ฉัตรกนก บทที่ 16 : เคราะห์หามยามร้าย

ฉัตรกนก บทที่ 16 : เคราะห์หามยามร้าย

โดย : พงศกร

ฉัตรกนก นวนิยายสืบสวนสอบสวน โรแมนติก จากซีรี่ส์คุณหญิงยอดนักสืบ โดย พงศกร นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวของโรงพิมพ์ผ้าตราฉัตรกนกที่กำลังเป็นที่นิยม เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น โดยมีชายลึกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง…ชายผู้ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นฆาตกรหรือโจรขโมยหัวใจกันแน่

……………………………………………………………….

-16-

 

“อะไรนะ…มะลิวัลย์ถูกยิง” คุณหญิงฉัตรกนกใจหายวาบ ขณะที่หม่อมอุ่นอรุณผุดลุกรวดเร็ว

“แล้วตอนนี้มะลิวัลย์เป็นอย่างไรบ้างแก่น” คุณหญิงฉัตรกนกก็กลั้นใจรอคอยฟังคำตอบ…โธ่เอ๋ย…มะลิวัลย์ผู้น่าสงสาร

“อาการสาหัสครับ” แก่นเล่าตามที่ได้ฟังมา “ตอนนี้ถูกนำส่งโรงพยาบาล อาการเป็นตายเท่ากัน”

“รีบไปกันเถอะ” คุณหญิงเห็นหม่อมย่าของเธอมือสั่นด้วยความตระหนก

“ไปยังไงคะหม่อมย่า” คุณหญิงฉัตรกนกละล้าละลัง เมื่อเช้าหลังจากส่งเธอและหม่อมย่าที่โรงงานเสร็จเรียบร้อย นายขันก็เอารถไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง “ให้ใครไปเรียกรถเจ๊กไหม”

“รถอีกคันของเราไง” หม่อมอุ่นอรุณนึกถึงรถคันเก่าที่ยกมาให้ใช้ที่โรงงานได้ “เอาคันนั้นออก เรียกคุณเศวตมาขับให้”

“ไม่ได้ค่ะ…รถ…เอ้อ…” คุณหญิงฉัตรกนกอึกอัก เพราะรถคันที่หม่อมอุ่นอรุณเอ่ยถึง คือรถคันที่เธอแอบเอาไปขับจนเกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้ยังซ่อมแซมไม่เรียบร้อย

“ทำไมไม่ได้ มีอะไรหรือเปล่า” หม่อมอุ่นอรุณเห็นท่าทางของหลานสาวแล้วนึกประหลาดใจ

“ปะ…เปล่าค่ะ…คือว่า…” คุณหญิงฉัตรกนกถอนใจยาว กำลังคิดว่าจะอธิบายเรื่องนี้อย่างไร ก็พอดีกับที่ชายหนุ่มร่างสูงล่ำสัน เคาะประตูออฟฟิศแล้วเปิดเข้ามาได้ยินพอดี

“ไปรถผมดีกว่าครับ”

ตวงฤทธิ์โผล่เข้ามาได้จังหวะพอดี ตอนนี้คนในโรงงานรู้ข่าวเรื่องมะลิวัลย์กันหมดแล้ว ตอนมีคนเข้าไปแจ้งข่าวร้าย ตวงฤทธิ์กำลังช่วยเศวตซ่อมเครื่องยนต์ พอเขารู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็นึกเป็นห่วงคุณหญิงฉัตรกนกจนต้องวางงานในมือ แล้วเดินมาหาคุณหญิงที่ออฟฟิศ

“รถของโรงงานช่วงนี้เสียบ่อย” เขาไม่ได้โกหก ก่อนหน้าคุณหญิงฉัตรกนกจะขับไปคว่ำ รถคันนั้นมีอาการสามวันดีสี่วันเสียให้ซ่อมจริงๆ “ฉวยไปเครื่องดับที่กลางทาง จะลำบากกันนะครับ”

“แล้วนายมีรถกับเขาด้วยหรือ” หม่อมอุ่นอรุณมองชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจ

“เอ้อ…” ตวงฤทธิ์ถึงกับเหวอไปนิดหนึ่ง ลืมนึกว่าช่างเครื่องอย่างเขา ไม่น่ามีเงินขนาดจะซื้อรถยนต์ได้

“รถของคุณพ่อผมน่ะครับ ท่านให้ขอยืมมาชั่วคราว” ตวงฤทธิ์ตอบ เรื่องนี้เขาก็ไม่ได้โกหก เงินที่ซื้อรถยนต์คันหรูเป็นเงินของพ่อเขาจริงๆ

“พ่อของนายเป็นใครกัน” ทันทีที่เห็นรถยนต์เบนท์ลีย์คันหรูที่จอดแอบอยู่ในซอย หม่อมอุ่นอรุณถึงกับอ้าปากค้าง ต้องหันกลับมาทางชายหนุ่มร่างสูง จ้องมองดวงหน้าคมสันของตวงฤทธิ์อย่างไม่เชื่อสายตา “มีเงินซื้อเบนท์ลีย์นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ”

“รถยนต์มือสองน่ะครับ เพื่อนคุณพ่อของผมทำอู่ซ่อมรถ มีรถลูกค้าต้องการขายให้ในราคาถูก คุณพ่อของผมก็ผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน” ตวงฤทธิ์ตอบอย่างใจเย็น เขาไม่ได้รู้สึกรำคาญหม่อมอุ่นอรุณอย่างที่คุณหญิงฉัตรกนกนึกกังวล หากชายหนุ่มมองเป็นเรื่องปกติ ที่คนช่างสังเกตอย่างหม่อมอุ่นอรุณจะมีคำถามมากมายแบบนี้

“ไปกันเถิดค่ะหม่อมย่า อย่ามัวซักไซ้ไล่เลียงนายฤทธิ์อยู่เลย” คุณหญิงฉัตรกนกรีบตัดบท ก่อนที่หม่อมอุ่นอรุณจะซักไซ้ชายหนุ่มไปมากกว่านั้น “หญิงเป็นห่วงมะลิวัลย์…เรารีบไปดูอาการกันเถิด ไม่รู้ป่านนี้จะเป็นอย่างไรบ้างแล้ว”

โรงพยาบาลที่พลเมืองดีนำร่างไร้สติของมะลิวัลย์ไปส่งให้หมอ เพื่อทำการรักษา เป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวกับที่ตวงฤทธิ์ไปเย็บแผล

ชายหนุ่มพารถคันหรูของเขาไปจอดเทียบที่ด้านหน้า สายตาของผู้คนในโถงใหญ่จ้องมองมาด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าใครคือเจ้าของรถยนต์เปิดประทุนสีดำสนิทคันนั้น พยาบาลสองสามคนหันไปมองหน้ากัน พร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ พวกเธออยู่เวรในวันที่ตวงฤทธิ์มาหาหมอและจำอาการอาละวาดกลัวเข็มของชายหนุ่มได้

คุณหญิงฉัตรกนกเปิดประตู รีบประคองหม่อมอุ่นอรุณลง ก่อนที่ตวงฤทธิ์จะขับรถอ้อมไปหาที่จอดทางด้านหลัง

มะลิวัลย์อยู่ในห้องผ่าตัด เธอถูกคนร้ายจ่อยิงศีรษะในระยะประชิด กระสุนฝังใน หมอกำลังผ่าตัดเพื่อช่วยชีวิต

“ญาติคุณมะลิวัลย์ใช่ไหมคะ” พยาบาลสาวที่เดินออกมาจากห้องผ่าตัดด้วยท่าทางรีบร้อนถามหม่อมอุ่นอรุณ

“ใช่จ้ะ คนไข้เป็นอย่างไรบ้าง” หม่อมอุ่นอรุณร้อนใจ

“หมอให้หนูออกมาบอกญาติว่า อาการยังน่าเป็นห่วงอยู่ค่ะ” เธอตอบเสียงเครียด “คนไข้ถูกยิงศีรษะสองนัด หมอผ่าเอากระสุนออกได้หนึ่งนัด อีกหนึ่งนัดฝังอยู่ในตำแหน่งสำคัญ หมอผ่าไม่ได้”

“หมายความว่ายังไง ตกลงมะลิวัลย์จะหายหรือเปล่าคะ” คุณหญิงฉัตรกนกนิ่วหน้า เธอไม่ใช่หมอ ไม่ใช่พยาบาล ฟังแล้วไม่เข้าใจ นึกภาพไม่ออกว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้

“คุณมะลิวัลย์อาจจะรอดชีวิตหรือไม่ก็ได้ แต่ถึงจะรอด คุณมะลิวัลย์ก็อาจจะไม่ฟื้นคืนสติ” คุณพยาบาลคนเดิมพยายามเรียบเรียงคำพูดเพื่ออธิบาย “กระสุนนัดที่ผ่าไม่ได้ เพราะบังเอิญไปกดอยู่ตรงสมองส่วนสำคัญพอดี”

“แล้วมีโอกาสจะรู้สติไหมคะ” คุณหญิงยังอยากรู้

“โอกาสน้อยมาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะคะ” คุณพยาบาลส่งยิ้มอ่อนโยน “คนไข้ของเราบางคนก็นอนไม่รู้สติแบบนี้ไปนานนับเดือน แล้วจู่ๆ วันหนึ่งก็กลับตื่นขึ้นมาได้เอง ทำให้คุณหมอ คุณพยาบาลต่างพากันอัศจรรย์ใจ”

“โธ่เอ๋ย…มะลิวัลย์ ทำไมเธอต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ด้วยนะ ช่างโชคร้ายจริงๆ” คุณหญิงฉัตรกนกหน้าซีด เธอหันไปทางตวงฤทธิ์ที่เพิ่งเดินเข้ามา ริมฝีปากบางราวกลีบกุหลาบสั่นระริก

“ใจเย็นๆ นะคะ” คุณพยาบาลหันมาปลอบ “เราต้องมีความหวัง…คุณหมอพยายามช่วยกันอยู่อย่างสุดความสามารถ…ดิฉันขอตัวไปเอาเลือดมาให้คนไข้ก่อนนะคะ คนไข้เสียเลือดมาก ต้องให้เลือดทดแทน ถ้าคุณมีญาติหรือคนรู้จักกับคนไข้ ช่วยบอกให้มาบริจาคเลือดเอาไว้ก็ดีนะคะ เผื่อว่าจำเป็นจะต้องใช้เลือดอีก ตอนนี้เลือดก็หายากเสียด้วย”

คำว่าเลือด ทำให้ตวงฤทธิ์พลอยหน้าซีดไปอีกคน อาการกลัวเลือดของเขาเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ เกิดขึ้นหลังจากครอบครัวไปตากอากาศที่ศรีราชา

ขากลับเข้าพระนคร ตวงฤทธิ์นั่งรถอยู่กับมารดาที่เบาะหลัง นายตาบเป็นคนขับ วันนั้นฝนตกหนักมาก เกิดอุบัติเหตุรถตกถนน มารดาของเขาบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ ตวงฤทธิ์ถูกพาไปเย็บแผลที่สุขศาลาใกล้ๆ ตอนนั้นไม่มียาชา หมอเย็บแผลให้สดๆ ตวงฤทธิ์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด…เจ็บปวดทั้งบาดแผล และเจ็บลึกในหัวใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยกะทันหัน ไม่ทันได้ตั้งตัว ภาพที่เลือดสดๆ ไหลท่วมร่างของแม่ ทำให้เขาฝังใจ กลัวเลือดกลัวเข็มมาจนถึงทุกวันนี้

“บอกคุณหมอช่วยให้เต็มที่นะคะ” คุณหญิงฉัตรกนกบอก “ไม่ต้องห่วงเรื่องค่าใช้จ่าย…แพงแค่ไหนฉันก็ยินดีจ่าย ขอให้ช่วยมะลิวัลย์ให้ได้”

“ค่ะ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่ อย่างไรเสีย เราก็ต้องช่วยเหลือคนไข้อย่างสุดความสามารถ” นางพยาบาลพยักหน้าแล้ววิ่งลับหายไป ทิ้งให้ญาติคนเจ็บนั่งมองหน้ากันด้วยความปริวิตก

“เกิดเรื่องแบบนี้ได้อย่างไรกัน”

หลังจากนั่งจมอยู่ในความเงียบอยู่เป็นนาน หม่อมอุ่นอรุณก็พึมพำออกมาในที่สุด

“จดหมายนั่นแน่ๆ จดหมายฉบับนั้นขู่ว่าถ้าเราไม่เลิกกิจการโรงพิมพ์ผ้า จะเกิดเรื่องร้ายขึ้น แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงๆ…เริ่มต้นจากแม่แช่ม…จากนั้นก็มะลิวัลย์…ต่อไปจะเป็นใคร”

“หม่อมย่า…หม่อมย่าคะ” คุณหญิงฉัตรกนกเอื้อมมือไปบีบมือของผู้สูงวัยไว้แน่น ไม่เคยเห็นความประหวั่นในสีหน้าของหม่อมอุ่นอรุณชัดเจนเท่ากับครั้งนี้มาก่อน

“หม่อมไม่ต้องกังวลนะครับ” ร่างสูงใหญ่ของตวงฤทธิ์เดินมานั่งคุกเข่าลงตรงหน้าร่างผอมบางของหม่อมอุ่นอรุณ บอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “จะต้องไม่มีใครเป็นอะไรอีก ทุกคนจะต้องปลอดภัย”

“นายจะแน่ใจได้อย่างไร” หม่อมอุ่นอรุณเหลือบสายตามองชายหนุ่ม คิ้วเรียวเหนือดวงตาเลิกขึ้นสูง

“ผมคงไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายขึ้นในอนาคต” ตวงฤทธิ์ตอบอย่างใช้ความคิด เขาจ้องมองหม่อมอุ่นอรุณแน่วนิ่ง “แต่ผมสัญญาว่าจะดูแล ไม่ให้ใครต้องเป็นอันตรายอีก โดยเฉพาะหม่อมและคุณหญิง”

“ให้ตายเถิด วิธีพูด วิธีคิดของนาย…ฉันแทบไม่อยากเชื่อ…ว่านายเป็นแค่คนงานธรรมดาๆคนหนึ่ง” หม่อมอุ่นอรุณเอ่ยตามที่ใจคิด

คุณหญิงฉัตรกนกลอบถอนใจเบาๆ เธอหันไปมองหน้าตวงฤทธิ์ เห็นชายหนุ่มกำลังอมยิ้ม แล้วก่อนที่หม่อมอุ่นอรุณจะถามอะไรต่อไป ระฆังช่วยชีวิตก็มาในรูปแบบของนายตำรวจรูปร่างสูงล่ำสันเสียก่อน

“คุณหญิงฉัตรกนก…หม่อมอุ่นอรุณครับ” ร้อยตำรวจเอกหลวงบูรณะประชานั่นเอง เขามาพร้อมกับเพื่อนนายตำรวจหน้าตาคมสันอีกหนึ่งคน “นี่คุณหลวงสถิตย์อายุธ เพื่อนของผมเอง…อายุธเป็นเจ้าของคดีมะลิวัลย์ครับ”

หม่อมอุ่นอรุณยกมือรับไหว้นายตำรวจหนุ่มทั้งสอง สายตาของเธอเต็มไปด้วยร่องรอยสงสัยว่าพวกเขามาปรากฏกายตรงนี้ได้อย่างไร

“ผมทราบมาว่ามะลิวัลย์เป็นพนักงานของโรงงานฉัตรกนก เธอถูกยิงตอนจะออกมาทำงาน สอบปากคำชาวบ้านแถวนั้นเรียบร้อย เลยรีบตามมาดูอาการที่โรงพยาบาล” ร้อยตำรวจเอกหลวงสถิตย์อายุธอธิบาย “พอดีโรงพยาบาลอยู่ในเขตพื้นที่รับผิดชอบของไอ้บู…เอ๊ย…ผู้กองบูรณะ ก็เลยชวนให้มาเป็นเพื่อนครับ”

“อ้อ” คุณหญิงฉัตรกนกพยักหน้า ครั้นเมื่อเห็นสายตาสงสัยของหลวงบูรณะประชา ที่จ้องมองตรงมายังชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหม่อมอุ่นอรุณ ก็รีบแนะนำขึ้นว่า “นี่นายฤทธิ์ค่ะ…ฤทธิ์ ชาติสยาม หัวหน้าช่างเครื่องของเรา คนที่ผู้กองบูรณะกำลังหาตัวอยู่ยังไงคะ คืนวันเกิดเหตุที่คุณหญิงวิศวานฤมิตถูกยิง…นายฤทธิ์กลับไปเยี่ยมบ้านพอดี ที่บ้านของฤทธิ์เกิดเรื่องวุ่นวายนิดหน่อย”

“คุณหญิงดูจะรู้รายละเอียดของนายฤทธิ์ดีทีเดียวนะครับ” ดวงตาหรี่เล็กของนายตำรวจหนุ่มที่กวาดมองมายังตวงฤทธิ์ เต็มไปด้วยร่องรอยสงสัย

“ผมรีบกลับบ้านกะทันหัน เลยไม่ได้ลาคุณหญิงล่วงหน้า” ตวงฤทธิ์ตอบเสียงราบเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมาให้เห็น “พอเสร็จธุระ กลับมาทำงาน ถึงได้ทราบเรื่องคุณหญิงวิศวานฤมิต ผู้กองมีอะไรกับผมหรือเปล่าครับ”

“ไม่มี” ร้อยตำรวจเอกหลวงบูรณะประชาส่ายหน้า “หมายถึง…ตอนนี้ยังไม่มี”

เขาตอบอย่างไว้เชิง…ใช่ ตอนนี้ยังไม่มี แต่ถ้าหลักฐานบ่งชี้ว่านายฤทธิ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการตายของคุณหญิงวิศวานฤมิตละก็…ถึงตอนนั้น เขาจะมี ‘อะไร’ กับนายฤทธิ์ ชาติสยาม คนนี้แน่

“สอบถามข้อมูลจากชาวบ้าน ได้ความว่าอย่างไรบ้างคะคุณหลวงอายุธ” หม่อมอุ่นอรุณเห็นท่าทางเขม่นกันของสองหนุ่มแล้ว หากตอนนี้เธออยากรู้ข้อมูลเรื่องของมะลิวัลย์มากกว่า

“ปกติคุณมะลิวัลย์จะออกจากบ้านตอนเช้ามืดเพื่อมาทำงานทุกวัน ผ่านตลาดและเดินไปขึ้นเรือข้ามฟากที่ท่าน้ำ” ร้อยตำรวจเอกหลวงสถิตย์อายุธเล่าข้อมูลที่สอบถามมาจากชาวบ้านแถวที่เกิดเหตุ “แถวนั้นไม่เคยมีโจรผู้ร้าย อยู่กันอย่างสงบสุขมาโดยตลอด เมื่อช่วงเช้ามีคนได้ยินเสียงปืนสองนัด ชาวบ้านที่กำลังใส่บาตรเลยวิ่งมาดู เห็นมะลิวัลย์นอนอยู่บนถนน เลือดไหลอาบเต็มศีรษะ พอเห็นว่ายังไม่ตายก็เลยรีบพามาส่งที่โรงพยาบาล”

“มีใครเห็นคนร้ายไหมคะ” คุณหญิงฉัตรกนกถามบ้าง

“ไม่มีครับ” หลวงอายุธส่ายหน้า “แต่หนึ่งวันก่อนเกิดเหตุ…มีเจ๊กลากรถคนหนึ่งบอกกับเราว่า เขาเห็นผู้ชายแปลกหน้ามาเดินด้อมๆ มองๆแถวนั้น อาจจะเป็นคนร้ายที่มาดูเส้นทาง แต่แกเห็นหน้าไม่ชัด รู้แต่เป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่ สวมเสื้อผ้ารุ่มร่าม ส่วนเมื่อเช้า…ตอนที่ชาวบ้านได้ยินเสียงปืนแล้ววิ่งไปดู ก็ไม่เห็นตัวคนร้ายแล้ว ตอนนี้ผมให้ลูกน้องลงพื้นที่ สอบถามผู้คนขยายวงออกไป และพยายามจะตรวจสอบที่เกิดเหตุโดยละเอียด เราอาจจะได้หลักฐานหรือร่องรอยที่คนร้ายทิ้งเอาไว้”

“ถ้ามะลิวัลย์ได้สติ เราอาจจะได้เบาะแสคนร้าย” หลวงบูรณะว่า “จากลักษณะของบาดแผล เป็นการจ่อยิงในระยะประชิด มะลิวัลย์น่าจะเห็นหน้าคนร้าย”

“น่าจะยาก” คุณหญิงฉัตรกนกถอนใจยาว “หมอบอกว่ามีกระสุนฝังในอีกหนึ่งนัด มะลิวัลย์อาจจะไม่ฟื้น”

“ถ้างั้นก็เห็นจะยากละครับ” หลวงอายุธและหลวงบูรณะหันไปสบตากัน

“ก่อนเกิดเหตุหนึ่งวัน มะลิวัลย์เล่าให้ฉันฟังว่า คืนวันที่คุณหญิงวิศวานฤมิตถูกยิง มะลิวัลย์กลับบ้านค่ำกว่าทุกครั้ง ตอนเดินออกไปจากโรงงาน เธอเห็นบุคคลต้องสงสัยเข้ามาจอดรถอยู่ในซอยโรงงาน”

คุณหญิงฉัตรกนกตัดสินใจเล่าเรื่องนั้นให้ตำรวจฟัง เธอรู้สึกสังหรณ์ใจว่าสองเรื่องนี้อาจจะมีความเกี่ยวข้องกัน

“มะลิวัลย์ได้ยินเหมือนกับเสียงผู้ชายและผู้หญิงทะเลาะกันอยู่ในรถด้วยนะคะ แต่เธอเล่าว่ารถติดฟิล์มกระจกมืดจนมองไม่เห็นคนข้างใน”

“รถคันนั้นมีลักษณะอย่างไรครับ มะลิวัลย์เห็นเลขทะเบียนหรือเปล่า” ไม่เพียงแต่นายตำรวจทั้งสองจะตื่นเต้น หม่อมอุ่นอรุณและตวงฤทธิ์ก็พลอยตื่นเต้นไปด้วย

“มะลิวัลย์ยังไม่ทันได้เล่ารายละเอียดให้หญิงฟัง ก็พอดีกับ…”

คุณหญิงฉัตรกนกเล่าถึงตอนนี้ก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เช้าวันนั้นมะลิวัลย์กำลังจะเล่ารายละเอียดให้เธอฟังอยู่แล้ว

“ก็พอดีกับที่เจ้าคุณวิศวานฤมิตแวะมาที่โรงงาน เพื่อขอตรวจดูสถานที่เกิดเหตุเสียก่อน ตอนนั้นดูท่าทางมะลิวัลย์ตกใจมาก”

เธอยังจำดวงตาดุดันของท่านเจ้าคุณที่จ้องมองมา จำดวงหน้าซีดขาวและดวงตาที่เต็มไปด้วยร่องรอยตระหนกของเด็กสาวได้ดี

“หลังจากนั้น หญิงก็มัววุ่นๆ อยู่กับเรื่องนั้นเรื่องนี้ จนไม่มีโอกาสได้ซักถามรายละเอียดกับมะลิวัลย์อีกเลย…คุณพระช่วย เป็นไปได้ไหมคะว่าท่านเจ้าคุณวิศวานฤมิตอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้…”

Don`t copy text!