ปราการแสงจันทร์ บทที่ 28 : ฝากบอก

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 28 : ฝากบอก

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

พอนิชฌานไม่อยู่เขาก็ต้องมากังวลกับจิลลาเหรอ… ตุลธรได้แต่คิดแบบนั้น ตอนรู้จากวรรณวลีโดยบังเอิญว่าจิลลาอยู่ที่บ่อน้ำ เขาโทรหาวรรณวลีเพื่อถามไถ่เรื่องหนังสือการ์ตูนที่ฝากซื้อ วรรณวลีรับสายเขาเพื่อบอกว่าวิดีโอคอลล์กับจิลลาอยู่ จิลลาอยากอวดแพเป็ดที่ฝากซื้อ แล้วขอตัววางสายไป

ตุลธรเลยตัดสินใจขับรถออกจากบ้านโดยไม่ได้บอกทั้งแดนและทิวา ในเวลาเกือบสามทุ่มแบบนี้ค่อนข้างแน่ใจว่าทั้งคู่หลับแล้ว พอถึงบ้านนิชฌาน ตุลธรก็ลงจากรถเดินมุ่งหน้าไปที่บ่อน้ำ เห็นจิลลานั่งอยู่บนแพเป็ด ในมือมีโทรศัพท์มือถือเดาว่ายังคุยกับวรรณวลีอยู่ ตุลธรยืนรออยู่เงียบๆ จนจิลลาวางสายจึงแสดงตัว “ไม่กลัวเชือกหลุดเลยเหรอ”

จิลลาสะดุ้งแล้วหันไปทางต้นเสียง เห็นตุลธรเดินข้ามานั่งลงบนไม้กระดานแล้วถามด้วยความสงสัย “มาทำอะไร… มีใครเป็นอะไรหรือเปล่า”

ตุลธรหัวเราะ รีบโบกมือให้จิลลาเบาใจว่าไม่มีใครเป็นอะไร “เมื่อกี้พี่โทรหาวันใหม่ เลยรู้ว่าแจ้วกำลังอวดแพเป็ดอยู่”

พูดจบโทรศัพท์ของตุลธรก็ส่งเสียงดัง จิลลารู้ทันที “วันใหม่โทรหาใช่ไหม”

ตุลธรดูหน้าจอแล้วพยักหน้าตอบจิลลา กดรับสาย “ครับ… พี่ว่าจะถามเรื่องการ์ตูนที่ฝากซื้อ อาจจะต้องรบกวนให้น้องวันใหม่ส่งไปรษณีย์ พี่ยังไม่มีแผนจะขึ้นกรุงเทพฯ เลย แต่ถ้าน้องวันใหม่ไม่สะดวกก็เก็บไว้ก่อน เดี๋ยวพี่ค่อยไปเอา”

จิลลาไม่รู้หรอกว่าปลายสายตอบอะไร แต่เห็นรอยยิ้มบางเบาบนใบหน้าตุลธรแล้วยิ้มออก สัมผัสได้ว่าเขาพึงใจที่ได้คุยกับเพื่อนเธอ ดังนั้นต่อให้รอนานกว่านี้อีกหน่อยจิลลาก็จะไม่ว่า ไม่ว่าด้วยตอนตุลธรเดินห่างออกไปเพราะคงไม่อยากให้เธอได้ยินบทสนทนา… ปิดไปเถอะ เดี๋ยวเพื่อนเธอก็โทรมากรี๊ดให้ฟัง

ครู่ใหญ่ตุลธรจึงเดินกลับมา มองจิลลานอนนิ่งบนแพเป็ดครู่เดียวก็ออกปาก “กลับเข้าบ้านเถอะ ดึกแล้ว”

จิลลากลับย้อนถามตุลธร “ที่พี่ตุลเฝ้าคุณฌานตลอด เพราะกลัวคุณฌานฆ่าตัวตายใช่ไหม”

ตุลธรนั่งลงบนพื้นไม้ที่เย็นเยียบเพราะอากาศ เห็นจิลลาเหม่อมองดวงจันทร์แล้วตัดสินใจตอบตามตรง “จริงๆ พี่ไม่เคยเห็นฌานทำร้ายตัวเอง พี่ไม่ได้คิดว่าฌานจะฆ่าตัวตาย”

จิลลาลุกขึ้นนั่ง หันมองตุลธร ฟังเขาพูดต่ออย่างตั้งใจ

“แต่ก็กลัวว่า… ฌานจะไม่พยายามมีชีวิตอยู่”

คนฟังขมวดคิ้ว เอ่ยถาม “ยังไง”

“เช่น… ถ้าเกิดอุบัติเหตุ เป็นตะคริว หรืออื่นๆ แบบที่ใช้ความพยายามนิดหน่อยก็น่าจะขึ้นจากน้ำได้”

จิลลาเข้าใจแล้ว หญิงสาวพูดต่อตุลธรได้ทันที “แต่คุณฌานอาจไม่ทำ ปล่อยให้ตัวเองตายไปง่ายๆ”

ตุลธรแค่พยักหน้า เอนตัวไปคว้าเชือกผูกแพเป็ดแล้วดึงให้แพเข้ามาใกล้ ให้จิลลาเข้ามาใกล้ แล้วค่อยบอกอีกความรู้สึกของตน “แต่หลังๆ พี่ว่าฌานดีขึ้น ดูมีความสุขกับชีวิตมากขึ้น ดูมีความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ ดูจากตอนไปบ้านคุณวิกรานต์ ถ้าเป็นเมื่อก่อนพี่ว่าฌานไม่กลัวเลยที่โดนเอาปืนจ่อหัว”

จิลลาจ้องหน้าตุลธร เอ่ยถามตามตรง “เพราะแจ้วเหรอ”

คนได้รับคำถามถึงกับหัวเราะร่วน “หลงตัวเองจัง” แต่พอเห็นว่าจิลลามีสีหน้านิ่งสนิท ไม่มีอารมณ์ขันเหมือนเคยจึงหยุดหัวเราะแล้วตอบด้วยท่าทีจริงจัง “แต่ก็ใช่ เพราะแจ้ว”

“รู้ไหมว่าทำไมคุณฌานถึงไปกินนอนที่สตูดิโอ” และเขาไม่กลับมาเจอหน้าเธอสามวันแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นวันที่สี่ ขณะแดนพาทิวาไปหานิชฌานได้ ตุลธรเองก็ไปอยู่กับเขาตอนกลางวัน แต่เธอทำได้แค่รออยู่ที่บ้าน

“มันจะมีช่วงที่ฌานทำงาน ทำทีเป็นเดือน บางทีก็เกือบสามเดือน”

“โดยไม่ออกจากสตูดิโอเลยเหรอ เมื่อก่อนเป็นแบบนี้เหรอ บ้านช่องไม่กลับ” ดูจากสีหน้าตุลธรจิลลาก็รู้ว่าไม่ใช่ จิลลาเลยพูดต่อไม่อ้อมค้อม “คุณฌานหนีแจ้ว เขาทนมองหน้าแจ้วไม่ได้”

ตุลธรส่ายหน้า ดึงแพเป็ดเข้ามาใกล้อีก “ไม่ใช่แบบนั้น”

“แบบนั้นแหละ หน้าแจ้วหมายถึงหน้าคุณแคลร์ เขาทนมองแจ้วที่หน้าเหมือนคุณแคลร์ไม่ได้”

ตุลธรถอนใจยืดยาว ใช้ความซื่อตรงทั้งหมดที่มีคุยกับจิลลา ให้สมกับที่หญิงสาวซื่อตรงกับความรู้สึก “เพราะฌานรู้สึกพิเศษกับแจ้ว แล้วแจ้วก็รู้ว่าคุณแคลร์สร้างแผลอะไรให้ฌานบ้าง”

“รู้… แต่พี่ตุลคิดไหมว่านี่มันไม่ยุติธรรมกับแจ้วเลย เขาทนไม่ได้ในสิ่งที่เขาเป็นคนทำ แล้วแจ้วล่ะ แจ้วไม่ได้เลือกตั้งแต่แรก แล้วตอนนี้แจ้วก็ต้องมาเสียใจเพราะมันเหรอ”

“แจ้ว…” ตุลธรสงสารจิลลา ในขณะเดียวกันก็สงสารนิชฌานด้วย เขารู้ว่าตอนนี้นิชฌานเองเสียใจไม่ต่างจากจิลลาเลย “ฌานพยายามอยู่ แจ้วอาจคิดว่ามันง่าย นี่แจ้ว ไม่ใช่คุณแคลร์ ให้มองข้ามภายนอกไปแล้วมองที่ตัวตนสิ แต่สำหรับฌานมันมีเรื่องที่ฝังอยู่ในสมองเยอะมาก จะจูบแจ้วยังไงไม่ให้คิดถึงตอนโดนคุณแคลร์บังคับ…”

ขืนใจ… จิลลานิ่วหน้า น้ำตาเอ่อคลอ โกรธก็โกรธแต่ก็สงสารนิชฌานด้วย คนบ้า แล้วยังไม่อยู่ให้เธอระบายอารมณ์ใส่อีก

“อดทนอีกนิดได้ไหม… ฌานเหมือนต้นไม้ที่ไม่เคยเจอแดดเลยมาหลายปี ไม่ตาย แต่ก็… จ่อย”

คำเปรียบเทียบนั้นทำให้จิลลาหัวเราะได้ทั้งน้ำตา ซึ่งตุลธรก็หัวเราะไปด้วย แก้ตัวที่ทำให้บรรยากาศที่ควรจะจริงจังเสียไป

“นึกคำไหนไม่ออกแล้ว… แต่หลังจากคุณแคลร์ไป ตั้งแต่ได้เจอกับแจ้ว ฌานค่อยๆ โต ค่อยๆ คืนรูปแบบที่ควรจะเป็น แต่จะให้แข็งแรงขนาดก้าวข้ามทุกอย่างได้มันต้องใช้เวลาอีกนิด”

จิลลานิ่งคิด ที่สุดก็บอกไป “เขามีเวลาเท่าที่ปู่จะอยู่บนโลกใบนี้ ถ้าปู่ไปแล้วเขายังทำใจไม่ได้ แจ้วก็ไม่อดทนแล้ว แจ้วก็จะไปตามทางของแจ้วเหมือนกัน”

ก็อาจจะทัน เพราะตุลธรเองก็หวังว่าทิวาจะอยู่ไปอีกหลายปี พอเห็นว่าจิลลาจะขึ้นจากแพเป็ด ตุลธรจึงลุกยืนแล้วยื่นมือไปให้จิลลาจับ โล่งใจที่จิลลาตัดสินใจว่าจะกลับบ้าน จึงออกเดินเคียงกันไปจนกระทั่งถึงรถเขาที่จอดอยู่

“ถ้าเจอเขาก็ฝากบอก”

ตุลธรหันมองหน้าจิลลา เตรียมรับสารที่เจ้าหล่อนจะฝาก

“บอกว่าแจ้วมีเรื่องฝากบอก”

ตุลธรพยักหน้ารับ รอฟัง ทว่าจิลลากลับยิ้มอย่างมีเลศนัย

“ว่าแจ้วจะบอกเขาเอง”

แล้วเจ้าหล่อนก็หมุนตัวเดินเข้าบ้านไปให้ตุลธรได้แต่หัวเราะหึ ทีความอยากรู้อยากเห็นของคนอื่นจิลลาไม่เคยสนใจเลย แล้วคืนนี้เขาจะนอนหลับไหม ให้ตายสิ!

 

จิลลาแปลกใจ วันนี้คนส่งข้าวเช้าให้เธอเป็นทิวา ไม่ใช่ตุลธร หญิงสาวรีบเดินออกจากบ้านไปรับของจากผู้สูงวัย ซึ่งทิวาก็บอกมาพร้อมรอยยิ้ม

“วันนี้ปู่มากินข้าวเช้าด้วยนะ”

“ปู่ให้แคลร์ไปหาที่บ้านลุงแดนก็ได้ค่ะ”

“ไม่เป็นไร มากินที่นี่ก็สงบดี ไม่ต้องให้แดนเขาเก็บสมุนให้วุ่นวาย”

จิลลาหัวเราะ รู้ว่าที่แดนต้องเก็บสุนัขของเขาเพราะรู้ว่าแขดรุณไม่ชอบสัตว์ และเธอไม่ควรพูดอะไรให้เรื่องมันเข้าตัว อย่างเช่นประโยคที่ว่า ไม่จำเป็นต้องเก็บก็ได้ ที่ดังในหัวตอนนี้ หญิงสาวเดินเข้าบ้านแล้วนำอาหารไปถ่ายใส่จาน จัดวางลงบนโต๊ะ เตรียมน้ำเย็นใส่แก้วให้ทิวาและตัวเอง นั่งลงได้ครู่เดียวทิวาก็ถามมา

“พี่ๆ เขาโทรมากวนใจแคลร์บ้างไหม”

พี่ๆ… จิลลานึกอยู่ครู่ก็รู้ว่าหมายถึงอลิชากับคริษฐ์ ซึ่งถึงสองคนนั้นอยากโทรมาก็คงโทรไม่ได้หรอก เธอไม่ได้ใช้เบอร์เก่าของแขดรุณ และเบอร์ใหม่ของเธอนี่นอกจากวรรณวลี นิชฌาน ตุลธร ก็ไม่มีคนอื่นรู้อีกเลย “ไม่เลยค่ะ คงรู้ว่าแคลร์ช่วยอะไรไม่ได้”

“ดีแล้ว ถ้าสองคนนั้นโทรมากวนแคลร์ปู่จะโกรธมาก”

ฟังแล้วจิลลาก็สงสัย พอสงสัยก็เอ่ยถามตามประสา “แต่เดาว่าพี่ๆ โทรหาปู่ใช่ไหมคะ”

ทิวาหัวเราะ ส่ายหน้าแล้วบอกความจริง “ไม่กล้าหรอก แต่โทรไปกวนนายป้อง จะเรียกร้องเอาเงินก้อนตามสวัสดิการที่ควรได้ ป้องเขาก็ต้องโทรมาปรึกษาปู่ จะจัดการตามกฎไปเลยก็เกรงใจ”

“เงินตามสวัสดิการนี่หมายถึงเงินสะสมที่จะได้ตอนออกจากทีจีแอลใช่ไหมคะ”

“ใช่ ของคริสไม่เท่าไรหรอกเพราะตำแหน่งยังไม่สูง แต่อลิซน่ะได้เยอะอยู่ อายุงานก็เกินสิบห้าปี”

“แต่นั่นต้องหมายถึงการออกแบบไม่มีอะไรด่างพร้อยใช่ไหมคะ” จิลลาถามอีก เพราะเดอะคอนเทนิกก็มีเงินสะสมที่จะให้พนักงานเช่นกันหากลาออก แต่ก็มีกฎอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าใครออกแล้วจะได้หมด อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นผู้ไม่สร้างความเสียหายให้องค์กร กรณีอลิชานี่ ที่ไม่ติดคุกก็บุญแล้ว

“ใช่ แต่เขาจะเอาให้ได้ โทรทุกวันจนนายป้องประสาทเสีย วันนี้ป้องโทรหาปู่แต่เช้าบ่นว่าอลิซจะฟ้องทีจีแอล”

จิลลาถึงกับเลิกคิ้ว อดสงสัยไม่ได้ว่าอลิชาตระหนักถึงสิ่งที่ตัวเองทำหรือยังว่ามันรุนแรงแค่ไหน

“ปู่เลยให้ป้องบอกว่าให้โทรมาขอปู่เอง เพราะตามหลักการทีจีแอลให้ไม่ได้ ไม่งั้นอาจมีการฟ้องร้องดำเนินคดีกับสิ่งที่อลิซทำ”

“แล้ว… พี่อลิซโทรหาปู่หรือยังคะ”

ทิวาหัวเราะ “น่าจะยังไม่ตื่น ก็รอดูกันว่ายังไง”

“ถ้าพี่อลิซโทรมา ปู่จะให้เงินพี่อลิซเองเหรอคะ”

ทิวานิ่งเงียบ ไม่ตอบในทันที ที่สุดก็ถอนใจยาวก่อนบอก “ถ้าอลิซโทรมาขอในฐานะหลาน ปู่ก็คงให้ ขึ้นอยู่กับอลิซนั่นแหละว่าจะโทรมาในฐานะอะไร… ถ้าโทรมาน่ะนะ”

ในความเป็นปู่อย่างไรทิวาก็ตัดอลิชาไม่ขาด จิลลาคิดถึงป้าตัวเอง ตั้งแต่มีมือถือทุกอย่างสะดวกสบายขึ้นมาก เธอกดเข้าไปดูป้าผ่านกล้องวิดีโอได้ทุกครั้งที่อยากทำ ในขณะเดียวกันมันกลับทำให้เธอลดความต้องการไปหาป้า ไปเจอป้าแบบเห็นหน้าโดยไม่ผ่านอุปกรณ์ใดน้อยลง… ถ้านิชฌานยังหลบหน้าเธออยู่ เธอชวนตุลธรไปหาป้าที่กรุงเทพสักวันสองวันดีกว่า

จิลลาส่งยิ้มให้ทิวา ตักกับข้าวให้แล้วเอ่ยชวน “กินข้าวกันดีกว่าค่ะ อย่าเพิ่งเครียดแต่เช้าเลย”

ทิวาหัวเราะ พยักหน้าอย่างเห็นด้วยแล้วตักอาหารให้จิลลาเช่นกัน

“แคลร์”

จิลลามองทิวา รู้เลยว่าบทสนทนาต่อจากนี้จะไม่ง่ายจากสายตาและภาษากายของผู้อาวุโส หญิงสาวส่งยิ้มเป็นการตอบรับ รอฟังว่าทิวาจะพูดเรื่องใด

“แคลร์อาจจะจำไม่ได้ หลังแคลร์กับชาร์ลแต่งงานได้สักสามปี ปู่ถามว่าแคลร์อยากมีลูกไหม ตอนนั้นแคลร์ตอบปู่ว่าอยากทุ่มให้ทีจีแอลก่อน”

จิลลาพยักหน้าช้าๆ คิดว่านั่นไม่น่าจะใช่คำโกหกเสียทีเดียว เพราะแขดรุณก็ทุ่มเทให้การทำงานจริง สร้างผลงานให้ทีจีแอลได้จริง “ค่ะ”

“แล้วตอนนี้ล่ะ”

“คะ?”

“แคลร์ลาออกจากทีจีแอลแล้ว และ… แคลร์รักชาร์ลใช่ไหม”

ยังมีความไม่แน่ใจอยู่ในท่าทีของทิวา กระตุ้นความทรงจำของจิลลาให้นึกออก ครั้งหนึ่งทิวาเคยขอร้องให้เธอในนามแขดรุณปล่อยนิชฌานไป จิลลายังไม่รู้ว่าตนควรตอบอย่างไร ทิวาก็พูดต่อ

“ช่วงหลังๆ มีบางอย่างที่ทำให้ปู่คิดว่าหลานปู่ทั้งสองคนคงรักกันจริงๆ ก่อนหน้านี้แคลร์อาจทุ่มเทกับงานมากไป ชาร์ลอาจโดนกดดันจากคนอื่นๆ มากไป ความสัมพันธ์เลยดูไม่ค่อยดี แต่ตอนนี้มันเปลี่ยน”

ก็ต้องเปลี่ยนแน่ๆ แหละ เพราะเธอไม่ใช่แขดรุณ และ… ใช่ อาจพูดได้ว่าเธอกับนิชฌานชอบพอกัน แต่อีกนั่นแหละ มันเปลี่ยนไปอีกครั้งแล้ว

“ปู่เลยอยากให้แคลร์ลองคิดเรื่องลูกอีกที ปู่มีความสุขมากตอนแคลร์เกิดมาบนโลกใบนี้ นึกไม่ออกเลยว่าจะมีความสุขขนาดไหนถ้าได้เห็นลูกของแคลร์”

ความเพียบพร้อมของกัญจน์ธราทำให้ทิวาอยากเห็นทายาทสืบสกุลให้มากที่สุดสินะ มีเงินก็มีโอกาสมากกว่า มีทางเลือกมากกว่า การส่งลูกหลานไปเรียนที่อื่นที่มีระบบการศึกษาดีกว่าก็เป็นเรื่องง่าย ขณะป้าเธอเห็นอีกแบบ มันมีเหตุผลที่ป้าเธอเป็นโสดและไม่มีลูก ป้ามองว่าตัวเองยังลำบากเกินไป และคงเป็นเรื่องยากที่จะเลี้ยงดูเด็กสักคนให้เติบโตอย่างดี… แต่ป้าก็เลี้ยงเธอมาจนโตได้ โตมาดีไหมจิลลาก็ไม่แน่ใจ ที่แน่ใจคือโตแบบลำบาก ไม่ถึงกับยากจนข้นแค้น แต่ก็ขัดสนจนบีบให้เธอทำงานทันทีที่ทำได้ นั่นทำให้เธอไม่อยากมีลูก

แต่นั่นคือตอนเป็นจิลลา ในตอนนี้ที่เธอกลายเป็นแขดรุณแล้ว จิลลายังไม่ได้คิด ไม่ใช่แค่ว่ามีเงินทองมากมายแล้วจะทำให้อยากมีลูกขึ้นมาง่ายๆ เสียเมื่อไร การมีลูกมันคือการยอมสูญเสียชีวิตบางส่วน การอุทิศเวลาและทรัพยากรหลายๆ อย่างให้ลูก จิลลาไม่คิดว่าตัวเองจะเสียสละได้ขนาดนั้น

“ปู่ก็อยากบอกให้แคลร์ค่อยๆ คิด… แต่ปู่ก็มีเวลาไม่มาก”

จิลลามองหน้าทิวา ใจหายแทนนิชฌานถ้าทิวาเป็นอะไรไป “ปู่ยังดูแข็งแรงออกค่ะ”

ทิวามองหน้าคู่สนทนานิ่ง พินิจใบหน้า จมูก ปาก จ้องลึกลงไปในแววตาคล้ายกำลังพยายามขุดค้นความจริงบางอย่าง รอยยิ้มที่ส่งให้คนตรงหน้าอ่อนโยน “ปู่ก็อยากอยู่นานกว่านี้… เห็นแคลร์เป็นแบบนี้นานกว่านี้”

จิลลาสัมผัสได้ถึงความเสียใจลึกซึ้ง นั่นพลอยทำหญิงสาวสะเทือนใจไปด้วยแม้ยังไม่เข้าใจสิ่งใด ไม่รู้เลยว่าเหตุใดความเสียใจจากทิวาจึงท่วมท้นขนาดนี้

“ปู่ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อยู่ๆ แคลร์ของปู่ก็เปลี่ยนไป แคลร์ยังรักปู่ ปู่รู้ แต่แคลร์…” ทิวาไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จู่ๆ วันหนึ่งเขาก็พบว่าการมองตาแขดรุณทำให้เขาใจหาย มันเหมือนเป็นแววตาของคนไร้วิญญาณ ไม่มีหัวใจ วัยที่ล่วงเลยทำให้เขารู้ว่าดวงตาแบบนี้คือตาของคนที่อันตราย ตาของคนที่… ฆ่าคนได้

จิลลาคว้ามือของทิวามาบีบเบาๆ อย่างต้องการปลอบใจ เธอรู้เหตุการณ์ทุกอย่าง แน่ใจว่ารอบด้านแล้วเดาได้ คงเป็นตอนที่แขดรุณเริ่มเปลี่ยนตัวเองเพื่อแก้แค้น ความเห็นอกเห็นใจน้อยลงและหายไป ความโหดร้ายเข้ามาแทนที่ ทำไมคนที่ใกล้ชิดและผูกพันอย่างทิวาจะไม่รู้สึก

จิลลาแปลกใจที่อยู่ๆ ทิวาก็จับมือเธอไปกดเบาๆ บนฝ่ามือ แล้วเอื้อมมาดึงอีกข้างไปกดด้วย แล้วรวบมือเธอไว้ทั้งสองข้าง โน้มหน้ามามองตาก่อนถาม

“ปู่ถามตรงๆ ได้ไหม”

จิลลาได้แต่คิด… เธอก่อเรื่องแน่นอน

 

จิลลารู้สึกถึงสัมผัสแผ่วเบาบริเวณใบหน้า แวบแรกในความงัวเงียเธอนึกว่าเส้นผมของตัวเองคงตกระหน้า ทว่าเมื่อได้สติขึ้นเรื่อยๆ จึงรู้… มีคนลูบผม ลูบแก้ม สลับกันไปมาแบบนั้น หญิงสาวลืมตามอง ในความสลัวรางก็ยังเห็นชัดว่าเป็นเขาจึงพลิกตัวนอนหงาย สีข้างรู้สึกอบอุ่นจากการที่นิชฌานนั่งเบียดอยู่

“ทำไมนอนตรงนี้”

เธอนอนบนโซฟาตรงโถงรับแขก จิลลานึกย้อนกลับไปแล้วก็พบว่าหลังมื้อเย็นเธอพิมพ์งานของตัวเองไปเรื่อยสลับกับคิดมากถึงสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ พอรู้สึกล้าจึงตั้งใจจะงีบสักหน่อย… แต่คงเลยคำว่าหน่อยไปเยอะ “กี่โมงแล้ว”

“ห้าทุ่มกว่าแล้ว… ทำไมนอนตรงนี้”

จิลลามองหน้านิชฌาน ส่งยิ้มให้เขาแล้วตอบอย่างตั้งใจ “คอสเป็นภรรยาที่รอสามีกลับบ้าน”

นิชฌานถึงกับขำพรืด รู้จักคำว่า ‘คอส’ ว่ามาจากการคอสเพลย์ ซึ่งก็คือการแต่งตัวเป็นตัวละครหรือตัวการ์ตูนที่ชื่นชอบ ระยะหลังๆ เริ่มลามไปถึงบทบาทอื่นๆ ที่สร้างสรรค์และตลกขบขันอาจไปถึงเรื่องล้อเลียนสังคม เช่น คอสเป็นคนที่รอรถเมล์มาสองชั่วโมงแต่รถเมล์มาแล้วไม่จอด… คอสเป็นภรรยาที่รอสามีกลับบ้านเหรอ “คอสเป็นสามีที่อยากจูบหน้าผากขอโทษภรรยาได้ไหม”

จิลลาเลิกคิ้ว ถามอย่างท้าทายอยู่ในที “กล้าเหรอ”

นิชฌานโน้มหน้าเข้าไปใกล้จิลลาอีก ถามย้อน “ลองไหม”

จิลลาไม่ตอบ แค่ยิ้ม หลับตาลงตอนนิชฌานจรดปากเขาลงบนหน้าผากเธอ ชั่วอึดใจหนึ่งกว่าเขาจะถอยออกไป แล้วบอกมาเพื่อให้สมบทบาท

“ขอโทษที่ให้รอ”

จิลลาหัวเราะร่วน ดันนิชฌานออกแล้วลุกขึ้นนั่ง “พอมืดแล้วกล้าเหรอ… แน่จริงก็เปิดไฟ”

นิชฌานหัวเราะเบาๆ เอ่ยถามนอกเรื่องไป “พี่ตุลว่าแจ้วมีอะไรจะบอกผม หงุดหงิดน่าดูที่แจ้วไม่ยอมบอกว่าคืออะไร”

จิลลาขำ รู้ซึ้งถึงความหงุดหงิดของตุลธร เขายังมีมารยาทที่ไม่คาดคั้น ลองเป็นเธอสิ ไม่บอกก็ไม่ไปไหนทั้งนั้น “ตอนแรกก็ว่าจะฝากบอก”

“แล้วทำไมไม่ฝาก”

“จะให้บอกว่าคิดถึงผ่านคนอื่นจริงๆ เหรอ”

นิชฌานถึงกับนิ่งงัน ได้แต่มองหน้าจิลลาสลับกับมองปากอยู่อย่างนั้น ซึ่งจิลลาก็ไม่ช่วยให้เขาห้ามใจได้เลย กลับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ เอ่ยถาม

“คิดอะไรได้บ้างไหม ที่หนีไปตั้งหลายวัน”

นิชฌานยกมือขึ้นแตะแก้มจิลลา ใช้นิ้วโป้งไล้ปากนุ่มแผ่วเบา บอกสิ่งที่ตนคิดไปขณะมองตาคู่นั้น ตาคู่ที่เตือนให้นิชฌานรู้เสมอว่านี่ไม่ใช่แขดรุณ คนตรงหน้าไม่ใช่แขดรุณ “คิดถึงไง… ไม่มีแจ้วแล้วสงบเกินไป”

คนฟังถึงกับตาโต เอ่ยถามเสียงแหลม “ยังไงนะ”

นิชฌานหัวเราะ “นี่ไง ไม่มีคนทำเสียงแบบนี้ให้ได้ยิน คิดถึงจัง”

จิลลาเอียงหน้ามองนิชฌาน ถามไปตามตรง “แล้วจะไปอีกไหม จะไปอีกกี่วัน”

“ต้องไปอีก” นิชฌานตอบได้ทันที ทว่าครั้งนี้ต้องไม่เหมือนเดิม จากใช้เพียงมือเดียวประคองหน้าจิลลา นิชฌานยกอีกมือขึ้นช่วย ต้องการให้หญิงสาวเห็นความตั้งใจของเขาชัดเจนที่สุด “แจ้วไปด้วยกันนะ”

หลายวันที่แยกตัวไปนิชฌานแทบไม่ได้ทำงานเลย ทุกอย่างมันฟุ้งอยู่ในหัว ไม่สามารถจับต้องอะไรได้ แล้วยังมีเรื่องจิลลาแทรกแซงความรู้สึกอยู่ทุกนาที สมาธิเขาไม่มี สติเขาไม่มา ท่าทางสับสนของเขาทำให้ตุลธรขอร้องให้กลับไปนอนที่บ้านสักคืน นิชฌานเลือกกลับมาตอนกลางคืน อยากเลี่ยงจิลลา เดาว่าเจ้าหล่อนน่าจะเข้าห้องนอนไปแล้ว แต่การเปิดประตูบ้านเข้ามาแล้วเจอร่างเล็กนอนเหยียดยาวอยู่บนโซฟาทำให้นิชฌานค้นพบบางอย่าง

เขาค้นพบว่าการห่างจิลลาไปไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นเลย มันกลับทำให้เขาแย่ลง แย่ลงทุกนาที

และสิ่งที่ตุลธรเตือนก็ดังก้องอยู่ในหัว… แขดรุณตายแล้ว อย่าปล่อยให้แขดรุณทำร้ายนิชฌานได้อีก ยิ่งกว่านั้น อย่าให้แขดรุณทำร้ายจิลลา

จิลลาเห็นความสับสนทุกข์ทนของนิชฌานผ่านแววตาเขา หญิงสาวยกมือขึ้นแตะแก้มนิชฌานบ้าง เอ่ยถาม “แล้วเห็นหน้าแจ้วทุกวันโอเคเหรอ”

อันนี้นิชฌานตอบได้ทันที “โอเคกว่าหลายวันที่ผ่านมา”

ยังมีอีก เขายังมีอีก… จิลลาสางผมให้นิชฌานแผ่วเบา แตะศีรษะเขาค้างไว้ขณะเอ่ยถาม “กลัวอะไร”

เขาไม่ยอมพูด จิลลาเลยต้องกระตุ้น “นี่แจ้วนะ คุณพูดกับแจ้วได้ทุกเรื่อง… หรือไม่ไว้ใจแจ้ว”

นิชฌานส่ายหน้า ทิ้งน้ำหนักของศีรษะใส่มือจิลลา “วันหนึ่งถ้าเรารักกันมากขึ้น… ผมกลัว”

จิลลานิ่งเงียบรอฟัง ใช้ปลายนิ้วคลึงหนังศีรษะให้เขา อย่างน้อยก็อยากให้เขาผ่อนคลายลงสักหน่อย

“ถ้าผมยังจูบแจ้วไม่ได้ ผมอาจจะทำแจ้วเสียใจ… แจ้วไม่ควรต้องเสียใจเพราะเรื่องนี้”

“เลยให้เสียใจเพราะคุณหนีแจ้วเหรอ” แล้วความเสียใจของนิชฌานก็ทำจิลลาเสียใจ หญิงสาวถอนใจยืดยาว เอ่ยเตือนเผื่อเขาจะลืมไป “แจ้วเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่าคุณต้องคิดต้องทำเพื่อตัวเองบ้าง ไม่ต้องมาห่วงแจ้วหรอกว่าแจ้วจะเป็นยังไง แจ้วจัดการตัวเองได้ ตอนนี้คุณควรหาความสุขให้ตัวเอง ทำอะไรแล้วมีความสุขทำเลย ถ้าห่างแจ้วแล้วมีความสุข ทำ ถ้าอยู่กับแจ้วแล้วมีความสุข ทำ”

“จูบแจ้วแล้วมีความสุขก็จูบได้ใช่ไหม”

จิลลาหัวเราะหึ “บางเรื่องมันก็ต้องถามความสมัครใจนะ”

“ถามอยู่นี่ไง”

ไม่รู้กี่วินาทีที่ทั้งคู่มองตากันอยู่อย่างนั้น ก่อนจิลลาจะหลับตาลงเมื่อนิชฌานเข้ามาใกล้เกินไป วินาทีหนึ่งจิลลากลัวเหมือนกันว่าเขาจะผ่านเลยไปอีก ทว่าไม่… ปากเขาแตะแผ่วลงบนปากเธอ ก่อนกดลงหนักขึ้น บดเบียดมากขึ้น แผ่นหลังจิลลาสัมผัสโซฟาได้อย่างไรหญิงสาวไม่อาจบอกได้ ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตอนนี้มือตัวเองเหนี่ยวรั้งนิชฌานอย่างต้องการให้เขาเข้าใกล้มากขึ้นอีก

และเขาหยุด…

จิลลาลืมตา เห็นใบหน้าของนิชฌานวนเวียนอยู่ใกล้ๆ เห็นความต้องการของเขาทอประกายท่ามกลางความมืดสลัว ก่อนมันจะเลือนหายและแทนที่ด้วยบางอย่างที่ทำจิลลาใจหาย แวบเดียวเขาก็หลับตาลงแล้วดึงตัวเองห่างจากเธอ จิลลาตามไปจับแขนเขาไว้ บอกรวดเร็ว “ไม่เป็นไร… นี่ก็ไปไกลกว่าจูบอยู่”

นิชฌานยกสองมือปิดหน้าแล้วเลื่อนไปกุมหัว ยิ้มได้ตอนจิลลาก้มลงเอาหน้าผากมาชนต้นแขน เอื้อมมือหนึ่งไปลูบผมนิ่มมือแผ่วเบา พูดเพื่อให้คำมั่น “ผมจะลืมมันให้ได้”

จิลลาเข้าใจ เขาหมายถึงเรื่องระหว่างเขากับแขดรุณ หญิงสาวเงยหน้ามอง ส่ายหน้าให้เขาเห็นก่อนบอก “คุณลืมไม่ได้หรอก ยิ่งพยายามลืมคุณยิ่งแย่”

นิชฌานส่งยิ้มให้จิลลา เอ่ยถามคล้ายอยากหยอกล้อ “มีคำแนะนำดีๆ ไหม”

“ทุกครั้งที่คิดถึงมัน ให้คุณคิดด้วยว่าคุณผ่านมันมาได้แล้ว คุณผ่านมาได้”

นิชฌานพยักหน้า เอ่ยทวนคำบอกนั้น “ผมผ่านมันมาได้… ผมคือผู้อยู่รอด”

จิลลายิ้มกว้าง กดจูบลงบนต้นแขนนิชฌาน “เก่งมาก”

“ถ้าผมเข้มแข็งได้สักครึ่งของแจ้ว…”

จิลลายิ้มขำ “หวังเยอะไป”

คำที่คล้ายจะดูแคลนนั้นกลับทำให้นิชฌานหัวเราะได้ พูดคำหนึ่งที่เคยได้ยินเจ้าหล่อนพูด “เกินตัวใช่ไหม”

“ใช่ ตอนนี้นะ… แต่วันหนึ่งคุณจะทำได้ คุณจะเข้มแข็ง อาจจะมากกว่าแจ้วด้วยซ้ำ”

“ผมคงทำไม่ได้ถ้าไม่มีแจ้ว”

เป็นอีกครั้งที่จิลลาส่ายหน้าเพื่อบอกว่าเขาพูดผิด จ้องตาเขาแน่วแน่ “คุณทำได้ด้วยตัวคุณเอง ต่อให้ไม่มีแจ้ว”

นิชฌานยิ้มได้อีกครั้ง ก้มลงไปหอมแก้มจิลลาฟอดใหญ่ก่อนลุกขึ้นยืนพร้อมกับดึงหญิงสาวให้ลุกขึ้นด้วย “อย่านอนบนโซฟาเลย เมื่อยแย่ ต่อให้รอสามีกลับบ้านก็ควรรอในห้อง”

จิลลาเถียงทันทีขณะออกเดินไปยังห้องของตน “รอในห้องจะมีคนรู้สึกผิดเหรอ”

นิชฌานซึ่งกำลังจะเดินแยกไปห้องตนก็หันมาตอบ “ถ้าคนจะรู้สึกผิดก็ไม่ปล่อยให้รอตั้งแต่แรกแล้วมั้ง”

จิลลานิ่งไปอย่างต้องการครุ่นคิด และพบว่าจริง ถ้าใส่ใจกันจริงอย่างน้อยก็ต้องโทรบอกว่าจะกลับกี่โมงแล้วทำตามนั้นให้ได้ไม่ต้องปล่อยให้รอ แต่ก็ช่างเถอะ จิลลาไม่คิดว่าเหตุการณ์รอสามีกลับบ้านจะเกิดขึ้นกับตัวเอง ดูแล้วนิชฌานไม่ใช่คนชอบเที่ยว ติดเพื่อนซึ่งมีอยู่คนเดียวคือตุลธรซึ่งรายนั้นก็ดูติดบ้านอยู่ดี

“แจ้ว”

จิลลาหันไปมอง นิชฌานอยู่หน้าประตูห้องเขาแล้ว

“ขอบคุณ” นิชฌานพูดได้แค่นั้น อบอุ่นใจกับรอยยิ้มที่ส่งกลับมา ยืนส่งกระทั่งจิลลาเข้าห้องไป…

นิชฌานหวังว่าจิลลาจะรู้ ความนัยที่มากับคำขอบคุณนั้นมันมากมายเหลือเกิน เขาขอบคุณที่จิลลาเข้าใจเขาหรืออย่างน้อยก็พยายามเข้าใจ ขอบคุณที่ไม่ทำให้เรื่องยากขึ้นจากที่เขาทำให้มันยากขึ้นอยู่แล้ว ขอบคุณที่อนุญาตให้เขาพูดความรู้สึกของตัวเองอยู่เสมอ ขอบคุณที่เตือนให้เขาคิดถึงตัวเองอยู่เรื่อยๆ… ขอบคุณที่มีจิลลาอยู่บนโลกใบนี้

 

เสียงโทรศัพท์ปลุกจิลลาจากนิทราอันแสนสุข… หญิงสาวลืมตาอย่างงัวเงีย ค่อยๆ กลิ้งตัวไปเพื่อให้ตัวเองสามารถเอื้อมหยิบเครื่องมือสื่อสารมาใช้งานได้ กรอกเสียงอย่างไม่พยายามเก็บอาการง่วงเหงาหาวนอน “ฮัลโหล”

“เช้าไปเหรอ”

หากน้ำเสียงนั้น สำเนียงนั้นทำให้จิลลาตาสว่างในบัดดล จำได้ทันทีว่าเป็นใครทั้งๆ ที่ไม่ได้ดูหน้าจอ ร่างเล็กผุดลุกขึ้นนั่ง “คุณวิกรานต์”

“ใช่ ว่าจะโทรมาถามความเห็นหน่อย”

ด้วยเหตุผลบางอย่าง จิลลาเสียวสันหลังอย่างบอกไม่ถูก หากก็ทำใจกล้าตอบกลับไป “ค่ะ”

“รู้เรื่องธุรกิจลับของลูกพี่ลูกน้องแคลร์ไหม”

ธุรกิจลับของอลิชากับคริษฐ์อย่างนั้นหรือ… “ไม่รู้เลยค่ะ”

“ตัวเอ็กซ์โพรเจกต์นั่นแหละ เขาเอาไว้ซ่อนของ เดาว่าถ้าโครงการเสร็จก็คงใช้เป็นจุดรับส่งของด้วยเลย”

ของ… นี่เริ่มไม่ดีแล้ว ไม่ดีมากๆ ด้วย “ของ… คืออะไรเหรอคะ”

“ยา”

ว่าแล้วเชียว… จิลลาเอ่ยถามทันที “ยาอะไรคะ”

“ไอซ์… เลยว่าจะโทรมาถามเธอสักหน่อยว่าอยากให้ฉันทำอะไรไหม”

ทำอะไรไหม…

“ตามข่าว น่าจะถูกบุกจับในอีกสองวัน แต่ฉันช่วยได้ ถ้าเธอขอ”

จิลลาไม่เข้าใจเอาเลย “ทำไมแจ้วต้องช่วยด้วยคะ”

วิกรานต์หัวเราะเบาๆ ช่วยบอกเล่ห์กลที่จิลลายังคิดไปไม่ถึง “ลองคิดดูสิ ถ้าเธอขอร้องให้ฉันช่วย ฉันจะช่วย แล้วเธอก็จะได้มีบุญคุณกับสองคนนั้น พวกนั้นคงไม่กล้ากดหัวไอ้หนุ่มนั่นอีก”

“สู้ให้เขาโดนจับแล้วมายุ่งกับคุณฌานไม่ได้อีกไม่ดีกว่าเหรอคะ”

คราวนี้วิกรานต์หัวเราะร่วนเลยทีเดียว “เธออยากได้แบบนั้นเหรอ”

จิลลาคิดทบทวนอีกครู่ก็แน่ใจ อันที่จริงเธอค่อนข้างกังวลเกี่ยวกับความรู้สึกของทิวา แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เหตุผลที่เธอต้องยื่นมือเข้าช่วย ถ้าอลิชากับคริษฐ์ค้ายาเสพติดจริง สิ่งที่ต้องห่วงคืออนาคตของคนเสพและครอบครัวที่จะได้รับผลกระทบต่างหาก “แจ้วไม่ได้อยากได้แบบไหนเลยค่ะ แค่อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการที่มันควรจะเป็น”

ฟังแล้ววิกรานต์ก็ถอนใจเฮือก “เธอนี่มันน่าเบื่อ สู้แคลร์ของฉันไม่ได้เลย”

จะตามแคลร์ของฉันไปเธอก็ไม่ว่าอะไรนะ… แน่นอนว่าจิลลาได้แต่คิดอยู่ในใจ ขืนพูดออกไปดีไม่ดีจะเป็นเธอเองที่ได้ตามแขดรุณไป เดี๋ยวนะ อีกสองวันอย่างนั้นหรือ “จะบุกจับที่เอ็กซ์โพรเจกต์เลยใช่ไหมคะ”

“ใช่ เปลี่ยนใจอยากให้ช่วยหรือเปล่า”

“เปล่าค่ะ” ตอบไปแล้วปลายสายก็ตัดสัญญาณไปแทบจะทันที จิลลาก็รีบโทรติดต่อใครคนหนึ่งทันทีเช่นกัน ดูเวลาแล้วแน่ใจว่าเพื่อนคงไม่งัวเงียแบบเธอ เสียงที่ตอบกลับมาช่วยยืนยันได้อย่างดี

“ว่าไง”

“ฉันมีข่าวให้แก”

ข่าวใหญ่มากด้วย!



Don`t copy text!