ฉัตรกนก บทที่ 17 : เลขานุการคนใหม่

ฉัตรกนก บทที่ 17 : เลขานุการคนใหม่

โดย : พงศกร

ฉัตรกนก นวนิยายสืบสวนสอบสวน โรแมนติก จากซีรี่ส์คุณหญิงยอดนักสืบ โดย พงศกร นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวของโรงพิมพ์ผ้าตราฉัตรกนกที่กำลังเป็นที่นิยม เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น โดยมีชายลึกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง…ชายผู้ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นฆาตกรหรือโจรขโมยหัวใจกันแน่

……………………………………………………………….

-17-

 

“เรายังสรุปแบบนั้นไม่ได้หรอกนะครับคุณหญิง ขืนพูดออกไปแบบนั้นเราอาจโดนท่านเจ้าคุณแจ้งความกลับในข้อหาหมิ่นประมาทเอาได้” ร้อยตำรวจเอกหลวงบูรณะประชาบอกคุณหญิงฉัตรกนก ทั้งที่ความจริงเขาก็เริ่มจะคล้อยตามความเห็นของราชนิกุลสาว

“หลักฐานเท่าที่เรามีในตอนนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าใครคือคนร้าย” ร้อยตำรวจเอกหลวงสถิตย์อายุทธเสริม “ถ้าเราได้กระสุนที่คนร้ายใช้ยิงมะลิวัลย์ เอามาเปรียบเทียบกับกระสุนที่ยิงคุณหญิงวิศวาฯ น่าจะพอบอกได้ว่าคนก่อเหตุเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า”

“และถ้าเราได้ปืนของท่านเจ้าคุณวิศวาฯ มาตรวจสอบ ก็จะพิสูจน์ข้อสงสัยของคุณหญิงได้” ตวงฤทธิ์เสริม ขณะที่นายตำรวจหนุ่มทั้งสองคนหันไปสบตากันด้วยความแปลกใจ

“แต่เราจะไปเอาปืนของท่านเจ้าคุณมาง่ายๆ ได้หรือ” คุณหญิงนึกสงสัย “ท่านไม่มีทางยอมแน่”

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจดีกว่าครับ คุณหญิงอย่ากังวลไปเลย ยังไงเราก็จะต้องหาตัวคนร้ายมาลงโทษให้จงได้” หลวงบูรณะยืนยัน

“แล้วเรื่องรถยนต์ต้องสงสัย คันที่มาจอดในซอยโรงงานล่ะ” หม่อมอุ่นอรุณถอนใจ “เราจะทำอย่างไร…ใช่รถของคนร้ายหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ผมจะให้ตำรวจหมั่นผ่านมาตรวจตราบ่อยๆ ครับ หม่อมไม่ต้องกังวล ถ้าเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล หรือบุคคลต้องสงสัยละก็ โทรศัพท์ไปแจ้งผมได้ตลอดเวลา” หลวงบูรณะให้ความมั่นใจ

“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อครับ” ตวงฤทธิ์ถามขึ้น “จะรออยู่ที่นี่ หรือจะกลับกันก่อน”

“ฉันขอรออยู่ที่นี่จนกว่ามะลิวัลย์จะออกจากห้องผ่าตัด แน่ใจแล้วว่าปลอดภัย ฉันถึงจะกลับ” คุณหญิงฉัตรกนกหันมาทางตวงฤทธิ์ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ขณะที่นายตำรวจทั้งสองขอตัวไปสอบถามรายละเอียดอาการป่วยของมะลิวัลย์จากพยาบาลที่ห้องฉุกเฉิน

“นายฤทธิ์…ถ้ามีธุระจะกลับไปก่อนก็ได้นะ” หม่อมอุ่นอรุณเอ่ยขึ้น “ฉันเรียกรถเจ๊กกลับกันเองได้”

“ผมไม่มีธุระครับ งานที่โรงงานก็จัดการไปเรียบร้อยแล้ว” ชายหนุ่มส่ายหน้า “ให้ผมรอเป็นเพื่อนอยู่ที่นี่ก่อนดีกว่า เผื่อหม่อมมีอะไรใช้ให้ผมไปทำ”

“งั้นก็…ขอบใจ” หม่อมอุ่นอรุณพึมพำหลังจากนิ่งไปพักใหญ่

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในความรู้สึกของผู้ที่รอคอย เวลาเพียงแค่หนึ่งนาที ยาวนานเหมือนหนึ่งปี

รอจนถึงสี่โมงเย็นการผ่าตัดของมะลิวัลย์ก็ยังไม่เสร็จ ทั้งหม่อมอุ่นอรุณและคุณหญิงฉัตรกนกรู้สึกอ่อนล้า แต่ก็ไม่อยากผละจากหน้าห้องผ่าตัดเดินไปไหน เพราะกลัวว่าถ้าหากคุณหมอออกมาแล้วจะไม่พบใคร เคราะห์ดีที่ตวงฤทธิ์อาสาอยู่ด้วย ชายหนุ่มจึงคอยวิ่งไปซื้อข้าวซื้อน้ำมาบริการ

จนกระทั่งเกือบจะสองทุ่มนั่นละ ที่ประตูห้องผ่าตัดเปิดกว้าง หมอเจ้าของไข้เดินออกมาแจ้งข่าวด้วยสีหน้าอิดโรย

“การผ่าตัดเรียบร้อยดีนะครับ”

คำพูดประโยคแรกของหมอ ทำให้ทั้งหม่อมอุ่นอรุณและคุณหญิงฉัตรกนกถอนใจยาวอย่างโล่งอก หากคำพูดประโยคถัดมากลับทำให้ทั้งสองใจแป้ว

“แต่อย่างที่ญาติพอจะทราบ…ตอนนี้เราผ่ากระสุนออกได้นัดเดียว อีกนัดยังผ่าไม่ได้ และนี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนไข้ยังไม่ฟื้น”

“แล้วมีโอกาสจะฟื้นไหมครับ” ตวงฤทธิ์ถามแทนทุกคน

“มีครับ” หมอพยักหน้า “สิ่งเดียวที่เราทำได้ในตอนนี้ ก็คือรอเวลาให้สมองยุบบวมเสียก่อน พอสมองยุบบวมแล้ว หมอจะลองตรวจคนไข้ดูอีกครั้ง…ถ้าโชคดี เราอาจจะสามารถผ่าเอากระสุนนัดที่สองออกได้”

“แล้วถ้าผ่าไม่ได้ล่ะคะ” คุณหญิงอดถามมิได้

“ถ้าผ่าไม่ได้ คนไข้อาจจะนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราไปเรื่อยๆ หรือถ้าฟื้นขึ้นมา ก็อาจจะจำอะไรไม่ได้” หมออธิบายอย่างใจเย็น

“โธ่…มะลิวัลย์” หม่อมอุ่นอรุณส่ายหน้า

“ยังไงเราต้องมีหวังนะครับ กำลังใจของคนไข้สำคัญมาก หมั่นมาเยี่ยมบ่อยๆ คนไข้จะได้มีกำลังใจ” คุณหมอปลอบ “ตอนนี้หมอบอกได้เพียงเท่านี้ก่อน รออีกสักวันสองวันเราค่อยประเมินกันใหม่ ใครจะรู้…ถึงตอนนั้นอาการของคนไข้อาจดีขึ้นมากกว่าในขณะนี้ก็เป็นได้”

“แล้วตอนนี้มะลิวัลย์อยู่ที่ไหนคะ” คุณหญิงฉัตรกนกชะเง้อมองไปทางด้านหลังของคุณหมอ

“คนไข้ยังนอนพักฟื้นอยู่ครับ ผ่าตัดเสร็จแล้วก็จริง แต่ก็ต้องสังเกตอาการใกล้ชิดอีกสักระยะ” หมอยังคงอธิบายอย่างใจเย็น “ออกจากห้องผ่าตัดก็จะส่งไปที่หอผู้ป่วยหนัก ญาติเฝ้าไม่ได้…หมอแนะนำว่าวันนี้กลับบ้านกันไปก่อน ถ้าอยากเยี่ยมคนไข้ พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ดีกว่า หอผู้ป่วยหนักเปิดให้เยี่ยมไข้ได้ตอนเที่ยง”

“ค่ะ” คุณหญิงฉัตรกนกยกมือขึ้นไหว้หมอ “ขอบคุณหมอมากนะคะ”

“ถ้าคืนนี้มีอะไรด่วน…ผมจะให้คุณพยาบาลติดต่อได้ที่ไหนครับ” หมอถามเสียงแผ่ว อาการของคนไข้ผ่าตัดสมองยากจะคาดเดา บางครั้งตอนที่ออกจากห้องผ่าตัดก็ยังดูดีๆ ครั้นพอผ่านไปอีกหนึ่งหรือสองชั่วโมง อาการก็อาจจะทรุดหนักได้โดยไม่มีสัญญาณเตือน

“ติดต่อผมดีกว่าครับ” ตวงฤทธิ์รีบอาสา เขาหันไปพยักหน้าให้หม่อมอุ่นอรุณและคุณหญิงฉัตรกนก ก่อนจะจดหมายเลขโทรศัพท์ลงในกระดาษแล้วยื่นส่งให้คุณหมอ

“โอเค” หมอพยักหน้า “พวกคุณกลับไปพักผ่อนกันได้แล้ว…หมอหวังว่าคืนนี้ทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดีนะครับ”

ขาดมะลิวัลย์ไปเสียคน โรงงานก็เต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง ด้วยเด็กสาวเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการติดต่อประสานงานกับลูกค้า ควบคุมการส่งผ้าให้ได้ตามกำหนด รวมไปถึงมีหน้าที่จัดการเรื่องเอกสารทุกอย่าง

แม้คุณหญิงฉัตรกนกจะรู้เรื่องงานทั้งหมดของโรงงานเป็นอย่างดี หากงานในส่วนของตนเองก็ล้นมือเสียจนไม่สามารถปลีกตัวไปทำในส่วนของมะลิวัลย์ได้

“หาเลขาใหม่” หม่อมอุ่นอรุณฟันธง “หญิงควรจะต้องหาเลขามาช่วยงานอีกสักคน”

“จะไปหาใครที่ไหนคะหม่อมย่า ใครจะรู้ใจหญิงและหม่อมย่า ทำงานคล่องแคล่วแม่นยำเท่ามะลิวัลย์ แบบนี้หาไม่ได้อีกแล้ว…หาไม่ได้จริงๆ” คุณหญิงฉัตรกนกนิ่วหน้า ตำแหน่งเลขาฯ เป็นตำแหน่งสำคัญ คนจะมาทำหน้าที่นี้นอกจากต้องฉลาดมีไหวพริบแล้ว ยังจะต้องซื่อสัตย์ และไว้ใจได้อีกด้วย

“ประกาศเอาสิ” หม่อมอุ่นอรุณว่า

เมื่อเที่ยงของวันนี้ เธอและหลานสาวเพิ่งไปเยี่ยมมะลิวัลย์มา หมอบอกว่าอาการหลังผ่าตัดของคนไข้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ สภาพร่างกายยังถือว่าคงที่ ไม่แย่ลง แต่ก็ไม่ดีขึ้น ดูท่าแล้วเด็กสาวคนนั้นจะไม่ฟื้นขึ้นมาง่ายๆ และถึงแม้ว่าวันหนึ่งมะลิวัลย์อาจจะฟื้นคืนสติขึ้นมา แต่ก็ต้องใช้เวลาฟื้นฟูสุขภาพอีกนาน

“ลงประกาศทั้งหนังสือพิมพ์และโฆษณาในวิทยุ ขี้คร้านจะมีคนมายื่นใบสมัครกันเต็มไปหมด ตอนนี้คนตกงานกันเยอะ เราจะได้มีโอกาสได้เลือกคนดีๆ ที่ถูกใจและมีความสามารถเหมาะกับงาน”

คุณหญิงฉัตรกนกเห็นด้วยกับหม่อมอุ่นอรุณ เธอรีบเรียกคุณเศวตมา และสั่งให้อีกฝ่ายรีบไปจัดการตามความประสงค์ของหม่อมย่า หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ก็มีคนส่งจดหมายมาสมัครงานมากมาย นอกจากจดหมายแล้วบางคนยังแวะมายื่นใบสมัครด้วยตัวเอง

คุณหญิงฉัตรกนกยังไม่ได้เรียกใครมาสัมภาษณ์ ในเบื้องต้นเธอจะคัดเลือกจากประวัติก่อน ถ้าเห็นใครถูกใจก็จะแยกเอาไว้ แล้วค่อยนัดหมายมาพูดคุยกันในภายหลัง

หากทว่า จนบัดนี้ก็ยังไม่มีใครที่ถูกใจ

“ไม่มีใครน่าสนใจเลยค่ะ” คุณหญิงฉัตรกนกว่า เธอวางจดหมายสมัครงานในมือลง ตั้งแต่เช้าเธออ่านจดหมายพวกนี้มาไม่ต่ำกว่ายี่สิบฉบับแล้ว

“ที่มีประสบการณ์ก็อายุมากไป ที่อายุกำลังดีก็ไม่เคยทำงานเลขานุการมาก่อน ดูแล้วไม่น่าจะเหมาะกับงานของเรา เท่าที่หญิงอ่านจากจดหมายพวกนี้…ยังใช้ไม่ได้สักคนค่ะ”

“มีใครที่พอขัดเกลาได้ไหม มะลิวัลย์ยังไม่ฟื้น ไม่รู้จะนอนเป็นเจ้าหญิงนิทราแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน…เรารอไม่ได้หรอกนะหญิง” หม่อมอุ่นอรุณว่า

“หญิงว่าไม่ควรเรียกมาสัมภาษณ์ เสียเวลาเปล่า ดูไม่มีใครเหมาะใจเลยสักคน” คุณหญิงฉัตรกนกส่ายหน้า

“แต่ย่าว่าคนนี้น่าสนใจนะ ไอ้แก่นเพิ่งเอาใบสมัครมาให้” หม่อมอุ่นอรุณวางจดหมายอีกหนึ่งฉบับที่แก่นถือเข้ามาให้

ลูกสมุนคนสนิทของคุณหญิงเปลวกนกบอกกับหม่อมอุ่นอรุณว่าผู้หญิงคนนี้มายื่นจดหมายสมัครงานด้วยตัวเอง และยังนั่งรออยู่ที่ห้องรับแขกทางด้านหน้า

“หญิงจะลองอ่านดูสักหน่อยไหม”

ผู้สูงวัยยื่นจดหมายในมือให้ และคุณหญิงฉัตรกนกก็รับมาอ่าน ในตอนแรกเธอก็ไม่ค่อยสนใจนัก หากเมื่ออ่านประวัติจนจบ ดวงตากลมโตของเธอก็เบิกกว้าง

“ดวงสุดา วีรจันทร์” คุณหญิงฉัตรกนกพึมพำชื่อเจ้าของจดหมายสมัครงานฉบับนั้น

“เป็นอย่างไรล่ะ…น่าสนใจใช่ไหม” หม่อมอุ่นอรุณเลิกคิ้วจ้องมองหลานสาว

ดวงสุดาเขียนมาในจดหมายว่า เธอเรียนจบคอนแวนต์มาจากเชียงใหม่ สามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี เคยทำงานเป็นเลขานุการของบริษัทฝรั่งมาสองสามแห่ง มีความสามารถพิเศษคือยิงปืน ขี่ม้า และขับรถยนต์ได้

ที่สำคัญ เธอเรียกเงินเดือนต่ำมาก

“ถ้าทำได้จริงอย่างที่เขียนมา…หญิงว่าเราตั้งเงินเดือนให้มากกว่าที่เรียกมาอีกสองเท่า ก็ยังคุ้ม” คุณหญิงฉัตรกนกนิ่งคิดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเอื้อมมือไปสั่นกระดิ่งที่อยู่บนโต๊ะ ครั้นพอแก่นวิ่งเข้ามาในห้อง เธอก็ออกคำสั่งว่า

“แก่น…เธอช่วยไปเชิญผู้หญิงที่ชื่อดวงสุดา บอกให้มาพบฉันและหม่อมย่าหน่อย…ฉันอยากสัมภาษณ์งานตอนนี้เลย…”

 

ดวงสุดา วีรจันทร์ เป็นหญิงสาวอายุ ๒๘ ปี ผิวขาว ผมยาวรวบไว้เป็นระเบียบ ดวงหน้าของเธอเรียวรูปไข่ ดวงตาคู่คมดำขลับ แลดูลึกล้ำราวกับก้นบ่อน้ำลึกที่มองไม่เห็นก้น

เธอแต่งกายเรียบร้อย สวมเสื้อลินินสีขาว และกระโปรงยาวสีน้ำตาลอ่อน แลดูเหมือนก้าวออกมาจากแมกกาซีนต่างประเทศ แวบแรกที่ได้เห็น คุณหญิงฉัตรกนกบอกได้ทันทีว่าหญิงสาวผู้นี้สวย และมีรสนิยมในการแต่งกายที่ดีเลิศ

“ไหนลองเล่าเรื่องตัวเธอให้ฟังหน่อยสิ” หม่อมอุ่นอรุณเริ่มเปิดบทสนทนาขึ้น หลังจากที่อีกฝ่ายแนะนำตัวเสร็จเรียบร้อย

“ก็อย่างที่ดิฉันเขียนมาในจดหมายสมัครงานละค่ะ” ดวงสุดาหัวเราะเสียงแผ่ว “ดิฉันเรียนจบมาจากคอนแวนต์ ฟัง พูด และเขียนภาษาอังกฤษได้ดีมาก สามารถอ่านและเขียนภาษาเยอรมันกับฝรั่งเศสได้นิดหน่อย เลยไม่ได้กรอกลงมาในใบสมัคร เพราะไม่ต้องการจะอวดอ้างสรรพคุณของตัวเอง ดิฉันคิดว่าความสามารถด้านภาษาที่มี จะช่วยสนับสนุนให้กิจการโรงพิมพ์ผ้าก้าวหน้าไปได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะถ้าหม่อมมีแผนการจะขยายตลาดผ้าไปขายในประเทศเพื่อนบ้านหรือยุโรป”

ดวงสุดาพูดจาฉะฉาน มั่นใจ คุณสมบัติที่เธอเล่าออกมานั้น ทำให้ผู้ฟังถึงกับอ้าปากค้าง

“ดิฉันเป็นเด็กกำพร้า ตัวคนเดียวมาตั้งแต่เกิด ไม่มีครอบครัว จึงสามารถทำงานหนัก เลิกงานดึกได้ ไม่มีภาระอะไรให้ต้องเป็นห่วง สามารถขับรถได้ วันไหนที่หม่อมและคุณหญิงอยากจะไปไหนมาไหน อยากได้คนขับรถผู้หญิงที่ไว้ใจได้ ก็สามารถเรียกใช้ดิฉันได้”

“เหตุผลที่เธอออกจากงานที่เก่าล่ะ” หม่อมอุ่นอรุณถามต่อ “ทำงานดีขนาดนี้ ความสามารถสูงแบบนี้ นายจ้างเก่าไม่เสียดายหรือ”

“นายจ้างเก่าของฉันเป็นคนเยอรมัน หลังจากย้ายกลับประเทศไป บริษัทแต่งตั้งคนสยามขึ้นมาเป็นผู้จัดการแทน” ดวงสุดาเล่าด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ไม่แสดงความรู้สึกชอบหรือชังออกมาให้เห็น “ฉันเคยทำงานกับฝรั่งมาตลอด ไม่คุ้นชินกับคนสยาม วิธีการทำงานเข้ากันไม่ได้ ดิฉันเลยตัดสินใจลาออกมา หลังจากลาออกก็ได้เงินมาก้อนหนึ่ง ดิฉันใช้เงินก้อนนั้นท่องเที่ยวไปหลายประเทศ ตอนนี้เงินหมด ก็เลยมองหางานใหม่ค่ะ”

“ดูเหมือนเธอไม่ชอบทำงานกับคนสยาม” คุณหญิงฉัตรกนกเริ่มชอบความตรงไปตรงมาของอีกฝ่าย จะไม่ชอบอยู่อย่างเดียวก็คือดวงตาที่ดูล้ำลึกจนอ่านไม่ออกว่าดวงสุดากำลังคิดอะไรอยู่ “แล้วเธอมาสมัครงานที่นี่ทำไม”

“เพราะดิฉันคิดว่า อยู่ที่นี่มีโอกาสก้าวหน้าสูง” ดวงสุดาตอบแล้วนิ่งไปนิดหนึ่ง รอดูว่าหม่อมอุ่นอรุณหรือคุณหญิงฉัตรกนกจะมีคำถามอะไรหรือไม่ ครั้นพอเห็นอีกฝ่ายไม่ถามอะไร เธอจึงเล่าต่อไปว่า

“ดิฉันไม่เคยมีเจ้านายเป็นผู้หญิง…ดิฉันได้ทราบว่าโรงงานแห่งนี้เกิดขึ้นด้วยความตั้งใจของหม่อมอุ่นอรุณ และมีคุณหญิงฉัตรกนกเป็นผู้จัดการใหญ่…ผู้หญิงเก่งสองคนลุกขึ้นมาทำกิจการใหญ่โตย่อมไม่ธรรมดา และนี่หมายความว่า โรงงานแห่งนี้จะต้องสนับสนุนผู้หญิงให้ได้แสดงออกซึ่งความสามารถของตัวเอง”

“พร้อมเริ่มงานได้เมื่อไหร่” คุณหญิงฉัตรกนกถามด้วยความพึงพอใจ

“คะ” คราวนี้ดวงสุดาเป็นฝ่ายชะงักไปบ้าง “คุณหญิงถามว่าอะไรนะคะ”

“ฉันถามว่าพร้อมเริ่มงานเมื่อไหร่” คุณหญิงฉัตรกนกอมยิ้ม และหม่อมอุ่นอรุณก็พลอยอมยิ้มไปด้วยอีกคน

“หมายความว่าดิฉันได้งานแล้วหรือคะ” ดวงตาของดวงสุดาเบิกกว้าง

“ถ้าฉันเป็นเธอ ฉันจะไม่ถามคำถามนี้” คุณหญิงฉัตรกนกว่า “กลับไปได้แล้ว…พรุ่งนี้เช้าพบกัน ที่นี่เริ่มงานแปดโมงเช้า…ช่วยมาให้ตรงเวลาด้วยล่ะ”

Don`t copy text!