ฉัตรกนก บทที่ 20 : หายไปไหน!

ฉัตรกนก บทที่ 20 : หายไปไหน!

โดย : พงศกร

ฉัตรกนก นวนิยายสืบสวนสอบสวน โรแมนติก จากซีรี่ส์คุณหญิงยอดนักสืบ โดย พงศกร นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ กับเรื่องราวของโรงพิมพ์ผ้าตราฉัตรกนกที่กำลังเป็นที่นิยม เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้น โดยมีชายลึกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง…ชายผู้ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นฆาตกรหรือโจรขโมยหัวใจกันแน่

……………………………………………………………….

-20-

แสงจันทร์ที่กระจ่างอยู่บนฟ้า ส่องไล้สรรพสิ่งบนโลกยามราตรีให้แลดูแปลกตาไปจากยามกลางวัน คุณหญิงฉัตรกนกจ้องมองโรงงานพิมพ์ผ้าของเธอราวกับต้องมนตร์

ไม่บ่อยครั้งนักหรอกที่ตึกรูปทรงโคโลเนียลตามแบบสมัยนิยมมีโดมอยู่ตรงกลาง ทางด้านหน้าเป็นสำนักงานและห้องแสดงสินค้า ด้านหลังคือส่วนโรงงานที่ประกอบไปด้วยฝ่ายต่างๆ ตั้งแต่ห้องเครื่องจักรพิมพ์ผ้า ไปจนถึงห้องซักรีดและลงแป้งก่อนจะส่งผ้าถึงมือลูกค้า

ฝ่ายต่างๆ ตั้งรายเรียงกันอยู่รอบสวนดอกไม้ที่อยู่กึ่งกลาง ลักษณะของโรงงานปลูกเป็น Court ที่มีสวนอยู่ตรงกลางแบบคฤหาสน์อังกฤษในยุค Edwardian เหตุเพราะสถาปนิกที่ออกแบบเป็นชาวอังกฤษ

คุณหญิงฉัตรกนกชอบโรงงานของเธอ

ที่นี่เหมือนกับบ้านหลังใหญ่มากกว่าโรงงานอุตสาหกรรม สวนสีเขียวสร้างความผ่อนคลายให้คนงาน เธอจัดให้มีห้องอาหารและห้องนั่งเล่นเป็นสัดส่วน นอกเหนือจากเวลารับประทานอาหารกลางวันแล้ว คุณหญิงยังอนุญาตให้คนงานทุกคนสามารถเบรกจากงานมานั่งพักผ่อนได้วันละครึ่งชั่วโมง เธออ่านบทความในแมกกาซีนต่างประเทศและเชื่อในข้อมูลที่มีผู้วิจัยค้นคว้าว่าการอนุญาตให้พนักงานที่ทำงานเครียดมาตลอดทั้งวัน ได้มีเวลาพักผ่อนระหว่างวันบ้าง วิธีการนี้จะช่วยเพิ่มผลผลิตของงานได้ดีกว่าการเร่งรัดให้พวกเขาทำงานหนัก

นอกจากนี้ในโรงงานยังมีห้องสมุดสำหรับให้คนงานมานั่งอ่านหนังสือ หรือขอยืมหนังสือกลับไปอ่านที่บ้านได้อีกด้วย ห้องสมุดของโรงงานตั้งอยู่บนชั้นสอง จากระเบียงหน้าห้องสมุดมองลงมา จะสามารถเห็นศาลากลางสวนได้ชัด

หนังสือในห้องสมุดส่วนมากแล้วเป็นนวนิยายที่หม่อมอุ่นอรุณอ่านจนจบแล้ว และนำมาแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่านด้วย คนงานที่ชอบอ่านนวนิยายส่วนมากเป็นคนงานผู้หญิง นอกจากนี้ในห้องสมุดยังมีนิทานรูปภาพสวยๆ ของคุณหญิงเชิญกนกที่หม่อมกนกอรแบ่งมาให้ หนังสือพวกนี้คนงานชอบขอยืมไปอ่านให้ลูกหลานฟัง จึงนับว่าโรงงานพิมพ์ผ้าฉัตรกนก เป็นแหล่งความรู้ย่อมๆ สำหรับทุกคนในครอบครัว

“บรรยากาศยามกลางคืนนี่เหมือนมีมนตร์ขลังนะครับ” จอดรถเสร็จเรียบร้อย ตวงฤทธิ์ก็อ้อมมาจะเปิดประตูให้คุณหญิงฉัตรกนก หากไม่ทัน เพราะคุณหญิงชิงเปิดประตูแล้วก้าวลงมาเองเสียก่อน เขาสังเกตเห็นสายตาของราชนิกุลสาวที่จ้องมองดูอาคารสีไข่ไก่ตรงหน้า เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

“แสงจันทร์ทำให้ข้าวของที่เรามองเห็นในยามกลางวัน ดูงดงามแตกต่างไปจากเดิม”

“ค่ะ” คุณหญิงพยักหน้า และดึงตัวเองกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงอย่างรวดเร็ว “ถ้าไม่มีเหตุฆาตกรรมก็คงจะดี…เรื่องร้ายๆ ทำลายจินตนาการและความงามของสถานที่ลงไปเยอะเลยนะคะ”

“ทุกอย่างอยู่ที่ใจของเรามากกว่า” ตวงฤทธิ์เถียง “โลกใบนี้มีทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เรื่องร้ายก็มีแง่มุมดีๆ ของมันเหมือนกัน”

“ดียังไงคะ มีคนตายและเรายังไม่รู้ว่าใครคือฆาตกร” คุณหญิงฉัตรกนกถอนใจ

“ข้อดีคือทำให้ผมมีโอกาสได้ดูแลคุณหญิงอย่างใกล้ชิดมากขึ้นยังไงเล่าครับ” ตวงฤทธิ์หัวเราะเบาๆ

“ขี้ตู่” คุณหญิงฉัตรกนกหน้าแดง “ใครเรียกร้องกัน…นายอาสามาดูแลฉันเอง ฉันไม่ได้ขอร้องสักหน่อย”

“ไม่ต้องขอร้อง ผมก็ต้องมาดูแลครับ…ยิ่งมะลิวัลย์ได้รับอันตราย ยิ่งทำให้ผมกังวล” สีหน้าของตวงฤทธิ์ดูหนักใจ “ผมอาจจะคิดมากเกินไป แต่ผมรู้สึกว่าเรื่องร้ายๆ ทุกอย่างเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น…คุณหญิงไม่ควรไว้ใจใคร ไปไหนมาไหน ควรให้ผมไปเป็นเพื่อนนะครับ”

“ฉันไม่กลัว” คุณหญิงฉัตรกนกเม้มริมฝีปากด้วยท่าทางถือดี “ไม่มีใครกล้าทำอะไรฉันหรอก…ฉันน่ะเป็นถึงธิดาของหม่อมเจ้าเปรมปุษาณเชียวนะ…อย่าลืมสินายฤทธิ์”

“ครับ ผมไม่ลืมหรอกว่าท่านพ่อของคุณหญิงเป็นที่เคารพนักถือของคนทั้งพระนคร” ตวงฤทธิ์ถอนใจ “แต่คุณหญิงก็อย่าลืมว่าคุณหญิงวิศวาฯ ก็เป็นภริยาของพระยาวิศวาฯ ผู้มีอำนาจและคุมทหารอยู่ในมือตั้งมากมาย แล้วยังไงครับ…โดนเข้าไปโป้งเดียว ตายแหงแก๋”

“เถอะ…ฉันสัญญาว่าจะคอยระวังตัว” คุณหญิงฉัตรกนกตัดบท ก่อนจะหันไปยิ้มให้กับแขกยามที่วิ่งมายืนเตรียมพร้อมรอรับคำสั่ง

“คุณหญิง…คุณฤทธิ์ มีธุระอะไรหรือเปล่าครับ”

สายตาของแขกหนุ่มมองมาด้วยความประหลาดใจ ด้วยไม่คิดว่าเจ้านายจะย้อนกลับมาโรงงานในยามวิกาลเช่นนี้

“ไม่มีอะไรซิงค์…ฉันย้อนมาจัดการธุระเรื่องผ้านิดหน่อย ซิงค์ไปเดินตรวจโรงงานเถิด ไม่ต้องห่วง”

คุณหญิงฉัตรกนกโบกมือให้แขกยามกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง จากนั้นก็หยิบกุญแจประตูหน้าขึ้นมาไข และเดินนำหน้าตวงฤทธิ์เข้าไปเป็นคนแรก

แกร๊ก…

ได้ยินเสียงเหมือนอะไรขยับอยู่ข้างในโรงงาน คุณหญิงฉัตรกนกหันไปทางตวงฤทธิ์ เห็นสีหน้าประหลาดใจของอีกฝ่าย ก็รู้ว่าเขาได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน

“ใครน่ะ มีใครอยู่ในนี้”

ตวงฤทธิ์ตะโกนถาม เขาเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟ เมื่อแสงภายในโรงงานสว่างไสว ลองกวาดสายตามองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นว่ามีใครหรือผู้ใดอยู่ในบริเวณนั้น นอกจากหนูตัวโตเท่าแมวสองสามตัววิ่งหนีไปด้วยท่าทางหวาดกลัว

“สงสัยจะหนูน่ะครับคุณหญิง” ตวงฤทธิ์ถอนใจด้วยความโล่งอก

“ดึกป่านนี้ ไม่มีใครแล้วละค่ะ” คุณหญิงฉัตรกนกว่า

“ถ้างั้นผมเข้าไปห้องผ้า เตรียมผ้าลายกุหลาบของท่านหญิงฉวีนารีไว้ให้” ตวงฤทธิ์อาสา เพราะห้องเก็บผ้าที่พิมพ์เสร็จแล้วอยู่ด้านในสุดของโรงงาน “คุณหญิงไปแก้เอกสารในออฟฟิศแล้วรอผมอยู่ที่นั่นนะครับ”

“ตกลงตามนั้น” คุณหญิงฉัตรกนกว่า เวลาเลยล่วงไปจวนจะเที่ยงคืนอยู่รอมร่อ ถ้าไม่แยกกันทำงาน สงสัยจะกลับถึงวังหลังตีสองแน่ๆ

ตวงฤทธิ์สืบเท้ายาวๆ เดินเลาะเรื่อยตามระเบียงมุ่งหน้าไปทางห้องผ้า ส่วนคุณหญิงฉัตรกนกก็หันหลังกลับ เดินมุ่งหน้าไปทางสำนักงาน เอื้อมมือไปไขกุญแจ หากพบว่าประตูห้องไม่ได้ล็อกเอาไว้

“เอ๊ะ…”

คุณหญิงนิ่วหน้า นึกในใจว่าดวงสุดาช่างไม่รอบคอบเอาเสียเลย พรุ่งนี้จะต้องเตือนสักหน่อยว่าก่อนกลับบ้านอย่าลืมล็อกห้อง เพราะในสำนักงานมีเอกสารสำคัญหลายอย่าง

หน้าต่างห้องสำนักงานเปิดแง้มเอาไว้ ลมเย็นจากภายนอกที่พัดเข้ามา ก่อให้เกิดความรู้สึกหนาวยะเยือกโดยไม่มีเหตุผล คุณหญิงฉัตรกนกได้กลิ่นหอมหวานเอียนๆ ของอะไรบางอย่างลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอณูอากาศ

มือเรียวยาวเอื้อมไปกดสวิตช์เปิดไฟ พร้อมกันนั้นก็เกิดความรู้สึกเย็นสันหลังวูบ ราวกับมีใครบางคนกำลังจ้องมองเธออยู่

ครั้นเมื่อแสงไฟส่องสว่าง คุณหญิงรีบกวาดสายตาสำรวจมองไปรอบๆ ห้อง ก็ไม่พบว่ามีสิ่งใดผิดปกติ…ความเงียบและความมืดอาจเล่นตลก ทำให้เธอรู้สึกหวาดระแวงขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล

คิดได้ดังนั้น คุณหญิงฉัตรกนกก็พอจะโล่งใจขึ้นมาได้ เธอจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงาน เปิดลิ้นชักหยิบเอาเอกสารสั่งซื้อของหม่อมเจ้าหญิงฉวีนารีขึ้นมาแก้ไขรายละเอียด

ใช้เวลาไม่นานมากนักก็แก้ไขเอกสารเรียบร้อย นั่งรออยู่พักใหญ่ตวงฤทธิ์ก็ยังไม่กลับมา…แน่ละ การตรวจสอบความเรียบร้อยของผ้าพิมพ์คงต้องใช้เวลาพอสมควร เขาคงยังไม่ได้กลับมาเร็วๆ นี้ ดวงตาคู่คมเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง เห็นว่าเพิ่งผ่านไปแค่สิบนาที หากเป็นสิบนาทีที่ยาวนานราวกับชั่วโมง

ร่างสูงโปร่งลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาอยู่ภายในห้อง ครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในโรงงาน และในตอนนั้นเองที่เธอนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

คุณหญิงฉัตรกนกเห็นว่าพอจะมีเวลาก่อนที่ตวงฤทธิ์จะกลับมา จึงเอื้อมมือผลักประตูสำนักงาน แล้วเดินย้อนกลับเข้าไปในโรงงาน

…ท่ามกลางความสลัวรางของดวงไฟแรงเทียนต่ำ และรัตติกาลอันเงียบสงัดจนเกือบจะวังเวง…

ตวงฤทธิ์นั่งจ้องมองผ้าไหมสีงาช้างด้วยความรู้สึกทึ่งแกมตื่นตะลึง เพราะลวดลายอันละเอียดและคุณภาพการพิมพ์ที่ดีเยี่ยม ทำให้ลวดลายที่ปรากฏตรงหน้างดงามราวกับชะลอเอาสวนกุหลาบมาปักลงไปบนผืนผ้า

ลวดลายอ่อนช้อยนั้นเป็นฝีมือวาดภาพสีน้ำของคุณหญิงฉัตรกนก

ก่อนหน้าจะปลอมตัวเป็น ‘ฤทธิ์ ชาติสยาม’ เข้ามาสืบข้อมูลในโรงงาน เขาได้ยินมานานแล้วว่า เหตุผลหนึ่งที่ลายผ้าของโรงงานฉัตรกนกเป็นที่ถูกใจบรรดาสาวน้อยสาวใหญ่ในพระนคร ก็เพราะฝีมือการออกแบบของ ม.ร.ว.ฉัตรกนก เกษกนก นั่นเอง

แรกทีเดียวเขาก็ไม่นึกว่าคุณหญิงฉัตรกนกจะมีฝีมือขนาดนี้ ครั้นเมื่อได้มาคลุกคลีอยู่ในโรงงาน ตวงฤทธิ์จึงได้เห็นว่าคุณหญิงของเขามีพรสวรรค์ในด้านวาดเขียนอย่างหาตัวจับยาก

คุณหญิงของเขา…

ตวงฤทธิ์นึกถึงคำนี้แล้วก็อดจะหัวเราะเบาๆ ในลำคอมิได้

ใครจะคิดว่าการปลอมตัวเข้ามาสืบหาข้อมูลจดหมายข่มขู่ในครั้งนี้ จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล

แวบแรกที่ได้สบตากับคุณหญิงฉัตรกนก ตวงฤทธิ์รู้ได้ในทันใดนั้นว่าอาการของ ‘รักแรกพบ’ นั้นเป็นเช่นไร

เขาเป็นผู้ชาย ไม่เคยเชื่อเรื่องแบบนี้

แล้วยังไง…ให้ตายเถอะ มันเกิดขึ้นแล้วกับตัวเอง!

ตอนเรียนวิศวกรรมอยู่ต่างประเทศ เคยออกเดตกับผู้หญิงมาไม่น้อย หากไม่เคยมีใครทำให้หัวใจของเขาเต้นไม่เป็นส่ำเท่าคุณหญิงฉัตรกนกมาก่อน

เขาเองก็คิดว่าคุณหญิงรู้สึกเหมือนกัน แต่เพราะเป็นสตรี เธอจึงมิอาจแสดงออกมาให้เห็นได้

แต่กระนั้นภาษาร่างกายก็หลอกกันไม่ได้

ตวงฤทธิ์เห็นสีหน้า แววตา และอากัปกิริยาต่างๆ ของอีกฝ่าย ที่มีท่าทีบอกให้รู้ว่าคุณหญิงฉัตรกนกเองก็ให้ความสนใจเขาไม่น้อย ครั้นพอเกิดวิกฤตการณ์ต่างๆ ขึ้นกับโรงงานพิมพ์ผ้าทั้งสองแห่ง ความใกล้ชิดของเขาและเธอก็เพิ่มมากขึ้น

หากมาถึงตอนนี้ ตวงฤทธิ์ก็เริ่มมีความกังวลใหม่เข้ามาแทนที่

เขาเป็นลูกชายคนเดียวของนายตาบ เง็กชวน คนจีนโพ้นทะเลที่รอนแรมร่อนเร่มาก่อร่างสร้างตัวในสยาม ขณะที่คุณหญิงฉัตรกนกคือหม่อมราชวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ฐานันดรของเธอและเขาแตกต่างกันมากมายนัก ความรักระหว่างเขาและเธอจะเป็นไปได้อย่างไร…ตวงฤทธิ์แลเห็นอุปสรรคมากมายรออยู่ข้างหน้า…

แต่นั่นเป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้ไม่ใช่เวลาคิดถึงเรื่องอื่น สิ่งสำคัญคือเขาต้องรีบตรวจสอบผ้าพิมพ์ที่หม่อมเจ้าหญิงฉวีนารีจะส่งคนมารับวันพรุ่งนี้ให้เสร็จ

ที่จริงหน้าที่นี้ไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่ลองดูก็ไม่น่ายาก เขาเคยเห็นมะลิวัลย์และคนงานผู้หญิงช่วยกันตรวจสอบผ้าก่อนจะส่งลูกค้ามาแล้วหลายครั้ง สิ่งสำคัญคือลายที่ปรากฏบนผืนผ้าจะต้องครบสมบูรณ์ สีสันไม่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน ชายผ้าจะต้องเรียบและไม่มีตำหนิ เมื่อคลี่ออกกาง ผืนผ้าจะต้องสมบูรณ์ทั้งผืน ไม่มีร่องรอยแหว่งวิ่น

ฟังดูเหมือนง่ายๆ หากสำหรับคนที่ไม่ชำนาญนั้นกลับยากและต้องใช้เวลานานกว่าปกติ ตวงฤทธิ์คิดว่าให้เขาไปตรวจสอบเครื่องจักรยังจะง่ายเสียกว่า แต่ที่รับอาสาเพราะเขาไม่อยากให้คุณหญิงต้องมาเดินในที่มืดตามลำพัง ให้เธอแก้ไขเอกสารแล้วนั่งรอเขาอยู่ในสำนักงานสบายๆ จะดีกว่า

ตรวจสอบผ้าทั้งหมดอยู่นานเกือบหนึ่งชั่วโมง ตวงฤทธิ์ก็พบว่าผ้าทั้งหมดเรียบร้อยสมบูรณ์ดี เขาพับผ้าทุกผืนและบรรจุลงในกล่องด้วยความประณีต จากนั้นก็หอบกล่องผ้าเดินย้อนกลับไปหาคุณหญิงฉัตรกนกที่สำนักงาน ตามที่ได้นัดแนะเอาไว้

เพียงเพื่อจะพบกับความว่างเปล่า!

“คุณหญิง”

ตวงฤทธิ์รีบวางกล่องผ้าลงบนโต๊ะ ร่างสูงใหญ่เดินสำรวจไปรอบๆ ห้องด้วยความประหลาดใจ

ห้องทำงานยังเปิดไฟสว่าง หน้าต่างแง้มเอาไว้เล็กน้อย สายลมเย็นจากภายนอกพัดผ่านมาเป็นระยะ

“คุณหญิงอยู่ไหนครับ”

เขาร้องเรียก หากไม่มีเสียงตอบมาจากซอกมุมใด

…หรือจะอยู่ในห้องน้ำ…

ตวงฤทธิ์ถือวิสาสะเคาะประตูห้องน้ำ เมื่อไม่มีเสียงตอบดังมาให้ได้ยิน เขาก็ลองผลักประตูเปิดเข้าไป…

ภายในห้องน้ำก็ว่างเปล่า…

เอกสารสั่งซื้อผ้ายังวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ตวงฤทธิ์เดินไปชะโงกดูก็พบว่า มีลายมือของคุณหญิงฉัตรกนกแก้ไขเอาไว้เรียบร้อย แต่ตัวคุณหญิงกลับหายไป

หรือเธอจะกลับวังไปแล้ว…

เป็นไปไม่ได้

ก็นัดกันเอาไว้มั่นเหมาะว่าให้รอ คุณหญิงไม่มีทางกลับไปก่อนแน่

…เกิดเรื่องแน่แล้ว…

ตวงฤทธิ์ใจสั่นด้วยความประหวั่น นึกโทษตัวเองว่าไม่น่าเลย…ไม่น่าทิ้งคุณหญิงฉัตรกนกเอาไว้คนเดียวเลย

Don`t copy text!