองดูเขาว่ายน้ำเงียบๆ และการนั่งบนท่าน้ำมันก็น่าเบื่อเกินไป

ครู่หนึ่งนิชฌานก็เห็นจิลลา เขาลอยตัวในน้ำ มองหน้าสบตากับจิลลานิ่ง รู้สึกถึงความห่างไกลที่ห่างออกไปเรื่อยๆ… นี่ยิ่งเป็นหลักฐานสำคัญของประโยคไกลตัวดีกว่าไกลใจ ตอนนี้เขากับจิลลาใกล้กันแค่นี้แต่กลับมีคำว่าเป็นไปไม่ได้คั่นกลางจนทำให้ห่างกันเหลือเกิน

ที่สุดนิชฌานก็ตัดสินใจว่ายน้ำกลับมาที่ท่า ดึงตัวเองขึ้นไปนั่ง หันไปคุยกับจิลลา “นอนไม่หลับเหรอ”

“เคยบอกว่าถ้าจะมาว่ายน้ำให้บอกไง”

มุมปากนิชฌานยกขึ้นเหมือนจะยิ้ม ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความเศร้า “โทษที คิดว่าหลับแล้ว”

จิลลาไม่ตอบ เอนตัวลงนอนบนแพเป็ด เงยหน้ามองฟ้า แล้วต้องประหลาดใจ… วันนี้พระจันทร์สว่างมาก อาจไม่ถึงกับเต็มดวงแต่ก็สว่างน่าดู จิลลาพลิกตัวไปทางนิชฌาน เอ่ยถามพร้อมชี้นิ้วไปด้านบน “ทำไมคืนนี้ออกมาว่ายน้ำ”

นิชฌานมองตามนิ้วจิลลาขึ้นไป แล้วจ้องนิ่งอยู่ที่ดวงจันทร์สว่างนวลตา ตอบคำถามเสียงเบา “พยายามทำตัวให้ชิน… หวังว่าวันหนึ่งจะชิน”

ชินกับดวงจันทร์… ชินกับใบหน้าของแขดรุณบนร่างกายเธอ จิลลามองนิชฌานนอนหงายหลังลงกับท่าน้ำ เห็นเขาจับจ้องไปยังท้องฟ้า เห็นความเจ็บปวดลอยล่องในดวงตา หญิงสาวก้าวขึ้นจากแพไปนั่งข้างเขา สุดท้ายก็ลงไปนอนคู่กัน ไม่ว่าอะไรตอนเขาเอามือเปียกๆ มาจับมือเธอ

“ผมขอโทษ สำหรับทุกเรื่อง”

จิลลาตอบกลับ น้ำเสียงไม่แยแส “บอกว่าไม่ต้องแล้วไง มันไม่มีอะไรต้องขอโทษแล้ว ที่คุณทำกับฉันคุณขอโทษไปแล้ว หลายรอบด้วย” หญิงสาวหันหน้าไปมองเขา รอจนอีกฝ่ายหันมามองจึงพูดไป “ตอนนี้ที่คุณต้องขอโทษคือตัวคุณเองนั่นแหละ”

อย่างไม่มีเหตุผล นิชฌานยิ้มขำให้จิลลา เอ่ยถาม “รู้ไหมว่าที่พูดนี่ใจร้ายมาก”

“แปลกใจเหรอ”

ก็ไม่… นิชฌานหัวเราะเบาๆ หันมองพระจันทร์ดวงโต กระชับมือจิลลาแน่นขึ้น “วันหนึ่งผมคงให้อภัยตัวเองได้”

จิลลานิ่งเงียบ ไม่ตอบคำใด แต่รู้ดีอยู่แก่ใจว่าถ้าวันนั้นไม่มาถึงก็จะไม่มีวันที่เธอกับเขาได้รักกัน ซึ่งจิลลาไม่สน ถึงวันที่ทิวาจากไป เธอก็แค่ไปให้ไกลจากเขาแล้วเริ่มต้นชีวิตใหม่ เธอไม่ใช่คนที่จะต้องเจ็บปวดเสียใจ นิชฌานต่างหาก



Don`t copy text!