ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 13 : ตำหนักปาเสียนอ๋อง

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 13 : ตำหนักปาเสียนอ๋อง

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 13 –

 

รถม้าและขบวนข้าวของที่ท่านแม่จัดเตรียมมีมากมายถึงสามคันรถม้า ในนั้นมีผ้าแพร อาหาร ยาบำรุง ส่วนเครื่องประดับและเงินทองหนึ่งหีบใหญ่ท่านแม่บอกว่า ให้ข้าเก็บไว้เผื่อขัดสน ถึงสามีจะมียศศักดิ์คนเป็นเมียก็ต้องสง่างามเพื่อรักษาหน้าตาสามี

พอข้าหลับตาภาพท่านแม่ทำงานหนักเพื่อให้ได้เงินมาแต่ละอีแปะ ทำให้ข้าไม่กล้ารับเงินหีบนั้น แต่ท่านแม่บอกว่าที่นี่ไม่ขัดสนอะไร ถ้าไม่ให้ข้าติดตัวไปสิ ยิ่งเป็นกังวล ข้ากอดท่านและก่อนเอ่ยคำร่ำลา ท่านชายเจินดึงมือข้ามาจับแน่น ราวกับจะบอกให้ท่านวางใจ ความคิดหนึ่งเข้ามา ถ้าหากการแต่งงานนี้เกิดมาจากความรักข้าคงยึดเอาเขาเป็นหลักใจได้ แต่เพราะข้อตกลงมันค้ำคออยู่ ข้าจำต้องยืนยึดพื้นดินให้แน่น เพราะคงไม่มีหลักหรือตอไม้ที่ไหนเป็นที่ยึดเหนี่ยวทั้งนั้น

“ข้าจะดูแลนางให้ดีขอรับ ถ้าหากเสร็จงานทุกอย่างแล้วเราจะมาเยี่ยมท่านแม่ด้วยกัน”

“ฝากด้วยนะเพคะ”

แม่ก้มลงคำนับท่านชาย และพยายามเบือนหน้าหนีเพื่อหลบมุมเช็ดน้ำตา ข้าได้แต่มองท่านจนรถม้าเคลื่อนออกและภาพท่านกลายเป็นจุดเล็กๆ จนเลือนหายไป ถึงตอนนั้นแหละที่ข้าบังคับน้ำตาไม่ให้ไหลไม่ได้ ท่านชายเจินไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา ได้แต่รั้งร่างของข้าเข้ามาใกล้ ใช้ไหล่เป็นที่เช็ดน้ำตานานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ข้าร้องไห้หลับไปกับอ้อมแขนเขา ในสัมผัสอันเลือนลางที่ข้ารับรู้ได้ มือของคนผู้นั้นเช็ดน้ำตาให้ข้าจนมันไม่ไหลกลับมาอีก

ณ ตำหนักปาเสียนอ๋อง เมืองเปียนจิง(ไคเฟิง)

“เอ้า…เร่เข้ามา มีสินค้าจากแดนไกลให้ท่านได้เลือก แม้แต่แพรพรรณจากอุตรประเทศ (1) ก็มีมาให้เลือกมากมาย เชิญคุณหนูคุณนายทั้งหลายมาเลือกซื้อได้เลย”

ข้าเยี่ยมหน้าไปมองหนทางนอกรถม้า ที่นี่สมกับเป็นเมืองหลวงจริงๆ หลินอันแม้เป็นเมืองใหญ่ก็เป็นเพียงชั้นรอง ผู้คนในเมืองหลวงมากจนนับไม่ได้ เมื่อเห็นคนในตลาดก็ให้คิดถึงบ้าน

“ใกล้ถึงจวนของข้าแล้วล่ะ ข้าจะลงไปขี่ม้าให้อี้เหลียนมาช่วยเจ้าแต่งตัวดีกว่า”

ท่านชายเจินบอกกับข้าเช่นนั้น พลางบอกให้คนขับรถม้าหยุด ไม่นานนักพี่อี้เหลียนก็เข้ามานั่งบนรถม้าพร้อมกับชุดแต่งงานที่ข้าเคยสวมเมื่อห้าวันก่อน ข้าใช้เวลาแต่งตัวแบบรีบเร่ง นึกในใจว่าอยากจะอาบน้ำเหลือเกิน แม้จะเป็นเหมันต์ฤดูแต่การเดินทางนานๆ ก็ทำให้ผงฝุ่นจับเนื้อตัวแลดูเหมือนแมวคลุกขี้เถ้าก็ไม่ปาน พวกผู้ชายดีหน่อยที่ได้อาบที่โรงเตี้ยมข้างทางบ้าง แต่ข้าผู้ไม่เคยออกจากบ้าน ย่อมไม่กล้าอาบน้ำครบขบวนได้แต่เอาผ้าซับน้ำลูบเนื้อตัวบ้าง

“ข้ากลัวจังเลย พี่อี้เหลี้ยน”

“บ่าวอยู่นี่ คุณหนูอย่ากลัวเลยเจ้าค่ะ อย่างน้อยอยู่ที่นี่ก็ใกล้นายท่านผู้เฒ่า ใกล้วังหลวง หากท่านว่างคงจะแวะมาเยี่ยมเยียนคุณหนูบ้าง”

“ใกล้วังหลวงรึ”

สัตว์ร้ายในตัวข้าเหมือนถูกปลุก บางทีข้าอาจจะได้เข้าไปหาหลันฮวาในวังก็ได้ ข้ายิ้มแบบเคียดแค้นในใจ ถ้ามันอยู่ใกล้แค่นี้ ข้าต้องหาทางเข้าไปในวังหลวงให้ได้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผ่าคลุมสีแดงสดปักลายหงส์ถูกคลุมศีรษะข้าอีกครั้ง สิ่งมุ่งหวังใหม่เกิดขึ้นแล้วในใจตอนนี้

“ท่านชายสามเสด็จแล้ว จงเปิดประตู!”

ข้าเปิดม่านรถม้าออก ที่นี่มันเหมือนกับบ้านที่ตรอกชิงไห่ของข้า แต่ดูใหญ่กว่าสี่หรือห้าเท่าได้ ผู้คนเท่าที่ข้าคะเนด้วยสายตามีมากกว่าร้อยคน ที่ประตูมีกระดาษติดอักษรมงคลขึ้น ท่านชายเจินลงจากหลังม้าพลางยื่นมือมาจูงมือข้า พี่อี้เหลียนกำชับว่าให้เอาผ้าคลุมหน้าลงได้แล้ว ข้าเลยไม่ได้เห็นว่ามีใครยิ้มหรือหัวเราะให้ข้า แต่แล้วเสียงนินทาในระยะเผาขนดังขึ้น

“ผู้หญิงตีนโต ลูกทาสบ้านไหน พระชายาตี้คงไม่พอใจแน่”

“ได้ข่าวว่ามีเชื้อสายแม่ครัวหลวง บางทีพระชายาตี้อาจจะชอบก็ได้นะ ไม่เห็นสะใภ้ใหญ่สะใภ้รองรึ แต่ละคนเด่นเรื่องอาหารกันทั้งนั้น”

เสียงของคนพวกนั้นทำข้ากังวลนัก แต่ในเวลานี้จะทำอะไรได้ ข้าได้แต่เดินไปตามทางที่ท่านชายเจินจับจูงข้าเดินไปตามทางหินที่ปูไว้ กลิ่นหอมของดอกไม้ที่อบอวลไปทั่วบริเวณตลอดเวลาข้าเดิน

ข้าคิดว่าท่านปาเสียนอ๋องบิดาของท่านชายเจิน คงให้คนมาจัดงานทันทีที่รู้ข่าว การที่ข้าไม่ได้สูงส่งและเรื่องไม่ได้รัดเท้าก็เป็นอีกเรื่องที่น่าหนักใจ ข้าต้องเจออะไรบ้างนะ คำถามมากมายดังขึ้นในใจ แต่ก็ไม่ได้คำตอบอะไรนอกจากเสียงประทัดและเสียงพูดถึงขนาดเท้าที่ลอดชายกระโปรงข้าออกมาแต่ทันใด

“ท่านชายสามเจ้าคะ พระชายาเชิญท่านและภรรยาไปที่ห้องอุ่นด้านตะวันออกเจ้าค่ะ”

“ข้าต้องพาเมียยกน้ำชาตามฤกษ์นี่”เสียงของท่านชายเจินแย้งบ่าวที่มาบอกความ

“คงต้องเลื่อนออกไปก่อนเจ้าค่ะ เพราะเมื่อสักครู่พระชายาสั่งพ่อบ้านหลิวให้บอกบ่าวในครัวยกของออกมาเลี้ยงแขก”

“ข้าได้ยินมาเช่นนั้น ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก จู่ๆความกลัวกระแสหนึ่งก็แล่นเข้ามา ทำให้ข้าไม่สามารถก้าวเท้าออกไปได้ ท่านชายเจินกระซิบแผ่วๆว่าใกล้ๆหูว่า

“ไม่ต้องกลัวนะ ข้าจัดการทุกอย่างได้”

แต่ข้าจะเชื่อใจเขาได้กี่มากน้อย การแต่งงานที่ตัวเขาจัดแจงเป็นเถ้าแก่เอง ส่วนข้าเองก็แต่งเข้ามาเพื่อกันข้อครหาและเพื่อปกป้องท่านยายน้อย มันจะมีอะไรขึ้นต่อจากนี้ต่อไป ก็มิอาจคาดเดาได้ ท่านชายเจินจูงมือข้าก้าวเข้ามาในห้องที่มีความอบอุ่นมากกว่าที่อื่น จนจมูกของข้าได้กลิ่นกำยานชั้นดีกระจายไปในอากาศและพอมองลอดชายผ้าคลุมหน้าข้าก็เห็นรองปลายเท้าเรียวเล็กขนาดเท่าฝ่ามือเด็กห้าขวบที่ปักด้วยลวดลายที่วิจิตรบรรจง

“เจ้าลูกไม่รักดี การแต่งงานที่หวงตี้ให้เลือกสตรีที่สมหน้าสมตากลับไม่แต่งกับเขา ข่าวว่าเจ้าได้เมียเป็นแม่ค้ารึ”

เสียงของสตรีสูงศักดิ์ที่แฝงความเด็ดขาดดังขึ้น ทั้งที่อากาศหนาวข้ากลับเหงื่อตกราวกับนั่งอยู่ใกล้หม้อต้มเนื้อแกะ ท่านชายเจินปล่อยมือของข้าแล้วจึงเดินไปหาพระมารดาทันที

“แต่เมียข้ารวยมากนะท่านแม่ ตระกูลจางครอบครองการค้าเมืองหลินอัน บิดานางเป็นเจ้าอากรนายภาษี”

“แต่ยังดูต้อยต่ำนัก เห็นจะสมด้วยเจ้าไม่ แล้วคนที่ส่งเทียบเชิญจากสิบตระกูล เขาจะคิดอย่างไรที่เจ้าคว้าเอาใครก็ไม่รู้มาเป็นเมีย เปิดผ้าคลุมหน้าออกสิ!”ข้าสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงที่เจือด้วยคำสั่งตอนท้าย ผ้าคลุมหน้าถูกเปิดออก ในตอนนั้นข้ากลับรู้สึกแสบตาราวกับมีพระอาทิตย์อยู่ตรงหน้า

“หาได้งดงามไม่ นี่เหรอลูกสาวคหบดีผู้มั่งคั่ง หน้าตาเหมือนยายเมิ่งขายเต้าหู้ เท้าก็ไม่รัด เจ้าสามบอกแม่มาตรงๆ เจ้าคว้าเอาใครมาเป็นเมีย สิ่งที่เจ้าบอกกับคนส่งข่าวหาได้เป็นความจริงไม่”

ข้าได้ฟังก็ให้เคืองนิดๆ ถ้ามีโอกาสข้าคงหาเวลาไปดูหน้ายายเมิ่งขายเต้าหู้สักที ดูสิว่าที่พระชายาตี้บอก จะเป็นความจริงไหม ร่างของสตรีสูงศักดิ์ขยับมาใกล้ จนกระทั่งข้ามองเห็นรอยตีนกาที่ถูกฝุ่นแป้งอำพราง ด้วยความเป็นผู้น้อยทำให้ข้าหลบตาลงต่ำ

“นางเป็นคนดีนะขอรับ รู้หนังสือแต่งกลอนไพเราะ ช่วยมารดาค้าขายอย่างขยันขันแข็ง ย่างก้าวที่นางเดินก็ดูเข้มแข็งมั่นคง ลูกคงรู้สึกดีถ้าได้เดินคู่ไปกับผู้หญิงแบบนี้”ข้าเงยหน้ามองผู้ที่อยู่ข้างๆ ท่านชายเจินระบายยิ้มน้อยๆ บนใบหน้า มือเรียวข้างหนึ่งแตะหลังมือข้าเบาๆ เหมือนกับจะให้คลายกังวล สายตาที่สบมานั้นทำให้ข้าวางหัวใจให้เขาได้ชั่วขณะ

“ที่สำคัญลูกประทับใจในตัวนางตั้งแต่แรกเห็น”

พระชายาตี้มองหน้าข้าสลับกับหน้าลูกชาย เพื่อมองหาสิ่งที่น่าประทับใจตั้งแต่แรกเจอ ครั้นเมื่อจ้องมองจนคิดว่ามองไม่เห็น จึงส่ายหน้าไปมาอย่างอ่อนใจ

“เจินเอ๋อร์ เจ้าใช้แค่สายตาเลือกเมียแค่นั้นเรอะ การพอใจแค่แรกเจอ อาจจะนำพาความหายนะมาสู่ตลอดชีวิตของเจ้าก็ได้ รู้ไหมแค่ข่าวเรื่องเจ้าพาหญิงสกุลพ่อค้าเข้าบ้าน ตำหนักอ๋องเจ็ดแห่งถึงกับส่งจดหมายมาไต่ถามตัดพ้อ ไม่รวมขุนนางคนอื่นๆ ที่หวังเป็นดองกับเรา ต่อไปเจ้าจะอยู่ลำบากนะ นี่อะไรแต่งกับลูกนายอำเภอยังไม่น่าอายเท่านี้”

พระชายาตี้พูดเสียงดัง ในถ้อยคำนั้นทำให้ข้ารู้สึกว่าตัวเองต้อยต่ำ แต่ปากก็คันยิบๆ อยากพูดอธิบายความไปนัก ว่าบางทีลูกสาวผู้ว่าเอย…เมียนายอำเภอเอย…ยังแอบเอาเครื่องประดับมาจำนำกับท่านแม่เลย สำหรับข้าแล้วการมีความสุขสำคัญกว่าอะไรทุกอย่าง แต่คนที่อยู่ระดับนั้นอาจจะมองเรื่องชนชั้นสำคัญก็เป็นได้ ท่านชายเจินคุกเข่าลงที่พื้นพลางคำนับพระมารดาก่อนเอ่ย

“ถ้าเป็นเช่นนั้นลูกก็จะยอมรับมัน อย่างน้อยที่สุด การเลือกคู่ครองของชีวิตก็ได้เลือกเองแล้ว จะเสียใจหรือทุกข์ใจลูกจะยอมรับมันเอง” เสียงนั้นกังวานมั่นคงนัก ข้ารู้สึกว่าใจของข้ามันสั่นหวั่นไหวอย่างไรชอบกล แต่สิ่งเขาพูดมันเป็นเพียงการกล่าวไปตามบทบาทเท่านั้น สิ่งที่ข้าจะเตือนตัวเองได้ก็คือทำใจให้ชินเสียกับถ้อยคำแบบนี้ พระชายาตี้มองหน้าท่านชายเจินอย่างโกรธจัด ใบหน้าเริ่มมีสีเข้มขึ้นตามระดับความโกรธ

แต่ทันใดนั้น ร่างของใครคนหนึ่งก็ย่างก้าวเข้ามาในห้อง คนผู้นั้นมีรูปร่างสูงใหญ่อวบอ้วน ใบหน้ามีบางส่วนคล้ายท่านชายเจิน ใบหน้าอวบอูมนั้นเจือสีชมพูดนิดๆดูแล้วท่าทางใจดียิ่งนัก

“พวกเจ้าแอบมาทำพิธีอยู่ตรงนี้รึ แขกเหรื่อล้วนถามหาบ่าวสาวให้วุ่น”

“ท่านพ่อ!”

ท่านชายเจินลุกขึ้นพลางเปล่งเสียงด้วยความดีใจ สายตาของคนผู้นั้นมองมาที่ข้าอย่างเมตตา ดูแล้วน่าจะเป็นมิตรกว่าพระชายาตี้ผู้เป็นภรรยา แน่นอนคนผู้นี้ย่อมจะเป็นใครไปไม่ได้ นอกจากท่านอ๋องแปดหรือปาเสียนอ๋องนั่นเอง

“เดินทางมาไกลเจ้าคงเหนื่อยสินะ จะยกน้ำชาที่นี่ก็น่าจะบอกพ่อ ปล่อยให้พ่อไปรับแขกข้างนอกดื่มสุราไปเสียหลายจอก” มือสองข้างของท่านอ๋องดึงร่างของข้าให้ลุกขึ้น ความอบอุ่นบางอย่างที่เจืออยู่ในนั้นทำให้ข้ารู้สึกอุ่นใจ ท่านชายเจินยิ้มกว้างและข้าพอจะเดาได้ว่า พระบิดาคงเป็นเป็นที่พึ่งของเขาในยามนี้ได้เป็นอย่างดี

“ลูกสามบอกว่าเจ้าชื่อเหลียนฮวา ขอต้อนรับสู่วังของข้าและจงอยู่ให้เป็นสุขเถิดนะ เจ้ากุสุมาดอกน้อย” ข้ามองหน้าท่านอ๋องแปดนิ่ง นิ่งอยากให้ท่านพ่อแบบนี้กับข้าบ้าง เท่าที่ข้าจำได้ท่านพ่อไม่เคยจับจูงข้าแบบนี้มานานแล้ว มือหนาอวบอิ่มแตะที่ไหล่ของข้าเบาๆ ท่านอ๋องแปดบอกบ่าวคนสนิทให้ยกน้ำชาเข้ามาท่ามกลางความไม่พอใจของพระชายาตี้

“ท่านพี่ ท่านทำอย่างนี้ได้ยังไง”

“ก็เจ้าแอบมาเปิดเวทีเล็กที่นี่ทำไมเล่า ในเมื่อลูกมาถึงเหนื่อยๆ เขาพอใจที่จะเลือกเมียเอง เราก็ควรตามใจเขา”

“แต่มันไม่สมควร ถ้าเจ้าใหญ่เจ้ารองจะเป็นแบบนี้ข้าจะไม่ห้ามแต่นี่ลูกสาม ข้ายอมให้เขาทำแบบนี้คว้าคนสกุลต่ำมาเป็นเมียไม่ได้ ท่านรู้หรือแกล้งลืมกันแน่” คำถามนั้นเหมือนทิ้งทวนความสงสัยในใจข้า ใช่สิ…ลูกเหมือนกัน ทำไมท่านชายเจินถึงทำเลือกคู่ครองเองไม่ได้

“ข้าอยากเป็นอย่างพี่ใหญ่พี่รองมากกว่า บอกเหตุผลมาสักข้อสิขอรับ ว่าเหตุใดข้าถึงเลือกคู่ครองเองไม่ได้ ทั้งๆที่ข้าก็เป็นลูกของท่านพ่อท่านแม่เหมือนกัน”

“ ก็เพราะว่า..”

เสียงนั้นหายไปในลำคอข้าเองก็พยายามเงี่ยหูฟัง แต่ท่านอ๋องแปดกลับพูดตัดออกมาว่า

“ยกน้ำชามา ไปเรียกทุกคนในบ้านมาที่นี่ ให้พ่อบ้านหลิวต้อนรับแขกไปก่อน บอกท่านชายใหญ่ ท่านชายรองไปว่าข้าให้ทำพิธียกน้ำชาที่ห้องอุ่นตะวันออก”

คำนั้นของท่านอ๋องแปดถือเป็นคำขาด พระชายาตี้ได้แต่มองพระสวามีและลูกชายคนสุดท้องอย่างเหลืออด

 

เชิงอรรถ : 

(1)  ดินแดนส่วนหนึ่งของอินเดีย

Don`t copy text!