ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 12 : วาสนาที่มาแบบไม่นึกฝัน

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 12 : วาสนาที่มาแบบไม่นึกฝัน

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 12 –

เช้าวันรุ่งขึ้น ทางหอจันทร์เสี้ยวหยุดให้บริการอาหารหนึ่งวัน แต่แขกที่ติดค้างในนี้จะได้อาหารในการเลี้ยงงานแต่งโดยไม่คิดค่าบริการ ชุดแต่งงานที่ถูกตัดเย็บอย่างประณีตเป็นของท่านแม่เอง ไม่น่าเชื่อว่าผ่านกาลเวลามาเกือบสิบหกปีมันจะดูเหมือนใหม่อยู่

ท่านยายน้อยต้องเลื่อนการเดินทางไปยังเมืองหลวงอีกสองวัน ท่านบอกว่าอยากจัดการงานแต่งของข้าให้เรียบร้อยก่อน ท่านตาของข้าดีใจมากกับการแต่งงานครั้งนี้ ถึงขนาดเกณฑ์คนที่มีทั้งหมดในเรือนใหญ่ มาช่วยท่านแม่ตระเตรียมงาน งานแต่งงานของข้าถูกจัดใหญ่คล้ายกับเป็นงานเทศกาลโคมไฟประจำปีก็ว่าได้ ท่านแม่มองหน้าเหมือนดั่งเช่นทุกครั้ง มือที่ผอมแห้งลูบใบหน้าที่ถูกแต่งไว้พลางเอ่ยเสียงสั่นรัว

“สิบหกปีก่อนแม่ก็ตัวเท่ากับเจ้า พอมาเห็นเจ้ามาอยู่ในชุดแต่งงาน แม่ได้แต่คิดว่าตัวเองฝันไปหยิกตัวเองสองสามครั้งถึงรู้ว่านี่คือความจริง”

“แล้วข้าสวยไหมคะ ท่านแม่อย่าโกหกข้านะ”

“สวยมากลูก เจ้าดูสวยแปลกตาเมื่อได้แต่งชาดแต้มสี ต่อไปเมื่อไปอยู่ที่นั่นต้องทำตัวดีๆนะ แม่จะให้อี้เหลียนไปอยู่เป็นเพื่อน เจ้าควรมีบ่าวไพร่ไว้ใช้สอยบ้าง คนทางนั้นจะได้ไม่ดูถูกเรา เงินสามหีบนี่แม่ให้เจ้าติดตัวไว้ใช้ ขาดเหลืออะไรส่งข่าวผ่านสหายของท่านตา แม่จะส่งเงินทองข้าวของไปให้”

ท่านแม่พูดท่านไม่ยอมสบตาของข้า ยิ้มบางๆของท่านทำให้ข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก

“ข้าเป็นห่วงท่านแม่ค่ะ ไม่อยากไปจากที่นี่ ใครจะช่วยท่านแม่คะ ให้พี่อี้เหลียนอยู่ที่นี่เถิด กว่าจะฝึกเด็กใหม่ให้เป็นงานต้องใช้เวลาหลายปีเป็นอย่างต่ำ”

“แต่ข้ากลัวท่านแม่จะเหนื่อย”

“ไม่เป็นไรหรอกลูก อี้เหลียนเขาคงไม่สบายใจถ้าไม่ได้ตามลูกไป อีกอย่างก็เลี้ยงดูกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ถ้าไม่ตามไปคงเหี่ยวเฉาเหมือนดอกไม้ถูกน้ำร้อนรด ให้นางไปกับเจ้าแม่ก็เบาใจไปได้เยอะ อย่างน้อยอี้เหลียนก็รักเจ้าโดยไร้เงื่อนไข นางเป็นคนไม่กี่คนที่แม่วางใจ”

ท่านแม่เอ่ยเสียงขาดเป็นห้วงๆ ข้าโผเข้าไปกอดท่าน และพยายามเหลือเกินที่จะไม่ร้องไห้

“แต่ข้าก็ทำไม่ได้ ข้าจะรีบกลับมาค่ะ ข้าจะไม่ปล่อยให้ท่านแม่ต้องเหงาแบบนี้ ข้าไม่อยากแต่งงานเลย ข้ากลัว”

“อย่ากลัวเลยลูก ชายหญิงเกิดมาก็ต้องมีคู่ บางทีท่านชายเจินอาจจะดูแลเจ้าได้ดีก็ได้ เจ้าเห็นรอยยิ้มของท่านตา ท่านยาย ท่านยายน้อยไหม ทุกคนมีความสุขที่เห็นเจ้าได้แต่งงาน แม้แต่ท่านพ่อของเจ้าก็เหมือนกัน” ท่านแม่ออมเสียงพลางจัดแต่งช้องผมให้ข้านัยน์ตาร้าวราน ข้าเห็นท่านเบือนหน้าไปเช็ดน้ำตาพลางเอ่ย

“อย่าได้ห่วงแม่เลย แม่อยู่ได้…แค่เห็นเจ้าไปได้ดี มีคนรักเจ้าแม่ก็มีความสุขแล้ว และหวังว่าครอบครัวสามีของเจ้าคงต้อนรับเจ้าด้วยความอบอุ่น”

“ท่านแม่เจ้าขา”

ข้าสะอื้นไห้ในอก ท่านกอดข้าอีกครั้งก่อนจะผละตัวออก เสียงของบ่าวรับใช้แว่วมาว่าขบวนเจ้าบ่าวที่ท่านเจ้าเมืองหลินอันรับเป็นเถ้าแก่ฝ่ายชายได้มาถึงแล้ว ข้ามองดวงตาแสนเศร้าของท่านแม่ ก่อนจะถูกท่านคลุมผ้าสีแดงให้ตามประเพณี

เสียงคนกล่าวแสดงความยินดีมากมาย ข้าได้ยินเสียงท่านพ่อกล่าวขอบคุณแขกเหรื่อที่มาในงาน ในพิธีแต่งงานที่ผู้หญิงใฝ่ฝันควรจะเป็นเช่นใดนะ ข้าได้แต่ยืนนิ่งๆ รอให้พิธีดังกล่าวผ่านไป แต่เมื่อผ้าคลุมหน้าของข้าถูกเปิดออกอิสรภาพของข้าคงจะหมดลงอีกเช่นกัน

“เป็นวาสนานัก แม่นางเหลียนฮวาได้เป็นถึงสะใภ้ของปาเสียนอ๋อง ต่อไปตระกูลจางกับตระกูลโม่ต้องถูกนับว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ ข้าล่ะให้ดีใจแทนจริงๆ ข้าขอคารวะให้ท่านด้วยพี่สาว”

เสียงสตรีผู้หนึ่งเอ่ยข้าเดาได้จากเสียงไม่ยาก นั่นคือ ภรรยาอีกคนของบิดาข้านั่นเอง ให้ตายเถิด..คำดังกล่าวออกมาจากก้นบึ้งหัวใจนางจริงๆ หรือเนี่ย ข้าไม่อยากจะเชื่อ เพราะตลอดเวลานางและลูกชายมักจะทำตัวแข่งกับข้า ถ้าหากข้ามีวาสนาจริงๆ คำที่กล่าวเมื่อสักครู่ก็มีแววเย้ยหยัน ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวไม่เอื้อให้ข้าด่าคนผู้นี้ได้โดยตรง แต่ข้ากลับได้ยินเสียงท่านแม่กล่าวออกมาว่า

“ใช่…เป็นวาสนานัก ที่ลูกสาวคนเดียวของข้าได้เป็นฝั่งเป็นฝากับเชื้อพระวงศ์ แต่หวังว่าคงจะไม่มีผู้ใดเอาชื่อเสียงของเหลียนฮวาและสามีไปแอบอ้างทำอะไรผิดๆนะ เพราะถ้ามีใครจะพูดให้คนอิจฉาได้ต้องเป็นข้า ผู้เป็นมารดาของเหลียนฮวาเท่านั้น”

ท่านแม่พูดเช่นนั้น ข้าก็ได้แต่แอบยิ้มอย่างสะใจ

แต่พอลุงเหอร้องบอกมาว่า เจ้าบ่าวได้มาถึงแล้วข้าก็ต้องหุบยิ้มทันที สายตาของข้าได้แต่จับจ้องปลายเท้าของผู้มาใหม่ที่ก้าวมาเท่านั้น ข้าคำนับเขา เขาคำนับให้ข้า คนแปลกหน้าที่ต้องมาตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน การแต่งงานจะผูกมัดเรานานเท่าใดก็ไม่รู้ ได้ยินเสียงคำอวยพรของแขกที่มางาน ท่านตาขยับเข้ามาใกล้ๆท่านชายเจินพลางเอ่ย

“เหลียนฮวาแม้จะเกิดในตระกูลไม่สูง แต่ข้าก็ได้แต่หวังว่าท่านจะเมตตานาง อย่าทำให้นางชอกช้ำใจ” ท่านตาเอ่ย ข้าเดาเอาว่าท่านคงร้องไห้ เพราะน้ำเสียงที่ออกมานั้นสั่นรัวผิดกับยามปกติ ท่านชายเจินจับมือข้าไว้แน่นพร้อมกับเอ่ยถ้อยคำที่ข้าฟังแล้วหัวใจพองโต

“ข้าจะไม่ทำให้นางเสียใจ ท่านตาอย่าได้ห่วง”

แต่ถ้าหากว่าทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความรัก ข้าคงจะมีความสุขไม่น้อย แต่พอมาคิดว่าที่ข้าแต่งงานกับเขาเพื่อข้อตกลงของกันและกัน หัวใจที่เคยพองโตก็เหี่ยวแฟบลงทันที ท่านแม่ก็เข้ามาอวยพรให้ข้า แต่คำสุดท้ายกลับทำให้ข้ากลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

“นางอาจจะไม่งดงามนัก แต่เป็นดั่งดวงใจของหม่อมฉัน แต่ถ้าวันไหนท่านชายทรงเบื่อหน่ายนาง ขออย่างเดียวส่งคืนนางคืนมาที่นี่ อย่าทำให้นางเศร้าโศกเสียใจเมื่อเห็นสามีเบื่อหน่าย อย่าได้ทำเหมือนนางเป็นของไร้ค่า ทางสกุลเราจะไม่กล่าวโทษท่านชายและคนของตำหนักปาเสียนอ๋องเลยแม้เพียงนิดเดียว”

“ข้ารับปากท่าน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าบุตรชายสามของปาเสียนอ๋องและพระชายาตี้จะไม่มีวันทำให้ภรรยาของข้าเสียใจ”

มือที่จับข้าไว้กุมแน่นมากขึ้น ในตอนนั้นข้าอยากดึงผ้าคลุมหน้าออกเพื่อจ้องมองดวงตาคมคู่นั้นเหลือเกิน ตอนนี้แววตาของเขายามตกปากรับคำกลับท่านแม่จะเป็นเช่นใดนะ ความรู้สึกตื้นตันมีมาไม่กี่มากน้อย แต่ก็เป็นเสียงของเขานั่นแหละที่ดังอยู่ในหัวของข้า มันย้ำชัดว่า ทุกอย่างที่เขาทำวันนี้มันมีเหตุและผล แต่ทุกอย่างไม่ได้ใช้ความรักช่างโชคร้ายจริงๆ

ช่วงที่ข้ากำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น เขาก็เปิดผ้าคลุมออก ข้าไม่ได้สบตาเขา เพราะกลัวว่าหัวใจของตัวเองมันจะทรยศ นี่ถ้าเผลอมันเต้นเสียงดังไปจนเขาจับได้ ข้าจะไม่อายแทบแทรกแผ่นดินหนีรึ รอยยิ้มจางๆ แต่กลับทำให้ข้าหวั่นไหวได้อะไรถึงเพียงนี้

“ข้าสัญญาว่าจะไม่ทอดทิ้งเจ้า ไม่ว่าจะสัญญากับใครข้าก็จะไม่เปลี่ยนแปลงคำมั่นในวันนี้ กุสุมาดอกนี้ข้าจะถนอมนางด้วย..หัวใจ”

ใบหน้าของข้าแดงจัด เห่อร้อนเหมือนจะเป็นไข้แต่ที่ข้ารู้ตอนนี้ก็คือ ในดวงตาคมคายของเขา ข้ามิอาจจะหลบเลี่ยงสายตาคู่นั้นไปได้ ใจของข้าทำไมสั่นไหว ทั้งๆที่พร่ำบอกกับตัวเองว่า นี่มันแค่เรื่องโกหกที่ข้าและเขาสร้างขึ้น สายตาที่เว้าวอนหาความหมายอะไรไม่ได้หรอก ตัวเขาเองก็คงใช้บ่อยตามประสาชายเจ้าชู้ ข้าจะไปหลงว่ามันเป็นความจริงไม่ได้หรอก ในเมื่อทุกสิ่งข้ารู้อยู่แก่ใจดีว่าอะไรเป็นอะไร

สิ่งนั้นทำให้ข้าเมินหลบสายตาของเขา พยายามกะพริบตาเพื่อปิดกั้นเสียงเต้นของหัวใจ พยายามไม่หลงใหลว่ามันคือเรื่องจริง

“เสร็จพิธีแล้ว ข้าจะกลับเปียนจิง (1)  เลย เจ้าจะว่าอะไรไหม”

“ทำไมมันรวดเร็วขนาดนี้คะ ข้ายังมิได้เตรียมใจที่จะต้องจากไปเร็วอย่างนี้”

แน่ล่ะถ้อยคำของเขาทำให้ข้าตกใจมาก ข้ารู้ว่าจะต้องไปเปียนจิง แต่ไม่คิดว่ามันจะรวดเร็วถึงเพียงนี้ ข้าหันหน้าไปมองท่านแม่ สายตาที่มีร่องรอยอาลัยทำให้ข้ารู้สึกเกลียดการแต่งงานจอมปลอมนี้เป็นเท่าตัว

“ส่งตัวบ่าวสาวไปพักผ่อนเถิด อย่างที่ท่านชายบอก อีกไม่นานเหลียนเอ๋อร์ต้องรีบเข้าไปยกน้ำชาให้ท่านอ๋องและพระชายา” ท่านยายน้อยเป็นพูดตัดบทขึ้นมาเอง

จากหลินอันเข้าสู่เมืองหลวงข้าต้องเดินทาง ทั้งๆชุดเจ้าสาว เพราะท่านชายเจินบอกว่าต้องไปทำพิธียกน้ำชาให้พระบิดากับพระมารดา พอมาถึงห้องส่งตัว เขาก็เอาขนมหวานกับผลไม้มงคลป้อนให้ข้าทันที บอกว่ากลัวจะหิว ข้าออกจะงงๆ กับการกระทำของเขาแต่ก็ยอมกินขนมลงไป เพราะหิวแสบไส้เหลือทน ใจจริงข้าอยากกินข้าวมากกว่า แต่ก็ต้องรักษากิริยาเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าเขา

‘นี่แหละข้อแตกต่างของหญิงที่มีสามีกับไม่มีสามี…เฮ้อ’

ท่านชายเจินได้แต่บอกว่า ไม่อยากให้ข้าคลุมหน้าถึงเปียนจิง เพราะมันค่อนข้างไกลพอสมควร เขาตะโกนบอกให้พี่อี้เหลียนหาชุดที่ใส่สบายๆ มาให้ข้า ข้าพยักหน้าตอบ เขายิ้มพลางเอามือแตะที่หัวข้าเหมือนเล่นหัวหมาอีกครั้ง

“ดูๆแล้วเจ้าก็น่าเอ็นดูเหมือนกันนะ สีชมพูอมแดงเหมาะกับเจ้ามาก ก่อนเดินทางกินให้อิ่ม แล้วไปกอดลาท่านแม่เสีย”

เสียงนั้นนุ่มนวลลง ดวงตาของเขาก็ดูอ่อนโยนมาก จนบางทีข้าอยากเอามาครอบครองไว้คนเดียว

“เราเลื่อนการเดินทางได้ไหมเจ้าคะ เป็นความจริงที่ข้ายังไม่ได้เตรียมใจเลย ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ราวกับฝันไป”

เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางเอ่ย

“เห็นทีจะไม่ได้ เพราะฤกษ์ยามได้กำหนดไว้แล้ว ข้าส่งข่าวไปยังตำหนักท่านพ่อ คนทางนั้นก็คงเตรียมงานอยู่เหมือนกัน ที่จริงเราแต่งงานกันก็แค่หลอกๆ จะผิดฤกษ์ไปบ้างคงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ถ้าไม่ติดท่านพ่อกับท่านแม่ ข้าคงยอมตามใจเจ้า”

“แต่ข้าอยากจะอยู่กับท่านแม่อีกสักหน่อยนี่”

ข้าเอ่ยแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ก่อนปลดชุดแต่งงานสีแดงออกและทำสีหน้าแบบไม่ใส่ใจความรู้สึกข้า แน่นอนข้ารู้สึกเขินอายที่เขาทำเช่นนี้ แต่ว่าจะอ้าปากด่าก็ด่าไม่ทัน เขาจับไหล่ทั้งสองไว้ พลางจ้องมองลึกในแววตาที่สับสนของข้าในเวลานี้

“ต่อไปต่อหน้าคนอื่น อย่าเรียกข้าว่าท่านชายเลย เรียกท่านพี่ให้ชินปาก ที่วังปาเสียนอ๋องคนที่จะคอยจับผิดเรามากกว่าจะเจ้าคิดไว้เสียอีก ถ้าหากเสร็จงานแล้วอิสระที่เจ้าร้องขอ ข้าจะให้เจ้าเอง”

‘นี่มันสัญญาทาสชัดๆ’

ข้าพ่นลมหายใจออกมาอย่างเหลืออด

“ไม่พอใจรึ ถึงได้ทำกิริยาเช่นนั้น”

เขาพูดพลางหันไปถอดเสื้อชั้นนอกของตัวเองออกบ้าง ข้าไม่กล้ามองร่างสูงเวลาไม่มีเสื้อผ้าอยู่เลย ได้แต่หนีไปแอบที่หลังฉากกั้นลายดอกบัวนิ่งเงียบ รอให้เขาแต่งตัวให้เสร็จ ก่อนถึงจะออกไปแต่ท่านชายเจินก็พูดออกมาก่อนว่า

“เหลียนฮวา มาเกล้าผมให้ข้าหน่อยสิ ครั้นจะกลับบ้านในสภาพผมเผ้ากระเซอะกระเซิงดุจคนบ้า ข้าเกรงว่าท่านแม่จะไม่พอใจ” เขาพูดพลางยื่นหวีหยกให้ เมื่อเดินออกมาจากหลังฉากกั้น ในขณะที่ข้ายังไม่เปลี่ยนชุด เขานั่งลงที่เก้าอี้ในห้องหอของสองเราที่ใช้ในพิธีจริงไม่ถึงข้ามคืน ข้าพยักหน้า เพราะเห็นว่ามันไม่เรื่องหนักหนาอะไร เขาสวมชุดที่ดูเรียบร้อยมาก ถ้าเทียบกับที่ข้าเคยเจอ ผ้าไหมเนื้อดีสีครามตัดกับเสื้อตัวในสีขาว ข้าหวีผมให้เขาช้าๆ ตอนที่มีจับที่ท้ายทอยก็รู้สึกว่ามีเนื้อนูนๆขนาดครึ่งกำปั้นโผล่ขึ้นมา หากไม่สังเกตดีๆคงไม่เห็นแต่ถ้าได้สัมผัสถึงได้รู้

“ตรงนี้ของท่านบวมๆไปกระแทกอะไรมาคะ”

“เป็นมาตั้งแต่เด็กแล้วล่ะ นี่เป็นความลับเลยนะ มีแต่ข้าท่านแม่และท่านพ่อที่รู้ พี่ใหญ่พี่รองเขาก็ไม่รู้หรอก ตอนนี้มีเจ้าอีกคน แต่ไม่เป็นไรหรอกเจ้าเป็นเมียข้า ข้าไม่อยากปิดบังอะไรเจ้าอยู่แล้ว”

ใบหน้าของข้าเห่อร้อนเมื่อเขาพูดคำนั้น ได้แต่หวีผมมามัดเกล้าให้เขาเงียบๆ ถึงตอนนี้คิดภาพจอมยุทธ์ชุดสีดำแทบไม่ออก เพราะท่านชายเจินดูสง่างามมากในชุดแบบนี้ เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูงมองหน้าข้าพลางยิ้มกว้าง

“จำไว้นะ ต่อจากนี้ไปเจ้ามีหน้าที่เกล้าผมให้ข้าทุกวัน ที่บ้านข้าจะไม่ใช้บ่าวหลังจากแต่งงานแล้ว นี่คือหน้าที่ของภรรยาที่พึงกระทำต่อสามี เจ้าคงต้องลำบากอย่างนี้สักระยะ”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าเองก็ต้องอาศัยท่าน เราต่างก็เดินไปตามบทบาทที่ได้รับ”

ข้าพูดความจริงในขณะที่หัวคิ้วของเขาขมวดมุ่น ร่างของข้าถูกดึงเข้าหา จนจมูกข้าเข้าไปกระแทกหน้าอกอีกฝ่ายอย่างจัง มือเรียวข้างหนึ่งว่องไวดึงปมเชือกของเอี๊ยมมงคลหลุดออก ทั้งๆที่ข้าไม่ได้ถอดเสื้อตัวนอก ข้ารีบเอามือกอดอกไว้ทันที ปากก็ตะโกนด่าเขาแบบไม่เต็มเสียงนัก เพราะตอนนี้เขาชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ข้าเพียงนิดเดียว!

 “ท่านทำบ้าอะไร!”

“ก็ทำตามบทบาทสามีต้องปลดเอี๊ยมมงคลในวันแต่งงานไง ข้าทำดีไหมล่ะ เอาล่ะ เปลี่ยนเสื้อเสียเถิด ชุดนี้ของเจ้ารวมทั้งเครื่องประดับบนหัวหนักมิใช่น้อย ข้าไม่อยากให้ถึงเมืองหลวงแล้วพบว่า เมียข้าคอเคล็ดเพราะหมวกประดับผม” เขายิ้มยั่วดวงตาเปล่งความหมายบางอย่างที่ข้าไม่รู้ เมื่อเขาเดินจากไปข้าได้เพียงกลิ่นน้ำมันหอมจางๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกระออมอก ใจของข้าทำไมเต้นแรงแบบนี้นะ ข้าเป็นอะไรไปนี่!

“เจ้าคนฉวยโอกาส!”

 

เชิงอรรถ : 

(1)   เมืองไคเฟิง

Don`t copy text!