ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 15 : หน้าที่ของสะใภ้สาม

ชื่นกลิ่นกุสุมา บทที่ 15 : หน้าที่ของสะใภ้สาม

โดย : อวิ๋นหลง

ชื่นกลิ่นกุสุมา เรื่องราวของโม่เหลียนฮวา หญิงสาวที่โชคชะตาก็ทำให้เธอกลายมาเป็นพระชายาของบุตรชายปาเสียนอ๋อง ตำแหน่งที่มาพร้อมความยุ่งเหยิงในชีวิต แต่นางก็แสนจะเต็มใจ นิยายจีนของ อวิ๋นหลง นักเขียนสาวผู้มีผลงานมาแล้วมากมายหลายเรื่อง แต่เรื่องนี้คือนิยายจีนเรื่องแรกของเธอ นิยายออนไลน์ ที่ อ่านเอา อยากให้คุณได้ อ่านออนไลน์ 

****************************

– 15 –

เข้าหอคืนแรก ข้าได้ครอบครองเตียงทั้งหมด แต่เพราะไม่ให้เป็นที่สงสัยแก่คนในครอบครัวและบ่าวไพร่ ท่านชายเจินบอกว่าช่วงแรกๆ คงต้องอยู่ด้วยกันแบบนี้ไปก่อน แต่บางทีเขาอาจจะไปนอนกับหยินเอ๋อร์บ้างและออกไปข้างนอกบ้าง อย่างเมื่อคืนนี้เองก็เช่นกัน พอส่งตัวเวลาเข้าหอเสร็จ ตกดึกมาเขาก็แต่งกายเป็นชายชุดดำออกไปข้างนอกและเพิ่งกลับออกมาอีกทีในเวลาเกือบเช้า

“ท่านชายไปไหนมาเจ้าคะ”ข้าเอ่ยพลางดึงผ้าปู่เตียงให้ตึง ในขณะที่เขายังยืนกอดอกมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย

“ท่านชายเจ้าคะ…” ข้าถามซ้ำเมื่อเห็นว่าเขาคงไม่ได้ยินในสิ่งที่ข้าเอ่ย เสียงถอนหายใจแผ่วๆ ดังแว่วมาทำให้ข้าต้องหันมามองเขา ท่าทางเขาตอนนี้ดูเหมือนมีอะไรไม่สบายใจเป็นอย่างมาก แล้วเมื่อคืนเขาไปไหนมาทั้งคืนนะ คนไม่นอนทั้งคืน มีธุระอะไรนักหนา

“หรือท่านไปสำนักนางโลมมาเจ้าคะ” ข้าโพล่งถามออกไปในที่สุด แต่คราวนี้เสียงดังกว่าเก่า

“ใช่…ข้าไปที่นั่นมา เจ้าก็ควรทำตัวให้ชินนะ เพราะข้าจะไปๆ มาๆ แบบนี้ทุกวัน”

ข้าพยักหน้าและพยายามเงียบเสียง ทั้งๆที่อยากรู้เหลือเกินว่าเขาไปไหนมา แต่นั่นอาจจะเป็นอาการสู่รู้ในสายตาเขาก็ได้ อีกอย่างการแต่งงานของเราก็เป็นเพียงการจัดฉากในการแสดงละครฉากหนึ่งเท่านั้น ข้าเลือกที่จะเงียบแต่ก็เอามือตบหมอนข้างแรงๆเพื่อกลบเกลื่อน

“เหลียนฮวา เจ้าโกรธรึ”

“เปล่าคะ ข้าก็แค่ถาม ท่านอยากไปไหนก็ตามสบายเจ้าค่ะ ข้ารู้ตัวดี”

“รู้ตัวก็ดีแล้ว” เขาเอ่ยสีหน้าเรียบเฉยแต่ข้ากลับรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจ เสียงของหยินจงดังแว่วมาจากนอกห้อง บอกว่าจะเข้ามาหาบิดาบุญธรรม แต่บ่าวรับใช้ไม่ให้เข้าไปเสียงเอะอะโวยวายจึงดังขึ้นหน้าประตู

“ให้ลูกข้าเข้ามา ไม่ต้องห้ามเขาหรอก”ท่านชายเจินเอ่ยก่อนจะหยิบเสื้อในถาดที่บ่าวเตรียมมาดู ครั้นพอเปิดประตูออกเด็กชายตัวน้อยก็วิ่งมากอดบิดาบุญธรรมไว้ทันที

“ท่านพ่อ ช่วยลงโทษบ่าวบัดซบคนนี้ให้ข้าหน่อย”

“ใครสอนคำว่า บัดซบ ให้กับเจ้า พ่อไม่เคยสอนนี่ไปจดจำมาจากที่ไหน” เสียงนั้นเข้มขึ้น หยินจงหรี่ตาลงน้อยๆอย่างเกรงกลัวบิดา สายตาคมคายมีแววขึ้งโกรธที่ไม่ได้รับคำตอบ

“เราพูดคำว่าบัดซบกับคนที่ต่ำกว่าได้ ข้าได้ยินมาจากบุตรชายของเสนาหวังข้างบ้าน เขาก็พูดกันทั่วเมือง ข้าไม่เห็นว่าจะผิดแปลกอะไร”

“ผิดสิ บ่าวไพร่ที่ห้ามๆเจ้าเขามีอายุมากกว่าเจ้าอีก อย่างอาหู่ก็เกิดก่อนพ่อด้วยซ้ำ ถ้าคำไม่เป็นมงคลมันไม่ได้มาจากคำสั่งสอนของพ่อหรือท่านปู่ ท่านย่า เจ้าก็ไม่ควรจะเอามาพูดกับบ่าวอย่างไม่รู้อาวุโสเช่นนี้” ใบหน้าของหยินจงซีดเผือด เขามีแววตาขอร้องให้ข้าช่วย แต่ข้าแกล้งทำเป็นมองไม่เห็น เพราะมันเป็นเรื่องที่พ่ออบรมลูก ตัวข้าเองถ้านับแล้วก็เป็นคนนอก ก้าวก่ายมากไปก็คงไม่ดี

“ที่พ่อพูด เข้าใจรึไม่ แล้วจะทำอีกไหม”

“ไม่ทำแล้วขอรับ ข้าจะไม่พูดหยาบคายอีก”

ท่านชายเจินถอนหายใจน้อยๆ ในขณะที่ข้าก็ไปจัดหนังสือฆ่าเวลาแก้เบื่อ

“ดีแล้ว มาที่นี่มีเรื่องอะไรรึลูก”  หยินจงยิ้มออกมาได้ทันที ที่เห็นว่าท่านชายเจินมีแนวโน้มว่าจะไม่ดุต่อ เขากอดบิดาแน่นก่อนเอ่ย

“บ่าวของท่านลุงรองไม่ให้ข้าเข้ามา บอกว่าถ้าอยากให้ท่านพ่อมีน้องเร็วๆ ต้องปล่อยให้พวกท่านอยู่ด้วยกันมากๆ แต่ข้าไม่อยากมีน้อง เลยดึงดันจะเข้าขัดขวางพวกท่าน” เด็กชายเอ่ยดวงตาแดงก่ำน้ำตาไหลพราก แต่ท่านชายเจินหัวเราะร่าราวกับเป็นเรื่องขบขัน เด็กคนนี้ดูจากความสูงแล้วอย่างมากก็ไม่น่าจะเกินเจ็ดขวบ ทำไมเขาถึงมีความคิดที่ไกลกว่าเด็กวัยเดียวกันเล่า

“เจ้าพูดถึงคนรึปลากัด เจ้าเต่าเขียว ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ป่านนี้คนไม่ล้นเมืองหมดรึ แล้วร้องไห้ทำไม”

“ข้าไม่อยากเข้าวังนี่ ข้าอยากอยู่ที่นี่ ที่นี่มีท่านปู่ มีท่านพ่อมีเจ้าลิ้นยาว อยู่ในวังมีแต่นางกำนัลแก่ๆ…เฮ้อ”

“เจ้าคนขี้เกียจ  เป็นท่านชายเกิดในราชสกุลต้องช่วยราชการ ถ้าไม่เรียนเขียนอ่านต่อไปเจ้าจะลำบากเอา”

มือข้างหนึ่งจับมือเล็กๆ ของลูกชายมากุมแต่ดวงตาที่ทอดออกมามีแววมั่นคงนัก หยินจงโผเข้ามากอดบิดาพลางเอ่ย

“ข้าจะขยันก็ได้ แต่ท่านสัญญาว่าจะไม่มีน้อง เพราะข้ากลัวท่านพ่อไม่รัก”

“ก็ได้ พ่อไม่มีน้องหรอก”

ท่านชายเจินเอ่ยพลางยิ้ม ข้าหันหน้าหนี นั่นสินะมันเป็นแค่การจัดฉากสำหรับข้ากับเขาแล้ว เปรียบเหมือนการแวะพักกลางทางและเดินจากไป ไม่ควรเหลือความทรงจำใดๆ ไว้แก่กัน ข้าหลับตาลงเบาๆ ไล่ความเหนื่อยล้า ตัดสินใจที่จะไม่คิดกับเขาเกินเลยอีก ในเวลาดังกล่าวข้าสบตากับเขาและก็ได้แต่หันหน้าหนีไป

“เจ้าจะไปไหน”

“พระชายากั๊วบอกให้ข้าไปเรือนเมฆา ที่เป็นที่พำนักของนาง แต่ข้ายังไม่รู้ว่าที่ไหนคือเรือนเมฆา ดูเวลาแล้วน่าจะใกล้เวลาแล้วล่ะ”

เขาพยักหน้าข้าเองก็ไม่อยากจะพูดอะไรต่อ เสียงที่ดังไล่หลังบอกให้บ่าวไปส่งข้าที่เรือนเมฆา พี่อี้เหลียนก็เดินตามข้าไปด้วย เพราะยังไม่คุ้นกับสถานที่ ในสายตาคู่นั้นของนางมีแต่ความหวาดระแวงไปหมด แต่โชคดีที่ภรรยาพ่อบ้านหลิวเป็นมิตรกับพวกเรา เพราะทั้งสองเป็นคนหลินอันเหมือนกัน ข้าจึงวางใจเรื่องจะไม่มีใครมาแกล้งนางไปเรื่องหนึ่ง แต่พี่อี้เหลียนก็คงเหมือนกับข้าที่รู้สึกเหงาและว้าเหว่เพราะไกลบ้าน

“คุณหนูหลับสบายดีไหมคะ”

“สบายมาก”

ข้าตอบพลางฉีกยิ้มให้พี่อี้เหลียนแล้วกลอกตาไปมา เห็นได้ชัดว่านางแปลกใจ ทั้งๆที่ข้าตอบน่ะมันเป็นคำตอบธรรมดาๆ แต่ที่ข้าจำได้ป้าหวังแม่ครัวที่หอจันทร์เสี้ยวบอกกับข้าว่า คืนแรกของวันเข้าหอ เจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวมักจะป่วยไปเสียคนหนึ่ง แสดงว่าที่ป้าหวังพูดมันเป็นเรื่องโกหก แต่พอคิดถึงเรื่องที่ควรทำแต่ไม่ได้ทำตามที่คู่ข้าวใหม่ปลามันเขาเป็นใบหน้าของข้าก็เห่อร้อน

“พี่กำลังพูดถึงเรื่องนั้นรึ ไม่มีวันหรอก ข้าไม่มีวันเจ็บป่วยหรอกด้วยการนั้นหร๊อก”

ข้าเอ่ยพลางหัวเราะลั่นตามวิสัย แต่ในใจกลับสลดลงและสาเหตุไม่ได้ การแต่งงานของข้าและเขามันเป็นแค่การแสดงฉากหนึ่งก็เท่านั้น เขาแต่งกับข้าเพราะอะไร ข้ารู้ดีอย่างที่สุด

“ใครมาหัวเราะอะไรแบบนี้เสียมารยาทที่สุด!!” น้ำเสียงของผู้มาใหม่ทำให้ข้าสะดุ้งจนแทบจะสะดุดขาตัวเองล้มลงไป ไม่ต้องนับถึงพี่อี้เหลียนที่ตอนนี้หน้าของนางซีดราวกับผีไก่ต้มเข้าสิง แต่พอเดินได้มาอีกหน่อยข้าก็รู้แล้วว่าใครเป็นต้นเสียง

“อ้อ ข้านึกว่าใคร ที่แท้สะใภ้สามนี่เอง” พระชายาจางพูดพลางปรายหางตามองข้าตั้งแต่หัวและหยุดลงที่เท้า สาบานได้ข้าอยากหดเท้าให้ได้เท่าฝ่ามือเด็ก เพราะแทนที่จะมองหน้าข้าเวลาสนทนากัน คนคนนี้กลับมองที่เท้าของข้าแทนและโดยมารยาทข้าต้องคำนับนาง

“คำนับ พี่สะใภ้ใหญ่”พระชายาจางเชิดหน้าขึ้นน้อยๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย

ตามศักดิ์น่ะใช่ แต่ข้าเป็นถึงลูกสาวของท่านเสนาบดี มีพี่สาวเป็นพระชายาใหญ่ของท่านอ๋องหลิง ถึงจะแต่งเข้าสกุลจ้าวเหมือนกัน แต่ควรคำนึงไว้อย่างหนึ่งว่า เจ้ากับข้าสูงต่ำหาเท่ากันไม่!!”

ข้าเผลอมองหน้าคนสูงศักดิ์อย่างเหลืออด ใบหน้างดงามนั้นยิ้มเหยียดเพียงมุมปากราวกับจะเย้ยข้า

“เจ้าค่ะ พระชายา”

ข้ากล่าวตอบออกไปพลางหยิกขาตัวเองไว้เพื่อระงับอารมณ์ พระชายาจางหัวเราะเบาๆ อย่างเสแสร้งพลางเอ่ย

“โอ้ ไม่ถึงขนาดนั้นก็ได้ ครั้งแรกที่มีข่าวว่าท่านชายสามพาสตรีลูกแม่ค้าเข้าบ้าน ข้าก็เตรียมใจไว้ระดับหนึ่งแล้ว ว่าควรจะจัดเจ้าอยู่ในระดับใด เจ้าเองก็จำไว้อย่าได้เห็นว่าตัวเองเท่าเทียมกับข้าแล้วลืมตัวล่ะ”

ในถ้อยคำนั้นทำให้ข้ากำมือแน่น สายตาของพระชายาจางเผิงเผิงทำให้ข้ากำมือแน่น พี่อี้เหลียนมองก้มต่ำ เห็นได้ชัดว่าตอนนี้นางมีคนที่ทำให้เกรงกลัวแทนที่ท่านยายน้อยแล้ว มือบอบบางที่แตะที่ผิวแก้มข้าแผ่วๆ เสียงที่ออกมาหลังจากนั้นทำให้ข้าต้องระงับอารมณ์ไว้สุดขีด

“สำเนียกไว้ว่าเจ้าต่ำกว่าข้าก็พอ..น้องสะใภ้!!”

“อ้าว…ทำไมมาคุยอะไรกันตรงนี้ไม่เข้าไปข้างในล่ะค่ะ น้องสะใภ้สามมาถึงนานแล้วรึ” พระชายากั๊วพูดพลางเดินกึ่งวิ่งมาหาข้า สายตาของคนที่แตะแก้มข้าอยู่อ่อนโยนราวกับเสแสร้ง

“พี่กำลังแนะเรื่องการแต่งตัวให้น้องสะใภ้อยู่ การแต่งตัวแบบนี้ดูจืดชืดเกินไป ตอนแรกคิดว่าจะงดงามกว่าคุณหนูสกุลหยางเสียงอีก แต่ที่ไหนได้ห่างไกลกันเหลือเกิน”

“ พี่สะใภ้ใหญ่พูดมากไปไม่ดีนะคะ รู้ก็รู้ว่าตอนนี้คนคนนั้นเข้าไปอยู่วังแล้ว”

“เจ้าควรจะมีความกล้ามากกว่านี้นะ…เฟยหลิง ตระกูลของเจ้ายิ่งใหญ่ ท่านมหาขันทีก็มีศักดิ์เป็นลุงของเจ้า ไท่จื่อเฟย (1) ก็มาจากตระกูลเจ้า การจะเรียกชื่อหยางซู่เจินตรงๆ น่ะ น่าจะทำได้”

“ข้าไม่กล้าหรอก วันข้างหน้าเราอาจจะต้องก้มหัวให้นางก็ได้” พระชายากั๊วเฟยหลิงเอ่ย

“อย่างไรก็แล้วแต่ น้องสะใภ้ควรทำตัวให้งดงามมิใช่ทำตัวเหมือนกระดาษเขียนฎีกา หยางซู่เจินคนนั้นน่ะงดงามหยาดฟ้ามาดินเลยล่ะ ข้าออกจะงงๆ เมื่อมีชื่อของคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง” ด้วยความสงสัยข้าจึงพลั้งปากถามออกไปว่า

“หยางซู่เจิน คือใครกันคะ”จางเผิงเผิงยิ้มเยียบเย็น มองหน้าประหนึ่งว่าตัวข้าเป็นคนโง่งมเต็มที

“เรื่องนี้เจ้าไปถามสามีเจ้าดีกว่า เราเป็นเพียงคนนอกพูดอะไรไปมากก็ไม่ได้ ที่เรียกมาวันนี้จะพูดเรื่องการแบ่งจัดสำรับแต่ละมื้อ เมื่อเจ้าเข้ามาที่นี่ควรรับหน้าที่นี้ด้วย ที่ผ่านมาข้ารับผิดชอบมื้อเช้ากับเที่ยง น้องเฟยหลิงรับหน้าที่ตอนเย็น ตอนนี้ข้าเห็นว่าเจ้าควรรับหน้าที่สักมื้อต่อวัน”

ข้าหรี่ตาลงน้อยๆ ความหนักใจเข้ามาเต็มที่ อย่างที่ท่านยายน้อยบอกว่าตระกูลจางคือผู้ครอบครองสูตรลับสุดยอดอาหารประเภทเส้น นางคงไม่ยอมให้ข้าทำมื้อกลางวันแน่นอน เพราะคนส่วนใหญ่ชอบกับหมี่น้ำหมี่แห้งช่วงกลางวัน ส่วนพระชายาจากตระกูลกั๊วก็เชี่ยวชาญการหมักสุราและน่าจะครอบคลุมเรื่องทำกับแกล้มด้วย แต่นางจะรับหน้าที่ทำอาหารมื้อใดไปเล่า

“ข้าจะทำมื้อเย็นเอง มื้ออาหารเช้าเป็นของน้องสะใภ้สามก็แล้วกัน”

พี่อี้เหลียนมองหน้าข้าราวกับจะบอกให้ข้าคัดค้าน แต่ด้วยศักดิ์ศรีข้ากับตอบตกลงไปแล้ว

“ได้ค่ะ ข้าจะรับหน้าที่นี้เอง”

 

เชิงอรรถ :      

(1) พระชายารัชทายาท

Don`t copy text!