ปราการแสงจันทร์ บทที่ 10 : หลบภัย

ปราการแสงจันทร์ บทที่ 10 : หลบภัย

โดย : ภัสรสา

ปราการแสงจันทร์ โดย ภัสรสา เมื่อนิชฌานที่เปรียบเหมือนต้นไม้ใต้เงาจันทร์ที่ไม่เคยรู้ว่าโลกในยามกลางวันเป็นอย่างไรต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับจิลลาที่ดุจว่าวตัวน้อยที่เรียนรู้การลอยตัวท่ามกลางแรงลมทุกรูปแบบ ทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดชีวิตจริงหรือ โดยเฉพาะเมื่อนิชฌานเป็นคนฆ่าจิลลาด้วยมือตัวเอง นิยายออนไลน์ที่อ่านได้ในอ่านเอา

****************************

สนับสนุนอ่านเอาด้วยการสั่งซื้อหนังสือ “ในสวนอักษร” คลิกที่นี่

นั่นรถวิวรณ์… จิลลาจำได้ มองเข้าไปในรถเห็นผู้อาวุโสนั่งเล่นแท็บเล็ต เดาได้ว่าคงรอลูกสาวอยู่ เท่านั้นจิลลาก็แน่ใจ วรรณวลีมาเยี่ยมป้าเธอแน่ๆ หญิงสาวรีบเหลือบมองตุลธรและนิชฌาน เห็นเขาไม่มีปฏิกิริยาใด ตุลธรถอยหลังเข้าซองจอด นิชฌานเองก็นั่งมองไปอีกทาง เธอไม่รู้หรอกว่าถ้าทั้งคู่เห็นรถของวิวรณ์แล้วจะจำได้ไหม เดาไม่ได้จริงๆ ว่าในงานศพของเธอใครได้เจอกับใครบ้าง แต่จิลลาคิดว่าตัวเองต้องลองเสี่ยง เธออยากเจอวรรณวลีตามลำพัง ถ้าวรรณวลียังอยู่ในสถานพยาบาลแห่งนี้ทั้งนิชฌานและตุลธรก็ไม่ควรลงจากรถ พอรถจอดสนิท จิลลาจึงรีบพูด “ฉันขออยู่กับป้าสองคนได้ไหม คุณสองคนรอบนรถก็ได้”

ตุลธรหันมองจิลลา เหลือบไปสบตากับนิชฌานแล้วอดหันไปถามจิลลาไม่ได้ “ทำไม จะขอยืมโทรศัพท์ที่นี่โทรหาใคร”

จิลลาค้อนควัก ก่อนความหวังที่จะได้อยู่กับเพื่อนสองคนพลันสลายเพราะอยู่ๆ วรรณวลีก็เดินออกมาจากตัวอาคาร จิลลาเห็นเพื่อนมองมาที่รถเดาว่าคงจำรถได้และเดินตรงมาเรื่อยๆ จิลลากำลังจะเปิดประตูออกไป พอดีกับที่นิชฌานเตือนเสียงเบา

“คุณคงไม่อยากให้ผมย้ายป้าคุณออกวันนี้ใช่ไหม”

จิลลาหันขวับไปด่านิชฌานด้วยสายตา ในหัวยังไม่รู้หรอกว่าจะด่าเขาว่าอะไรดีรู้แค่ต้องด่า แต่นั่นก็ทำให้เธอสงบใจได้ เอาละ เธอจะยังเป็นแขดรุณก่อนในวันนี้ จิลลาหันไปมองตุลธรที่ก้าวลงจากรถก่อน แล้วเขาก็มาเปิดประตูให้เธอ หญิงสาวก้าวลงจากรถ พอดีกับที่วรรณวลีเดินมาถึงตัวพอดี

วรรณวลียกมือไหว้ “สวัสดีค่ะพี่ตุล คุณแคลร์” ครู่เดียวนิชฌานก็เดินอ้อมตัวรถมารวมกลุ่ม วรรณวลีจึงหันไปสวัสดีด้วย “สวัสดีค่ะ คุณฌาน”

ตุลธรเป็นคนเริ่มต้นพูดคุยกับวรรณวลีก่อน “น้องวันใหม่มาเยี่ยมป้าลินเหรอครับ”

วรรณวลีพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ค่ะ พยาบาลบอกว่าใหม่คลาดกับกลุ่มพี่ตุลหลายครั้งแล้ว ปกติใหม่มาเยี่ยมป้าลินวันเสาร์ค่ะ”

ส่วนจิลลามักเลือกมาเยี่ยมป้าในวันธรรมดามากกว่า… ตอนนี้จิลลาได้แต่มองหน้าเพื่อนอยู่อย่างนั้น สะดุ้งเล็กน้อยตอนเพื่อนหันมาส่งยิ้มและพูดด้วย

“ใหม่พยายามติดต่อคุณแคลร์ แต่โทรเข้ามือถือไม่ติดเลยค่ะ”

จิลลาไม่รู้จะตอบอย่างไร ไม่รู้จะขยับปากอย่างไรด้วยซ้ำ เธอกลัวเหลือเกินว่าถ้าพูด ประโยคแรกที่พูดจะเป็น ‘แก นี่ฉันเอง’ และเป็นนิชฌานที่สานต่อบทสนทนา

“เรายังไม่ได้ให้แคลร์ใช้มือถือเลยครับ กลัวว่าจะแอบเอาไปทำงาน”

วรรณวลีมีสีหน้าว่าเข้าใจ เอ่ยถามด้วยสีหน้าเกรงใจเพราะเรื่องที่เธออยากพูดก็เป็นเรื่องงาน “เอ่อ… ขอใหม่พูดเรื่องงานกับคุณแคลร์นิดได้ไหมคะ”

“เชิญค่ะ” จิลลาชิงตอบก่อนนิชฌานจะได้ตอบเพราะไม่รู้ว่าเขาจะปฏิเสธไหม ไม่ว่าเรื่องอะไรจิลลาก็ยังอยากเห็นหน้าเพื่อนให้นานที่สุด

“ใหม่ว่าจะถามว่าคุณแคลร์อยากให้ทางเราเขียนคอนเทนต์ให้อยู่ไหมคะ แจ้วเขาเก็บข้อมูลทั้งหมดในคลาวด์ เท่าที่ใหม่เช็กข้อมูลล่าสุดที่มีคือโครงการเอกริฟค่ะ ถ้าคุณแคลร์ต้องการ ใหม่จะเป็นคนทำงานชิ้นนี้ด้วยตัวเองค่ะ”

จิลลาอยากตอบตกลง แต่นึกออกก่อนว่าหากเธอตกลงแต่นิชฌานไม่อนุมัติการจ่ายเงินเพื่อนเธอได้ทำงานฟรีแน่ ดังนั้นหญิงสาวจึงหันมองหน้านิชฌาน ซึ่งเขาก็ตอบทันใจ

“ได้ครับ คุณวันใหม่ลงมือได้เลย เรื่องค่าใช้จ่าย ผมต้องรบกวนคุณวันใหม่ส่งใบเสนอราคาของเดิมมาให้ใหม่”

หากวรรณวลีกลับส่ายหน้า “ไม่ค่ะ ใหม่ไม่คิดค่าใช้จ่าย ใหม่แค่อยาก… ทำงานของแจ้วต่อให้เสร็จ”

เกิดความเงียบงันที่อัดแน่นไปด้วยอารมณ์อันหลากหลายอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนเป็นวรรณวลีที่ทำลายความเงียบที่กำลังจะกลายเป็นความอึดอัดลง

“แล้วถ้าใหม่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ใหม่ติดต่อใครดีคะ”

จิลลายกมือทันที ทว่านิชฌานกลับหัวเราะ คว้ามือจิลลามาจับไว้แล้วบอกด้วยน้ำเสียงที่จิลลาจำได้ว่าเคยเห็นเขาใช้พูดกับแขดรุณ แล้วจู่ๆ เธอก็สงสัยว่ามัน… จริงไหม

“ผมยังไม่ให้แคลร์ทำงานหรอก” แล้วหันไปบอกวรรณวลี “ติดต่อผมไม่ก็พี่ตุลได้เลยครับ คุณวันใหม่มีเบอร์เราทั้งคู่แล้ว”

“ค่ะ ถ้างั้นวันนี้ใหม่ลาเลยนะคะ แล้วก็… ใหม่ขอบคุณอีกครั้งนะคะที่ช่วยดูแลป้าลิน”

“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่ะ” จิลลาตอบสวนเลยทันที หันมองหน้านิชฌานเพียงแวบก็หันไปพูดกับวรรณวลีต่อ “ถ้าคุณแจ้วยังอยู่ป้าลินคงไม่ต้องอยู่ที่นี่”

แล้วจิลลาก็ต้องเสียใจ… อย่างมากด้วย ประโยคที่ตั้งใจใช้ประชดประชันนิชฌานกลับทำให้วรรณวลีน้ำตาคลอเบ้า เสียงที่ใช้พูดสั่นไหว

“มัน… เป็นอุบัติเหตุค่ะ ไม่มีใครอยากให้เกิด”

จิลลาก้าวเข้าไปจับแขนเพื่อนตนไว้ อยากบอกออกไปเหลือเกินว่าเธอยังยืนอยู่ตรงนี้ ทว่าตุลธรชิงถามก่อนที่เธอจะได้ทำอย่างที่อยาก

“คุณแคลร์เข้าไปเยี่ยมป้าลินเลยดีไหมครับ น้องวันใหม่อยากเข้าไปด้วยกันอีกรอบไหม”

วรรณวลีส่ายหน้า น้ำตาที่คลอตายเหือดหายไปแล้วอย่างคนควบคุมอารมณ์ได้ ส่งยิ้มให้ตุลธร “ไม่ดีกว่าค่ะ ถ้าคนเยอะเดี๋ยวป้าลินจะตกใจ งั้นใหม่ลาทุกคนเลยนะคะ”

นิชฌานกับตุลธรตอบรับด้วยรอยยิ้มพร้อมรับไหว้วรรณวลี ขณะจิลลายืนนิ่งกำมือแน่นอย่างพยายามสงบสติอารมณ์ตัวเอง ไม่ว่าอย่างไรจิลลาก็ยังอยากให้ป้าได้อยู่ในสถานที่แห่งนี้ เธอไม่อาจตะโกนบอกความจริงกับวรรณวลีได้ไม่ว่าจะอยากมากแค่ไหน และขยับหันไปมองเพื่อนเมื่อตุลธรเอ่ยถาม

“แฟนเขามารอรับส่งเหรอ รถไม่คุ้นเลย” ตุลธรถามเพราะไม่คุ้นตารถคันที่วรรณวลีเปิดประตูขึ้นรถไป ส่วนจิลลาก็บอกอย่างลืมตัว “รถพ่อเขา”

ทันใดนั้นตุลธรก็ส่งเสียงเหอะ แล้วบอกอย่างรู้ทัน “อยากอยู่กับป้าสองคน หรือรู้ว่าเพื่อนมาเลยอยากหาทางคุยกับเพื่อนสองคน”

จิลลาหันไปมองตุลธร ไม่ตอบคำใดแล้วหมุนตัวเดินไปยังทางเข้าอาคารเพื่อไปหาป้าตน อยากแสดงออกว่ารู้ทันก็รู้ไป เธอไม่ยอมรับเสียอย่างใครจะทำไม ทว่าออกเดินได้เพียงสามก้าวก็หยุด แล้วหันกลับไปมองทางรถของวิวรณ์ที่กำลังมุ่งตรงไปยังทางออก จ้องนิ่งอยู่อย่างนั้นกระทั่งมันลับสายตาไป หญิงสาวถอนใจยืดยาว รู้สึกว่างโหวงอย่างบอกไม่ถูก การทิ้งตัวตนของเธอไม่เคยชัดเจนมาก่อนกระทั่งเมื่อครู่ เธอได้เจอกับเพื่อนแต่ไม่สามารถพูดคุยทักทายกันได้ มันเหมือนถูกตอกย้ำว่าเธอไม่ใช่จิลลาอีกต่อไปแล้ว

“ไว้คุณโอเคกว่านี้ เรานัดคุณวันใหม่มาทานข้าวด้วยกันสักมื้อก็ได้”

โอเคกว่านี้อย่างนั้นหรือ… เขาคงหมายถึงถ้าเธอสามารถสวมรอยเป็นแขดรุณได้ดีกว่านี้ จิลลามองหน้านิชฌาน หมุนตัวเดินหนีโดยไม่พูดคำใด ไม่สนใจว่าคำพูดกับน้ำเสียงของเขามันคล้ายจะปลอบประโลมเธออยู่ในที เพราะตอนนี้มันไม่มีประโยชน์ เธอนึกภาพวันที่เธอ ‘โอเคกว่านี้’ ไม่ออกจริงๆ

 

วันนี้จิลลาอยู่กับป้านานเป็นพิเศษ เพราะป้ายิ้มให้บ่อยเป็นพิเศษ แม้ไม่พูดไม่ตอบรับเวลาชวนคุย หากรอยยิ้มที่ส่งกลับมานั่นก็ทำให้จิลลาใจฟูอยู่มาก บางครั้งรอยยิ้มนั่นก็เป็นรอยยิ้มธรรมดาทั่วไป บางครั้งรอยยิ้มนั้นเหมือนจะบอกว่าเข้าใจสิ่งที่จิลลาพูด ที่สำคัญ… จิลลาจับมือป้าได้แล้วด้วย แต่พอขยับเข้าใกล้ป้าก็ขยับตัวหนีห่าง จิลลาจึงถอยออกมานั่งที่เดิม และได้แต่หวังว่าก่อนจะกลับบ้านวันนี้เธอจะได้กอดป้าสักที

หากก็หวังมากเกินไป… พอจิลลาขยับเข้าใกล้ป้าเป็นรอบที่สาม คราวนี้ป้าดึงมือไปเก็บไว้กับตัวไม่ยอมให้เธอจับแล้ว หญิงสาวลอบถอนใจยืดยาว และตัดสินใจว่าควรกลับเสียทีเมื่อได้เวลามื้อเย็น ตอนเธอมาป้าเพิ่งกินอาหารกลางวันเสร็จ วันนี้เธอ นิชฌาน ตุลธรได้ร่วมวงกินของว่างยามบ่ายกับป้าด้วย พอลุกขึ้นยืน นิชฌานก็ถามทันที

“จะกลับแล้วเหรอ”

จิลลาหันไปมองนิชฌาน ไม่เจอร่องรอยประชดประชัน ประโยคที่ตามมาหลังจากเขาเดินเข้ามาพูดใกล้ๆ ก็บอกให้รู้ว่าเขาใส่ใจเธออยู่บ้าง

“วันนี้ป้าลินดูตอบสนองดี จะอยู่อีกหน่อยก็ได้”

จิลลาส่ายหน้า เหลือบไปมองพยาบาลประจำตัวป้าที่นั่งอยู่อีกมุมแล้วตอบกลับเสียงเบาด้วยไม่อยากให้ได้ยิน “พอแล้วแหละ ป้าไม่ยอมให้ฉันจับมือแล้ว นานกว่านี้กลัวทำให้รำคาญ”

นั่นเองทั้งนิชฌานและตุลธรจึงทำเหมือนเคย คือขยับไปดึงสายชาร์จออกจากเต้าเสียบ ครู่เดียวทั้งสามคนก็ได้บอกลานลินและพยาบาลประจำตัวแล้วเดินออกจากห้อง มุ่งตรงไปยังรถของตน ทว่าก่อนจะก้าวพ้นตัวอาคารเพื่อลงบันไดเตี้ยๆ เข้าสู่ลานจอดรถ ตุลธรกลับชะงักแล้วดึงทั้งจิลลาและนิชฌานเข้าด้านใน ส่วนตัวเองโผล่หน้าออกไปดูสิ่งที่ตนเห็นว่าผิดสังเกตเมื่อสักครู่

“มีอะไร” นิชฌานเอ่ยถาม และได้รับคำตอบทันที “รถคันนั้นตามเรามา”

นิชฌานโผล่หน้าออกไปดู เพ่งมองตรงจุดมากขึ้นเมื่อตุลธรบอกจุดให้

“ริมถนนใหญ่ ตรงระหว่างทางเข้ากับทางออก”

จิลลาเลยขอโผล่หน้าออกไปดูบ้าง อดถามไม่ได้ “รู้ได้ไงว่าตามมา”

ตุลธรตอบเสียงเรียบ “จำได้”

“จำได้ได้ไง ทะเบียนก็ไม่เห็น” จิลลายังข้องใจ ตุลธรจึงตอบพลางลอบสังเกตรถคันนั้นไปด้วย “สีใช่ ฟิล์มใช่ทั้งสีทั้งความเข้ม ตัวอักษรรุ่นรถสีเงิน มีสติกเกอร์ติดตรงกระจกมองข้าง เสารับสัญญาณหัก”

จิลลาถึงกับทำหน้าทึ่ง ก่อนบอก “เอารถมีตำหนิขนาดนี้มาขับตามคนอื่นได้ยังไง มันสังเกตง่ายจะตาย”

นิชฌานบอกให้ “ไม่ง่ายหรอก ยิ่งรถมีตำหนิแบบนี้คนยิ่งไม่สังเกต มันก็ดูเหมือนรถทั่วๆ ไปบนถนน”

บอกแล้วหันมองหน้าตุลธร ถามให้อีกฝ่ายตัดสินใจ “เอาไง”

ตุลธรประเมินสถานการณ์อยู่พักจึงบอก “พี่จะไปเอารถ ฌานรอตรงนี้”

“อ้าว” จิลลาร้องทันที “แล้วฉันล่ะ”

เท่านั้นตุลธรก็แทบจะกลอกตาขึ้นข้างบน “รอกับฌานนี่แหละ” เสร็จแล้วหันไปนัดแนะกับนิชฌาน “พอรถมาจอดอย่าเพิ่งออกมา พี่จะเอื้อมไปเปิดประตูรถข้างหลังให้ก่อน เห็นประตูเปิดค่อยวิ่งไปขึ้นรถ… เร็วที่สุดเลยนะ”

นิชฌานพยักหน้า มือหนึ่งคว้าแขนจิลลาไว้ขณะสายตาจับจ้องอยู่ที่ตุลธร บอกแผนสองของตนไป “ถ้าเกิดเหตุอะไรไม่ดีขึ้นกับพี่ตุล คุณวิ่งกลับเข้าไปหาป้าเลยนะ”

“แล้ว… แล้วคุณล่ะ”

“ผมจะคอยช่วยพี่ตุล”

เดี๋ยวนะ… จิลลาชักรู้สึกว่าเรื่องมันชักจะไปกันใหญ่ “มันอาจไม่มีอะไรก็ได้ รถคันนั้นมันอาจจะเป็นแค่รถชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป”

นิชฌานเหลือบมองหน้าจิลลาแวบหนึ่งแล้วรีบหันกลับไปจ้องตุลธรที่กำลังจะถึงรถต่อ บอกไปคล้ายอยากให้หญิงสาวสบายใจ “ใช่ อาจไม่มีอะไร แต่ถ้ามี… จำไว้แค่วิ่งกลับไปหาป้าคุณก็พอ”

ตอนนี้ตุลธรถึงรถและเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งคนขับแล้ว นิชฌานเตรียมพร้อมจะพาจิลลาวิ่งไปขึ้นรถเต็มที่ ทว่า…

“คุณแคลร์ครับ”

นิชฌานกับจิลลาหันขวับไปมองต้นเสียง

“ไม่ไปสวรรค์เหรอครับ”

และขณะที่จิลลากำลังงงว่าคนคนนี้พูดเรื่องอะไร นิชฌานกลับขยับรวดเร็วไปปัดมือของบุคคลปริศนา จิลลาจึงเพิ่งเห็นว่ามือข้างนั้นถือปืน ยังไม่ทันคิดว่าควรทำอะไรดีก็เห็นนิชฌานยกเท้าถีบอีกฝ่ายจนถลาไปไกล

จิลลายังยืนตัวแข็งอยู่กับที่ แต่เริ่มออกวิ่งเพราะนิชฌานคว้าแขนแล้วกระชากอย่างแรง ถ้าไม่วิ่งตามเขาเธอได้หน้าคะมำแน่ เพราะวิ่งตามหลังจิลลาจึงเห็นว่านิชฌานหันไปมองทางด้านหลัง จิลลากำลังจะหันไปมองตามทว่าอยู่ๆ ตัวเธอก็ถูกดึงเข้าไปกอดตามด้วยความรู้สึกเหมือนถูกนิชฌานผลัก ไม่… ไม่เหมือนนิชฌานผลัก เหมือนเขาโถมตัวใส่เธอจนตอนนี้ล้มลงไปกองกับพื้นทั้งคู่ แต่ไม่ทันได้คิดว่าเขาทำอะไรกันแน่เพราะตุลธรขับรถเข้ามาเทียบแล้วลงมาคว้าตัวเธอจากพื้นยัดใส่รถอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยนิชฌานที่แทบจะทับลงมาทั้งตัวจนจิลลาต้องรีบขยับหนี

นิชฌานกดกระจกลงนิดหน่อยเพื่อสื่อสารกับตุลธรที่ยืนคุมเชิงอยู่โดยใช้ตัวถังรถเป็นกำบังกรณีจะมีลูกกระสุนปลิวมา “มันไปไหนแล้ว”

“วิ่งไปทางออก รถคันนั้นขับมารับไปแล้ว… มันตั้งใจล่อพี่ออกจากกลุ่ม”

“คิดเหมือนกัน… ยังมีพวกมันอีกไหม”

ตุลธรมองไปรอบๆ ไม่รู้จะดีใจหรือเสียใจดีที่ทุกอย่างนิ่งสนิทไปหมด ดูสถานการณ์แล้วไม่มีคนร้ายอยู่แล้ว และเหมือนไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดเหตุร้ายแรงขึ้น อาจเพราะลานจอดรถค่อนข้างห่างจากตัวอาคารหลักและยังห่างจากป้อมรักษาความปลอดภัยตรงทางเข้าออก ตอนนี้หมดเวลาเยี่ยม ที่จิลลาอยู่ได้ก็เพราะสิทธิพิเศษที่ได้มาพร้อมการจ่ายเงินแพงระยับของนิชฌาน แถมคนร้ายใช้ปืนเก็บเสียง… ปืน ตุลธรก้มลงถามนิชฌาน “โดนยิงใช่ไหม”

“โดน แต่แค่เฉียดๆ”

“โดน!” นั่นเสียงจิลลาตะโกนออกมา “คุณโดนยิงเหรอ”

ตุลธรก้มลงไปมองลอดช่องกระจกที่นิชฌานเปิดไว้ เห็นจิลลามองหน้าตาตื่นแล้วบอกไปตามที่ตนเห็น “โดนเพราะกันให้แจ้วนั่นแหละ”

พูดแล้วเดินกลับไปประจำตำแหน่งคนขับโดยไม่ลืมหันมองไปรอบๆ เพื่อความปลอดภัยอีกชั้นด้วย พอปิดประตูรถได้ก็ได้ยินเสียงแหวมาเต็มหู

“อยากให้ฉันสำนึกบุญคุณหรือไง”

ตุลธรยังไม่ตอบ แต่เป็นนิชฌานที่ตอบมาก่อน “ไม่ต้องหรอก… พี่ตุล กลับบ้านเถอะ”

“ไปโรงพยาบาลก่อนไหม”

นิชฌานส่ายหน้า “ไม่ แค่เฉียดจริงๆ”

“ขอดู” เป็นจิลลาที่บอกมาอย่างนั้นพร้อมกับยกขาข้างหนึ่งขึ้นบนเบาะแล้วหันทั้งตัวไปหานิชฌาน พอเห็นเขายังนิ่งแถมทำหน้ามีปัญหากับการ ‘ขอดู’ ของเธอก็บอกไป “ฉันไม่อยากตื่นมาแล้วเห็นคุณตายคาห้องนะ ขอดูหน่อยว่ามันแค่เฉียดจริงๆ”

มองหน้าจริงจังของจิลลาแล้วนิชฌานจึงเลิกเสื้อขึ้นแล้วหันสีข้างให้ดู สบตากับจิลลาอยู่พัก อีกฝ่ายก็บอกเสียงอ่อน

“อย่างน้อยก็น่าจะไปโรงพยาบาล ไปล้างแผลหน่อย”

“ไม่เป็นไรจริงๆ ค่อยไปล้างที่บ้านก็ได้ แผลตื้นนิดเดียว คุณก็เห็น”

บอกตรงๆ นะ… เธอไม่เห็นหรอกว่าแผลตื้นลึกหนาบางแค่ไหน ไม่กล้ามองมาก ตั้งแต่เกิดจนโตป่านนี้ไม่เคยมีผู้ชายมาเลิกเสื้อให้ดูต่อหน้าในระยะใกล้แบบนี้ แต่เห็นว่าเลือดแค่ซึมๆ ไม่ได้ไหลโกรกก็พอเบาใจได้ และถ้าเจ้าของแผลยืนยันว่าไม่เป็นไรเธอก็จะไม่คะยั้นคะยอหรอก อย่างที่บอก เธอไม่ได้เป็นห่วงเขา ห่วงแค่จะตื่นมาแล้วเจอศพอยู่ในห้องแค่นั้นแหละ ชีวิตเธอยังไม่พร้อมจะรับเหตุการณ์ระทึกขวัญอื่นใดอีก

เดี๋ยวนะ… ว่าไป… “นี่เราโดนปองร้ายเหรอ นี่คือโดนดักยิงใช่ไหม คือเราตายได้เลยใช่ไหมเมื่อกี้นี้”

นิชฌานเห็นแล้วว่าจิลลาเริ่มสติแตกอย่างคนเพิ่งนึกได้ว่าตนผ่านเรื่องร้ายแรงใดมา จึงเอื้อมมือไปจับแขนจิลลา บีบเบาๆ อย่างต้องการให้สติ “เราไม่ตาย เรายังอยู่”

“นี่… นี่มันเกิดเรื่องแบบนี้เป็นปกติเหรอ คุณแคลร์โดนดักยิงแบบนี้เป็นปกติเหรอ”

นิชฌานปล่อยมือจากแขนเล็ก ลอบสบตากับตุลธรผ่านกระจกมองหลัง แล้วตอบจิลลาตามตรง “ไม่… ปกติร้ายแรงสุดจะเป็นลักพาตัว นอกนั้นก็มีแค่สะกดรอยตาม ส่งของมาแกล้ง แล้วก็อาจจะมีคนเข้ามาหาเรื่องตรงๆ บ้าง แต่ไม่เคยมีดักยิงแบบนี้เลย”

จิลลาถึงกับนิ่งไปเหมือนลืมวิธีพูดไปแล้ว กระทั่งนิชฌานถามขึ้นอีก

“วันก่อนที่มีโทรศัพท์โทรเข้าห้องแคลร์ เขาพูดว่าอะไรนะ คัมทูพาราไดส์ใช่ไหม”

เท่านั้นจิลลาก็นึกออกทันที รีบพยักหน้า นิชฌานจึงคุยกับตุลธร

“เมื่อกี้คนที่ยิงก็ถามว่าไม่ไปสวรรค์เหรอ แล้วก็เรียกชื่อแคลร์ด้วย ผมว่าน่าจะเกี่ยวกัน”

“อาจจะ… เป็นคนที่แคลร์ดีลด้วยหรือเปล่า”

นิชฌานตอบไม่ได้ เขาไม่รู้รายละเอียดอื่นนอกจากรู้ว่าแขดรุณมีการพูดคุยประสานงานกับบุคคลในแวดวงสีเทาและเทาค่อนไปทางดำอยู่บ้าง แต่ไม่เคยรู้เลยว่าเป็นใคร ไม่รู้จักชื่อ ไม่รู้อะไรเลยเพราะแขดรุณไม่ต้องการให้รู้

“แต่พี่ว่านี่เหมือน… แค่เตือนๆ นะ” ตุลธรออกความเห็น ซึ่งนิชฌานก็เห็นด้วย “ใช่ ถ้าจะเอาให้ตายเข้ามายิงซ้ำยังได้”

“บอกปู่ดีไหม”

นิชฌานนิ่งเงียบอย่างคนไม่มีคำตอบ และยังเงียบอยู่แม้แต่ตอนตุลธรทำแผลให้ นิชฌานเลือกทำแผลที่บ้านของตุลธรด้วยไม่อยากให้ใครรู้ เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้ตุลธรหยุดการทำแผล นิชฌานเองก็หันไปทางประตู ก่อนสองหนุ่มจะหันมองหน้ากันเมื่อได้ยินเสียงเรียก

“ชาร์ล ตุล อยู่ไหม”

นิชฌานหันไปคว้าเสื้อมาสวม ตุลธรจึงเดินไปเปิดประตู สังหรณ์ใจไม่ค่อยดีตอนเห็นจิลลาอยู่ด้านหลังของทิวา หน้าตาบอกให้รู้เลยว่าเจ้าหล่อนก่อเรื่องแน่

“ขอเข้าไปได้ไหม”

คำขอจากทิวาทำให้ตุลธรต้องเปิดประตูกว้างขึ้น “เชิญเลยครับ”

รอจนทั้งทิวาและจิลลาเข้าบ้านเรียบร้อยจึงค่อยปิดประตูลง หันไปอีกทีก็เห็นทิวาเดินไปนั่งลงบนโซฟาตัวเดียวกับนิชฌาน จึงเดินตามไปสมทบ

“แคลร์เล่าเรื่องให้ปู่ฟังแล้วนะ”

นิชฌานมองจิลลา ซึ่งตอนนี้ก้มหน้านิ่ง ไม่สบตาใครเลย คงรู้ว่าทำให้เขาไม่พอใจที่บอกเรื่องนี้กับทิวา

“ไม่เอา อย่าโกรธแคลร์” ทิวาดักทางอย่างอ่อนโยน วางมือลงบนเข่านิชฌาน “ขอดูแผลหน่อยซิ เป็นไงบ้าง”

นิชฌานเลยเลิกเสื้อให้ทิวาดู ซึ่งอีกฝ่ายก็ถามอย่างรู้เท่าทัน

“ยังทำแผลไม่เสร็จใช่ไหม… ตุล มาทำแผลต่อสิ”

ตุลธรขยับตัวเข้าไปแทนที่ทิวาที่ลุกออกไปนั่งอาร์มแชร์อีกตัว พลางบอก “เหลือแค่ปิดแผลครับ”

ทิวาส่งเสียงตอบรับ ก่อนเอ่ยปากอย่างจริงใจที่สุด “ปู่ขอบใจทั้งชาร์ลทั้งตุลมากเลยนะ ที่ปกป้องแคลร์อย่างดี… เหมือนที่ทำมาตลอด”

ทั้งตุลธรและนิชฌานส่งยิ้มให้ทิวา ไม่เอ่ยคำใด ก่อนรอยยิ้มจะเริ่มเลือนหายเมื่อทิวาเอ่ยปรึกษาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พาแคลร์ไปอยู่ที่อื่นก่อนสักพักดีไหม”

อย่าว่าแต่นิชฌานกับตุลธรที่ตกใจ กระทั่งจิลลาเองที่ยืนฟังอยู่ก็ตกใจ เธอบอกเรื่องนี้กับทิวาเพราะแน่ใจว่านิชฌานจะไม่บอก แต่ในความเห็นเธอแล้วคนที่จะปกป้องแขดรุณได้ดีที่สุดก็คือทิวา เธอบอกเพราะหวังแค่ว่าทิวาอาจจัดหาคนมาคุ้มกันเพิ่ม หรือไม่ก็หาคนเก่งๆ มาสืบค้นต้นตอว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ จิลลาหวังว่าทิวาจะช่วยจัดการเรื่องนี้เพื่อให้เธอปลอดภัยมากขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะลงเอยแบบนี้

“แคลร์”

จิลลามองหน้าทิวาที่ส่งเสียงเรียกมา

“ขอปู่คุยกับชาร์ลหน่อย”

จิลลากะพริบตาปริบ ก่อนค่อยเข้าใจในวินาทีถัดมาว่าทิวาอยากให้เธอออกไปก่อน ดูเหมือนตุลธรจะเข้าใจเร็วกว่าเธอ เพราะนอกจากเข้าใจที่ทิวาบอกเธอแล้ว ยังเข้าใจด้วยว่าตัวเองต้องทำอะไร เพราะตอนนี้เขาเข้ามายืนประกบแล้วผายมือออกด้านนอก จิลลาเดินออกไปจากบ้านของตุลธร ได้ยินเสียงถามมาแผ่วเบา

“คิดอะไรอยู่ถึงบอกปู่”

“แค่อยากปลอดภัยกว่านี้” จิลลาบอกเสียงอ่อน ไม่รู้ทำไมเหมือนกันถึงต้องรู้สึกผิดที่ทำเรื่องนี้โดยไม่ปรึกษาใคร ไม่แน่ใจว่าเพราะกลัวตุลธรจะว่าอะไรตามมาหรือเปล่า จิลลาจึงพูดอีก “ฉันรอดตายจากฮอตก รอดตายจากการโดนดักยิง… ฉันไม่คิดว่าจะโชคดีเป็นครั้งที่สาม”

และใช่… มันทำให้ตุลธรพูดไม่ออกจริงๆ มองหน้าจ๋อยๆ ของจิลลาอยู่พักก็ถอนใจยืดยาว บอกเสียงเบาอย่างปลอบประโลม “แจ้ว พี่ว่าแจ้วไม่ตายง่ายๆ หรอก”

จิลลาค้อนควัก “ใครจะรู้ อยู่ดีๆ ฉันยังตื่นมากลายเป็นคนอื่น”

ตุลธรเลยพูดไม่ออกอีกครั้ง ตัดสินใจยืนนิ่งเงียบ รอเวลาให้ทิวากับนิชฌานออกมาจากบ้านตน…

 

“ปู่มีอะไรเหรอครับ”

ทิวาทวนความต้องการของตน “ปู่อยากให้ชาร์ลพาแคลร์ไปอยู่ที่อื่นสักพัก เลือกเซฟเฮ้าส์ของเราสักหลังดีไหม เรื่องตามหาคนทำ ปู่จัดการเอง”

เซฟเฮ้าส์… ทิวามีบ้านสามหลังที่เป็นความลับระหว่างทิวากับแขดรุณ และยังมีบ้านที่มีเพียงคริษฐ์และอลิชาเท่านั้นที่รู้ว่าอยู่ที่ไหน มันเป็นที่ที่ปลอดภัยที่จะไม่มีใครตามเจอ เหมาะกับการหลบภัยอย่างมาก

“ถ้าแคลร์เป็นปกติปู่คงไม่ห่วงมาก แต่ตอนนี้ชาร์ลก็รู้ แคลร์ยังจำอะไรไม่ได้เลย”

นิชฌานพยักหน้า ตอบรับเสียงแผ่ว “ครับ”

“แล้วชาร์ลก็คงรู้ บางทีในฐานะนักธุรกิจ แคลร์เขาก็… เด็ดขาด”

“ครับ”

“ปู่ว่าที่พาแคลร์ไปตึกเมื่ออาทิตย์ก่อนมันเป็นความผิดพลาด ถ้าแคลร์มีศัตรู ซึ่งปู่ว่ามี ศัตรูแคลร์ก็คงรู้แล้วว่าตอนนี้เหมาะจะเล่นงานแคลร์ที่สุด”

นิชฌานเห็นด้วยในข้อนั้น “ครับ”

“อีกอย่าง แค่ดูแลแคลร์ตอนนี้ชาร์ลก็คงเครียดมากแล้ว ปู่ไม่อยากให้ชาร์ลเครียดไปกว่านี้ หาแคลร์ไปหลบที่ปลอดภัยสักพัก ชาร์ลเองจะได้ไปพักผ่อนด้วย”

นิชฌานยิ้มให้ทิวาแทนคำขอบคุณ รู้ว่านั่นไม่ใช่ข้ออ้างให้เขาทำตามเพื่อให้แขดรุณปลอดภัย แต่เป็นเพราะผู้อาวุโสห่วงใยอาทรเขาจริงๆ “ได้ครับ”

“ออกคืนนี้เลย สักตีสองตีสาม ให้แน่ใจว่าจะไม่มีคนตาม สลับกันขับไปกับตุล”

นิชฌานตกใจนิดหน่อยที่ต้องเดินทางไวขนาดนั้น แต่พอเข้าใจได้ว่ายิ่งถึงเซฟเฮ้าส์ไวเท่าไร จิลลาในนามแขดรุณก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

“ส่วนทางนี้ ปู่จะเริ่มจากไปเอาภาพจากกล้องวงจรปิดมาก่อน ทั้งจากในตึกแล้วก็ตรงถนน แล้วค่อยๆ สืบไปเรื่อยๆ”

“ครับ… แคลร์ได้เล่าเรื่องโทรศัพท์ที่โทรเข้าห้องวันที่แคลร์ไปตึกไหมครับ”

ทิวานิ่วหน้า จากนั้นก็ต้องรับฟังนิชฌานเล่าถึงความเกี่ยวเนื่องของสองเหตุการณ์ให้ฟัง “โอเค ปู่จะให้เช็กสายที่โทรเข้าห้องแคลร์วันนั้นด้วย” พูดจบแล้วก็วางมือลงบนเข่านิชฌาน เอ่ยปากฝากฝัง “ยังไงปู่ฝากแคลร์กับชาร์ลด้วยนะ”

“ครับ ปู่ไม่ต้องห่วง”

ทิวายิ้ม “ปู่ไม่ห่วงหรอก รู้ว่าไว้ใจชาร์ลได้… อ้อ”

เสียงนั้นทำให้นิชฌานตั้งใจฟังทิวา

“ถ้านายคริสกับอลิซโทรไปก็ไม่ต้องรับนะ ไม่ต้องให้ไปวุ่นวายเลย”

นิชฌานหัวเราะได้นิดๆ รู้เลยว่าประโยคนี้เพื่อปกป้องเขาโดยเฉพาะ โดยปกติตอนแขดรุณอยู่ หากคริษฐ์กับอลิชาว่าเหน็บเขามากเกินไปแขดรุณจะเป็นคนปกป้องและโต้กลับให้ ตอนนี้แขดรุณไม่อยู่ และสำหรับทิวาแขดรุณก็ไม่ใช่คนเดิม คงกลัวว่าเขาจะรับมือหลานทั้งสองของตนไม่ได้ ว่าไป… ถ้าเขาไม่ไปเซฟเฮ้าส์ล่ะ “ปู่ครับ”

“ว่าไง”

“ผมไม่พาแคลร์ไปเซฟเฮ้าส์ได้ไหมครับ”

“หืม…”

นิชฌานรีบอธิบาย “แต่ผมจะพาไปอีกที่ ปลอดภัยเหมือนกัน ผมรับรอง”

และนอกจากปลอดภัยมันยังเป็นที่ที่ทำให้เขามีความสุขอีกด้วย

ทิวาเองหลังได้ยินคำรับรองจากปากนิชฌานก็ตอบรับได้ทันที “เอาสิ ดีเหมือนกัน เพราะปู่ก็ตั้งใจว่าจะไม่ให้ชาร์ลบอกว่าเลือกไปบ้านหลังไหน ไปที่ที่ปู่ไม่รู้เลยก็ดีเหมือนกัน… ถ้างั้นเอางี้ ถ้าปู่จะให้ชาร์ลกลับมา หรือจะให้บอกปู่ว่าอยู่ไหน ปู่จะใช้คีย์เวิร์ดว่า… สับปะรด”

ผลไม้โปรดของทิวา… แต่เดี๋ยวก่อนนะ “ต้องใช้คีย์เวิร์ดเลยเหรอครับ”

“ใช่สิ เกิดมีคนเอาปืนจี้ให้ปู่ถามที่อยู่ของแคลร์ล่ะ ถ้าไม่มีคีย์เวิร์ดชาร์ลห้ามบอกที่อยู่จริงเด็ดขาดเลยนะ”

เหมือนจะจริงจัง ทว่าสีหน้ายิ้มๆ ของทิวาก็ทำให้นิชฌานอดหัวเราะไม่ได้ “โอเคครับ สับปะรด ไม่มีสับปะรดไม่บอกเด็ดขาด”

ทิวาหัวเราะเบาๆ ก่อนแววตาจะฉายรอยกังวลใจจนคู่สนทนาเห็นได้ชัด นิชฌานจึงโน้มตัวไปข้างหน้า จ้องตาทิวา

“ปู่ครับ ผมจะดูแลแคลร์ให้ดีที่สุด ให้เหมือนที่ปู่ดูแลผมมาตลอด”

ทิวามองหน้าคนตรงหน้า ภายในชั่วเวลาไม่กี่วินาทีทว่าความทรงจำอันหลากหลายที่มีร่วมกันกลับไหลหลาก จากเด็กชายชาร์ลวัยเจ็ดขวบที่มีแววตาอ้างว้างเกินกว่าที่เด็กวัยเจ็ดขวบคนใดจะมีได้หลังแม่หย่าขาดกับพ่อและจากไปโดยไม่คิดดูดำดูดีลูกชายตัวเอง หลังความรักพังสลายพ่อของชาร์ลก็เอาแต่ดื่มเหล้า ทิวาอาสาดูแลด้วยความสงสารและคิดว่าตนกับภรรยาสามารถให้ความรักกับเด็กน้อยได้ เขาตั้งชื่อนิชฌานให้ อธิบายความเจ็บปวดของคนเป็นพ่อให้นิชฌานเข้าใจ ซึ่งทิวาเองไม่แน่ใจว่าทำถูกไหม เพราะพอนิชฌานยังรักพ่อมาก ความเจ็บปวดก็มีมากทบเท่าทวีคูณเมื่อพ่อจากไปตอนนิชฌานเพิ่งได้ใช้คำนำหน้าว่านาย… สำหรับทิวาแล้ว นิชฌานเป็นเด็กดีเสมอ เป็นคนที่พยายามเข้าใจคนอื่น ทำเพื่อคนอื่นจนบางครั้งก็หลงลืมความสุขของตัวเองไป

“ปู่อยากให้ชาร์ลดูแลแคลร์เพราะรักแคลร์มากกว่าเพื่อตอบแทนปู่”

นิชฌานราวกับถูกผลักตกเหว… ความรู้สึกของเขาดำดิ่งร่วงหล่นสู่มุมที่มืดที่สุดเท่าที่โลกใบนี้จะมืดมิดได้ ก่อนต้องดึงตัวเองกลับมาทั้งๆ ที่อยากจมอยู่ตรงนั้น ส่งยิ้มให้ทิวา เอ่ยถาม “สำหรับปู่… ผมยังรักแคลร์ไม่มากพอเหรอครับ”

ทิวามองหน้านิชฌานอีกพักก็หัวเราะ “นั่นสินะ แคลร์อยู่กับชาร์ลปู่ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล”

ทิวาพูดจบก็ลุกขึ้นยืน นิชฌานจึงลุกตาม ทั้งคู่พากันเดินออกไปเปิดประตูแล้วเดินไปรวมกลุ่มกับจิลลาและตุลธรที่ยืนห่างไปราวยี่สิบเมตร ทิวาเป็นฝ่ายพูดก่อน

“ไปเก็บของสิแคลร์”

เก็บของ… จิลลามองหน้าทิวาแล้วหันมองนิชฌาน ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มอ่อนโยนให้พลางจับแขนเธอ บอกเสียงนุ่ม

“ไปสิ”

จิลลาไม่รู้หรอกว่าตอนทำแบบนี้พูดแบบนี้กับแขดรุณเขาจริงใจหรือเปล่า แต่เมื่อกี้… ไม่มีแม้เศษเสี้ยวของความจริงใจแน่นอน เชื่อเธอสิ!

 

Don`t copy text!