ปราการแสงจันทร์ บทที่ 8 : เอตทัคคะ

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 8 : เอตทัคคะ

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“ป๊า ใหม่เข้าออฟฟิศสายๆ นะ จะไปดูบ้านให้แจ้วก่อน” วรรณวลีเอ่ยบอกผู้เป็นบิดาหลังมื้อเช้าจบลง ปกติเธอจะมุ่งตรงไปยังสำนักงานเลย ถ้าวันไหนไม่มีนัดนอกสถานที่เธอจะขับรถไปพร้อมกับพ่อ แต่ถ้าต้องแวบไปไหนก่อนหรืออาจมีนัดในช่วงบ่าย เธอจะแยกไปอย่างในวันนี้

“เอ้อ เอาใครไปเป็นเพื่อนไหม” วิวรณ์เอ่ยถามไปตามความเคยชินของพ่อผู้ไม่ชอบเห็นลูกสาวไปไหนเพียงลำพัง แต่ก็ชินแล้วเช่นกันที่ลูกจะปฏิเสธ และชินแล้วกับการเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ทั้งในและนอกประเทศคนเดียวของลูก แม้แน่ใจว่าลูกดูแลตัวเองได้ แต่พ่อก็คือพ่อนั่นแหละ ก็ยังห่วงอยู่ดี

“ไม่ต้องหรอก ใหม่แวบไปแป๊บเดียว ไปดูว่าต้องทำอะไรไหม เผื่อหญ้ายาวจะได้รีบจองคิวพี่จ่อยด้วย”

วิวรณ์พยักหน้าพลางหัวเราะหึ จ่อยเป็นหัวหน้าคนงานที่หนักไปทางดูแลสวนและภายนอกอาคารทั้งของที่บ้านเขาและของสำนักงาน ด้วยฝีมือและความละเอียดทำให้คิวงานยาวเหยียดเนื่องจากมีเพื่อนๆ ที่รู้จักกันมาขอว่าจ้างด้วย “คิวทองนะรายนั้น จองเนิ่นๆ ก็ดี”

วรรณวลีหัวเราะร่วน เข้าไปล็อกคอพ่อตนที่ยังนั่งอ่านแท็บเล็ตอยู่แล้วก้มลงไปหอมแก้มฟอดใหญ่แทนคำลาแล้วเดินลิ่วไปยังรถตน ขับรถมุ่งหน้าสู่บ้านของเพื่อนรักที่ตั้งใจมั่นว่าจะไม่มีทางปล่อยให้มันทรุดโทรมเด็ดขาด จิลลามีพินัยกรรมที่ทำไว้กับทนายความของบริษัท ใจความสั้นๆ ง่ายๆ คือยกทุกอย่างให้วรรณวลี ภายใต้เงื่อนไขว่าหากนลินยังมีชีวิตอยู่วรรณวลีต้องดูแลนลินอย่างดีด้วย แต่เรื่องนั้นครอบครัวกัญจน์ธราตัดหน้าเธอไปแล้ว ด้วยความทุ่มเทแบบที่วรรณวลีเองไม่แน่ใจว่าจะทุ่มให้ขนาดนั้นได้ไหมเธอจึงยอมถอย และเพียงคอยไปเยี่ยมนลินสักอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ครั้งแทน

วรรณวลียังไม่มีแผนจะทำอะไรกับทรัพย์สินที่ได้มา เงินประกันชีวิตต่างๆ จิลลาล้วนแล้วแต่โอนให้เธอเป็นผู้รับผลประโยชน์หลังนลินเป็นอัลไซเมอร์ มีเพียงกรมธรรม์เดียวที่ยกให้กับศรี ซึ่งวรรณวลีจัดการให้เรียบร้อยแล้ว เธอกอดศรีร้องไห้ไปด้วยกันเมื่อศรีรู้ว่าตนได้รับเงินก้อนจากจิลลาด้วย

คิดแล้ววรรณวลีก็น้ำตารื้น… ช่วงเดือนแรกที่เสียจิลลาไป เธอไม่อาจห้ามน้ำตาตัวเองได้หากอยู่เพียงลำพังอย่างเช่นในตอนนี้ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก เพราะเพียงสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ บังคับให้ตัวเองยิ้มออกมา อย่างน้อยเพื่อนก็ไม่ต้องอยู่บ่นความเฮงซวยที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและโลกใบนี้แล้ว

วรรณวลีนิ่วหน้าเมื่อขับรถใกล้ถึงบ้านของจิลลาแล้วเห็นว่ามีรถคันหนึ่งจอดอยู่ มันไม่ได้จอดหน้าบ้านของจิลลาหรอก แต่จอดหน้าบ้านร้างหลังหนึ่งที่อยู่ห่างไปราวๆ เกือบร้อยเมตร แต่เธอไม่เคยเห็นรถคันอื่นมาก่อนนับแต่มาบ้านของจิลลาครั้งแรกในตอนมหาวิทยาลัยปีหนึ่ง… มีคนจะมาซื้อบ้านหลังนั้นหรือ

เขา… วรรณวลีจำคนที่เพิ่งลงมาจากรถได้ หญิงสาวรีบขับรถไปจอดเทียบหน้าบ้านของจิลลา เห็นเขาชะงักไปเมื่อเห็นรถของเธอ แวบเดียวเท่านั้นเขาก็เดินเข้ามาใกล้ และมาถึงรถเธอพอดีกับที่เธอลงจากรถ

“สบายดีไหมครับ น้องวันใหม่”

วรรณวลีส่งยิ้มให้ ตอบกลับไปแล้วตามด้วยคำถามเพื่อมารยาททางสังคม “สบายดีค่ะ พี่ตุลล่ะคะ ไม่ได้เจอกันเลยตั้งแต่งานแจ้ว”

“สบายดีครับ”

หลังจากนั้นก็… เดดแอร์ วรรณวลีตัดสินใจเอ่ยถามตามตรงหลังจากเกิดภาวะอิหลักอิเหลื่อกันอยู่ครู่ “พี่ตุลมาทำอะไรที่นี่เหรอคะ”

ตุลธรไม่คาดคิดว่าจะมาเจอวรรณวลี อันที่จริงถ้าวรรณวลีมาเร็วกว่านี้เพียงนิดเขาคงไม่ลงจากรถ พอลงจากรถแล้วเห็นรถของวรรณวลี แวบแรกเขาคิดอยากหมุนตัวเดินกลับขึ้นรถแต่นึกขึ้นได้ก่อนว่าหากวรรณวลีจำเขาได้มันคงยิ่งน่าสงสัย แล้ววรรณวลีก็จำเขาได้จริงๆ เสียด้วย เขารู้ว่าบ้านหลังนี้ตกเป็นของวรรณวลี และดูจากสภาพมันแล้วพอเดาได้ว่าหญิงสาวคงมาดูแลมันบ้าง แต่ทำไมต้องมาดูแลวันเดียวกับที่เขามาด้วย บ้าจริง แต่ก็นั่นแหละ ตุลธรคิดคำตอบไว้อยู่แล้วตั้งแต่ตอนตัดสินใจจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว “พี่มาเช็กว่ารถยกทำงานเรียบร้อยดีไหม”

วรรณวลีขมวดคิ้ว “รถยก…”

ตุลธรชี้เข้าไปในบ้านของจิลลา ตรงตำแหน่งที่รถคันเล็กของเจ้าหล่อนจอดอยู่ “รถน้องแจ้วน่ะครับ ทางทีจีแอลให้มาดูว่าเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรเสียหาย”

คิ้วที่ขมวดอยู่ยกตัวขึ้นไปพร้อมกัน “มันถูกยกมาสองเดือนกว่าแล้วนะคะ”

ตุลธรพยักหน้า หัวเราะนิดๆ “ครับ เราเพิ่งเห็นว่ารถของเราที่เคยใช้บริการรถยกของที่นี่ท้ายบุบไปสามคันครับ เลยกลัวว่ารถน้องแจ้วจะเสียหายด้วย”

อ้อ… วรรณวลีมีสีหน้าเข้าใจมากขึ้น มองเข้าไปข้างในแล้วเอ่ยถาม “แล้ว… พี่ตุลจะเข้าบ้านแจ้วยังไงคะ”

ก็ปีนสิ… แต่แน่แหละ ตุลธรตอบไปอย่างนั้นไม่ได้ จึงทำสีหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ แล้วหัวเราะตัวเอง “นั่นสินะครับ พี่ลืมคิดไปว่าบ้านน้องแจ้วไม่มีคนอยู่ พอได้คำสั่งก็ตรงมาเลย”

วรรณวลีพลอยหัวเราะไปด้วย ก้มลงไปหยิบกุญแจบ้านของจิลลา ก่อนบอกตุลธร “โชคดีที่เรามาบ้านแจ้วพร้อมกันค่ะ”

โชคร้ายอย่างมากต่างหาก… ตุลธรคิดในใจทว่าก็ยิ้มรับ แล้วเดินตามวรรณวลีที่ไขกุญแจประตูรั้วแล้วเดินนำเข้าบ้านไป พอเดินมาถึงรถของจิลลา วรรณวลีก็บอกมา

“ใหม่จะเข้าไปดูในบ้าน พี่ตุลเช็กรถแจ้วตามสบายนะคะ”

“น้องวันใหม่มีกุญแจสำรองรถแจ้วไหมครับ”

วรรณวลีคิดเพียงครู่ก็พยักหน้า “มีค่ะ… ต้องใช้ด้วยเหรอคะ”

“ให้แน่ใจว่าระบบไฟฟ้าปกติน่ะครับ พี่อยากลองสตาร์ตเครื่องดูสักหน่อย”

วรรณวลีนับถือความรอบคอบของเขา ได้แต่คิดในใจว่าไม่แปลกใจเลยที่เขาจะทำงานใกล้ชิดกับแขดรุณ ประมุขของทีจีแอลอย่างทิวาก็ดูไว้วางใจให้เขาจัดการหลายๆ อย่าง ทว่าวันนี้เขาโชคดีไม่สุด หญิงสาวยิ้มเจื่อน บอกไป “ใหม่เก็บไว้ที่บ้านค่ะ ไม่ทันคิดว่าต้องใช้ ขอโทษนะคะ”

ตุลธรรีบโบกไม้โบกมือ รู้สึกผิดที่เห็นว่าวรรณวลีรู้สึกผิดกับคำโกหกของเขา รอจนวรรณวลีเดินเข้าไปในบ้านแล้วจึงรีบเดินวนไปอีกฟาก ก้มลงส่องสายตาเข้าไปภายใน… เขากับนิชฌานเห็นตรงกันว่าการที่อยู่ๆ จิลลาจะถามถึงรถตนนั้นต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับที่แขดรุณสั่งให้ทำแน่ ถึงแวบแรกจิลลาจะส่ายหน้าปฏิเสธ แต่ภาษากายหลังจากนั้นบอกไปอีกทาง วันนี้ตุลธรจึงตั้งใจจะมาสำรวจเสียหน่อยว่ามีอะไรที่รถของจิลลาหรือไม่

นั่นตู้เซฟเหรอ… ตุลธรเห็นไม่ชัดนักด้วยมันอยู่อีกฟาก รีบขยับตัวเดินไปอีกทางแล้วก้มลงส่องอีกที ทว่ายังไม่ทันทำอะไรก็ต้องหันขวับเข้าไปภายในบ้านเมื่อได้ยินเสียงร้องกรี๊ดสั้นๆ และเกิดเสียงโครมครามตามมา ขายาวรีบก้าวเข้าไปภายในพอดีกับที่คนที่อยู่ข้างในวิ่งพรวดพราดออกมา มือหนึ่งของตุลธรยกขึ้นในระดับต้นแขนของวรรณวลี ก้มลงไปถามไถ่ “อะไร เกิดอะไรขึ้น”

วรรณวลีตอบรวดเร็วขณะก้าวห่างออกจากบ้านสองก้าว “นังแคทเธอลีน”

นังแคทเธอลีน… ตุลธรนิ่งไปอย่างยังจับจุดไม่ได้ว่า ‘แคทเธอลีน’ คือใครหรืออะไร ทำไมถึงทำให้วรรณวลีวิ่งหน้าเริดมาขนาดนี้ ไม่ต้องสงสัยนานอีกฝ่ายก็รีบบอก

“ตุ๊กแกน่ะ ยัยแจ้วเลี้ยงไว้ ตั้งชื่อให้ว่าแคทเธอลีน”

ตุลธรตาแทบทะลัก และสีหน้าของเขาอาจเป็นสาเหตุให้วรรณวลีบอกมาอีก

“ไม่ได้ตั้งใจเลี้ยง มันเข้าๆ ออกๆ บ้านนี้ ยัยแจ้วมีวางข้าวสวยทิ้งไว้ให้บ้าง ตั้งแต่แจ้ว… ไม่อยู่ ก็ไม่ได้เห็นมันนานมากแล้ว ไม่คิดว่าจะเจอ เลยตกใจ” แล้วที่ไม่ได้บอกไปคือ เจอในแบบที่หน้าแทบจะแนบหน้า เธอเปิดประตูครัวเข้าไปเพื่อตรวจดูในครัวว่ายังเรียบร้อยอยู่ไหม และเจ้าแคทเธอลีนก็เกาะอยู่บนตู้กับข้าว กว่าจะเห็นมันก็ตอนใกล้มากแล้ว เลยสติเสียอย่างที่เห็นนี่แหละ

ส่วนตุลธรก็พอเข้าใจ มองเข้าไปในบ้านแล้วจึงถามวรรณวลี “แล้วต้องเข้าไปทำอะไรอีกไหม พี่ไปเป็นเพื่อนได้”

วรรณวลีพยักหน้าทันที “ค่ะ ก็เหลือเข้าไปดูในครัวว่ายังโอเคไหมแหละค่ะ”

“นำเลย”

วรรณวลีจึงออกเดินนำจนมาถึงประตูห้องครัว จดๆ จ้องๆ ว่าจะเข้าหรือไม่เข้าดีด้วยไม่แน่ใจว่ายัยแคทเธอลีนจะหาที่กำบังตัวเองได้หรือยัง จิลลาพร่ำบอกเธอว่าแคทเธอลีนเป็นตุ๊กแกน่ารัก อ่อนโยน ไม่ก้าวร้าว ซึ่งปกติวรรณวลีก็เห็นด้วยอยู่ เพราะถ้าเจอกันเมื่อไรแคทเธอลีนก็จะหลบหายไปในซอกหลืบไม่เคยพุ่งตัวเข้าใส่ แต่เมื่อกี้นี้มันใกล้เกินทำใจจริงๆ

“มา เดี๋ยวพี่เข้าไปดูให้” ตุลธรพูดแล้วแซงวรรณวลีไปเปิดประตู เห็นข้าวของที่ร่วงระเกะระกะเดาได้ว่าคงเป็นสาเหตุของเสียงโครมครามที่ดังมาพร้อมเสียงกรี๊ดของวรรณวลี จึงเดินก้าวเข้าไปในครัวพยายามเลี่ยงไม่ให้เหยียบหรือเตะของบนพื้น กระทั่งเห็นหางตุ๊กแกโผล่มาจากหลังตู้ ยืดตัวไปอีกนิดก็เห็นตุ๊กแกตัวใหญ่หลบอยู่อย่างสงบ จึงหันไปมองวรรณวลี “มันอยู่ตรงนี้ อยากให้พี่จับมันออกไปให้ไหม”

“ไม่ๆๆ” วรรณวลีปฏิเสธเสียงรัว ไม่อยากให้ตุลธรยุ่งกับแคทเธอลีน แถมในหัวตอนนี้มีแต่ภาพเขาไล่จับแคทเธอลีน มันตกใจก็เลยพุ่งมาหาเธอ ถ้ามันเกิดขึ้นจริงเธอหัวใจวายตายแน่ “เดี๋ยวเค้าออกไปเองค่ะ รบกวนพี่ตุลดูให้หน่อยได้ไหมคะว่ามีอะไรต้องซ่อมไหม”

ตุลธรตอบรับ แล้วเดินดูก๊อกน้ำ ท่อน้ำทิ้ง เตาแก๊ส เครื่องดูดควัน เห็นว่าทุกอย่างใช้งานได้ดีแล้วจึงหันไปพยักหน้ากับวรรณวลี

“ขอบคุณค่ะ”

ตุลธรพยักหน้ารับ ตัดสินใจว่าวันนี้จะรามือก่อน เพราะอย่างไรก็คงสืบไม่ถนัดแล้ว ไว้ค่อยมาอีกทีวันหลัง “งานพี่เรียบร้อยแล้ว เท่าที่ดูรถแจ้วปกติดี แต่ถ้าอยากให้พี่อยู่ช่วยก่อน…”

วรรณวลีส่ายหน้า รีบบอกไป “ของใหม่ก็เสร็จแล้วค่ะ งั้นเรากลับกันดีกว่า”

ตุลธรจึงเดินเคียงวรรณวลีออกไป เดินไปส่งหญิงสาวถึงที่รถ บอกก่อนเจ้าหล่อนจะขึ้นรถไป “วันใหม่มีเบอร์พี่แล้วใช่ไหม”

วรรณวลีพยักหน้า เธอมีทั้งเบอร์โทรเขาและนิชฌานจากการต้องประสานงานกันบ้างในช่วงงานศพจิลลา

“ถ้าอยากให้มาช่วยจับตุ๊กแกก็โทรได้ตลอด”

จีบไหม… นั่นเขาจีบเธอไหม วรรณวลีมองหน้าตุลธรพร้อมคำถามนั้นที่วนไปเวียนมา ลองเอ่ยถาม “เฉพาะตุ๊กแกเหรอคะ”

ตุลธรกลอกตาเพื่อคิดว่านอกจากตุ๊กแกแล้วรับมือกับอะไรได้อีกบ้าง ก่อนบอกไป “งูก็พอไหว”

พอเห็นปฏิกิริยาของเขาแล้ว วรรณวลีก็แน่ใจ เขาไม่ได้จีบ แค่มีน้ำใจ “โอเคค่ะ ขอบคุณนะคะ”

ตุลธรยิ้มรับ เอ่ยถามน้ำเสียงอ่อนโยน “เรื่องแจ้ว… วันใหม่ดีขึ้นแล้วใช่ไหม”

วรรณวลีนิ่งไป สุดท้ายก็สูดลมหายใจเข้าปอดยาวลึก ก่อนส่งยิ้มให้ตุลธร “ค่ะ ค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว มีคิดถึงบ้าง แต่ไม่บ่อยเท่าช่วงแรก แล้วก็ไม่ได้เศร้ามากแล้ว”

ตุลธรพยักหน้า ไม่อยากมองวรรณวลีให้รู้สึกผิดไปกว่านี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งประโยคของจิลลาดังขึ้นในหัว… สิ่งที่เขากับนิชฌานทำทำร้ายหัวใจคนที่รักจิลลาด้วย ชายหนุ่มยื่นมือไปเปิดประตูรถให้วรรณวลี รอจนหญิงสาวก้าวขึ้นไปนั่งแล้วจึงปิดประตูให้ ยกมือเป็นเชิงบอกลาแล้วเดินกลับไปยังรถของตน เคลื่อนรถตามวรรณวลีออกจากซอยแล้วแยกกันไปตามทาง

วรรณวลีเองก็เห็นว่าเขาขับตามเธอ ไม่แซง ไม่ทำท่าว่าจะแซงให้แน่ใจว่าเขาตั้งใจขับตามคล้ายกับเพื่อจะดูแลเธอจนวินาทีสุดท้ายก่อนแยกจาก กระทั่งเขากลับรถไปอีกทาง หญิงสาวกลับมาเทสมาธิกับการขับรถกระทั่งถึงสำนักงานตน เดินแวะเข้าไปโบกมือกับพ่อเพื่อบอกว่าตนมาถึงแล้ว ก่อนเดินไปนั่งในห้องทำงานส่วนตัวของตน นั่งนิ่งอยู่เป็นครู่เหมือนกำลังครุ่นคิดตัดสินใจบางอย่าง

และสุดท้ายก็ทำ…

เธอเปิดไฟล์ข้อมูลของทีจีแอลเรียลเอสเตตขึ้นมาดู เลือกดูเฉพาะที่เป็นรูปภาพของแขดรุณ ไล่ดูไปเรื่อยๆ จึงเห็นว่านอกจากข้างตัวแขดรุณจะมีนิชฌานแล้ว ก็ยังมีตุลธร สุดท้ายก็กลายเป็นวรรณวลีไล่ดูภาพตุลธรไปเรื่อยๆ

บอกตามตรงว่าตอนที่เจอเขาช่วงแรกเธอไม่ได้พิจารณาเขาเลยแม้แต่น้อย ด้วยสภาพจิตใจที่ย่ำแย่ ด้วยความวุ่นวายกับการจัดงานฌาปนกิจให้จิลลา พอแยกย้ายกันไปเขาก็หายไปจากความทรงจำแทบจะทันทีจนต้องมาไล่ดูรูปเขาในไฟล์ข้อมูลอยู่ตอนนี้ ในรูปเหล่านั้นเขามีลักษณะเหมือนที่เห็นวันนี้แทบไม่ผิดเพี้ยน ยิ้มง่าย ดูเป็นมิตร สุภาพ วรรณวลีเพิ่งรู้ตัวว่าบนใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม จึงรีบหุบยิ้มเหมือนกลัวจะมีใครมาเห็นว่าเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับรูปผู้ชาย แต่พอนึกออกว่าอยู่คนเดียวในห้องก็ยิ้มออกมาอีกพร้อมกับคำถามหนึ่งที่เกิดขึ้นในหัว… เขามีแฟนหรือยัง

บ้าน่า… จะอยากรู้ไปทำไมกัน เขาก็แค่คนที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ถ้าไม่เกิดเรื่องบังเอิญอย่างวันนี้เธอกับเขาก็คงไม่ได้เจอกันอีก

แต่เธอมีเบอร์เขา…

คราวนี้เกิดอีกหนึ่งคำถามขึ้น และมันทำให้วรรณวลีถึงกับหัวเราะเพราะขำตัวเอง

แกจะช่วยฉันจีบผู้ชายได้ไหม ยัยแคทเธอลีน!

 

ตุลธรพยักหน้าให้นิชฌานที่เพิ่งเดินเข้ายิมมา แต่ไม่อาจพูดอะไรได้เพราะกำลังโหนบาร์เพื่อฝึกกล้ามเนื้อแขนอยู่ กระทั่งครบจำนวนที่คาดไว้แล้วจึงลงสู่พื้นแล้วเดินไปหานิชฌานที่ยืนรอนิ่งๆ ไม่มีทีท่าว่าจะออกกำลังแต่อย่างใด เอ่ยถาม “แจ้วล่ะ”

“ดูหนังอยู่”

ตุลธรหัวเราะ “โชคดีนะว่ามีโรงหนัง ไม่งั้นไม่รู้ปีศาลจะเลเวลอัปไปขั้นไหนถ้าไม่มีอะไรทำแก้เบื่อ”

นิชฌานทำหน้าหน่าย หันไปมองรอบๆ ไม่เห็นใครแล้วจึงถาม “วันนี้เป็นไง”

คนต้องตอบส่ายหน้า บอกความจริงไป “จังหวะไม่ดี ไปเจอน้องวันใหม่ที่บ้านแจ้ว เลยไม่ได้ทำอะไรมาก พี่ได้ส่องเข้าไปในรถนิดหน่อยเหมือนจะเห็นตู้เซฟเล็กๆ แต่ยังไม่แน่ใจว่าใช่ของที่เราต้องหาไหม ว่าจะไปส่องวันหลังอีกที”

นิ่งอยู่ครู่นิชฌานก็บอกไป ด้วยเกรงว่าการทำอะไรหลบๆ ซ่อนๆ จะทำให้ตุลธรเหนื่อยเกินกว่าที่ควร “ไม่เป็นไรหรอกมั้งพี่ตุล ยังไงถ้าคุณแจ้วจะไปไหนก็ต้องให้เราพาไปอยู่แล้ว เราแค่คอยจับตาคุณแจ้วไว้ก็ได้”

“ไม่เป็นไรหรอก พี่กลัวเรื่องที่คุณแคลร์จะให้แจ้วทำ… จะเกี่ยวกับฌาน”

นิชฌานนิ่งงัน สายตาหลุบต่ำ ท่าทางราวกับจิตใจล่องลอยไปไกลแสนไกล ทว่าก็ยังมีความหวัง “อาจจะไม่ใช่ก็ได้”

“ถ้าไม่ใช่ก็ไม่จำเป็นต้องปิดพวกเรา… คุณแคลร์มีความลับอยู่ไม่กี่เรื่อง เราก็รู้”

“ผมไม่คิดว่าแคลร์จะ… ทำร้ายตัวเอง ที่เขาทำกับผมมัน…”

นิชฌานไม่พูดต่อ ส่วนตุลธรก็รีบโบกมือด้วยไม่อยากให้นิชฌานพูดมันออกมาเหมือนกัน “พี่ว่าคุณแคลร์จะทำอะไรก็ได้ที่ตัวเองอยากทำ เถอะ ให้พี่ไปเช็กหน่อย กันไว้ก่อนดีกว่า”

กันไว้ก่อน… เพราะรู้ว่าตุลธรหวังดีกับตน ดังนั้นนิชฌานจึงช่วยหาเวลาที่เหมาะสมให้ “อาทิตย์หน้าได้นะ ปู่ให้ผมพาแคลร์ไปที่ตึก”

ตุลธรพยักหน้ารับทันที “โอเค พี่ไปส่งฌานกับแจ้วที่ตึกก่อน แล้วจะแวบไป… เตือนแจ้วเรื่องคุณคริสกับคุณอลิซหน่อยดีไหม”

นิชฌานถอนใจเฮือก “เตือนแล้ว”

“ยังไง”

“บอกไปว่าแคลร์ไม่ได้สนิทกับลูกพี่ลูกน้องเท่าไร ความสัมพันธ์เหมือนเป็นเพื่อนร่วมงาน”

คนฟังฟังแล้วหัวเราะร่วนเลยทีเดียว “นั่นยังดีไป… แล้วแจ้วว่าไง”

“เขาเหมือนไม่เชื่อเท่าไร”

“ไม่แปลกหรอก ตอนคุณแจ้วเก็บข้อมูล กับลูกจ้างแคลร์ยังดูสนิทเหมือนพี่น้อง แล้วทำไมลูกพี่ลูกน้องถึงจะเป็นแค่เพื่อนร่วมงานล่ะ”

นิชฌานทำเพียงส่ายหน้า เริ่มยืดเส้นยืดสายอุ่นเครื่องร่างกายและได้แต่คิดในใจ… ให้จิลลาไปเจอความจริงเอาเองแล้วกัน เขาขี้เกียจอธิบายหรือบอกเล่าอะไรล่วงหน้า อันที่จริงคือไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์กับจิลลาเลยไม่ว่าทางใด ว่าแล้วนิชฌานก็นึกถึงคำหนึ่ง มันติดอยู่ที่ปาก เขาเกิดที่อังกฤษก็จริงแต่โตเมืองไทย ช่วงก่อนเจ็ดขวบเขาไปๆ มาๆ ระหว่างไทยกับอังกฤษ แต่หลังจากนั้นเขาอยู่ไทยตลอด ดังนั้นภาษาไทยของเขาแข็งแรงแน่ เพียงแค่คำที่คิดถึงนี้ไม่ใช่คำที่ใช้บ่อยนัก ที่สุดก็หันไปถามตุลธร “พี่ตุล คำที่เอาไว้เรียกผู้เชี่ยวชาญเขาเรียกอะไรนะ”

ตุลธรนิ่วหน้า “คำไหนล่ะ ผู้ชำนาญการพิเศษหรือเปล่า”

“ไม่ใช่… แบบผู้เป็นเลิศทางด้านการถ่ายทอดธรรมะ อะไรแบบนี้”

“อ้อ… เออ อะไรนะ อะไรทัคคะๆ สักอย่าง”

ใช่! นิชฌานพยักหน้า แล้วบอกไป “เอตทัคคะ”

“เออ ใช่… ถามทำไม”

“นึกถึงคุณแจ้ว”

ตุลธรเลิกคิ้ว ก่อนหัวเราะเมื่อเชื่อมโยงคำบอกนั้นกับจิลลาได้ “แล้วแจ้วเป็นเอตทัคคะด้านไหน”

นิชฌานบอกเสียงเบา “กวนโมโห”

ทักษะด้านนี้ของจิลลาเป็นเลิศจริงๆ นิชฌานยกให้เลย!

 

Don`t copy text!