ปราการแสงจันทร์ บทที่ 31 : กลัว…

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 31 : กลัว…

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

“มีการสอบสวนเกี่ยวกับนักบินที่บินให้แคลร์วันนั้นเป็นการภายใน ฉันจะตามเรื่องนี้ แค่บอกให้รู้”

แล้ววางสายไป… จิลลาเงยหน้าสบตานิชฌาน และเป็นตุลธรที่คล้ายจะทวนสิ่งที่ตนได้ฟังออกมาเหมือนไม่แน่ใจว่าฟังถูกไหม

“นักบินเหรอ…”

“ใช่ สอบสวนนักบิน… หมายถึงเกิดเหตุผิดพลาดจากนักบินเครื่องเลยตกเหรอ” นิชฌานเอ่ยถามอย่างสงสัย ส่วนตุลธรก็พอจะนึกถึงเรื่องหนึ่งได้หากต้องพูดเกี่ยวกับนักบิน “ฌาน… ทุกครั้งที่แคลร์บินส่วนตัว จะใช้นักบินคนนี้ตลอด”

นิชฌานพยักหน้า ก่อนลองมองความเป็นไปได้ทางอื่น “แต่ปกติถ้าแคลร์ถูกใจใคร ก็ใช้แต่คนนั้นอยู่แล้ว ช่างแต่งหน้า ช่างทำผม หมอนวด”

“ก็จริง… อาจจะไม่เกี่ยวกับแคลร์เลยก็ได้ นักบินอาจป่วย หรืออาจหมดสติ ถ้าดูจากการที่กล่องดำไม่มีเสียงรายงานอะไรจากนักบินเลย”

“ไม่…” จิลลาบอกแบบนั้นเสียงแผ่ว ส่ายหน้าไปมาด้วยสีหน้าครุ่นคิด มันมีบางอย่างที่ติดอยู่ในใจเธอมาตลอด เหตุการณ์ก่อนเครื่องบินจะตก เธอแน่ใจว่านักบินไม่ได้หมดสติ… วิกรานต์มีข่าวลือว่าเป็นแหล่งเงินทุนให้พรรคการเมือง

การเมือง… จริงสินะ “แจ้วถามคุณแคลร์ว่าอยากลงเล่นการเมืองไหม”

จิลลานึกย้อนไปในวันนั้น ช่วงเวลาก่อนเครื่องบินจะตกซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำได้มาก่อนเลย แต่ตอนนี้เหมือนทุกอย่างไหลย้อนกลับมาช้าๆ ขอบคุณเหลือเกินที่ทั้งนิชฌานกับตุลธรก็ต่างเงียบงัน ไม่มีใครกวนสมาธิเธอ จิลลาจึงนึกบทสนทนาถัดมาออก “คุณแคลร์ว่าจะ… พัฒนาหลายๆ อย่างได้ดีกว่าถ้าไม่ลงเล่นการเมือง”

แล้วจากนั้น… จากนั้น… “แจ้วกำลังจะถามว่าแล้วคุณฌานล่ะ มีแนวโน้มจะลงเล่นการเมืองไหม”

นิชฌานคว้ามือจิลลามาบีบทันทีเมื่อเห็นแล้วว่าอยู่ดีๆ หน้าหญิงสาวก็เริ่มไร้สีเลือด

“แต่ไม่ได้ถาม… เพราะเครื่องเริ่มดิ่งลง” จิลลาหายใจแรงขึ้น ยอมรับว่าการที่นิชฌานบีบนวดมือเธอเบาๆ ช่วยทำให้รู้สึกดีขึ้น และมันทำให้เธอกล้าพอจะนึกถึงสถานการณ์ที่ต่อเนื่องจากตอนนั้น “แจ้วอยากถามนักบินว่า… เกิดอะไรขึ้น”

แล้วเครื่องก็หมุนคว้าง และกระแทก…

นิชฌานรวบตัวจิลลาที่เริ่มสั่นนิดๆ สีหน้าสายตาแสดงความหวั่นกลัวมากอดไว้แน่น บอกอย่างอ่อนโยน “ไม่เป็นไร มันผ่านมาแล้ว แจ้วอยู่กับผมตรงนี้… ถ้าไม่ไหวก็ไม่ต้องคิดแล้ว”

จิลลาซบลงกับอกนิชฌาน ต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่อยู่อีกสี่ห้ารอบ กว่าภาพหนึ่งจะแจ่มชัดขึ้นในหัว ภาพที่เธอตามหามาตลอด ภาพที่ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีบางอย่างขาดหายไป “แจ้วเห็นนักบินมองคุณแคลร์ เขาสงบเกินไปจนแจ้วแปลกใจ แต่… ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก”

“พอแล้วๆ” นิชฌานบอกพร้อมกับจูบลงข้างขมับจิลลา “ไม่ต้องคิดแล้วแจ้ว ที่แจ้วบอกมาผมว่ามีความเป็นไปได้ที่นักบินกับแคลร์จะเกี่ยวข้องกัน แต่ไม่ต้องคิดแล้ว”

ตุลธรเลยช่วยบอกด้วยอีกคน “พี่ว่าไม่นานคุณวิกรานต์ก็รู้ว่าเรื่องเป็นไงมาไง เรารอฟังแล้วกัน”

นั่นน่าจะดีกับจิลลาตอนนี้ที่สุดแล้ว เพราะเธอไม่อยากนึกถึงอุบัติเหตุนั้นอีกแล้วแม้แต่วินาทีเดียว!

 

ทว่าความซีดเซียวของจิลลากลายเป็นเรื่องดีต่อสิ่งที่เคยกังวล คงไม่มีใครสงสัยแล้วว่าทำไมแขดรุณถึงเสียใจต่อการจากไปของทิวาน้อยเกินไปนิด ตอนนี้จิลลามองไปทางไหนก็มีแต่คนส่งสายตาสงสารมาให้จนอึดอัด ที่สุดจึงเลือกก้มหน้าลงกับพื้น ไม่เงยหน้าสบตาใครอีกเลย

กระทั่งลูกชายคนโตของทิวายังเดินเข้ามาวางมือลงบนศีรษะ เอ่ยปลอบ “เข้มแข็งไว้นะแคลร์… ถ้าวันพระราชทานเพลิงศพแคลร์ไม่ไหวก็ไม่เป็นไรนะ ลุงจะดึงแคลร์ออกจากขั้นตอนในพิธี”

จิลลาพยักหน้าทันที เธอเพิ่งรู้เหมือนกันว่าหากมีการพระราชทานเพลิงศพจะมีขั้นตอนและวิธีการที่ค่อนข้างเป็นระบบระเบียบชัดเจน ต้องทำหลายอย่างที่ถูกกำหนดไว้เป็นแบบแผน ซึ่งไม่เหมาะกับเธอสักนิด นิชฌานเองก็ช่วยสนับสนุนด้วย

“แคลร์น่าจะไม่ไหวครับ รบกวนลุงใหญ่ด้วยนะครับ”

ผู้อาวุโสตอบรับ ตบบ่าจิลลาเบาๆ แล้วเดินห่างไปจัดการงานของตนต่อ ส่วนจิลลาก็ลอบปล่อยลมหายใจออกมายืดยาวอย่างโล่งอก นั่งให้นิ่งที่สุดตลอดพิธีสวดพระอภิธรรม มานั่งไม่ได้ก็ตอนรู้สึกว่าคนข้างตัวดูไม่ปกติ หันไปมองก็เห็นว่าเขากำลังห้ามตัวเองเต็มที่ไม่ให้แสดงความเสียใจออกมาเป็นน้ำตา จิลลาเอื้อมมือไปแตะหลังตั้งใจจะลูบให้ ทว่านิชฌานกลับยืดตัวหนีสัมผัสนั้น หันมากระซิบกับเธอเบาๆ

“อย่า”

เพราะถ้าจิลลาปลอบเขาจะอ่อนแอและจะห้ามน้ำตาไม่ได้อีก… แววตาที่มองมาบอกจิลลาอย่างนั้น จิลลาจึงทำได้เพียงแค่พยักหน้ารับ กลับมานั่งพนมมือนิ่งๆ ตามเดิม

เมื่อพิธีสวดจบลง คนของบ้านกัญจน์ธราเริ่มทยอยส่งแขก เป็นอีกครั้งที่ลูกชายคนโตของทิวาเข้ามารวมกลุ่มกับนิชฌาน จิลลา และตุลธร

“ฌานพาแคลร์ไปรอในรถเถอะ เดี๋ยวลุงขอตุลไว้ช่วยคนเดียวพอ… ฌานก็ไม่น่าไหวแล้วนะ ตาแดงไปหมดเลย ไปพักหน่อย”

นิชฌานหันไปทางตุลธรเพื่อขอคำปรึกษา ซึ่งตุลธรก็ลังเลนิดหน่อย ใจคิดว่าอยากให้น้องรอตรงนี้มากกว่า ทว่าเพราะเกรงใจผู้ใหญ่จึงตอบรับและเข้าใจด้วยว่าหากทั้งคู่ยังอยู่ตรงนี้แต่ไม่ส่งแขกก็จะเกิดเสียงครหาได้ หากก็เอ่ยขอ

“ผมไปส่งฌานกับคุณแคลร์ที่รถแล้วจะรีบกลับมาครับ”

นิชฌานจึงแตะแขนจิลลาแล้วพาเดินออกไปยังลานจอดโดยมีตุลธรตามประกบ ระหว่างทางก็ยังต้องพูดคุยกับแขกที่เข้ามาแสดงความเสียใจ ซึ่งตุลธรจับตาดูแขกทุกคนและทวนความจำไปด้วยในตัวว่าใครเป็นใคร เขาจะระวังมากขึ้นเมื่อเป็นแขกที่เขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่พออีกฝ่ายแนะนำตัวแล้วเป็นการรู้จักแบบลูกของเพื่อนของเพื่อนทิวาอีกทีก็ไม่ได้แปลกใจ กระนั้นก็ยังไปสะดุดตากับผู้หญิงคนหนึ่งที่เหมือนจะเข้ามาทักแต่ก็ไม่ได้เข้ามา… เขาคุ้นหน้าคนนี้

ตุลธรเรียกนิชฌาน ผายมือไปทางผู้หญิงคนนั้นเพื่อจะถามว่านิชฌานรู้จักไหมทว่ากลับไม่เห็นเสียแล้ว

“อะไรเหรอพี่ตุล” นิชฌานเอ่ยถามอย่างงงๆ ยิ่งงงไปใหญ่ตอนตุลธรตอบมา “พี่เห็นผู้หญิงหน้าคุ้นๆ น่าจะเป็นเพื่อนฌานไม่ก็คุณแคลร์ แต่ไม่แน่ใจเลยจะถาม… ไปไหนแล้วก็ไม่รู้”

จิลลาอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครเข้ามาทักเอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวล “คนแน่นะ”

นี่ถ้า… นี่ถ้าไม่มีคนอื่นอยู่และไม่ได้อยู่ในเขตวัดตุลธรจะขอดีดกะโหลกจิลลาสักที ไปกินดีหมีมาจากไหนถึงกล้าพูดเรื่องผีในเขตวัด

หากสีหน้านั้นก็ชัดเจนพอจะทำให้จิลลาได้ความรู้ใหม่… “พี่ตุลกลัวผีเหรอ”

ยังอีก! ตุลธรเลยต้องปรามเสียหน่อย “เขตวัดนะครับคุณแคลร์”

จิลลาเลยไม่พูดอะไรอีกกระทั่งตุลธรมาส่งถึงรถ เขาหยิบกุญแจรถส่งให้นิชฌานพร้อมเตือน

“ขึ้นรถแล้วอย่าลืมล็อก”

นิชฌานส่งเสียงตอบรับพร้อมกับรับกุญแจมา จนทั้งสองคนขึ้นรถล็อกประตูแล้วนั่นแหละตุลธรจึงเดินกลับไปเพื่อช่วยงานตามคำขอ ครู่ใหญ่รถที่จอดรายรอบก็เบาบางลง ก่อนนิชฌานจะหันไปทางจิลลาเพราะมีเสียงเคาะกระจกดังจากทางนั้น พอคนเคาะก้มเอาหน้ามาติดกระจกนิชฌานก็จำได้ แน่ใจทันทีว่านี่คงเป็นผู้หญิงที่ตุลธรเห็นเมื่อครู่

“พลอยนี่”

จิลลาหันมาถามนิชฌาน “พลอย… เพื่อนคุณแคลร์เหรอ”

“ใช่ พลอย พอหทัย” ไวเกินกว่าที่จะทันได้ห้ามปราม จิลลาก็ปลดล็อกแล้วเปิดประตูก้าวลงจากรถ เดือดร้อนนิชฌานต้องรีบลงแล้ววิ่งไปยืนประกบด้านหลัง ทันได้ยินประโยคคำถามที่ฟังไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย

“ทำไมแคลร์ทำอย่างนี้กับเรา”

จิลลาหันมองหน้านิชฌาน จากที่คิดว่าจะลงมาถามเบาะแสเพื่อสืบว่าแขดรุณจัดการอย่างไรกับพอหทัยกลายเป็นว่าโดนยิงคำถามก่อน แล้วเธอจะไปรู้ไหมว่าแขดรุณทำอะไรพอหทัยไว้

นิชฌานเข้ามาช่วยพูดแทนจิลลา “ใจเย็นนะพลอย… แคลร์จำอะไรไม่ค่อยได้”

พอหทัยหัวเราะหึ สีหน้าไม่เชื่อเลยแม้แต่น้อย “เหรอ คิดจะหนีสิ่งที่ตัวเองเคยทำด้วยการความจำเสื่อมเหรอ”

“เราทำอะไร” จิลลาตัดสินใจถาม ซึ่งอีกฝ่ายก็ย้อนทันควัน “แคลร์ตั้งใจทำลายพี่ชายเราใช่ไหม”

พี่ชายของพอหทัย…

“พลอย ผมกับแคลร์ไม่รู้จักพี่ชายพลอย แค่รู้ว่าพลอยมีพี่ชายแต่ไม่เคยเจอกัน พลอยก็น่าจะรู้”

“แต่มันก็ไม่ยากใช่ไหมล่ะถ้าคนแบบแคลร์จะสืบหามาเล่าให้เราฟังเรื่องแคลร์บีบมาทุกอย่าง บีบไปถึงคนในครอบครัวจนมาเป็นซึมเศร้า เราเพิ่งมาเอะใจว่าแคลร์คงทำแบบนี้กับเราเหมือนกันตอนเจอไอ้นี่”

ไอ้นี่… คือกระดาษเอสี่ยับยู่ยี่ใบหนึ่ง นิชฌานเป็นคนรับมา ก่อนต้องพยายามดึงตัวจิลลาออกเมื่อเจ้าหล่อนก้าวไปคว้าแขนพอหทัยแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคุกคาม

“แล้วมาเล่าอะไรให้เธอฟังอีก”

พอหทัยเองก็มีท่าทีตกใจ ยิ่งตกใจไปกันใหญ่เมื่อความอึกอักทำให้อีกฝ่ายบีบแขนเธอแรงขึ้น คาดคั้นด้วยน้ำเสียงน่ากลัวมากขึ้น

“บอกมา! พูดมาให้หมดว่ามาเล่าอะไรให้เธอฟังบ้าง!”

นิชฌานจำต้องเอามือกันจิลลาไว้แล้วรั้งออกมา พูดอย่างอ่อนโยน ด้วยรู้ดีว่าจิลลากังวลเรื่องอะไร “ใจเย็นๆ” จากนั้นนิชฌานก็ต้องทำใจพอดู ก่อนจะหันไปถามพอหทัยด้วยตัวเองโดยใช้น้ำเสียงที่ค่อนไปทางปลอบประโลม “บอกมาเถอะ มาเล่าอะไรให้พลอยฟังบ้าง”

“ก็เล่าเรื่องที่แคลร์บีบบริษัทพ่อมาจนเจ๊ง พอลุงเข้ามาช่วยก็ทำให้ลุงเจ๊งไปอีก แม่ต้องไปกู้นอกระบบแล้วก็ไม่มีเงินส่ง พี่น้องคนอื่นก็ทำงานไม่ได้ ครอบครัวมาล้มละลายเพราะแคลร์… แล้วก็เธอ ฌาน มาบอกว่าเธอไม่ได้เต็มใจแต่งงานกับแคลร์ แต่โดนบีบเพราะต้องช่วยมา”

แค่นั้น… พอทหัยพูดแค่นั้น และจากสีหน้าท่าทางของพอหทัยทำให้นิชฌานกับจิลลาเบาใจได้ว่าอย่างน้อยมาธวีก็ยังเก็บเรื่องที่เกิดกับนิชฌานเป็นความลับ อย่างน้อยมาธวีก็ยังรักนิชฌานมากพอจะไม่พูดเรื่องที่เขาโดนกระทำกับคนอื่น

“ช่วยอ่านกระดาษแผ่นนั้นได้ไหม”

พอทหัยย้ำมาและนิชฌานก็เพิ่งนึกออกว่าตนถือกระดาษอยู่จึงคลี่ออกดู รู้ว่านี่เป็นการถ่ายเอกสารมาจากสมุดมีเส้น มีข้อความที่เป็นลายมือเขียนไว้ เหมือนเป็นบันทึกของใครสักคน

 

‘ผมรักคุณเหลือเกิน คุณแคลร์ คุณคือนางฟ้าของผม ผมมีความสุขมากทุกครั้งที่ได้บินกับคุณ ผมรู้ว่าคุณก็เสียใจที่ทำตามหัวใจตัวเองไม่ได้ การแต่งงานที่ไม่ได้เกิดจากความรักคงทำให้คุณเจ็บปวด

ผมอยากให้เราไปเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน หยุดความเศร้าเสียใจของเราไว้แค่นี้ ผมจะเป็นคนพาคุณหนีข้อจำกัดทุกอย่างที่อยู่บนโลกใบนี้เอง

วันนี้จะเป็นวันที่เราจะมีความสุขด้วยกันตลอดไป’

 

ลงชื่อวันเดียวกับวันที่เฮลิคอปเตอร์ตก เวลาตีห้าครึ่ง เหมือนเขียนก่อนออกไปบิน… จิลลามองหน้านิชฌาน คิดเหมือนกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด… นี่มันดูเหมือนจดหมายลาตาย และถ้าใช่นั่นอาจแปลได้ว่านักบินตั้งใจทำเครื่องตก จิลลาเองยังไม่อยากตัดสิน แต่ภาพสายตาของนักบินที่แวบเข้ามาในความทรงจำมันทำให้เธอได้ชิ้นส่วนที่หายไปกลับคืนมา สายตาที่มองด้วยความรักล้นใจหากก็เปี่ยมไปด้วยความสิ้นหวัง จิลลาออกจากวังวนแห่งความทรงจำเมื่อพอหทัยพูดมา

“บริษัทพี่ชายเราอ้างว่าสืบสวนเรื่องฮอตก เขาขอเข้ามาค้นของส่วนตัวของพี่เมื่ออาทิตย์ก่อนแล้วก็เอาไปบางส่วน”

นิชฌานพูดแทรก “ถ้าไม่อนุญาตเขาทำแบบนั้นไม่ได้นะ”

พอหทัยส่ายหน้า สีหน้าทุกข์ทน “วันนั้นเราไม่อยู่บ้าน แม่เราก็ไม่คิดว่ามันมีอะไร ทางนั้นบอกแม่ว่าจะพิจารณาให้เงินปลอบขวัญเพิ่ม… เมื่อวานเขาถ่ายเอกสารหน้านี้มาให้เรา แล้วบอกว่านี่เป็นหลักฐานที่พี่ชายเราตั้งใจทำฮอตก”

เป็นอีกครั้งที่จิลลากับนิชฌานหันมองหน้ากัน… เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ

“แคลร์ แคลร์ตั้งใจอ่อยพี่เรา ทำให้พี่เรารักเพราะอยากทำร้ายเราทางอ้อมใช่ไหม”

นั่นมัน… เป็นไปได้ทีเดียว

“ทำไมล่ะ กับมาเราเข้าใจ แต่กับเราล่ะ เราไม่เคยทำอะไรแคลร์เลย เรื่องที่พวกนั้นทำเราก็ไม่เคยมีส่วนร่วม แคลร์ควรต้องขอบคุณเราด้วยซ้ำ”

“ถามจริง” จิลลาย้อนทันควันอย่างอดรนทนไม่ได้ อารมณ์คุกรุ่นจากความกลัวว่าพอทหัยจะรู้เรื่องแล้วจะทำให้นิชฌานรู้สึกแย่ยังอยู่และมันเป็นเชื้ออย่างดีให้ความโกรธเธอปะทุอีกครั้ง ถามจี้พอหทัยกลับไปบ้าง “ไม่เคยมีส่วนร่วมเหรอ ทุกครั้งที่แคลร์พาพวกนั้นไปเลี้ยงข้าว เธอไปด้วยหรือเปล่า”

พอหทัยนิ่งไปเหมือนกำลังย้อนคิด แล้วตอบ “ถ้าเรารู้ว่าแคลร์โดนบังคับให้เลี้ยง เราไม่ไป แต่มันก็มีบ้างที่เราไม่รู้ แต่เราไม่เคยเอาเงินแคลร์ ไม่เคยขอให้แคลร์ซื้ออะไรให้”

“แล้วเคยสักครั้งไหมที่จะพูดกับพวกนั้นว่าสิ่งที่ทำกับแคลร์มันไม่ถูกต้อง เคยสักครั้งไหมที่บอกแคลร์ว่าอย่าไปยอมทำตามพวกนั้นบอก เคยสักครั้งไหมที่คิดจะช่วยให้แคลร์พ้นจากสิ่งที่พวกนั้นทำ”

พอหทัยนิ่งอึ้ง มีสีหน้าที่สามารถตอบคำถามจิลลาได้ดีพอแล้ว… ไม่เคย ไม่เคยเลย แม้ไม่เคยร่วมกระทำหากก็ไม่เคยคัดค้าน ไม่เคยคิดหาทางช่วยเหลือ ยินดีอยู่ร่วมในมหกรรมกดแขดรุณลงบ่อโคลน แล้วเอาแต่บอกตัวเองว่าไม่ได้เป็นคนกด ไม่ได้เป็นคนทำ จิลลาโกรธแทนแขดรุณอย่างบอกไม่ถูก เพื่อนซึ่งรู้เรื่องราวทุกอย่างไม่เคยคิดจะลุกมาปกป้องหรือแม้แต่ยืนเคียงข้าง ไม่มีเลย “เธอไม่ได้ทำแคลร์ แต่ก็ไม่ได้เดือดร้อนที่แคลร์โดนกระทำ เพราะถ้าเธอเดือดร้อนจนทนไม่ได้ หรือคิดสักนิดว่าสิ่งที่แคลร์โดนทำมันเลวร้ายแค่ไหนเธอต้องเลิกคบพวกนั้นแล้ว นี่เธอยังคุยกับมาที่เป็นตัวตั้งตัวตีทำเรื่องนี้ด้วยซ้ำ แล้วยังมีหน้ามาบอกว่าไม่ได้ทำอะไรแคลร์อีกเหรอ”

พอหทัยเป็นฝ่ายถอยไปหนึ่งก้าวเมื่อเจอความเกรี้ยวกราดของจิลลา ตาเริ่มมีน้ำคละคลอและหยาดไหลในที่สุด “ถ้าแคลร์คิดแบบนั้นเราขอโทษ ขอโทษสำหรับทุกอย่าง ถ้าแคลร์อยากทำลายเราก็ทำเราตรงๆ ได้เลย”

จิลลาเงียบเพื่อรอฟัง เธอรู้สึกได้ว่าพอหทัยต้องการบางอย่าง

“แต่กับพี่ เราขอให้แคลร์หยุดได้ไหม”

ไม่หยุดแล้วจะทำอะไรได้ พี่ชายพอหทัยเสียชีวิตไปแล้ว

“เราขอร้องให้แคลร์ไปบอกบริษัทพี่เราให้ทีว่าไม่จริงได้ไหม ระหว่างพี่เรากับแคลร์ไม่มีอะไรกัน แคลร์ที่พี่เขียนอาจไม่ใช่แคลร์คนนี้ก็ได้… นี่มันจะดีกับแคลร์มากกว่าด้วย แคลร์เองก็มีฌานอยู่แล้ว ถ้าเรื่องนี้คนอื่นรู้แคลร์ก็ต้องอับอายเหมือนกัน”

จิลลาถึงกับหัวเราะหึ “จากคนเฝ้าดูจะเริ่มมาเป็นคนแบล็กเมลเราเองแล้วเหรอ”

“ไม่ใช่นะ” พอหทัยรีบปฏิเสธอย่างร้อนรน ยิ่งร้อนรนไปกันใหญ่เมื่อฟังอีกหนึ่งประโยค

“แคลร์ปฏิเสธได้ว่าไม่ได้คิดอะไรกับพี่ชายเธอ แต่พี่ชายเธอมาหลงรักแคลร์เอง”

“แต่แคลร์ก็เลือกพี่เราทุกครั้งที่บิน”

“แคลร์เลือกช่างแต่งหน้าช่างทำผมคนเดิมทุกครั้งเหมือนกัน” จิลลาได้โอกาสใช้ข้อมูลที่เพิ่งได้จากนิชฌานมาพูด เห็นพอหทัยนิ่งไปนาน ที่สุดก็ถึงกับยกมือไหว้ “ให้เราไหว้ก็ได้ แคลร์ต้องช่วยเราเรื่องนี้… ไม่งั้นพี่เราจะไม่เหลืออะไร พ่อแม่เราก็จะไม่เหลืออะไร บริษัทพี่จะยึดสวัสดิการที่ให้ครอบครัวแล้วอาจจะฟ้องด้วย แล้วไหนจะประกันชีวิตอีก เราไม่ได้ขอเพื่อตัวเอง เราขอเพื่อพ่อแม่เรา”

นี่เท่ากับพอหทัยเอาเครื่องมือเล่นงานครอบครัวตัวเองมาส่งให้ถึงมือ เพียงแต่ถ้าจิลลาเป็นแขดรุณเท่านั้น

“ยังไม่มีใครติดต่อมาสอบถามอะไรแคลร์นะพลอย อยู่ๆ จะให้แคลร์ไปพูดเรื่องนั้นพลอยไม่คิดว่ามันจะดูแปลกเหรอ แล้วนี่มันเป็นการสอบสวนภายในด้วยใช่ไหม เขาต้องรู้แน่ว่าพลอยเป็นคนมาบอกแคลร์ แล้วคำพูดแคลร์จะยิ่งไม่น่าเชื่อถือ” นิชฌานให้สติพอหทัย ซึ่งอีกฝ่ายฟังแล้วก็นิ่งงันไปอย่างคนพูดอะไรไม่ออก ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าพอหทัยจะมองหน้าคนที่ตนคิดว่าเป็นแขดรุณ แล้วเอ่ยถาม “แคลร์จะไม่ช่วยใช่ไหม”

นิชฌานตอบให้แทนอีกครั้ง ย้ำเตือนเรื่องหนึ่งที่พอหทัยลืมไป ไม่ใช่แค่บริษัทของพี่ชายพอหทัยที่ฟ้องได้… “ถ้าเรื่องมาถึงกัญจน์ธรา เรากับแคลร์จะขอร้องให้ทางผู้ใหญ่ไม่ฟ้องบริษัทหรือคนที่เกี่ยวข้องกับนักบิน”

พอหทัยยิ่งมีสีหน้าแย่ลง หญิงสาวตกใจเอามากๆ ในแวบแรก ทำท่าเหมือนจะเถียงทว่ากลับชะงักเหมือนไม่รู้จะหาถ้อยคำใดพูด เหมือนพอสมองประมวลผลได้ก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ว่ากัญจน์ธราฟ้องร้องได้เหมือนกัน ที่สุดก็หันมาทางผู้หญิงอีกคนที่ยืนอยู่ เอ่ยถามด้วยประโยคเดิมๆ “ตกลงแคลร์จะไม่ช่วยใช่ไหม”

จิลลาถอนใจยาว เธอเห็นด้วยกับนิชฌานว่าการที่อยู่ๆ แขดรุณจะไปบอกบริษัทของนักบินเรื่องนั้นมันประหลาดและดูขาดเหตุผล และค่อนข้างแน่ใจว่า… วิกรานต์จะไม่ยอมให้ช่วย อีกอย่าง “เราเกือบตายจากเหตุการณ์นี้นะ เราแปลกใจมากที่พลอยกล้ามาขอให้เราช่วย”

“มาเคยบอกว่าเธอเป็นคนโหดเหี้ยม เลือดเย็น… เราได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว”

“งั้นเราจะบอกว่ามานั่นแหละเป็นคนทำให้เรากลายเป็นคนแบบนั้น เธอก็มีส่วนเหมือนกัน”

พอหทัยก้าวถอยไปเหมือนรับมือกับประโยคที่เพิ่งได้ฟังไม่ได้ ที่สุดก็หมุนตัวเดินห่างไป ทิ้งให้จิลลาอยู่กับนิชฌานสองคน จิลลาไม่กล้าหันมองหน้านิชฌานในแวบแรกเพราะรู้ว่าประโยคนั้นสะเทือนใจเขามากเช่นกัน ทั้งคู่เลยยืนนิ่งๆ กันอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ทว่ากลัวไปก็เท่านั้น ที่สุดจิลลาก็หันไปทางนิชฌาน เอ่ยปาก

“ขอโทษนะ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้เสียใจ”

นิชฌานส่ายหน้า หายใจเข้าลึกๆ แล้วบอกไป “มันคือความจริง… ผมต้องรับความจริงให้เก่งกว่านี้… ถ้าคิดจะอยู่กับแจ้ว”

อ้าว… จิลลาถึงกับเท้าสะเอว “จะไม่อยู่ก็ได้นะ”

นิชฌานแค่ยิ้ม ไม่พูดไม่ตอบอะไร ขยับตัวไปตั้งใจจะเปิดประตูให้จิลลา หันไปมองเมื่อได้ยินเสียงรถมาจอดเทียบ ทางนั้นกดกระจกลงจึงเห็นว่าเป็นพอหทัย วินาทีต่อมานิชฌานก็ใจหายวับ กระโดดไปกอดจิลลาแล้วพลิกตัวหันหลังเพื่อหวังจะหลบอันตรายด้วยสัญชาตญาณ เมื่อเห็นพอหทัยสาดบางอย่างออกมาจากรถ เกิดความเจ็บปวดแสบร้อนขึ้นทันทีที่บริเวณสะบัก เจ็บจนนิชฌานร้องลั่นแล้วทรุดลงกับพื้น ยังไม่อาจทำอะไรได้ตอนจิลลากรีดร้องเสียงหลงตามด้วยการตะโกนเรียกตุลธร พยายามรวบรวมสติด้วยการถอดเสื้อสูทตัวเองออก ดึงตัวเองออกเมื่อจิลลาจะเข้ามาช่วย รีบบอก

“ถอยไปแจ้ว อย่าจับ ตามพี่ตุลหน่อย” บอกแล้วตามด้วยการถอดเสื้อเชิ้ตออกด้วย รู้ชัดเจนว่าน้ำที่โดนสาดใส่นี้ไม่ใช่น้ำธรรมดา น่าจะเป็นน้ำกรด และถ้าเป็นกรดก็คงไม่ใช่แบบเจือจางแน่ ลองถ้าโดนแล้วเจ็บทันทีแบบนี้และด้วยความปวดแสบระดับนี้ด้วย สติตอนนี้บอกเขาแค่ว่าการใส่เสื้อผ้าที่อุ้มน้ำกรดไว้จะยิ่งเป็นอันตรายแต่นอกเหนือจากนั้นแล้วยังคิดอะไรไม่ออก นิชฌานต้องการตุลธร ถ้าเป็นเรื่องปฐมพยาบาลตุลธรจะมีความรู้มากกว่าเพราะเข้ารับการอบรมมาหลากหลาย พอดีกับที่ตุลธรมาถึงตัว เอ่ยถามรวดเร็ว

“เกิดอะไรขึ้น” และรู้ในนาทีที่ได้กลิ่น “กลิ่นซัลเฟอร์”

ดูจากท่าทางเจ็บปวดของนิชฌานแล้วตุลธรเองแน่ใจเช่นกันว่าไม่ใช่กรดเจือจาง รีบบอกจิลลา “หาน้ำสะอาดมา เยอะๆ เลย”

จิลลาตอบรับแล้วรีบทำตามนั้นโดยได้รับความช่วยเหลือจากป้องเกียรติร่วมด้วย ตุลธรเองรีบโทรสายด่วน 1669 พร้อมกับเดินไปเปิดท้ายรถหยิบกระเป๋าซึ่งมีผ้าสะอาดสำหรับซับเหงื่อตอนออกกำลังกายอยู่หลายผืน หยิบมาซับกรดที่ยังหลงเหลือให้นิชฌานโดยระวังไม่ให้ตัวเองโดนกรดไปด้วย คุยกับสายด่วนเพื่อแจ้งเหตุและจุดเกิดเหตุ ทางนั้นรับเรื่องรวดเร็วและย้ำวิธีปฐมพยาบาลให้ตุลธรมั่นใจว่าที่ทำอยู่นี่ไม่ผิด เพราะถ้าเป็นกรดเข้มข้นการราดน้ำลงไปทันทีอาจทำให้เกิดอันตรายมากขึ้น พอเห็นบริเวณผิวแห้งดีแล้วจึงเริ่มราดน้ำลงไป ไม่ลืมบอกให้นิชฌานตะแคงตัวไว้เพื่อไม่ให้น้ำไหลไปโดนส่วนอื่นของร่างกายอีก เห็นจิลลากับป้องเกียรติเอาน้ำดื่มขวดใหญ่บรรจุหกขวดมาให้เกินห้าแพ็กแล้วเบาใจว่าน่าจะมีรดไปเรื่อยๆ จนกว่ารถฉุกเฉินจะมา จิลลาทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้นด้วยการแกะพลาสติก แล้วหยิบขวดน้ำมาเปิดฝารอไว้ ตุลธรเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจ

“โดนตรงไหนอีกไหมฌาน นอกจากตรงหลัง”

“ไม่แล้ว” ตอบตุลธรแล้วนิชฌานก็หันไปอีกทาง “แจ้วโดนหรือเปล่า”

จิลลาตอบปฏิเสธ นิชฌานบังเธอมิดขนาดนั้น ไม่มีทางโดนแน่…

ตอนนี้เริ่มมีหลายคนเข้ามามุงแล้ว พอดีกับที่รถฉุกเฉินวนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ทางนั้นเข้ามาสำรวจคนเจ็บอย่างนิชฌาน เห็นว่าได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วเหลือแค่การปิดแผล จึงทำให้เสร็จเรียบร้อยแล้วส่งตัวคนเจ็บขึ้นรถ จากนั้นตุลธรก็สอบถามจนแน่ใจว่ามีที่สำหรับญาติผู้ป่วยจึงบอกจิลลา

“แจ้วขับรถตามไปได้ไหม พี่จะไปกับฌาน” ตุลธรไม่ได้จะกีดกันไม่ให้เกิดฉากโรแมนติกใดๆ แต่เขารู้ว่าบนรถฉุกเฉินระหว่างทางอาจต้องมีการสอบถามข้อมูลคนเจ็บซึ่งเขาไม่คิดว่าจิลลาจะให้ได้ดีกว่าเขา อีกอย่าง… ให้จิลลาเห็นนิชฌานกับเนื้อแดงๆ ตรงหลังใหญ่ขนาดจานข้าวจะใจเสียเปล่าๆ ถึงดูๆ แล้วจะไม่ได้ไหม้ลึกมากก็เถอะ เสื้อสูทกับเชิ้ตซึ่งตัดเย็บด้วยผ้าเนื้อดีคงช่วยกันไว้ได้ส่วนหนึ่ง

จิลลาไม่มีปัญหากับคำขอนั้น รีบตอบรับทันที ส่วนตุลธรก็หันไปบอกป้องเกียรติแน่ใจว่าผู้อาวุโสสามารถควบคุมสถานการณ์ทางนี้ได้ “ผมจะไปโรงพยาบาลกับฌานนะครับ คุณแคลร์จะขับรถตามไป”

ป้องเกียรติพยักหน้ารับ “โทรบอกลุงด้วยนะ จัดการทางนี้เสร็จลุงจะรีบตามไป”

ตุลธรตอบรับแล้วรีบขึ้นรถทันที ไม่อยากให้นิชฌานถึงโรงพยาบาลช้าไปกว่านี้อีกแม้แต่วินาทีเดียว

 

ระหว่างนิชฌานอยู่ในห้องฉุกเฉิน ตุลธรก็พูดคุยกับจิลลาจนรู้เรื่องทั้งหมด จากนั้นก็โทรศัพท์คุยกับป้องเกียรติเพื่อถ่ายทอดเหตุที่เกิดให้อีกที แน่ใจว่าเท่านี้ป้องเกียรติก็จะจัดการให้ทุกอย่าง ทั้งตามพอหทัยมารับโทษ และจัดการข่าวลือต่างๆ ที่อาจเล็ดลอดออกไปด้วย จริงอยู่ว่าตอนเกิดเหตุมีคนเหลือน้อยมากแล้วทว่าไม่ใช่ไม่มี และเสียงกรีดร้องของจิลลาก็ดังพอสมควร ซึ่งตุลธรมองว่าไม่ใช่ความผิด มันดีด้วยซ้ำเพราะทำให้เขารู้ทันทีว่าเกิดเรื่อง ตุลธรเดาไม่ได้เลยว่าพรุ่งนี้จะมีข่าวอะไรบ้างไหม นี่ถ้ามีข่าวลือว่านิชฌานกับแขดรุณทะเลาะตบตีกันคงปวดหัวน่าดู

นิชฌานออกจากห้องฉุกเฉินแล้ว มีบุรุษพยาบาลเข็นออกมา จิลลาวิ่งตื๋อไปหาและได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น ตุลธรที่ตามมาทีหลังจึงเอ่ยถามก่อน

“เป็นไงบ้าง”

นิชฌานส่ายหน้า “ไหม้ระดับหนึ่งกับระดับสองแบบตื้นเป็นส่วนใหญ่ มีระดับสองแบบลึกนิดเดียว ไม่เป็นไรมาก”

ตุลธรหัวเราะ บอกไป “แต่จะแสบมาก”

แน่ละ สิ่งที่ต้องแลกมากับการไม่เป็นไรอะไรมากคือเซลล์ประสาทยังทำงานได้อยู่ บุรุษพยาบาลเข็นพานิชฌานมาส่งถึงรถแล้วแยกตัวไป ตุลธรปลดล็อกรถ รอดูจนแน่ใจว่านิชฌานเข้าไปนั่งและหามุมที่จะทำให้ตัวเองไม่เจ็บแผลได้แล้ว จิลลาเองก็เข้าไปนั่งประกบแล้ว จึงเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งตน ก่อนสะดุ้งมือที่กำลังจะขยับล็อกรถ ขยับเร็วขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีเสียงเคาะกระจกเกิดขึ้น เสียงนั้นเล่นเอาจิลลาผวา กลัวจะเป็นพอหทัยตามมาทำอะไรอีก

ทว่าไม่ใช่… ตุลธรจำต้องกดเปิดล็อก คนที่เคาะกระจกเปิดประตูแล้วนั่งลงบนเบาะข้างๆ ตุลธร

วิกรานต์หันไปถามนิชฌาน “เป็นไงบ้าง”

นิชฌานตอบเหมือนที่ตอบตุลธรเมื่อกี้ แค่ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายกว่า “ไม่เป็นอะไรมากครับ แค่ไหม้นิดหน่อย”

“คนของฉันตามยัยนั่นอยู่ ฉันก็ไม่ทันคิดนะว่าจะเป็นแบบนี้ ไม่อย่างนั้นจะให้เด็กช่วยระวัง”

นิชฌานไม่รู้จะตอบอย่างไรในแวบแรก ทว่าวินาทีต่อมาก็ตัดสินใจรับความห่วงใยจากวิกรานต์ “ขอบคุณครับ”

“แบบนี้พวกเธอก็รู้เรื่องนักบินแล้วใช่ไหมว่าเขาตั้งใจทำฮอตก” บอกแล้ววิกรานต์ก็ถอนใจยืดยาว “ฉันไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน… แคลร์แค่เล่าให้ฉันฟังว่ากำลังหลอกให้พี่ชายพลอยหลงรัก แต่ฉันไม่รู้ว่าเป็นนักบินคนนั้น ไม่อย่างนั้นฉันคงสงสัยตั้งแต่แรกแล้ว”

พูดไปแล้ววิกรานต์ก็บิดตัวเพื่อหันไปมองหน้าจิลลา ถามไถ่เมื่อเห็นหน้าชัดเจน “ตกใจมากเลยสินะ”

จิลลาทำได้แค่พยักหน้า ไม่อาจพูดคำใด

“เขาเจ็บเพราะปกป้องเธออีกแล้วนะ”

จิลลาหันมองนิชฌาน ซึ่งก็โต้กลับทันที

“ผมเจ็บเพราะพลอยครับ ไม่ใช่เพราะแจ้ว”

วิกรานต์หัวเราะ บอกคล้ายจะหยอกล้อ “อย่าเที่ยวไปบอกใครล่ะว่าไม่ได้รักกัน เขาจะจับได้ว่าโกหก”

ถึงตรงนี้ตุลธรก็อดใจไม่อยู่ ต้องแอบยิ้มออกมาด้วย ก่อนเย็นสันหลังทันทีที่ได้ยินวิกรานต์ถามจิลลาด้วยน้ำเสียงเชิญชวนอย่างมาก

“อยากแก้แค้นไหม”

คนถูกถามอย่างจิลลาได้แค่ขมวดคิ้ว ยังไม่แน่ใจนักว่าวิกรานต์ถามถึงอะไร

“คนที่ทำแฟนเธอเจ็บน่ะ… อยากให้เขาเจ็บบ้างหรือเปล่า”

จิลลาหันมองหน้านิชฌาน เห็นเขาส่ายหน้าน้อยๆ คงเพื่อห้ามไม่ให้เธอตกปากรับคำ

“ฉันทำให้ได้นะ เธอจะทำอะไรกับยัยพลอยนั่นก็ได้ รับรองไม่มีใครรู้ ตำรวจทำอะไรเธอไม่ได้แน่ เรื่องที่เธอทำจะเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น”

เขากำลังเสนออำนาจมืดให้เธอ อำนาจเดียวกับที่แขดรุณเคยมี…

“คิดจะดำเนินคดีตามกฎหมาย จะไปทำอะไรได้ มีเงินประกันตัวก็ออกไปนอนบ้านได้สบายๆ ระหว่างสู้คดี กว่าคดีจะจบจะอีกกี่เดือน สาสมกับสิ่งที่มันคิดจะทำกับเธอ แล้วแฟนเธอต้องมารับเคราะห์เหรอ”

จิลลาจำเสียงร้องของนิชฌานตอนโดนสาดน้ำกรดได้… มันเป็นเสียงร้องที่แสดงความเจ็บปวดอย่างที่สุด ตอนเขาโดนยิงเธอยังไม่ได้ยินเขาร้องสักแอะ เขาปกป้องเธอ รับความเจ็บปวดแทน ถ้าเขาไม่ทำเธออาจตาบอด หน้าอาจเสียโฉมไปอีกครั้งซึ่งไม่รู้ว่าจะยังผ่าตัดให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้อีกไหมในเมื่อมันเคยผ่านการผ่าตัดมาแล้ว

พอหทัยตั้งใจทำลายแขดรุณไม่ต่างจากที่เพื่อนกลุ่มนั้นเคยทำเลย…

“เอาไหม คนของฉันยังตามมันอยู่ ฉันให้ลากมาให้เธอตอนนี้ได้เลย”

ความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะมีอำนาจ จะมีสิทธิพิเศษมันช่างหอมหวาน ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแขดรุณถึงทนความเย้ายวนของมันไม่ได้ แต่เธอเห็นมาแล้วว่าการหลงมัวเมาในอำนาจเหล่านั้นมันน่ากลัวแค่ไหน เธอจะไม่เดินตามรอยแขดรุณเด็ดขาด ดังนั้นจิลลาจึงส่ายหน้า

วิกรานต์ถามย้ำให้แน่ใจ “จริงเหรอ ลองสักครั้งสิ เธอจะรู้ว่ามันรู้สึกดีแค่ไหน”

จิลลาไม่คิดว่าตัวเองจะรู้สึกดีได้ เธอไม่ได้รับการฝึกให้ไร้หัวใจมาก่อนเหมือนแขดรุณ เธอยังรักคนรอบตัว เธอยังคิดว่าต่อให้กล้าทำร้ายพอหทัย แต่ถ้านิชฌานต้องเสียใจเพราะการกระทำของเธอ ตุลธรอาจผิดหวัง วรรณวลีจะรับไม่ได้ จิลลาก็ไม่อยากทำแล้ว จิลลาจึงส่ายหน้าอีกครั้งเป็นการยืนยัน

“น่าเบื่อ” พูดแล้ววิกรานต์ก็ถอนใจเฮือก ทำท่าจะลงจากรถไปแต่แล้วกลับหันไปทางจิลลาอีกรอบ “ถ้าเปลี่ยนใจ ไม่ว่าเมื่อไร โทรหาฉันได้ตลอด”

จิลลายังไม่ทันได้ตอบรับ วิกรานต์ก็ลงจากรถไป และทำให้ได้รู้ว่าเขาจอดรถอยู่ข้างกันนี่เอง รถหรูของวิกรานต์ออกไปได้สักพักแล้ว นิชฌานก็พูดขึ้น

“ลบเบอร์ทิ้งเลยได้ไหม”

จิลลาไม่ตอบประโยคนั้น ได้แต่คิดในใจว่าอย่างน้อยเธอก็อยากรู้ตัวก่อนถ้าเป็นวิกรานต์โทรมา… จะได้เตรียมใจ นิชฌานเองไม่ได้จริงจังกับประโยคของตนนักจึงไม่ได้หวังว่าจะได้คำตอบ เลิกคิ้วตอนจิลลาหันทั้งตัวมาหา สีหน้าดูลังเลและกังวล ครู่หนึ่งจึงต้องเอ่ยถาม

“มีอะไร”

และจิลลาก็ไม่รู้จะพูดอะไร ที่สุดจึงส่ายหน้าแล้วหันกลับมานั่งแบบปกติ นิชฌานเองก็ปวดแผลเกินกว่าจะพูดจาอะไร เขาต้องนั่งโน้มหน้าเอาหน้าผากไปชนเบาะของตุลธรเพราะไม่อยากนั่งพิงหลังให้เสี่ยงกระทบกระเทือนบาดแผล จนไม่รู้ว่าจิลลาเหลือบมองอยู่ตลอดและรู้สึกไม่ดีเลย

จิลลาสะดุ้งตอนตุลธรยื่นมือมาดีดนิ้วใส่ตรงหน้า แต่จะสื่อสารก็ไม่ได้เพราะตุลธรเองก็ขับรถ จนเขาจอดรถตอนเจอไฟแดงนั่นเอง ตุลธรจึงหันมาแล้วโบกมือตรงหน้าจิลลาอีกครั้ง ภาษากายทั้งการโบกมือทั้งสีหน้าสายตาบอกชัด ตุลธรพยายามบอกเธอไม่ให้คิดมาก… มันทำได้ง่ายขนาดนั้นเลยหรือ

จิลลาขยับไปจับเข่านิชฌาน เห็นเขาเบือนหน้ามามองก็ตบลงบนหน้าตักตัวเอง ยังไม่ทันกลัวว่าเขาจะไม่เข้าใจ หัวนิชฌานก็มาอยู่บนตักเธอแล้ว จิลลานั่งม้วนผมเขาไปเรื่อยๆ พอรถเลี้ยวเข้าเขตบ้านกัญจน์ธราตุลธรก็บอก

“แจ้วพาฌานขึ้นห้องไปเลยนะ ที่เหลือพี่จัดการเอง”

ตอนแรกจิลลายังไม่เข้าใจ จนลงจากรถแล้วเห็นว่ามีคนเยอะแค่ไหนรออยู่นั่นแหละ ญาติๆ ของแขดรุณที่มาจากต่างประเทศทั้งหมด จะไม่มีก็แค่ครอบครัวของคริษฐ์กับอลิชาซึ่งจิลลาก็ไม่ได้แปลกใจ นอกจากนั้นก็ยังมีป้องเกียรติซึ่งมารออยู่ด้วย

ตุลธรเป็นคนบอกทุกคนให้ “ให้คุณแคลร์พาฌานไปพักนะครับ หมอห่วงกลัวแผลจะอักเสบ”

จากนั้นตุลธรก็ต้องเป็นคนอธิบายสถานการณ์ต่างๆ ให้คนที่รออยู่ฟัง รวมถึงปรึกษาป้องเกียรติเรื่องดำเนินการทางกฎหมายกับคนก่อเหตุด้วย เรื่องอาจจะยาวกว่านั้นถ้าไม่เพราะลูกชายคนโตของทิวาบอกทุกคน

“แคลร์กับฌานไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เราแยกย้ายกันเถอะ เหนื่อยกันมาทุกคนแล้ว โดยเฉพาะป้องกับตุล”

นั่นถือเป็นเสียงสวรรค์ เพราะตุลธรยกมือสวัสดีทุกคน แล้วขอตัวแยกไปทันที ทว่าเมื่อถึงบ้านตนก็ไม่ลืมว่ามีสิ่งหนึ่งที่ต้องทำ หลังทิ้งตัวลงโซฟาแล้วก็หยิบมือถือตนมาส่งข้อความหานิชฌาน

‘ดูแจ้วด้วย น่าจะเครียด ตั้งแต่ฌานเข้าห้องฉุกเฉินไปแจ้วไม่พูดอะไรเลย’

แค่นั้น แล้วตุลธรก็ทิ้งมือถือ เดินเข้าไปอาบน้ำทันที



Don`t copy text!