ปราการแสงจันทร์ บทที่ 9 : ลูกพี่ลูกน้อง

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 9 : ลูกพี่ลูกน้อง

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

“ตกลงคุณทำงานทำการอะไรกันแน่”

จิลลาเริ่มอีกแล้ว… นิชฌานลอบถอนใจ สบตากับตุลธรแวบหนึ่งผ่านทางกระจกมองหลังของรถ นิ่งเงียบ ไม่ตอบคำใด

“เป็นเดือนแล้วนะ ที่ฉันออกจากโรงพยาบาล คุณอยู่กับฉันตลอด ไม่มีงานทำเหรอ ถามจริง”

นิชฌานหันไปมองหน้า สบตาจิลลาซึ่งไม่ได้หลบสายตาไปไหน ยังจ้องเขาอย่างคนรอฟังคำตอบ จึงตอบไปเสียงเรียบ แผ่วเบา “งานผมคือดูแลแคลร์”

จิลลาเลิกคิ้ว ถามกลับไปเพื่อความแน่ใจ เขาไม่ได้ทำงานนอกบ้าน แต่ดูแลบ้านและภรรยา แบบเดียวกับที่ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วดูแลบ้านกับสามีใช่ไหม “เป็นพ่อบ้านน่ะเหรอ คือให้คุณแคลร์ทำงานนอกบ้าน แล้วคุณดูแลที่บ้าน ดูแลคุณแคลร์เหรอ”

นิชฌานนิ่งไปนิดเพื่อทบทวนว่าจิลลาเข้าใจตรงกับที่เขาสื่อสารไหม แล้วจึงพยักหน้ารับ “ใช่ ทำนองนั้น”

คราวนี้เป็นจิลลาบ้างที่นิ่งไป ดวงตาฉายรอยครุ่นคิด สุดท้ายก็พูดออกมาคล้ายจะพึมพำ “คุณแคลร์โคตรเจ๋ง”

บอกแล้วหันไปสบตากับนิชฌาน เห็นเขานิ่วหน้าก็บอกความคิดตัวเองไป “อ้าว ยุคนี้จะมีกี่คนที่เลิกยึดติดมายาคติเรื่องเพศ คิดว่าผู้ชายต้องเป็นฝ่ายทำงานหาเงิน ผู้หญิงต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูกดูแลบ้าน หรือถึงมีคนที่เลิกยึดติดแล้ว แต่จะมีอีกกี่คนที่ไม่สนใจขี้ปากชาวบ้าน ตั้งแต่ทำงานมาฉันเจอคนเจ๋งๆ แบบนี้ไม่กี่คนเอง”

“เจ๋ง…” นิชฌานทวนอย่างยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายจริงๆ ของคำนั้นจากปากจิลลา

“ใช่สิ ฉันก็คิด เกิดวันหนึ่งฉันมีแฟน แต่ฉันมีศักยภาพทำงานหาเงินได้ดีกว่า แล้วถ้าแฟนฉันอยากทำแบบคุณ อยู่บ้านดูแลงานบ้านดูแลฉัน ฉันก็ไม่มีปัญหา การที่คนเราจะเลือกทำอะไรหรือไม่ทำอะไรมันไม่ควรมีเรื่องเพศมาเป็นตัวแปร มันต้องดูที่ความสามารถกับความสุขของเราสิ”

อ้อ… นิชฌานพอเข้าใจแล้ว เพราะเขาคิดว่าแนวคิดที่จิลลาว่ามานั่นก็ ‘เจ๋ง’ ดี “แล้ว… คุณไม่สนใจขี้ปากชาวบ้านเหรอ”

คำถามนั้นจากนิชฌานทำจิลลาหัวเราะหึ มองลึกลงไปในตาเขาก่อนย้อนถาม “ฉันดูเหมือนคนสนเรื่องพวกนั้นเหรอ”

นั่นสินะ… นิชฌานยิ้มได้นิด หันมองไปนอกหน้าต่างรถ เห็นว่าใกล้ถึงตึกทีจีแอลบิลดิ้งแล้ว สายตาที่มองความสูงตระหง่านของตึกอดทำให้นึกถึงแขดรุณไม่ได้ ใช่ นิชฌานเห็นด้วยว่าแขดรุณเป็นคนเก่งและเจ๋งอย่างที่จิลลาว่านั่นแหละ หญิงสาวมีความคิดหลายอย่างก้าวหน้า ทันสมัย เข้าใจโลก เป็นคนแข็งแกร่ง… แข็งกร้าว

ความแข็งกร้าวของแขดรุณทิ่มแทงเขาอยู่บ่อยครั้ง

ชายหนุ่มถอนใจเบาๆ พูดก่อนรถจะเลี้ยวเข้าสู่ตึกสูงใหญ่ “คุณคงเจอแฟนคุณสักวัน”

ทว่าจิลลาส่งเสียงเหอะดังชัดเจนเลยทีเดียว “สักวันหลังฉันเลิกเป็นแขดรุณตัวปลอมไง”

นิชฌานไม่โต้ตอบ และเป็นตุลธรเองที่จู่ๆ ก็ส่งเสียงหลังจากนิ่งฟังบทสนทนามาตลอด และเสียงที่ส่งนั้นดังจนเกินพอดีด้วย

“ถึงแล้ววว ลงหน้าตึกเลย”

นิชฌานกับจิลลามองหน้ากัน ก่อนจิลลาจะยกมุมปากข้างหนึ่งขึ้นคล้ายจะบอก… เทวดาพ่อทูนหัวคุ้มครองตลอดเหอะ

หลังทั้งคู่ลงจากรถ ตุลธรเดินลงจากรถมายืนรวมกลุ่มด้วย ก่อนบอกอย่างตั้งใจให้จิลลาได้ยินด้วย “พี่แวบไปหาอะไรกินแถวนี้นะ ถ้าจะกลับเมื่อไรโทรตามแล้วกัน”

นิชฌานรู้ ตุลธรจะไปบ้านจิลลา ดังนั้นจึงพยักหน้ารับ รู้ว่าตุลธรจะยังไม่ไปไหนจนกว่าเขากับจิลลาจะเข้าตึกจึงหันมาทางจิลลาที่ยืนรออยู่ ดูจากสีหน้าแล้วรู้ว่ากังวลอยู่มากจึงเดินเข้าไปใกล้ เอ่ยปาก “ขออนุญาต”

จิลลางงในแวบแรกว่าเขาขออนุญาตเรื่องอะไร แต่พอเห็นเขายกมือขึ้นทำท่าเหมือนจะจับแขนเธอแต่ยังค้างไว้ก็พอเข้าใจ จึงกดหน้าลงแทนคำอนุญาต ยอมรับกับตัวเองว่าอุ่นใจขึ้นนิดหน่อยยามมีนิชฌานพาเดินเข้าตึก ดูแล้วเขาพร้อมรับทุกอย่างแทนเธออย่างที่รับปากไว้ก่อนออกจากบ้านจริงๆ

เธอต้องซาบซึ้งเหรอ… นี่เป็นแค่สิ่งที่เขาต้องทำ เขาไม่ได้รับทุกอย่างแทนเธอ แต่รับผลจากการกระทำของตัวเองต่างหาก แต่เพื่อขอบคุณที่เขาขอนุญาตก่อนแตะต้องตัวเธอ จิลลากระซิบเสียงเบา ไม่อยากให้คนอื่นได้ยินด้วย “คุณก็เจ๋ง”

นิชฌานมองหน้าจิลลา ซึ่งคราวนี้ไม่ได้มองหน้าสู้กันด้วยแววตาเหมือนเคย แต่มองพื้น ทำหน้าราวกับจะบอกว่าเมื่อกี้ไม่ได้พูดอะไรเลย นิชฌานเลยขอขยี้เสียหน่อย “ผมเหรอเจ๋ง”

คราวนี้จิลลาหันขวับไปมองคล้ายจะค้อน ยังไม่พูดอะไรกระทั่งเข้าลิฟต์ซึ่งได้อยู่กันตามลำพัง จึงค่อยถอนใจเฮือก ยอมบอกไป “ฉันรู้ว่าคุณเจออะไรหนักกว่าคุณแคลร์ ผู้ชายทำงานนอกบ้านผู้หญิงเป็นแม่บ้านเป็นเรื่องปกติ ผู้หญิงทำงานนอกบ้านผู้ชายทำงานในบ้านกลายเป็นว่าผู้หญิงโง่ผู้ชายห่วย แต่ระดับคุณแคลร์ หลายๆ อย่างมันพิสูจน์ชัดว่าคุณแคลร์ไม่ได้โง่ คุณเลยกลายเป็นเป้าโจมตีทั้งขึ้นทั้งล่อง”

นิชฌานหัวเราะหึ บอกไป “ทั้งห่วยทั้งเลว”

จิลลามองหน้าเขา อดเห็นใจไม่ได้ที่เขาต้องกลายเป็นผู้ชายห่วยเพราะไม่มีบทบาทโดดเด่นเรื่องการงาน แล้วยังเลวในสายตาคนอื่นเพราะเกาะผู้หญิงกิน ซึ่ง… ถ้านิชฌานเป็นผู้ชายเส็งเคร็ง ไม่ทำอะไร ดีแต่ทำแต่เรื่องที่ตัวเองมีความสุขไปวันๆ จนเข้าข่ายเอารัดเอาเปรียบแขดรุณ แบบนั้นจิลลามองว่าเขาเลวแน่ แต่เท่าที่เห็นเขาดูแลแขดรุณดีทั้งกายและใจ ทำหน้าที่สามีควบตำแหน่งพ่อบ้านได้เป็นอย่างดี ถ้าว่ากันตามจริงเขาไม่ห่วยและไม่เลว

แต่นั่นคือกับแขดรุณ ไม่ใช่กับเธอ “ที่คุณทำกับฉันนั่นเลวนะ เผื่อไม่รู้”

นิชฌานถอนใจเฮือก สงสัยว่าตัวเองอาจจะเริ่มชินแล้วกับการเผลอเป็นซัดของจิลลา ตัดสินใจตอบกลับ “ผมรู้”

“ดี อย่าลืมแล้วกัน”

“ไม่ลืม คุณย้ำผมทุกวัน… เผื่อไม่รู้”

จิลลาค้อนนิชฌานที่บังอาจเอาคำของเธอมาย้อน ก่อนรีบสงบสติอารมณ์ตัวเองเมื่อเสียงสัญญาณร้องดังเป็นการบอกว่าถึงจุดหมาย จิลลาเคยใช้ลิฟต์ตัวนี้แล้ว รู้ว่ามันเป็นลิฟต์ส่วนตัวซึ่งอยู่ในห้องทำงานของแขดรุณ ครู่หนึ่งประตูลิฟต์ก็เปิดออก และคนมากมายที่มายืนออกันในห้องประหนึ่งแฟนคลับรอพบเจอศิลปินที่ตนชอบก็ทำเอาจิลลาวางหน้าไม่ถูก ก่อนนึกออกว่าแขดรุณเป็นที่รักของพนักงานที่นี่เพียงใด จิลลายิ้มให้อย่างรู้สึกดีแทนแขดรุณ ก่อนนิ่งงันเมื่อเสียงหนึ่งดังขึ้น

“พอแล้วๆ กลับไปทำงานของตัวเองเถอะ”

แค่ประโยคนั้นทุกคนก็สลายตัวทันทีอย่างไม่มีเยื่อใยให้จิลลาแปลกใจ… มองเจ้าของเสียงก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นคนที่มีตำแหน่งสูงในบริษัท เลยเดาไปอีกว่าพนักงานก็คงต้องเชื่อฟัง

“แคลร์… นี่พี่อลิซ”

จิลลาตัวเกร็งทันที นี่สินะ อลิชา ลูกพี่ลูกน้องของแขดรุณ แม้เคยเห็นหน้าผ่านทางสื่ออยู่บ้างแต่พอมาเจอตัวจริงจิลลาจำไม่ยักได้ พร้อมกันนั้นก็รู้สึกแปลกนิดๆ ที่ไม่เคยเห็นอลิชาหรือแม้แต่คริษฐ์มาเยี่ยมเลยหลังเธอออกจากโรงพยาบาล จิลลาไม่อยากเชื่อหรอกว่าที่นิชฌานเตือนจะเป็นเรื่องจริง แต่เห็นสายตาของอลิชาแล้วก็ชักไขว้เขว มันเย็นชา ไม่มีแม้กระทั่งความสงสัยว่าเธอสบายดีไหม ไม่มีความเป็นห่วง ไม่ต้องพูดถึงความรัก จิลลาตัดสินใจยกมือไหว้ “สวัสดีค่ะ”

และได้เห็นอีกฝ่ายทำหน้าเหมือนเห็นผี ก่อนหัวเราะหึดูเหยียดๆ อยู่ในที “เห็นปู่พูดเหมือนกันว่าความจำมีปัญหา นี่ถ้าไม่เห็นเธอยกมือไหว้คงไม่เชื่อ”

อ้อ… จิลลาเข้าใจแล้ว ปกติแขดรุณคงไม่ไหว้ลูกพี่ลูกน้องตนสินะ

“คอก็มีปัญหาเหรอ เสียงแปลกเชียว”

ใช่ นั่นคือสิ่งที่จิลลากังวลอยู่ เสียงเธอไม่เหมือนเสียงของแขดรุณ อันที่จริงมันไม่เหมือนกระทั่งเสียงเธอเองด้วย ระหว่างที่จิลลายังไม่รู้จะตอบอย่างไร นิชฌานก็เป็นคนตอบอลิชาให้

“เส้นเสียงแคลร์ค่อนข้างเสียหายครับ ทั้งจากอุบัติเหตุ แล้วก็การสอดท่อเป็นเวลานาน เสียงแคลร์อาจจะ…” นิชฌานยังไม่ทันพูดจบ อลิชากลับปัดมือแทนการบอกว่าไม่อยากฟังแล้ว ถามสิ่งที่ตนอยากรู้แทน “แล้วนี่ฉันจะคุยงานที่ค้างไว้กับใคร”

ยังไม่มีใครตอบ อลิชาก็พูดอีก “กับเธอก็คงไม่ได้ความใช่ไหมฌาน”

“ครับ”

เสียงตอบรับราบเรียบนั้นทำจิลลาหันมองนิชฌาน สงสัยว่าเขายอมรับความไม่ได้เรื่องที่คนอื่นยัดเยียดให้หน้าตาเฉยแบบนี้ได้อย่างไร

“เรื่องงานพี่อลิซคุยกับปู่ดีกว่า”

“เรื่องนี้ปู่ไม่รู้ เป็นโครงการที่พี่คิดกับแคลร์”

“เล่าให้ปู่ฟังสิครับ”

อลิชามองนิชฌานหัวจรดเท้า แล้วบอก “พูดไปคนไม่ทำงานทำการอย่างเธอก็ไม่เข้าใจหรอก”

แค่นั้น แล้วเดินออกไปเลย ทิ้งให้คนสองคนในห้องยืนสงบนิ่งอยู่อย่างนั้น ผ่านไปเกือบนาทีจิลลาค่อยหันไปมองนิชฌาน สีหน้าดูคาดไม่ถึง นิชฌานเห็นหน้านั้นแล้วหัวเราะหึ บอกไปอย่างคนรู้ดี

“นี่อย่างเบา”

เบา… มองเหยียดพูดหยามอย่างกับตัวร้ายในละครนี่นะเบา

“คุณนั่งพักก่อน ปู่ว่าอีกสักชั่วโมงจะถึงตึก หรืออยากทำอะไรไหม”

จิลลาเดินไปนั่งเก้าอี้ แล้วถึงกับเลิกคิ้วกับความนุ่มสบายรับสรีระ ลองกดคันโยกให้เก้าอี้ปรับขึ้นลงก็พบว่าทำได้ง่ายดายเหลือเกิน พอหมุนก็หมุนติ้วไม่หนืดหน่วงทว่ามั่นคงไม่มีโยกเยกให้หวาดเสียว

“เอาไปเล่นที่บ้านได้นะ”

จิลลามองนิชฌาน เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าเขาอยากเอาใจเธอจริงๆ หรือเพียงแค่ประชดประชัน หญิงสาวจึงเพียงค้อนใส่เขา ก่อนนึกบางอย่างได้ “นี่ คุณอยากให้ฉันออกไปเดินพบปะประชาชนไหม”

นิชฌานเลิกคิ้วอย่างมีคำถาม ยังไม่เข้าใจนักกับประโยคนั้นของจิลลา

“ก็… พนักงานรักคุณแคลร์ใช่ไหม พอรู้ว่าเกิดเรื่องคงเป็นห่วง ถ้าฉันออกไปเจอน่าจะดีกับขวัญและกำลังใจ… มั้งนะ เดาเอา ตอนวันใหม่ผ่าตัดไส้ติ่ง วันแรกที่นางกลับมาทำงานได้พนักงานนี่เฮกันลั่นเลย”

นิชฌานนิ่งคิด สุดท้ายก็ลุกยืน “เอาสิ”

แล้วผายมือให้จิลลาเดินนำ ส่วนเขาเดินตามประกบท้าย มุมปากคล้ายจะยกขึ้นข้างหนึ่งขณะคิดในใจ… บางทีอาจถึงเวลาที่จิลลาต้องเจอกับเรื่อง ‘ประหลาดใจ’ อีกครั้ง และเขาจะไม่พยายามเหนี่ยวรั้งไม่ให้เกิดอีกแล้ว ไม่อีกต่อไป!

 

ครู่เดียวจิลลาก็รู้สึกแปลก… พอออกจากห้องส่วนตัวเดินเข้าบริเวณที่พนักงานหลายคนนั่งทำงานอยู่ บรรยากาศมันไม่เหมือนกับวันที่เธอตามติดแขดรุณวันนั้น จิลลาพยายามทบทวนความจำ วันนั้นพอออกจากห้องมาถึงตรงนี้ พนักงานทุกคนยิ้มแย้ม บางคนโบกไม้โบกมือ มีคนหนึ่งเข้ามาหาเพื่อเอาขนมที่แขดรุณบอกว่าชอบมาให้ ซึ่งเป็นขนมที่มีเฉพาะจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะไปเที่ยวหรือเป็นจังหวัดบ้านเกิด แต่มันก็บอกได้อย่างดีว่าต้องคิดถึงแขดรุณ ไม่อย่างนั้นคงไม่นำมาฝาก

แต่วันนี้ทุกอย่างเงียบกริบ มีคนเหลือบมามองเธอแวบหนึ่ง แล้วรีบก้มหน้าก้มตาทำงานของตัวเองต่อ ไม่แม้แต่จะยิ้มให้ ส่วนอีกคนที่มองมาก็รีบหลบสายตา ไม่ยิ้มให้เช่นกัน ไม่ใช่ความขึ้งโกรธหรือไม่สนใจ แต่จิลลารู้สึกได้ว่าทั้งคู่เหมือนเห็นเธอเป็นครูฝ่ายปกครองช่างจับผิดที่ต้องยัดเยียดความผิดให้นักเรียนทุกคนที่ไม่ชอบหน้าจนได้มากกว่า

เธอเห็นพนักงานที่เอาขนมมาให้แขดรุณแล้ว จิลลาเดินตรงเข้าไปหยุดอยู่ที่หน้าโต๊ะ พออีกฝ่ายเงยหน้ามองก็ส่งยิ้ม แต่อีกฝ่ายทำหน้าเหวอให้เห็น และยิ่งเหวอตอนเธอเอ่ยถาม “ได้ขนมมาอีกไหม”

“เอ่อ… คุณแคลร์จะให้นิวให้ขนมคุณแคลร์อีกเหรอคะ”

หืม… จิลลาขมวดคิ้วอย่างมึนงง เธอจะให้พนักงานผู้หญิงคนนี้ให้ขนมเธอ รูปประโยคมันฟังแปลกหู ยังไม่ทันทำอะไรมากกว่านั้น อีกฝ่ายก็รีบลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ ละล่ำละลักบอก

“ได้ค่ะๆ จะให้นิวให้ขนมคุณแคลร์อีกกี่รอบก็ได้ค่ะ คุณแคลร์ซื้อขนมมาแล้วบอกคิวได้เลย นิวยินดีทำให้ค่ะ”

พอเธอไม่พูดอะไรด้วยมึนงงอยู่ ผู้หญิงตรงหน้าก็ถึงกับยกมือไหว้

“อย่าไล่นิวออกเลยนะคะ ไล่ออกตอนนี้นิวก็ไม่มีเงินคืนคุณแคลร์ค่ะ”

ถึงตรงนี้นิชฌานก็ต้องยื่นมือเข้าช่วย ด้วยเกรงว่าพนักงานสาวจะขวัญเสียมากไปกว่านี้ถ้าจิลลายังทำหน้าเหวออยู่ ซึ่งกับคนที่รู้จักแขดรุณคงไม่มองว่าหน้าแบบนี้คือหน้าตางุนงง แต่เป็นหน้าตาของคนที่พร้อมจะทำอะไรสักอย่างซึ่งไม่เป็นผลดีกับคู่สนทนาแน่ๆ เขาจับแขนจิลลาไว้ อีกมือยื่นไปทางพนักงาน ตบลงเบาๆ แทนการบอกให้นั่งลงแล้วบอกไป “ทำงานต่อเถอะ”

จากนั้นออกแรงจูงจิลลากลับเข้าห้อง ทันทีที่ประตูห้องปิดลง เสียงจากภายนอกตามเข้ามาไม่ได้ นั่นย่อมหมายความว่าเสียงจากภายในออกไปไม่ได้เช่นกัน คำถามจากจิลลาก็ดังระรัว

“นี่มันอะไรกัน อย่าบอกว่ามีการจัดฉากเหมือนที่คุณแคลร์จ้างสองคนนั้นมาเป็นเพื่อนสนิทนะ พนักงานไม่ได้รักคุณแคลร์เหรอ อย่าว่าแต่รักเลย แค่ชอบก็น่าจะไม่อะแบบนี้”

นิชฌานถอนใจยาว บอกไปตามตรง “ก็อย่างที่คุณคิดแหละ”

จิลลาถึงกับยกสองมือขึ้นกุมขมับ “แล้ว… แล้วนี่… มันมีอะไรจริงบ้าง”

หลังทบทวนครู่หนึ่งนิชฌานก็ตอบได้ “เรื่องทำงาน แคลร์ทำงานเก่งจริง บริหารเงิน บริหารเวลาได้ดี กับคน… แคลร์มองคนเก่ง ใช้คนถูกกับงาน แล้วก็ค่อนข้างเด็ดขาด ใช้เป็นทั้งพระเดชพระคุณ แต่แคลร์… ไม่ได้สนิทกับพนักงานอย่างที่คุณเข้าใจ พระคุณของแคลร์ไม่ใช่การดูแลเทคแคร์หรือให้ความสนิทสนม แต่เป็นการให้ผลตอบแทนที่พนักงานควรจะได้”

“แล้ว… แล้วทำไมต้อง… สร้างภาพ เท่าที่ฟังมันไม่ได้แย่”

“เพราะแคลร์รู้ว่าทีจีแอลเน้นเรื่องการดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว ปู่ใจดีและเอื้อเฟื้อกับพนักงานหลายๆ คนมาก แคลร์พยายามรักษาสิ่งที่ปู่สร้างไว้ในแง่ผลตอบแทนกับสวัสดิการ แต่เรื่องความสัมพันธ์ แคลร์ไม่สนใจตรงนั้น”

ฟังแล้วจิลลาเริ่มเข้าใจ “แต่พอออกสื่อ ก็ต้องรักษาภาพลักษณ์ตรงนั้นไว้”

“ใช่”

จิลลานิ่งงัน เดินไปนั่งบนโซฟาที่วางอยู่มุมหนึ่งของห้อง เดาได้ว่าคงเป็นมุมรับแขกไม่ก็มุมผ่อนคลายของแขดรุณ ส่วนนิชฌานเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ตั้งใจให้เวลากับจิลลาสักหน่อย

นอกจากต้องสวมรอยเป็นแขดรุณแล้ว ภาพลักษณ์ที่รับรู้มาของแขดรุณก็พลิกคว่ำคะมำหงาย

ว่าไปที่จิลลาว่านิชฌานทำเลวกับเจ้าหล่อนนั้น… ไม่ผิดเลย

เสียงโทรศัพท์ในห้องดังทำลายความเงียบ จิลลามองโทรศัพท์ มองหน้านิชฌาน เห็นเขากำลังจะขยับมารับจึงเป็นฝ่ายเอื้อมมือไปรับก่อน ตั้งใจแค่อยากกวนประสาทเขาเท่านั้นแหละเพราะสุดท้ายเธอก็คงต้องส่งให้นิชฌานคุยอยู่ดี หญิงสาวกรอกเสียงลงไปขณะจ้องหน้านิชฌาน “สวัสดีค่ะ แขดรุณพูดค่ะ”

ทว่าปลายสายกลับเงียบไปเป็นครู่ จนจิลลาเกือบจะวางสายอยู่แล้วจึงมีเสียงแผ่วๆ ดังมา

“คัมทูพาราไดส์”

หืม… เพราะไม่แน่ใจ จิลลาจึงถามกลับไป “อะไรนะคะ”

“คัมทูพาราไดส์ ฮันนี่”

รู้แล้ว ปลายสายพูดภาษาอังกฤษ แต่… เชิญให้ไปสวรรค์แล้วยังเรียกแขดรุณว่าที่รักเหรอ คนที่จะเรียกแขดรุณว่าที่รักไม่ควรเป็นนิชฌานที่ยืนงงอยู่ตรงนี้เหรอ “นั่นใครคะ”

นิชฌานตัดสินใจคว้าโทรศัพท์จากมือจิลลา แต่เมื่อนำมาแนบหู ยังไม่ทันได้กรอกเสียงใดลงไปก็ได้ยินสัญญาณที่บอกว่าปลายทางตัดสายไปแล้ว จึงวางโทรศัพท์ลงแป้น หันไปถามจิลลา “อะไร”

“ไม่รู้” จิลลาตอบทันทีด้วยหน้าตามึนงง “โทรผิดหรือเปล่า อยู่ๆ ก็มาบอกว่าคัมทูพาราไดส์”

“ฮะ…” นิชฌานร้องอย่างงุนงง ก่อนส่ายหน้า “ไม่น่าโทรผิดนะ… ผู้ชายหรือผู้หญิง”

“ผู้ชาย”

นิชฌานคิดอยู่ครู่จึงสันนิษฐาน “พี่คริสโทรมาแกล้งมั้ง”

คริส… คงหมายถึงคริษฐ์ ถ้าดูจากนิสัยของอลิชาแล้ว การที่น้องชายเจ้าหล่อนจะโทรมาแกล้งก็คงไม่แปลกกระมัง ทว่าทั้งนิชฌานและจิลลาก็ต้องหยุดคิดเรื่องโทรศัพท์ปริศนาเมื่อมีเสียงเคาะประตูดังกังวานขึ้น ทั้งจิลลาและนิชฌานหันไปมอง จิลลาไม่รู้ว่าคนที่เข้ามาเคาะกระจกเป็นใคร แต่เห็นนิชฌานลุกเดินไปเปิดประตูให้แล้วทักทายกันจึงเดาว่านิชฌานคงรู้จัก ไม่นานเขาก็หันมาแนะนำกับเธอ

“คุณลุงป้องเกียรติ เป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายของเรา”

จิลลามองแล้วเห็นว่าอีกฝ่ายสูงวัยกว่าแน่ จึงยกมือไหว้ตามความเคยชิน คนได้รับการทำความเคารพถึงกับเลิกคิ้ว ก่อนหันไปบอกนิชฌาน

“เชื่อแล้วว่ายังไม่ค่อยสบาย”

จิลลาแทบอยากจะถอนใจออกมาดังๆ ได้แต่คิดในใจว่าแขดรุณไหว้ใครบ้างไหมนี่

“ได้ยินว่าคุณแคลร์มาตึก ลุงเลยรีบขึ้นมาหา อยากมาคุยเรื่องงานหน่อย”

นั่นทำให้จิลลาหันไปสบตากับนิชฌาน อาการนั้นเป็นเหตุให้ป้องเกียรติหันไปทางนิชฌานด้วยเช่นกัน แล้วบอก

“ขอลุงคุยกับแคลร์สักครู่นะคุณฌาน”

แม้เข้าใจว่าป้องเกียรติพยายามรักษาความลับกับแขดรุณตามประสาทนายความ แต่แน่นอนว่านิชฌานค้านทันที “ให้ผมอยู่ด้วยดีกว่าครับ แคลร์ยังจำอะไรไม่ค่อยได้”

ป้องเกียรติจึงหันไปทางคนที่ตนคิดว่าเป็นแขดรุณคล้ายจะถาม บางอย่างทำให้หญิงสาวตัดสินใจได้ จึงหันไปทางนิชฌาน “ออกไปก่อนเถอะค่ะ”

นิชฌานรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเดือดพล่านอยู่ในหัวตน จ้องตากับจิลลาอยู่อย่างนั้นกระทั่งป้องเกียรติพูดด้วย

“ลุงขอไม่เกินห้านาทีนะคุณฌาน”

แล้วเขาจะทำอะไรได้ จึงได้แต่ส่งยิ้มนิดๆ ไปตอบรับป้องเกียรติแล้วเดินออกไปภายนอก ได้แต่หวังว่าจิลลาจะไม่ทำทุกอย่างพังภายในระยะเวลาไม่เกินห้านาทีที่ป้องเกียรติขอ ส่วนจิลลาพอเห็นนิชฌานออกจากห้องไปแล้วจึงส่งยิ้มให้ป้องเกียรติ ซึ่งบอกมาทันที

“มันมีรายละเอียดในพินัยกรรมเกี่ยวกับเด็กที่ชื่อจิลลา ที่คุณแคลร์ทำไว้”

จิลลารู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก “ค่ะ… พอจะจำเรื่องนี้ได้ เรื่องเขียนหนังสืองานศพใช่ไหมคะ”

ป้องเกียรติพยักหน้าพลางถอนใจอย่างโล่งอก “ดีเลย ทีนี้เขาเสียแล้ว คุณแคลร์อยากให้ลุงทำยังไง เปลี่ยนชื่อเป็นคนอื่นไหม หรือว่าอยากยกเลิกพินัยกรรมส่วนนี้ไปเลย”

จิลลาครุ่นคิด ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ยังอยากทำตามที่รับปากแขดรุณไว้ให้สำเร็จไม่ว่าจะได้เงินล้านหรือไม่ ดังนั้นเธอต้องได้วิธีเปิดเซฟนั่น “ถ้าจะขอรายละเอียดทั้งหมดมาอ่านก่อนได้ไหมคะ”

“ได้สิ”

เพื่อความแน่ใจ… “รวมของทั้งหมดที่คุณแจ้วต้องได้ด้วยนะคะ”

ป้องเกียรติเลิกคิ้ว “เงินด้วยเหรอ”

จิลลาส่ายหน้า “ไม่ค่ะ เงินไม่ต้อง”

“โอเค งั้นขอเวลาลุงสักสิบห้านาที ลุงจะเอาทุกอย่างมาให้คุณแคลร์”

“ขอบคุณค่ะ” พูดไปแล้วจิลลาก็อยากตบปากตัวเอง แขดรุณนี่ไม่ไหว้ใคร ไม่ขอบคุณใครสินะ ถ้าดูจากสีหน้าประหลาดใจของป้องเกียรติแล้ว

แทบจะทันทีกับที่ป้องเกียรติลุกจากเก้าอี้ นิชฌานก็เปิดประตูห้องเข้ามาทันที แต่ยังใจเย็นพอจะยืนนิ่ง เปิดประตูค้างไว้ให้ป้องเกียรติเดินออกจากห้องไปก่อน แล้วจึงค่อยปิดประตูเดินตรงไปหาจิลลา

“ห้ามคุณทำแบบนี้อีก”

จิลลาทำหน้างง “ทำแบบไหน”

“คุยกับคนอื่นโดยไม่มีผมอยู่ด้วย”

จิลลาไม่พูดคำใด ได้แต่จ้องหน้ากับนิชฌานอย่างท้าทาย จนที่สุดชายหนุ่มก็อ่อนใจไปเอง ได้แต่ถอนใจเฮือกออกมา นั่งลงบนเก้าอี้ก่อนถาม “ลุงป้องคุยกับคุณเรื่องอะไร”

“ฉันบอกไปแล้วว่าฉันไม่ใช่คุณแคลร์”

นิชฌานหัวเราะหึ ไม่เต้นไปตามคำหลอกลวงนั้น “ถ้าคุณบอกป่านนี้ลุงป้องโวยลั่นบริษัทไปแล้ว… เรื่องอะไร”

จิลลาตัดสินใจตอบตามตรง “พินัยกรรมของคุณแคลร์มีชื่อฉันอยู่ เขามาถามว่าคุณแคลร์อยากทำอะไรไหม”

คนฟังนิ่งไป พยายามนึกหาเหตุผลว่าทำไมถึงมีชื่อจิลลาอยู่ในพินัยกรรมของแขดรุณ มันต้องเกี่ยวข้องกับที่แขดรุณสืบประวัติจิลลาแน่ แล้วไหนจะคืนนั้นที่แขดรุณให้จิลลานอนห้องเดียวกันอีก ทำไมล่ะ หรือจิลลาจะเป็นน้องสาวลับๆ ของแขดรุณ แต่เท่าที่เขาจำได้พ่อกับแม่ของแขดรุณรักกันมาก ไม่น่าเกิดเรื่องนอกใจขึ้น ไม่มีทางหรอก ถ้าจิลลาเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับแขดรุณทางใดทางหนึ่งจริง แขดรุณต้องบอกทิวาแน่ ไม่ใช่เพราะรักหรือห่วงใยคนร่วมสายเลือดหรอก แต่บอกเพราะอยากเปิดเผยความผิดของคนอื่นมากกว่า

แล้วมันเรื่องอะไร… “แล้วคุณว่ายังไง”

“ก็ขอรายละเอียดมาอ่าน”

“เพื่อ…”

“อ้าว ฉันก็อยากรู้ว่าพินัยกรรมมันว่าไง หรือคุณไม่อยากรู้”

นิชฌานอึ้งไปนิด ก่อนถามย้อน “คุณไม่รู้เหรอว่าพินัยกรรมเขียนไว้ว่าไง”

“ไม่รู้”

“ผมนึกว่าคุณรู้แล้ว”

จิลลาไม่ตอบอะไรอีกเพราะไม่อยากโกหกมากไปกว่านี้ ได้แต่คิดในใจว่าเธอขอแค่รหัสเซฟเท่านั้น ขอแค่ได้รหัสมาแล้วเธอจะทำลายทุกอย่างทิ้งทันที

“พอได้รายละเอียดมา… ผมขอรู้ด้วยได้ไหม”

จิลลาตอบได้ทันทีเพราะเป็นเรื่องที่คิดไว้อยู่แล้ว “ขอฉันดูก่อน ฉันขอยึดความตั้งใจของคุณแคลร์ ถ้าคุณแคลร์อยากให้คุณรู้ด้วยคุณจะได้รู้”

นิชฌานพยักหน้าแผ่วเบาคล้ายเป็นการตอบรับเงื่อนไขนั้นของจิลลา ก่อนถามกลับเสียงเบา “แล้วถ้ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับผม คุณคิดว่าผมมีสิทธิ์รู้ไหม”

“คุณมีสิทธิ์รู้ แต่ถ้าคุณแคลร์ไม่ให้บอก คุณจะไม่ได้รู้จากฉัน”

คราวนี้การพยักหน้ารับของนิชฌานดูเลื่อนลอยมากขึ้น ถามเสียงเบาลงเรื่อยๆ “แล้วถ้าแคลร์อยากให้คุณบอกมันกับคนอื่นล่ะ”

แน่นอนอยู่แล้ว แขดรุณอยากให้เธอเขียนหนังสือประวัติเพื่อแจกในงานศพ เท่ากับประกาศชัดว่าต้องการเผยแพร่เรื่องนี้ “ก็คงต้องตามนั้น”

“ถ้ามันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผม ผมมีสิทธิ์ห้ามคุณไม่ให้บอกคนอื่นไหม”

นั่นทำให้จิลลานิ่งอึ้ง เพิ่งคิดในประเด็นที่นิชฌานถาม จริงอยู่ว่าเธอควรเคารพความต้องการของคนตาย แต่ใช่ เธอต้องไม่ละเมิดคนที่ยังมีชีวิตอยู่ หลังไตร่ตรองอีกพักจิลลาก็ตอบออกไป “ถ้าฉันต้องเผยแพร่อะไรแล้วมันเกี่ยวข้องกับคุณ ฉันจะขออนุญาตคุณด้วย”

นิชฌานมองหน้าจิลลา น่าแปลกที่คราวนี้ดวงตาที่จ้องนิ่งไม่หลบเลี่ยงไปไหนไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ากำลังโดนป่วนประสาทอีกแล้ว เขากลับสัมผัสได้ถึงความหนักแน่น ความเชื่อถือได้ และบางอย่างที่คล้ายจะเป็นคำสัญญา เหมือนมีอะไรบอกเขาว่าเรื่องนี้เขาไว้ใจจิลลาได้ ดังนั้นนิชฌานจึงส่งยิ้มบางเบาไปให้ หวังว่าหญิงสาวจะรู้ว่ามันแทนคำขอบคุณ…

 

นั่นรถของวรรณวลี… ตุลธรถอนเท้าออกจากคันเร่งเพื่อให้รถชะลอความเร็ว ตุลธรไม่ค่อยชอบเรียกตัวเองว่าบอดี้การ์ด เพราะไม่ได้ร่ำเรียนผ่านสถาบันใดๆ มา ไม่คิดว่าตัวเองเป็นมืออาชีพมากพอจะเรียกแบบนั้น แต่เพราะได้รับการมอบหมายฝากฝังให้ทำเรื่องนี้มานาน ทำให้ตุลธรกลายเป็นคนช่างสังเกตไปโดยปริยาย เขาจะจำรถเกือบทุกคันที่ผ่านเข้ามาในสายตาได้ค่อนข้างแม่น หากมีรถคันใดขับในเส้นทางเดียวกันนานเกินไปเขาจะต้องรู้ หากมีใครจงใจจะติดตามเขาต้องหาทางหลบเลี่ยงให้ได้ ดังนั้นตุลธรจึงแน่ใจว่ารถที่เห็นกำลังจะเลี้ยวเข้าซอยบ้านของจิลลาคือรถของวรรณวลี หญิงสาวมาบ้านของจิลลาวันเดียวกับเขาอีกแล้วหรือนี่… ตุลธรถอนใจยืดยาว ก้มลงมองโทรศัพท์เมื่อมันสั่นครืดบอกว่ามีสัญญาณเข้า พอเห็นหน้าจอขึ้นชื่อ ‘วันใหม่’ ก็ให้ประหลาดใจ รีบกดหูฟังเพื่อรับสายทันที “ครับ น้องวันใหม่”

ปลายสายนิ่งไปครู่ก่อนถามกลับรัวเร็ว “รู้ได้ไงคะว่าเป็นใหม่”

ตุลธรนิ่งไปบ้าง ก่อนตอบ “ก็… หน้าจอมันขึ้นชื่อ”

“อ๋อ…” วรรณวลีว่าแบบนั้นแล้วตามด้วยเสียงหัวเราะแหะๆ รีบพูดสิ่งที่ทำให้ตนตัดสินใจโทรหาเบอร์นี้ “เหมือนเห็นรถพี่ตุลค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าใช่ไหม”

วรรณวลีก็จำรถเขาได้ และเจ้าหล่อนเห็นด้วย… ตุลธรตัดสินใจตอบไปตามตรง “พี่ก็เห็นรถน้องวันใหม่เหมือนกัน เพิ่งเลี้ยวเข้าซอยบ้านน้องแจ้วไปใช่ไหม”

“ค่ะ พาคนสวนมาส่งค่ะ พี่ตุล… จะมาดูรถแจ้วหรือเปล่าคะ เหมือนวันนั้นพี่ตุลอยากเช็กระบบไฟฟ้า แต่ใหม่ไม่ได้เอากุญแจรถสำรองของแจ้วมา”

“วันนี้เอามาเหรอครับ”

วรรณวลีหัวเราะแห้ง ก่อนตอบกลับ “เปล่าค่ะ แต่ใหม่กลับไปเอาได้ ถ้าพี่ตุลต้องดู”

ตุลธรคิดอยู่ครู่ก็ตัดสินใจปฏิเสธ จะมีเหตุผลอะไรที่เขาจะไม่โทรนัดวรรณวลีก่อน ไม่ก็ขอเข้าไปรับกุญแจสำรองจากหญิงสาวก่อน ถ้าเขาจะเข้ามาตรวจสอบรถของจิลลา รอบแรกยังพอบอกได้ว่าลืมคิด แต่ถ้ามีรอบสองอีกเขาคิดว่ามันดูแปลกเกินไปต่อให้วรรณวลีไม่ได้ฉุกใจคิดก็เถอะ “เปล่าหรอกครับ พอดีพี่มาทำธุระแถวนี้”

“อ้อ ค่ะ… ถ้าพี่ตุลจะเช็กรถแจ้วโทรหาใหม่ได้นะคะ จะได้เอากุญแจไปให้ ไปเปิดบ้านให้ด้วยค่ะ”

“โอเค ขอบคุณมากครับ” วางสายแล้วตุลธรก็ถอนใจยืดยาว บ่ายรถมุ่งหน้ากลับทีจีแอลบิลดิ้งทันที พอดีกับที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พอเห็นเป็นนิชฌานก็รีบกดรับ “ว่าไงฌาน”

“เป็นไงบ้างพี่ตุล”

ฟังจากเสียงแผ่วเบานั่นแล้วตุลธรจึงเอ่ยถามไป “อยู่ไหนเนี่ย ต้องกระซิบด้วยเหรอ”

“อยู่ในห้องน้ำห้องแคลร์ เขาอยู่ข้างนอก”

เขาคือจิลลา ตุลธรรู้ดี จึงส่งเสียงตอบรับอยู่ในลำคอก่อนถามกลั้วหัวเราะ “อย่าบอกว่ารับมือไม่ไหวเลยโทรตามพี่นะ”

เสียงถอนใจเฮือกจากปลายสายนั่นทำให้ตุลธรหัวเราะร่วน ดูมีความสุขที่กวนอารมณ์นิชฌานได้ พอใจแล้วจึงค่อยบอกไป “ไม่คืบหน้าเลย ดันเจอน้องวันใหม่อีก ดีที่ไม่ได้เจอกันที่บ้าน เจอกันตรงปากซอย พี่เลยบอกว่าพี่มาทำธุระแถวนี้”

“อ้อ แสดงว่ากำลังกลับตึกใช่ไหม”

“ใช่ มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า จะโทรตามนี่แหละ เดี๋ยวปู่ เขา แล้วก็ผมจะขึ้นไปกินข้าวกลางวันบนเพนต์เฮาส์”

เพนต์เฮาส์ที่ว่าคือชั้นบนสุดของตึกทีจีแอลบิลดิ้ง มีห้องนอนของผู้บริหารหลายห้อง ห้องอาหาร ห้องครัวที่มีอุปกรณ์พร้อมสรรพ ปกติแล้วจะมีแค่ตุลธรกับนิชฌานนี่แหละที่ซื้อวัตถุดิบเข้ามาทำอาหารกินเองในบางครั้ง ถ้าเป็นคนอื่นก็มักสั่งอาหารจากโรงแรงหรือร้านอาหารก็เรียกพ่อครัวมืออาชีพเข้ามาทำให้ทั้งนั้น แต่เขารู้ว่าที่ทำให้นิชฌานต้องโทรมาไม่ใช่เรื่องนี้หรอก “แล้ว…”

นิชฌานเงียบไป แต่มีการส่งข้อความเข้าทางแอปพลิเคชั่นสนทนาออนไลน์แทน นั่นทำให้ตุลธรต้องเบนรถเข้าจอดข้างทาง

‘ถ้ามาถึงตึก พี่ตุลหาทางไป บัง-เอิญ เจอลุงป้องหน่อยสิ’

การเน้นย้ำคำว่าบังเอิญของนิชฌานทำให้ตุลธรเข้าใจทันที จงกรอกเสียงกลับไป “โอเค บังเอิญเจอแล้วพี่ต้องบังเอิญคุยเรื่องอะไร”

‘บอกว่าถ้าเอกสารของแคลร์เรียบร้อยแล้ว ฝากพี่ตุลมาได้เลย’

“เอกสาร… เอกสารอะไร”

‘พินัยกรรม มีชื่อคุณแจ้วอยู่ในพินัยกรรมของแคลร์ น่าจะเกี่ยวกับที่แคลร์สืบประวัติเขา แล้วก็เรื่องที่แคลร์จะให้เขาทำ’

“อ้อ โอเค แต่พี่ว่าน่าจะยากหน่อยนะ พี่ไม่เคยเห็นลุงป้องส่งเอกสารผ่านตัวกลางเลยถ้าเป็นเอกสารของปู่กับคุณแคลร์ แกเดินเอาไปให้เองตลอด”

‘ผมรู้ เผื่อได้ พอได้มาแล้วพี่ตุลเอาไปอ่านก่อนเลย ถ้ามีอะไรจะได้… จัดการได้’

“โอเค… สู้ๆ กับมื้อแสนสุข” บอกไปแล้วตุลธรก็หัวเราะร่วนเพราะได้ยินนิชฌานจุปากอย่างหงุดหงิดแล้วตัดสายไปทันที แน่ละ มื้อแสนสุขมันจะสุขได้อย่างไรถ้าต้องร่วมโต๊ะกับอลิชาและคริษฐ์ ลูกพี่ลูกน้องของจิลลาที่ไม่เคยเกรงใจไม่เคยเห็นนิชฌานอยู่ในสายตา ทั้งยังคอยดูถูกเหยียดหยามตลอดเวลาโดยอ้างว่าเกลียดที่นิชฌานเอาเปรียบแขดรุณ ไม่ทำงานทำการใดๆ คอยแต่รอรับเงินก้อนใหญ่ไปวันๆ

ตุลธรเผลอหัวเราะหึออกมาเมื่อคิดว่าอลิชากับคริษฐ์ช่างไร้เดียงสาที่คิดว่าคนอื่นจะรู้ไม่ทัน ทุกคนดูออกว่าที่ทั้งคู่ไม่ชอบนิชฌานเป็นเพราะอิจฉาริษยาที่ทิวารักและเอ็นดูนิชฌานเหมือนหลานในสายเลือดทั้งๆ ที่ไม่ใช่ หลานคนอื่นได้อะไรนิชฌานจะได้ด้วยเสมอ ยิ่งถ้าเป็นรางวัลเรียนดีด้วยแล้วนิชฌานจะได้พิเศษกว่าอลิชาและคริษฐ์ด้วยซ้ำเพราะมักได้ผลการเรียนดีกว่า ลองถ้าทิวาไม่รักนิชฌานสิ อลิชากับคริษฐ์จะไม่แลไม่สนใจเด็ดขาด อาจยิ่งชอบใจด้วยที่แขดรุณแต่งงานกับคนซึ่งมีฐานะต้อยต่ำกว่า และถ้าเขารู้ทันทำไมทิวาจะรู้ไม่ทัน

ทิวาเคยดุทั้งอลิชาและคริษฐ์เมื่อทั้งคู่ว่านิชฌานต่อหน้า ทว่ากลับกลายเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตเมื่ออลิชาโวยวายร้องห่มร้องไห้กล่าวหาว่าทิวาลำเอียงรักคนอื่นมากกว่าหลานแท้ๆ คริษฐ์เองก็ขู่ว่าจะย้ายหนีไปต่างประเทศแล้วไม่กลับมาอีกเหมือนครอบครัวของลูกชายคนโต และลูกสาวคนที่สองของทิวา ซึ่งทั้งสองครอบครัวนั้นย้ายไปเพราะมีธุรกิจที่ไปได้สวยในต่างประเทศทำให้ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อไปกำกับดูแล แม้ไม่ค่อยได้กลับเมืองไทยนักแต่ก็ติดต่อกับทิวาอยู่เสมอ ทั้งยังถือหุ้นของทีจีแอลอยู่ ทิวากับแขดรุณเองหากมีโอกาสก็มักบินไปเยี่ยมเยียน ไม่ได้ตัดขาดกันแต่อย่างใด

ตุลธรไม่ได้แก่พอจะได้เห็นเรื่องภายในครอบครัวกัญจน์ธรา เขาเกิดมาลูกชายคนโตของทิวาก็ย้ายถิ่นฐานไปแล้วด้วยซ้ำ เหลือแค่พ่อแม่ของอลิชากับคริษฐ์ และพ่อกับแม่ของแขดรุณ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็รู้เรื่องทั้งหมดอยู่ดีเพราะพ่อเขาเล่าให้ฟัง พ่อเขาทำงานมานาน และไม่เคยคิดไปไหนเพราะรักทิวาราวกับพ่อแท้ๆ ทิวาเคยส่งเขาเรียนโรงเรียนเดียวกับหลานตัวเองตั้งแต่เล็กซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนค่าเทอมแพงระยับ ในตอนมัธยมหนึ่งเขาจับพลัดจับผลูได้อยู่ห้องเดียวกับคริษฐ์ นั่นทำให้เกิดปัญหา คริษฐ์เรียกเขาว่าลูกคนใช้ทำให้เพื่อนๆ ในห้องส่วนใหญ่พากันเรียกตามไปหมด เป็นช่วงที่เขางอแงกับพ่อว่าไม่อยากอยู่บ้านกัญจน์ธรา ไม่อยากถูกเรียกว่าลูกคนใช้ พอทิวารู้เรื่องนี้ก็เรียกคริษฐ์เข้ามาอบรม อธิบายให้ตุลธรเข้าใจว่าพ่อเขาอยู่บ้านหลังนี้ในฐานะน้องชาย ในฐานะคนที่ทิวาไว้วางใจที่สุด ดังนั้นเขาไม่ใช่ลูกคนใช้ แต่ถือเป็นหลานของทิวาคนหนึ่ง

ตุลธรเห็นความเจ็บปวดของพ่อ เห็นความลำบากใจ พ่อรักเขาแต่ก็ไม่อาจทิ้งทิวาด้วยเช่นกัน ตุลธรจึงกัดฟันฉุดตัวเองให้กลายเป็นผู้ใหญ่มากพอจะยอมรับทุกๆ อย่าง ทิ้งความเอาแต่ใจของตนอดทนอยู่ในบ้านกัญจน์ธราต่อ แต่ขอทิวาย้ายโรงเรียน เขาขอย้ายไปอยู่โรงเรียนรัฐบาลที่พ่อสามารถส่งเขาเรียนได้ด้วยตัวเอง

ตุลธรเคยเจอลูกหลานของทิวา ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนจิตใจดี เคารพและให้เกียรติคนอื่นโดยไม่ได้แบ่งแยกชนชั้นวรรณะ กระทั่งครอบครัวของแขดรุณ แต่มีเพียงครอบครัวของอลิชากับคริษฐ์นี่เองที่คล้ายจะเป็นแกะดำในครอบครัว พอเขาถามพ่อว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ก็ได้ความว่าพ่อของทั้งคู่ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สามของทิวานั้นเกิดและโตในช่วงที่ทีจีแอลพุ่งสู่ความเป็นมหาเศรษฐี ทิวากับภรรยาทำงานหนักทำให้การเลี้ยงดูส่วนใหญ่ตกเป็นของพี่เลี้ยงซึ่งไม่ได้ใส่ใจเรื่องนิสัยใจคอนัก กลับตามใจเอาใจทุกอย่างเพื่อให้เด็กติดและเพื่อทำให้งานของตนง่ายเข้า และยามอยู่กับพ่อแม่นั้นเด็กน้อยก็ทำตัวเป็นเด็กดีว่าง่ายตามที่พี่เลี้ยงสอนยิ่งไม่ทำให้เอะใจ แต่กับคนอื่นนั้นพฤติกรรมตรงข้าม กว่าทิวากับภรรยาจะรู้ก็ตอนถูกเรียกพบผู้ปกครองในตอนประถมสาม

เมื่อแม่ของแขดรุณเกิด ทุกอย่างลงตัวเป็นมาตรฐานอย่างดีแล้วสำหรับทีจีแอล ทิวากับภรรยามีบทเรียนจากลูกคนที่สาม จึงให้ภรรยาเป็นคนดูแลเลี้ยงดูแม่ของแขดรุณด้วยตัวเอง พร้อมกับที่พยายามปรับนิสัยลูกคนที่สาม ซึ่งพ่อเขาบอกว่าดีขึ้นเพียงนิดหน่อยเท่านั้น แถมยังแต่งงานย้ายออกไปอยู่บ้านหลังอื่นตั้งแต่ยังไม่จบมหาวิทยาลัย ดังนั้นนอกจากตั้งชื่อให้แล้วทิวากับภรรยาจึงไม่ได้เลี้ยงดูอลิชากับคริษฐ์เลย ซึ่งทั้งคู่นิสัยแย่กว่าพ่อตัวเองอีก นั่นพ่อเขาพูดไว้

ว่าไปแล้วก็คิดถึงพ่อ ตั้งแต่เหตุการณ์เฮลิคอปเตอร์ตก พ่อมาอยู่เป็นเพื่อนทิวาสามวัน ฝากฝังให้เขาดูแลทิวาอย่างดีแล้วกลับบ้านไป นับตั้งแต่วันนั้นเขายังไม่ได้เจอพ่ออีกเลย พ่อเป็นคนไม่ชอบคุยโทรศัพท์ เขาจึงโทรหาพ่อแค่อาทิตย์ละครั้งหรือสองอาทิตย์ครั้ง แต่ถ้าสุดสัปดาห์นี้ไม่ติดอะไร เขาน่าจะขอหยุดงานไปหาพ่อได้

หวังแค่พ่อจะไม่ไล่เขากลับมาอยู่กับนิชฌานและทิวาแค่นั้นแหละ!

Don`t copy text!